Latest Movie :

ADDS1

ADDS2

Recent Movies

VW เอาบ้างปูทางรถยนต์ไร้คนขับ ติดชิป Snapdragon

 ปัจจุบัน ผู้ผลิตรถยนต์หลายแบรนด์ไม่ได้เตรียมพร้อมแค่การกระโดดเข้าไปตลาดรถยนต์ไฟฟ้า แต่รถต้องมีสมรรถภาพในการแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน 

แต่ก่อน เราเคยเชื่อว่า รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติไม่จำเป็นต้องชิปเพื่อประมวลผลภายในตัว แต่อาศัยการส่งข้อมูลที่รวดเร็วอย่าง 5G ที่เซนเซอร์จะส่งข้อมูลการขับขี่ไปประมวลบนคลาวด์และส่งกลับมาที่ตัวรถเพื่อที่จะส่งให้หยุดไปต่อ แต่ท้ายที่สุด เราก็ประจักษ์แล้วว่า การมีชิปอยู่ในตัวรถแล้วช่วยประมวลในทันทีนั้นดีกว่า ..

ทำให้เราได้เห็นบริษัทรถยนต์หลายแห่ง กำลังเข้าไปจับมือกับบริษัทผู้ผลิตชิปสมองกล เพื่อมาใช้สำหรับการพัฒนา Autonomous Car ของตัวเอง อย่างล่าสุด Volkswagen ได้ปูทางเตรียมเข้าสู่ตลาดรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ โดยจับมือกับ Qualcomm Technologies ผู้ผลิตชิป  Snapdragon ครับ

เผื่อใครไม่รู้นะว่า Snapdragon ก็มีการพัฒนาชิปสำหรับรถยนต์อัตโนมัติชื่อว่า  Snapdragon Ride Platform ... ซึ่งไม่แปลกนะ เพราะว่าเราอาจจะคุ้นเคยกับชิปที่อยู่ใน Smartphone มากกว่า 

Snapdragon Ride Platform เป็นชิปแบบ SoCs ( system-on-chips) เป็นสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับที่ใช้บน Smartphone ครับ ข้อดีคือกินพลังงานต่ำ มีขนาดเล็ก ประมวลผลได้เร็ว 

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ ยังมีหนทางอีกยาวไกลครับ เพราะยังมีอุปสรรคที่ยังรออยู่อีกมาก สิ่งสำคัญคือเรื่องของกฏหมายที่ยังไม่สามารถยอมรับถึงความปลอดภัยของ Ai ได้ โดยแม้เป็น Tesla เราก็ยังเห็นการเกิดอุบัติเหตุจากระบบดังกล่าวอยู่บ่อยครั้ง  

ที่มาข้อมูล

https://carbuzz.com/news/volkswagen-takes-quantum-leap-forward-in-self-driving-race


https://www.qualcomm.com/products/application/automotive/autonomous-driving#:~:text=Snapdragon%20Ride%20now%20offers%20an,now%20supported%20on%20the%20platform.

เหลียวหลัง แลหน้า เปิดประวัติ ‘คาร์ซีท’ จากสหรัฐฯ สู่ไทย เราพร้อมแล้วหรือยัง สำหรับเทคโนโลยีความปลอดภัยนี้?

 เหลียวหลัง แลหน้า เปิดประวัติ ‘คาร์ซีท’ จากสหรัฐฯ สู่ไทย เราพร้อมแล้วหรือยัง สำหรับเทคโนโลยีความปลอดภัยนี้?

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2565 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 ให้บังคับใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ภายในอีก 120 วันนับแต่วันประกาศ หรือเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 7 กันยายน 2565 เป็นต้นไป เนื้อหาใจความสำคัญในราชกิจจานุเบกษา กำหนดให้ผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งตลอดเวลาในขณะโดยสารรถยนต์ ซึ่งเป็นข้อระเบียบบังคับตามปกติที่ใช้กันมา แต่ใจความสำคัญอยู่ที่หมวด (2) ข้อ ข. ผู้โดยสาร ซึ่งระบุว่า

(ข) คนโดยสารที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้ หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ซึ่งการประกาศบังคับใช้มาตรการนี้ ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันในโซเชียลเน็ตเวิร์คถึงความเหมาะสมในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างล้นหลาม จนล่าสุด ทางการออกมาระบุว่า ในการบังคับใช้ช่วงแรก จะเป็นเพียงการขอความร่วมมือ ยังไม่ใช่การบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจัง กรณีนี้ TNN Tech จะขอพาท่านผู้อ่านดำดิ่งสู่ประวัติความเป็นมาของคาร์ซีท (เบาะนิรภัยสำหรับเด็ก) ในสหรัฐอเมริกา ว่ามีความเป็นมาอย่างไรบ้าง

จุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์แห่งคาร์ซีท

ก่อนที่จะมีคาร์ซีทสำหรับเด็ก เหล่าพ่อแม่ชาวสหรัฐฯ จะใช้เบาะนั่งธรรมดาในรถยนต์ แล้วปรับเบาะให้ราบลงแล้วใช้เข็มขัดรัดบริเวณเอวของเด็กไว้

จนกระทั่งในปี 1933 บริษัทบันนี แบร์ คอมปานี (Bunny Bear Company) ของสหรัฐฯ คิดค้นที่นั่งให้กับเด็กในรถยนต์ออกมา โดยใช้ที่นั่งเสริมวางต่อจากเบาะนั่งปกติ ให้เด็กนั่งอยู่ในระดับสายตาของผู้ปกครอง แต่จุดประสงค์จริง ๆ แล้ว ผลิตขึ้นมาเพื่อห้ามเด็กไม่ให้เคลื่อนที่ไปรอบ ๆ รถยนต์ คาร์ซีทเด็กในยุคนี้จึงไม่มีความปลอดภัยอย่างสิ้นเชิง

ในปี 1962 จีน เอมส์ (Jean Ames) นักออกแบบชาวสหราชอาณาจักร คิดค้นที่นั่งเด็ก ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางให้กับเด็กอย่างจริงจังออกมาเป็นครั้งแรก โดยที่นั่งของเอมส์ ออกแบบโดยให้เด็กหันหน้าเข้าหาเบาะรถยนต์ในทิศทางตรงข้ามกับที่รถเคลื่อนที่ไป และในปีเดียวกัน เลน ริฟคิน (Len Rivkin) นักประดิษฐ์ชาวสหรัฐฯ ออกแบบที่นั่งที่มีโครงสร้างเป็นเหล็กชิ้นแรก และเริ่มการใช้หัวเข็มขัดนิรภัย แบบที่ใช้ในของผู้ใหญ่ แต่อย่างไรก็ดี นั่งพิเศษของเอมส์ และริฟคิน ยังไม่ได้มีมาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่ากับที่ใช้ในปัจจุบัน

ขณะที่บริษัทรถยนต์ฟอร์ด (Ford) ของสหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตรายแรกที่เปิดตัวคาร์ซีทรุ่น แอสโตร-การ์ด (Astro-Guard) โดยใช้สายรัดแบบสี่จุด ทำให้เด็กอยู่กับที่ โดยฟอร์ดปรับปรุงการออกแบบเพิ่มเติม จนเมื่อปี 1965 ฟอร์ดก็เปิดตัวคาร์ซีทรุ่น ทอต-การ์ด (Tot-Guard) ซึ่งมีพื้นผิวเป็นพลาสติกที่ช่วยพยุงร่างกายส่วนบนของเด็กไว้ ส่วนบริษัทจีเอ็ม (General Motors) ของสหรัฐฯ ก็เปิดตัวคาร์ซีทรุ่น เลิฟ ซีทส์ (Love Seats) ในปี 1969 โดยมีทั้งขนาดสำหรับทารกและเด็ก โดยมีวัสดุทำมาจากมาจากโพลีโพรพีลีนและบุด้วยโฟมยูรีเทน ทำให้มีน้ำหนักเบา แต่แข็งแรงทนทานยิ่งขึ้น

แต่แม้ว่าคาร์ซีทของฟอร์ด และจีเอ็ม จะผ่านการทดสอบจำลองการเกิดอุบัติเหตุ ของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 1971 อย่างไรก็ดี ที่นั่งของบริษัททั้งสองไม่ผ่านการทดสอบขององค์กรคอนซูเมอร์ รีพอร์ตส์ (Consumer Reports) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเหล่าผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในสหรัฐฯ ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในหมู่ประชาชน ว่าเทคโนโลยีคาร์ซีท จะช่วยลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตของเด็กลงได้

จากแนวทาง สู่กฎหมายบังคับใช้อย่างจริงจัง

ในปี 1972 รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ออกกฎหมายมาตรฐานความปลอดภัยเบาะนั่งนิรภัยฉบับแรก โดยกำหนดให้ใช้สายรัดนิรภัยแบบสามจุดสำหรับเด็ก และบังคับใช้เข็มขัดนิรภัยเพื่อติดคาร์ซีทเข้ากับเบาะรถยนต์ ด้านหน่วยงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติสหรัฐฯ (NHTSA) ได้ประกาศข้อแนะนำการติดตั้งเบาะนิรภัยในชื่อ ‘FMVSS213’ ซึ่งเป็นเพียงการแนะนำให้ใช้เข็มขัดนิรภัยสำหรับยึดเบาะรถยนต์ไว้ในรถ และสายรัดเพื่อยึดเด็กไว้ในเบาะรถ แต่ยังไม่มีข้อบังคับให้ต้องผ่านการทดสอบการชนแต่อย่างใด ด้านคอนซูเมอร์ รีพอร์ตส์ ตีพิมพ์บทความนำเสนอว่า เบาะรถยนต์ส่วนใหญ่ที่ผ่านระเบียบ FMVSS213 นั้น ไม่สามารถลดความเสียหายที่เกิดต่อตัวเด็กในการทดสอบการชนได้

จากการถูกตรวจสอบ ทำให้เกิดการตั้งคำถามในหมู่ประชาชนว่า กฎหมายที่ใช้กับบริษัทผู้ผลิตคาร์ซีทไร้ประสิทธิภาพ และในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไป 9 ปี มีประกาศกฎหมายรัฐบาลกลาง กำหนดให้เหล่าผู้ปกครองต้องใช้เบาะนิรภัย (คาร์ซีท) สำหรับเด็ก ก็ถูกประกาศใช้เป็นทั่วไปในปี 1982

แม้จะมีการประกาศใช้กฎหมายเบาะนิรภัยสำหรับเด็กไปแล้ว แต่ช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 พบว่ายังมีการใช้เบาะนิรภัยแบบผิด ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก จากปัญหาความยากลำบากในการใช้งาน และการติดตั้งอย่างแบบผิด ๆ ในการสำรวจจากหน่วยงานรัฐบาลกลาง พบว่า มีผู้ใช้เพียง 20% เท่านั้น ที่ใช้เบาะนิรภัยสำหรับเด็กได้ถูกต้อง ทำให้ทั้งหน่วยงานรัฐบาล และผู้ผลิตเอกชน ต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีคาร์ซีท เพื่อยกระดับความปลอดภัย และทำให้ง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น

ยุคทองแห่งคาร์ซีท

ในช่วงปี 2000 มีการยกระดับเทคโนโลยีคาร์ซีทครั้งใหญ่ โดยมีการเปิดตัวทั้งคาร์ซีทสำหรับเด็กทารกโดยเฉพาะ, คาร์ซีทแบบ 3 in 1 ซึ่งสามารถปรับใช้กับเด็ก 3 ช่วงวัย คือ ทารก เด็กเล็ก และเด็กโต รวมถึงคาร์ซีทสำหรับระบบขนส่งมวลชน การยกระดับทั้งหมดนี้เปิดตัวในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน และได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนกลายเป็นมาตรฐานของผู้ปกครองของชาวสหรัฐฯ ที่มีบุตรหลานไปในที่สุด มีการนำเสนอคาร์ซีทในภาพยนตร์โดยทั่วไป เป็นเหมือนตราสัญลักษณ์เฉพาะของภาพยนตร์ที่ถูกผลิตในสหรัฐอเมริกา

และเมื่อปี 2002 รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ออกข้อบังคับให้รถทุกคันจะต้องมีการติดตั้งระบบ LATCH (Lower, Anchors & Tethers for Children) ซึ่งกำหนดให้มีจุดยึด ทำให้ผู้ปกครองสามารถติดตั้งและถอดพับเก็บคาร์ซีทจากยานพาหนะต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ 

คาร์ซีทในภาพยนตร์

ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา หากเราดูหนังฮอลลีวูด อาจเคยเห็นฉากที่ผู้ปกครองเดินทางกับเด็กเล็ก หรือเด็กทารก และจะมีอุปกรณ์ที่นั่งพิเศษที่ติดเสริมจากที่นั่งปกติ ซึ่งอุปกรณ์นี้จะปรากฎในหนังแทบทุกเรื่องที่มีฉากการเดินทางโดยรถยนต์ที่มีเด็กเป็นผู้โดยสาร อุปกรณ์ที่ว่านี้ก็คือ คาร์ซีท (Car Seat) ซึ่งถูกบังคับใช้เป็นกฎหมายในสหรัฐฯ โดยจะมีการระบุถึงน้ำหนัก และช่วงวัยของเด็กที่ต้องใช้คาร์ซีท แตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ

หากผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว ในสหรัฐอเมริกา กฎหมายได้ระบุบทลงโทษแตกต่างกันไปแล้วแต่พื้นที่ โดยจะมีค่าปรับสำหรับผู้ที่ไม่ติดตั้งคาร์ซีทสำหรับเด็ก เริ่มต้นที่ 25 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 800 บาท เช่นในรัฐมิสซิสซิปปี ,เดลาแวร์ ส่วนในบางรัฐ เช่น ฮาวาย จะมีค่าปรับเริ่มต้นที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ และอาจปรับสูงสุดได้ถึง 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (17,000 บาท) ตามอัตราโทษสูงสุด

ส่วนอัตราโทษสำหรับประเทศพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯ เช่นสหราชอาณาจักร กำหนดไว้ว่า เด็กที่มีส่วนสูงน้อยกว่า 135 เซนติเมตรลงไป หรืออายุน้อยกว่า 12 ปี ต้องใช้อุปกรณ์ส่วนควบ หรือเบาะนั่งนิรภัยที่เหมาะสมสำหรับเด็กในแต่ละช่วงวัย หากฝ่าฝืนจะมีค่าปรับ 60 ปอนด์ (ราว 2,500 บาท) หรือหากคดีความไปถึงชั้นศาล อาจมีค่าปรับสูงสุดถึง 500 ปอนด์ (21,000 บาท)

เทคโนโลยีคาร์ซีทปัจจุบันไปถึงไหนแล้ว

ข้อมูลการสำรวจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พบว่า การเสียชีวิตของเด็กชาวสหรัฐฯ ที่มีช่วงอายุ 0-15 ปี มากกว่า 57% เกิดขึ้นเพราะเด็กไม่ได้นั่งในคาร์ซีท เช่นในปี 2018 มีเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี 636 คน เสียชีวิต โดยในจำนวนนี้ 33% เสียชีวิตเพราะไม่ได้นั่งในคาร์ซีท และจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เพราะหากนับรวมถึงยอดผู้บาดเจ็บด้วย จะมีเด็กบาดเจ็บและเสียชีวิตถึง 183,636 คน

ผู้เชี่ยวชาญ บริษัทผู้ผลิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสหรัฐฯ ยังคงเร่งปรับปรุงข้อกำหนด และยกระดับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีคาร์ซีทอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ในคาร์ซีท ที่ช่วยปกป้องเด็กในรถได้มากขึ้น 

ขณะที่ผู้ผลิตคาร์ซีท ต้องผ่านมาตรฐานการทดสอบการชนอย่างเข้มข้นโดยรัฐบาลกลาง จึงจะสามารถวางจำหน่ายสินค้าได้ ทั้งยังมีอาชีพเกิดใหม่ เช่นช่างเทคนิคพิเศษที่รับตรวจสอบการติดตั้งคาร์ซีท ซึ่งได้รับความนิยมใช้บริการจากเหล่าผู้ปกครองอย่างสูง 

ปัจจุบัน นักออกแบบกำลังเร่งระดมพลังสมอง เพิ่มความเป็นมิตรต่อผู้ใช้ (User Friendly) ในการติดตั้งคาร์ซีทให้ง่ายขึ้นไปอีก โดยยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดเอาไว้ได้ เช่นบริษัทวอลโว (Volvo) นำเสนอคอนเซ็ปต์ไอเดีย ที่เจ้าของรถสามารถถอดเปลี่ยนเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าเป็นคาร์ซีทสำหรับเด็ก โดยจะติดตั้งไว้กับแท่นยึดอย่างแน่นหนา เพื่อให้เด็กที่อยู่ในคาร์ซีท มองเห็นพ่อแม่ที่กำลังขับรถอยู่ได้ ลดอาการงอแงในเด็กลง ขณะที่ด้านผู้ผลิตบริษัทอื่น ๆ กำลังมุ่งเน้นการขายคาร์ซีทที่ปรับเปลี่ยนขนาดของเบาะตามอายุและช่วงวัยของเด็กได้

แต่คาร์ซีท ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง

อย่างไรก็ดี แม้จะมีกฎระเบียบ และการทดสอบ หรือการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากมายในช่วงที่ผ่านมา แต่คาร์ซีทก็ไม่ใช่โล่วิเศษ ที่ช่วยป้องกันอันตรายได้ทุกชนิด หากเกิดอุบัติเหตุที่มีแรงกระแทกเข้ามาถึงภายในห้องโดยสารโดยตรง ก็ย่อมเกิดอันตรายขึ้นกับตัวเด็กที่โดยสารอยู่ดี ไม่ว่าจะใช้คาร์ซีทหรือไม่ก็ตาม

เมื่อมองย้อนกลับมาที่ไทย หากเปรียบเทียบกันดูแล้ว กฎหมายคาร์ซีทสำหรับเด็กของไทย เริ่มบังคับใช้ช้ากว่าของสหรัฐฯ ราว 40 ปี แต่ตามข้อเท็จจริงแล้ว สหรัฐฯ ก็ต้องก้าวข้ามผ่านกระบวนการปรับปรุงข้อกฎหมาย จนมาถึงปัจจุบัน ที่คาร์ซีทถือเป็น ‘ของสามัญประจำบ้าน’ ที่มีกันทุกครัวเรือนจนได้ในที่สุด แต่หากจะถามว่า ประเทศไทย “พร้อมหรือยัง?” สำหรับการบังคับใช้กฎหมายคาร์ซีท ก็คงเป็นเรื่อง “ต่างคนต่างคิด” ที่ต้องหาข้อสรุปกันไป 

แต่แน่นอนว่า การบังคับใช้ ‘คาร์ซีท’ ในไทย เป็นการจุดประกายครั้งสำคัญ ที่จะช่วยให้อัตราการสูญเสียชีวิตในเด็กลดลง ซึ่งเป็นความเสียหายที่ประเมินถึงมูลค่าที่แท้จริงได้ยาก เนื่องจากเด็กที่อาจบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากการไม่ได้ใช้คาร์ซีท จะเติบโตไปเป็นอนาคตของชาติ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไปในภายภาคหน้า

ที่มาของข้อมูล : https://www.tnnthailand.com/news/tech/113340/

ที่มาของรูปภาพ : unsplash


Elon Musk เล็ง Blade Battery ของจีน พัฒนารถยนต์ในอนาคต!!

 Elon Musk เล็ง Blade Battery ของจีน พัฒนารถยนต์ในอนาคต!!

ในโลกของเทคโนโลยีการพัฒนานั้นยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด ยังคงมีเทคโนโลยีใหม่ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และชื่อของ Blade Battery กำลังกลายเป็นที่จับจ้อง เมื่อ Elon Musk อยากได้มาครอบครอง

บริษัท BYD Co. Ltd หรือชื่อเต็ม Build Your Dream ก่อตั้งขึ้นในปี 1995 โดยคุณ หวัง ชวนฟู นักเคมีชาวจีน โดยเริ่มต้นจากเงินลงทุน 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเป้าหมายหลักในตอนแรกของ BYD ไม่ได้เกี่ยวกับรถยนต์โดยตรง แต่เป็นการผลิตแบตเตอรี่เพื่อป้อนให้กับลูกค้าในอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ ต่อมาบริษัทมีความเชี่ยวชาญมากขึ้นประกอบกับเห็นโอกาสจากทางภาครัฐที่เริ่มสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดในช่วงยุคปี 2000 ทำให้ได้นำความเชี่ยวชาญมาต่อยอดในธุรกิจยานยนต์

รถยนต์รุ่นที่ทำให้ BYD เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นคือ BYD Qin รถปลั๊กอินไฮบริด และขึ้นแท่นเป็นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในจีนในปี 2014 ส่วนปี 2015 ยอดขายขึ้นมาเป็นอันดับ 4 ในกลุ่มรถไฟฟ้าปลั๊กอินทั่วโลก ตามหลัง Tesla Model S, Nissan Leaf และ Mitsubishi Outlander PEV ส่วนอันดับ 5 คือ BMW i3

ภาพลักษณ์ของรถยนต์สัญชาติจีนในตลาดตะวันตกยังถือว่าไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ปีที่ผ่านมาการขยายตลาดนอกจีนของ BYD โดยเฉพาะในเอเชียจะยังเป็นตลาดรถบัสไฟฟ้า รถบรรทุกไฟฟ้าและแบตเตอรี่เป็นหลักเท่านั้น อย่างไรก็ตาม BYD พยายามปรับภาพลักษณ์ให้ดูอินเตอร์มากขึ้นหลายประการ มีการจ้าง Leonardo DiCaprio นักแสดงฮอลลีวูดมาเป็น Brand Ambassador รวมไปถึงเตรียมก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในโมร็อกโก สะท้อนให้เห็นว่า BYD เตรียมจะบุกประเทศตะวันตกในเร็วๆ นี้

ส่วน Blade Battery เป็นอีกเทคโนโลยีหนึ่งที่พัฒนาโดย BYD โดยมีความคล้ายคลึงกับเทคโนโลยีพื้นฐานของแบตเตอรี่ 4680 ที่เป็นแบบ LFP เหมือนกัน ซึ่งจะมีจุดเด่นในเรื่องของความร้อนต่ำ เก็บพลังงานได้สูงกว่า และต้นทุนในการผลิตต่ำกว่า แบบ NMC ซึ่งปัจจุบันราคาแร่นิกเกิลที่เป็นต้นทางของแบตเตอรี่แบบ NMC นั้นมีราคาสูงขึ้นมาก

ความแตกต่างของ Blade Battery อยู่ที่การออกแบบให้เซลล์มีลักษณะบางและยาวเหมือนใบมีดวางเรียงตัวกันแบบเดียวกับ Heat Sink ซึ่งจะต่างจากแบตเตอรี่แบบอื่นที่มีลักษณะเป็นก้อนวางซ้อนกัน โดยมีข้อดีคือระบายความร้อนได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้นการระเบิดหรือเกิดไฟลุกจึงเกิดขึ้นได้ยากสำหรับ Blade Battery

ซึ่งทาง Elon Musk เอง สนใจในคุณสมบัติของ Blade Battery และเล็งเอาไว้ว่าในอนาคตอาจนำมาใช้งานแทนแบตเตอรี่จาก LG และ CATL เพื่อให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้ต้องดูกันต่อไปว่า BYD ยังคงต่อยอดพัฒนา Blade Battery ให้ออกมาในรูปแบบไหนเพื่อการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น และจะหันไปจับมือกับ Elon Musk ในการ Supply เจ้า Blade Battery นี้หรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

จับตามองข่าวที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีน ท่ามกลางการขยายตัวของตลาด EV ประเทศ

 


จับตามองข่าวที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีน ท่ามกลางการขยายตัวของตลาด EV ประเทศ 

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในเมืองเฉิงชา ทางภาคใต้ของจีนได้เข้าไปตรวจสอบโรงงานผลิตรถ EV ของ BYD ในเมือง หลังมีข่าวว่าส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียงเจ็บคอและแสบจมูก จนถึงขนาดที่ว่าเด็กบางคนเลือดกำเดาไหล 

Build Your Dream หรือ BYD เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทผลิตแบตเตอร์รี่เมื่อปี 1995 และรุกสู่ธุรกิจยานยนต์ในปี 2003 โดยหลังอุตสาหกรรมยานยนต์ปรับทิศสู่ EV ทาง BYD ก็มีรถพลังงานไฟฟ้าออกมาหลายรุ่น

จากการที่เป็นแบรนด์ในประเทศและมีรุ่นที่ราคาเข้าถึงได้ โดยมีราคาเริ่มต้นที่คันละ 100,000 หยวน (ราว 514,000 บาท) รถ EV ของ BYD จึงได้รับความนิยมต่อเนื่อง จนทำยอดขายในจีนแซง Tesla พร้อมตั้งเป้าทำยอดขายเพิ่มเป็น 1.5 ล้านคันในจีนปีนี้ นี่ทำให้ปัจจุบัน BYD คือค่ายรถ EV ใหญ่สุดของจีน

ทว่าแผนดังกล่าวอาจสะดุด โดยเมื่อช่วงกลางเมษายนหนังสือพิมพ์ People ‘s Daily ในจีนรายงานว่า ชาวบ้านในเมือง เฉิงชา เมืองเอกของมณฑลหูหนานทางภาคใต้ของประเทศ ได้ร้องเรียนถึงกลิ่นเหม็นจากโรงงานผลิตรถ EV ของ BYD

กลิ่นดังกล่าวทำให้ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงกับโรงงาน เจ็บคอและแสบจมูก ขณะที่เด็กบางคนถึงกับเลือดกำเดาไหล หลังทนไม่ไหวชาวบ้านได้มีการรวมตัวประท้วงที่หน้าโรงงานเมื่อ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น จนได้มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบถึงในโรงงาน 

ด้าน BYD รับปากว่าจะปรับปรุงแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ไม่ได้เผยว่าผลการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ออกมาเป็นเช่นไร 

สำหรับโรงงานต้นเหตุเรื่องนี้ เริ่มเดินสายพานผลิตเมื่อปี 2012 ถือเป็นหนึ่งในโรงงานหลักของ BYD โดยไตรมาสแรกปีนี้ผลิตรถออกมาได้ถึง 62,500 คัน 

ข่าวกลิ่นเหม็นจากโรงงานครั้งนี้ฉุดราคาหุ้น BYD เมื่อ 9 พฤษภาคม ลงไป 4% โดยหนึ่งในนักลงทุนดังที่คงจะจับตามองข่าวนี้อย่างใกล้ชิดคือ Warren Buffett เพราะ Berkshire Hathaway บริษัทลงทุนในความดูแลของเขาถือหุ้น BYD อยู่เกือบ 1 ใน 4 / nikkei 

****

รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่สลับท้ายรถตามการใช้งานใน 1 นาที

รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่สลับท้ายรถตามการใช้งานใน 1 นาที

บริษัททรูป มอเตอร์ (Troops Motors) ผู้เล่นที่น่าจับตามองในวงการรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้าจากซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) จากการจับมือกับ Panasonic ผู้ผลิตแบตเตอรี่อันดับ 1 ของโลกในปี 2020 ที่ผ่านมาและทำการเปิดตัวแนวคิดรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า ABLE รถบรรทุกเอนกประสงค์พลังงานไฟฟ้า eCUT (Electric Compact Utility Trucks) โดยในปัจจุบันบริษัทมีการวางจำหน่ายรถบรรทุกเอนกประสงค์พลังงานไฟฟ้า eCUT แล้ว 3 รุ่น คือ ABLE RHD, ABLE XR และ ABLE ST

ล่าสุดเมื่อ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ภายในงานนิทรรศการ Advanced Clean Transportation (ACT) รัฐแคลิฟอร์เนียมีการประกาศเปิดตัวรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า ABLE NXT รถบรรทุกรุ่นใหม่ล่าสุดของบริษัทอย่างเป็นทางการภายในงานนิทรรศการดังกล่าวซึ่งจัดแสดงในระหว่างวันที่ 9 - 11 พฤษภาคมนี้

สำหรับแผนการผลิตนั้นชิ้นส่วนตัวรถนั้นจะผลิตขึ้นในสหภาพยุโรป แต่การประกอบนั้นจะทำในสหรัฐฯ ซึ่งสเปกของรถที่น่าสนใจนั้นอยู่ที่น้ำหนักบรรทุกจะอยู่ที่ราว ๆ 670 กิโลกรัม พละกำลังขับเคลื่อน 20 แรงม้า แรงบิด 130 นิวตันเมตร ทำความเร็วสูงสุดที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะทางสูงสุดวิ่งได้ 299 กิโลเมตร ต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมขนาด 33 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) เท่านั้น โดยมีเบื้องหลังของประสิทธิภาพการใช้งานมาจากเทคโนโลยีที่ชื่อว่า Panasonic OneConnect

เทคโนโลยี Panasonic OneConnect เป็นระบบที่ทาง Panasonic พัฒนาขึ้นเพื่อทำการแนะนำและคาดการณ์การบำรุงรักษาแบตเตอรี่ของรถ ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของรถไฟฟ้าทุกรุ่นให้กับผู้ผลิตเพื่อตรวจสอบบำรุงรักษา อีกทั้งยังเก็บข้อมูลการใช้งานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้แบตเตอรี่อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ไฮไลต์ของของรถรุ่นล่าสุดนั้นอยู่ที่ระบบ Easy-Swap ซึ่งเป็นนวัตกรรมเฉพาะของ ABLE ที่ออกแบบให้ส่วนท้ายรถสามารถปรับเปลี่ยนตัวถังภายนอกให้เข้ากับลักษณะของการบรรทุกได้ เช่น ตัวถังทรงท้ายเปิด สำหรับขนของชิ้นใหญ่ ทรง Cargo ที่เป็นตู้ทึบพร้อมประตูเปิด-ปิดด้านท้ายสำหรับบรรทุกสินค้า โดยค่ายรถนั้นเคลมว่าการเปลี่ยนตัวถังนั้นสามารถทำได้ภายใน 60 วินาที โดยใช้เพียงแค่เครื่องมือช่างทั่ว ๆ ไปเท่านั้น

ในขณะที่ตัวรถเองนั้นให้หน้าจอดิจิทัลสำหรับแสดงข้อมูลการขับขี่ พร้อมกับกล้องมองหลัง ระบบหน้าจอ Infotainment ที่มี GPS ฝังในตัว รองรับการนำทางและการเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟน โดยรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า ABLE NXT นั้นเปิดช่วงราคาขายอย่างไม่เป็นทางการอยู่ที่ราว ๆ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1 ล้านบาท โดยคาดการณ์ว่าจะส่งมอบรถให้กับลูกค้าที่จองได้ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

ที่มาของข้อมูล : https://www.tnnthailand.com/news/tech/113318/

ที่มาของรูปภาพ : troposmotors.com 

โดนแล้ว ล้งบัญชีแดง!!

ไม่พอใจ จนท. ตรวจเจอทุเรียนอ่อน อิดออดไม่ทำตามกติกา เล็บเหยี่ยว สั่งคัดทุเรียน 7 ตัน ที่กองในล้งใหม่ทั้งหมด หลังตรวจก่อนปิดตู้ เจอทุเรียนอ่อน 5 ตัวอย่าง พบเป็นล้งสีแดง ที่อยู่ในบัญชี !

19.30 น. ทีมเล็บเหยี่ยวพิทักษ์ทุเรียนไทย สวพ.6 กรมวิชาการเกษตร พร้อมฝ่ายปกครอง อ.มะขาม และ จนท.เกษตรจังหวัดจันทบุรี ประสานเจ้าของล้ง ที่ตั้งอยู่ อ.มะขาม จ.จันทบุรี ให้คนงานของล้งคัดแยกทุเรียนด้อยคุณภาพ(อ่อน) ออกมา หลังสุ่มตรวจ 5 ตัวอย่าง ของทุเรียนพันธ์หมอนทอง จากการคัดแยก 5 ครั้ง ปรากฏว่า พบทุเรียนด้อยคุณภาพ(อ่อน) ทั้งหมด คือ เปอร์เซ็นต์ต้ำหนักแห้งร้อยละ 25 / 25 / 26 / 27 และ 28 จากที่กำหนดไว้เปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งไม่ต่ำกว่าร้อยละ 32 จึงให้คัดใหม่เป็นครั้งที่ 6 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย

แต่ระหว่างที่ตรวจสอบตัวอย่างแต่ละครั้ง และให้คัดแยก ปรากฏว่า คนคัดของล้ง ไม่พอใจเจ้าหน้าที่ และอิดออด ไม่ยอมคัดถ่วงเวลาตั้งแต่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจตั้งแต่เวลา 11.00 น. กระทั่งมาถึงเวลา 19.30 น. จนท. จึงประสานนายธัญสิทธิ์ ชาติวิริยะพงษ์ หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสำนักงานเกษตร จ.จันทบุรี มาร่วมตรวจสอบ และเปิดโอกาสเป็นครั้งสุดท้ายในการคัด

จากนั้นมีผู้หญิง 1 คน เดินมาพูดตรงที่ จนท.ผ่าทุเรียน  ตรวจเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้ง ว่า ไม่น่าเชื่อเพราะสีได้แต่ไม่ผ่านการตรวจ และเดินไปหยิบทุเรียนที่ผ่าไว้แล้ว (ชะนี) สีเหลือง มาวางหน้าผลตรวจทุเรียน 5 ลูก พร้อมถ่ายรูปออกไป

ต่อมา จนท. ขอตรวจสอบที่มาของทุเรียน ใบ GAP ทางล้ง แจ้งว่า ตัดมาจากสวน ใน อ.ขลุง จ.จันทบุรี ทั้งหมด แต่ที่น่าตกใจ คือ DOA ขั้วทุเรียนที่ติดอยู่ในผลของทุเรียนทั้งหมด เป็นของโรงคัดบรรจุซึ่งตั้งอยู่ที่ล้งในเขต ต.ทุ่งเบญจา อ.ท่าใหม่ จนท.สวพ.6 จึงแจ้งให้นำสติ๊กเกอร์ DOA ออกจากผลทุเรียนทั้งหมด และใช้สติ๊กเกอร์ DOA ของตัวเองที่ได้รับ พร้อมประสานไปยังด่านตรวจพืชฯ เพื่อแจ้งให้ทราบว่า หากลังนี้ใช้สติ๊กเกอร์ DOA ของล้งอื่น จะไม่ปล่อยผ่าน เพราะจะเกิดผลเสียหายโดยรวม

สำหรับทุเรียนทั้งหมด มีประมาณ 6-7 ตัน บรรจุส่งออกให้นายทุนใหญ่ต่างชาติที่มาตั้งอยู่ในไทย ใกล้กับล้ง ที่จนท.เข้าตรวจ และมีรายงานว่า ล้ง ที่ จนท.เข้าตรวจ อยู่ในกลุ่มสีแดง จากการจัดอันล้ง 3 สี คือ แดง เหลือง เขียว ซึ่ง ล้ง สีแดง คือ ล้งที่ค้าทุเรียนอ่อน ตรวจกี่ครั้งก็เจอ นอกจากนี้ ระหว่างที่ จนท. เข้าตรวจ ยังมีคนอ้างว่า เป็น นายกฯ มาแสดงตัว ด้วย 

สำหรับการตรวจสอบล้ง แม้คำสั่งจังหวัด จะสิ้นสุดลง แต่ทีมเล็บเหยี่ยว จะตรวจสอบล้ง ที่อยู่ในเกณฑ์ สีแดง และสีเหลือง  ก่อนส่งทุเรียนไปยังต่างประเทศ เพื่อควบคุมคุณภาพทุเรียนให้เป็นไปตามมาตรฐานของไทย

#เสกบูรพา รายงาน

เครื่องบินแสงอาทิตย์อาจกลายเป็น "ดาวเทียมปลอม" เมื่อมันสามารถลอยอยู่บนฟ้าได้ตลอดไป

เครื่องบินแสงอาทิตย์อาจกลายเป็น "ดาวเทียมปลอม" เมื่อมันสามารถลอยอยู่บนฟ้าได้ตลอดไป

"Skydweller" (สกายดอเลอร์) เป็นเครื่องบินไร้คนขับที่ได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไว้บนปีกทั้ง 2 ข้าง เมื่อช่วงสิงหาคมปีก่อน (2021) มันสามารถบินบนฟ้าได้ยาวนานกว่า 90 วัน โดยไม่จำเป็นต้องลงจอดเลยสักครั้ง

จากความสำเร็จดังข้างต้น เมื่อเดือนที่ผ่านมา (เมษายน) ทางบริษัท Skydweller สามารถระดมทุนจาก Defense Innovation Unit (DIU) (ดีไอยู) และกองทัพเรือสหรัฐไปได้มากถึง 14 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาและบูรณาการเทคโนโลยีของเครื่องบินพลังแสงอาทิตย์ลำนี้ให้สำเร็จและเจ๋งขึ้นกว่าเดิม เพื่อในอนาคตมันอาจเป็นเครื่องบินลาดตระเวนที่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีวันลงจอด แม้จะเจอสถาพอากาศที่ย่ำแย่ก็ยังสามารถคงทนและบินต่อไปได้

หาก Skydweller สามารถบินอยู่บนฟ้าได้ยาวนานเป็นปีโดยที่ไม่ต้องลงจอดเลย มันจะกลายเป็น "ดาวเทียมปลอม" (pseudo-satellite) (หรือจะเรียกว่าดาวเทียมจำลองก็ได้) ที่จะถูกใช้ในเชิงพาณิชย์เครื่องแรกของโลก หมายความว่าถ้าเกิดมีอุปกรณ์ เครื่องมือหรือวัตถุใด ๆ ที่สามารถลอยอยู่บนฟ้าได้ตลอดไป มันก็ไม่ต่างจากดาวเทียมที่ลอยอยู่ชั้นบรรยากาศ เพราะมันจะสามารถทำทุกสิ่งอย่างได้ไม่แตกต่างจากดาวเทียมจริง ๆ เลย 

Skydweller ถือกำเนิดขึ้นจากการร่วมมือกันระหว่างกองทัพเรือสหรัฐฯ และบริษัทการบินและอวกาศของสหรัฐฯ-สเปนที่ชื่อว่า Skydweller

Skydweller พัฒนาต่อยอดมาจาก Solar Impulse 2 เครื่องบินพลังแสงอาทิตย์ใช้คนขับ ที่ใช้บินสำรวจโลกเมื่อปี 2015 และ 2016

แม้ Skydweller จะเป็นเครื่องบินไร้คนขับ แต่ Skydweller ก็มีห้องนักบินให้นักบินขึ้นไปนั่งได้ 

มันสามารถบินได้ด้วยตัวเอง หรือจะบังคับแบบโดรนก็ได้เช่นกัน 

มีปีกกว้าง 236 ฟุต ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาด 2,900 ตารางฟุตไว้ที่ตัวปีกทั้ง 2 ข้าง

สามารถผลิตพลังไฟฟ้าให้กับตัวเองได้ 2 กิโลวัตต์

สามารถติดตั้งเรดาร์และกล้องที่หนักกันรวมกันได้ไม่เกิน 360 กิโลกรัม

ในอนาคตมีแผนจะติดตั้ง Hydrogen Fuel Cells หรือเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเป็นพลังงานสำรอง เผื่อเวลาที่เครื่องบินต้องเจอกับสภาพอากาศที่เลวร้ายเป็นเวลานาน

ปัจจุบัน Skydweller ทำสถิติบินอยู่บนฟ้าได้ยาวนาน 90 วัน โดยไม่ต้องลงจอดเลย

หากพัฒนาสำเร็จ นอกจากประโยชน์ทางการทหาร หรือการเป็นดาวเทียมปลอมแล้ว มันยังสามารถใช้สำหรับตรวจสอบสภาพพื้นที่ภูมิประเทศต่าง ๆ ได้ หรือจะนำมาใช้ช่วงภัยพิบัติก็ได้เช่นกัน

ที่มาของข้อมูล : hthttps://www.tnnthailand.com/news/tech/113230/

ฮุนไดเปิดตัว Robotaxi แท็กซี่ไร้ค้นขับเป็นมิตรบนท้องถนน

 


ฮุนไดเปิดตัว Robotaxi แท็กซี่ไร้ค้นขับเป็นมิตรบนท้องถนน

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา ฮุนได (Hyundai) ได้ปล่อยคลิปวิดีโอที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาและสาธิตลักษณะการทำงานของ Robotaxi แท็กซี่ไร้คนขับที่เน้นความเป็นมิตรกับผู้คนเสมือนเป็นการขับรถโดยคนทั่วไป หลังจากที่มีการเปิดตัว Robotaxi ครั้งแรกในช่วงเดือนกันยายนของปีที่แล้ว 

การพัฒนารถ Robotaxi นั้นมีฮุนได (Hyundai) กับโมชันนอล (Motional) บริษัทพัฒนารถยนต์ไร้คนขับในสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรในการสร้างแท็กซี่ไร้คนขับที่เป็นมิตรกับทุกคน โดยตัวรถมีความสามารถในการขับขี่ด้วยตัวเองได้ระดับที่ 4 (Autonomous Vehicles: AV Level 4) ซึ่งหมายถึงรถจะควบคุมการขับขี่ทั้งหมดในสถานการณ์ปกติด้วยตัวเองได้

Robotaxi มีพื้นฐานมาจาก IONIQ 5 รถไฟฟ้า 100% (Battery Electric Vehicle: BEV) ของฮุนได (Hyundai) ที่ได้รับรางวัลรถยนต์ไฟฟ้าแห่งปี (World Car of The Year Award) ประจำปี 2022 โดยผนวกเข้ากับการศึกษาลักษณะการขับขี่ด้วยกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเองของรถ (Machine Learning) ของบริษัทโนชันนอล (Motional) รวมถึงเพิ่มเติมอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยเพื่อให้กลายเป็น Robotaxi 

ข้อมูลทางเทคนิคของ Robotaxi ระบุว่ารถมีเซนเซอร์เพื่อคำนวณการขับขี่รวมกันถึง 30 ตัว มีกล้องมองรอบคัน กล้องเรดาร์ (Radar) รวมถึงกล้อง LiDAR (Light Detection and Ranging) ซึ่งช่วยการคำนวณตำแหน่งของสิ่งต่าง ๆ รอบตัวรถ เพื่อให้รถรู้ตำแหน่งของตัวเองบนถนน รวมถึงยังมีระบบควบคุมรถระยะไกล (Remote Vehicle Assistance) ที่มีคนคอยสังเกตการณ์ในกรณีที่รถไม่สามารถขับขี่ต่อไปได้ด้วยตัวเอง

ในวิดีโอของฮุนได (Hyundai) มีการแสดงฟีเจอร์สำคัญของตัว Robotaxi เช่น หน้าจอแสดงผลภายนอกเพื่อสื่อสารกับผู้โดยสาร การตรวจจับรถ คน หรือแม้แต่จักรยานที่ตัดหน้า ความสามารถในการหลีกทางให้กับรถฉุกเฉิน อีกทั้งยังสามารถค้นหาเส้นทางที่เหมาะสมได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงมีระบบแจ้งเตือนสิ่งของที่ลืมทิ้งไว้บนรถให้กับผู้โดยสารได้อีกด้วย

ฮุนได (Hyundai) ต้องการสื่อสารอย่างชัดเจนในเรื่องของการสรรค์สร้างนวัตกรรมที่ใช้พื้นฐานของมนุษย์เป็นจุดเริ่มต้น (Innovation begins, from very human things) ผ่านการเรียนรู้พฤติกรรมการขับขี่ที่ดีของมนุษย์ เพื่อเน้นย้ำว่า Robotaxi พร้อมให้บริการและเป็นส่วนหนึ่งบนท้องถนน โดยจะเริ่มให้บริการในพื้นที่เมืองใหญ่ของสหรัฐฯ ภายในปี 2023 ที่จะถึงนี้

ที่มาของข้อมูล : https://www.tnnthailand.com/news/tech/113672/

ที่มาของรูปภาพ : hyundai  


แอร์บัส (Airbus) เตรียมเปิดให้บริการแท็กซี่อากาศในอิตาลีและเยอรมนี

 


แอร์บัส (Airbus) เตรียมเปิดให้บริการแท็กซี่อากาศในอิตาลีและเยอรมนี

รัฐบาลท้องถิ่นของแคว้นบาวาเรีย มหาวิทยาลัยสตุ๊ตการ์ตต บริษัทเอกชน สนามบินมิวนิก รวมถึงรัฐบาลกลางของอิตาลีและเยอรมนี ประกาศร่วมมือกับบริษัทแอร์บัส (Airbus) บริษัทอากาศยานระดับท็อปของโลก ตั้งภาคีความร่วมมือที่ชื่อว่า Air Mobility Initiative (AMI) เพื่อศึกษาความเป็นได้ในการนำ CityAirbus เครื่องบินขึ้นลงทางดิ่งพลังงานไฟฟ้า (eVTOL) มาใช้งานเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกของโลก หลังจากการศึกษาและการทดลองสร้างเครื่องบินแบบ eVTOL (Electric Vertical Takeoff and Landing) รวมถึงทดสอบการบินอย่างเป็นทางการสำเร็จในช่วงสิ้นปี 2021 ทาง

ความร่วมมือดังกล่าวจะครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการทดสอบเชิงลึกเพื่อทำให้ CityAirbus สามารถใช้งานได้จริงภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบัน CityAirbus นั้นอยู่ในช่วงประกาศโมเดลแบบใหม่ล่าสุด หลังจากประสบความสำเร็จในการทดสอบ CityAirbus รุ่นแรกที่มีต้นแบบจากเฮลิคอปเตอร์ขึ้นลงทางดิ่งในปี 2019 

CityAirbus NextGen เป็น eVTOL รุ่นล่าสุดที่เปิดตัวโดยแอร์บัส (Airbus) ที่ตั้งเป้าสเปกการทำงานให้สามารถรองรับการเดินทางที่ระยะ 80 กิโลเมตรต่อรอบการชาร์จ ด้วยความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเลือกให้ดีไซน์ปีกแบบรูปตัว V เมื่อมองจากด้านบน พร้อมกับเครื่องยนต์ใบพัด 8 ตัว ทำงานแยกอิสระ ทั้งหมดเป็นแบบตรึงที่ปรับระดับไม่ได้ ต่างจากเครื่องบินหรืออากาศยานทั่วไปที่จะมีบางส่วนของปีกขยับองศาตามทิศทางลมได้ ซึ่งจะทำให้การบินนั้นมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากรูปแบบเดิม

ในด้านการใช้งาน CityAirbus จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 4 คน ที่สามารถนั่งโดยสารได้อย่างสะดวก พร้อมกับเสียงรบกวนที่อยู่ที่ระดับเดียวกับเสียงเครื่องดูดฝุ่นตอนทำงาน หรือราว ๆ 75 - 80 เดซิเบล เท่านั้น โดยปัจจุบัน CityAirbus มีการทดสอบกลไกเบื้องต้นไปแล้วมากกว่า 240 ครั้ง และต่อจากนี้จะเป็นส่วนของงานการออกแบบรูปลักษณ์ของตัวเครื่อง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะนำเสนอตัวต้นแบบได้ภายในปีหน้า

มาร์คัส เมย์ (Markus May) หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการเพื่อการขนย้ายทางอากาศในเขตเมืองของแอร์บัส (Airbus) เชื่อว่าการร่วมมือในฐานะ AMI จะช่วยทำให้เป้าหมายการสร้างบริการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมนั้นเกิดขึ้นได้โดยมีบาวาเรียเป็นสถานที่ต้นแบบที่แอร์บัส (Airbus) ต้องการให้เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มาของข้อมูล : https://www.tnnthailand.com/news/tech/113321/

ที่มาของรูปภาพ : airbus.com  

LUNA เหลือ 1 สตางค์

 


LUNA เหลือ 1 สตางค์

ราคา LUNA ใน Bitkub เช้านี้เหลือ 0.01 บาท

จากที่เมื่อคืนอยู่ที่ 1.7 บาท และ 10 วันก่อนอยู่ที่ 3,000 บาท

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะ ระบบกลไกของ UST ที่จะพยายามสร้างเหรียญ LUNA ออกมาแบบไม่มีที่สิ้นสุด หาก UST ยังต่ำกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐ

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เกิดเงินเฟ้อมหาศาล หรือ Hyper Inflation ในระบบ และทำให้ค่าของ LUNA ต่ำติดดิน แบบที่เห็น นั่นเอง..

คนที่จะเข้าไปซื้อให้ระวัง เพราะคาดการณ์ว่า Bitkub อาจพิจารณาถอดเหรียญ LUNA ออกจาก Exchange ก็เป็นได้

หรือถ้าไม่ถอด Bitkub อาจต้องพิจารณาเพิ่มจุดทศนิยมให้เหรียญ LUNA อีก 10 ตำแหน่ง เผื่อไว้ว่าจะตกไป 0.000000000001..

UPDATE เวลา 8.55 น. Bitkub ประกาศหยุดการซื้อขายเหรียญ LUNA แล้วหลังจากที่ราคาตก เหลือ 0.01 บาทเช้านี้ และเหลือ 0.0009 บาทในอีกชั่วโมงถัดมา..


รถบรรทุกเชื้อเพลิงไฮโดรเจนทำเหมืองแบบปลอดคาร์บอนไดออกไซด์

 


บริษัทแองโกล อเมริกัน (Anglo American) บริษัทเหมืองแร่ข้ามชาติเปิดตัวรถบรรทุกลากทุ่นระเบิดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ไฮโดรเจนขนาด 2 เมกะวัตต์ สามารถบรรทุกน้ำหนักได้มากถึง 290 ตัน หรือ 290,000 กิโลกรัม รองรับการทำงานในเหมืองที่ต้องใช้ระเบิดในการเปิดทางเพื่อขุดหาแร่

ตัวรถโดดเด่นในเรื่องของแบตเตอรี่เป็นหลัก เนื่องจากบริษัทได้ร่วมมือกับบริษัทวิศวกรรมและเทคโนโลยีเชิงสร้างสรรค์ชั้นนำของโลก เช่น เอ็นจี (ENGIE) และเฟิร์ส โหมด (First Mode) เป็นต้น เพื่อสร้างเซลล์แบตเตอรี่ที่สามารถให้พลังงานสูงสุดได้มากถึง 800 กิโลวัตต์ หลังจากนั้นจึงนำมารวมกันให้ได้ 2 เมกะวัตต์ โดยใช้เวลาสร้างและพัฒนาแบตเตอรี่นานกว่า 12 เดือน ในสหรัฐอเมริกาก่อนส่งไปยังแอฟริกาใต้ เพื่อทำการติดตั้งตัวแบตเตอรี่เข้ากับรถบรรทุกคันเก่าที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซล ซึ่งให้กำลังการขับเคลื่อนอยู่ที่ 27,000 แรงม้า

นอกจากนี้ยังมีการสร้างศูนย์การผลิต จัดเก็บ และเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่โมกาลาเคเวนา ประเทศแอฟริกาใต้ รวมเอาอิเล็กโทรไลเซอร์ (ชุดอุปกรณ์ที่ใช้กำลังไฟฟ้าเพื่อแยกน้ำให้เป็นไฮโดรเจน) ที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกาและโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ในที่เดียวกันเพื่อรองรับการทำงานของรถบรรทุกลาก ตัวอิเล็กโทรไลเซอร์สามารถผลิตไฮเดรเจรบริสุทธิ์ 99.98 เปอร์เซ็นต์ ได้มากถึง 1.4 ตันต่อวัน หรือ 1,400 กิโลกรัมต่อวัน

รถบรรทุกคันดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนูเจน ซีโร่ อีมิชเชิน ฮอลลิจ โซลูชั่น หรือ nuGen™ Zero Emission Haulage Solution (ZEHS) อันเป็นโครงการของบริษัทที่ต้องการสร้างการขุดเหมืองสีเขียวแบบครบวงจร ตั้งแต่ระบบการผลิต การเติมเชื้อเพลิง ไปจนถึงการขนส่ง มีเป้าหมายในการลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ให้สำเร็จภายในปี 2040

ที่มาของข้อมูล : https://www.tnnthailand.com/news/tech/113269/ 

ที่มาของรูปภาพ : angloamerican.com


Thai Airasia X เตรียมให้บริการปลายไตรมาส 2 พร้อมย้ายฐานปฏิบัติการไปยังสุวรรณภูมิ

สายการบิน Thai Airasia X ได้ประกาศแผนการที่จะเปิดให้บริการผู้โดยสารในวันที่ 1 มิถุนายน 2565 พร้อมย้ายฐานปฏิบัติการจากท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง ไปยัง ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ทำให้เป็นสายการบินต้นทุนต่ำระยะไกลของไทยรายแรกที่ให้บริการจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ

สายการบิน กล่าวว่า ในขั้นต้นสายการบินจะเริ่มให้บริการจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิไปยังโซลอินชอน 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และ ท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียวนาริตะ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

ทั้งสองเส้นทางจะให้บริการด้วยเครื่องบินแบบ A330-300 จำนวน 6 ลำ ควบคู่ไปกับ A330-900 อีก 2 ลำ

https://www.ch-aviation.com/portal/news/115176-thai-airasia-x-to-restart-passenger-ops-in-late-2q22

ตัวเลขการขนส่งทางราง เป็นตัวชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน

 


ตัวเลขการ #ขนส่งทางราง เป็นตัวชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน

1/ การรถไฟแห่งประเทศจีนเผยตัวเลขปริมาณการขนส่งสินค้าทางราง ประจำเดือนเมษายน 2565 เพิ่มขึ้น 10.1% แตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์

2/ ตัวเลขการขนส่งทางรางเป็นตัวชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ปริมาณการขนส่งสินค้าทางรางของจีนในเดือนเมษายนรวมอยู่ที่ 330 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 30.18 ล้านตัน

3/ การขนส่งทางรางของจีนมีการจัดตั้ง ‘ช่องทางสีเขียว’ เพื่ออำนวยความสะดวกขนส่งสินค้าสำคัญจำเป็น ได้แก่ สิ่งของต้านโรคระบาดใหญ่ วัสดุทางการเกษตร และถ่านหิน

4/ ปริมาณการขนส่งสินค้าทางการเกษตร เช่น ปุ๋ยเคมีและเมล็ดพันธุ์ อยู่ที่ 6.03 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 47.6% ขนส่งถ่านหินสำหรับผลิตไฟฟ้า รวม 110 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 12.1% การขนส่งที่สำเร็จช่วยรับรองการกักเก็บถ่านหินของโรงไฟฟ้า 363 แห่ง ได้นานถึง 28.6 วัน

5/ ตัวเลขปริมาณการขนส่งสินค้าทางราง ผ่านระเบียงการค้าทางบก-ทางทะเลระหว่างประเทศ ‘เส้นทางใหม่’ ในเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 19.6% อยู่ที่ 63,000 ทีอียู / ทีอียู (TEU) คือหน่วยนับตู้คอนเทนเนอร์ความยาว 20 ฟุต 

6/ ทางรถไฟจีน-ลาว ขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออก 132,000 ตัน ตลอดเดือนเมษายน

ภาพและข้อมูล จาก...XINHUA | China's rail freight volume hits record high in April | http://english.news.cn/20220502/227113c4aa864da6811774eb883a8f30/c.html


เรือ Energy Observer ต้นแบบเรือนยอชต์พลังงานไฮโดรเจนลำแรกของโลก

 


เรือ Energy Observer เรือยอชต์เดินสมุทรสัญชาติฝรั่งเศส เรือต้นแบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานทดแทนโซลาร์เซลล์-ไฮโดรเจนลำแรกของโลก

เรือลำนี้มีแผนการเดินทางรอบโลกภายใน 7 ปี เยือน 50 ประเทศ และท่าเรือ 101 แห่ง โดยเริ่มเดินทางจากประเทศฝรั่งเศสตั้งแต่ พ.ศ. 2560 แล่นไปทั่วทุกมหาสมุทรมาแล้วกว่า 48,000 ไมล์ทะเล แวะพักตามท่าเรือมาแล้วกว่า 71 แห่งในกว่า 40 ประเทศ ล่าสุดได้แวะมาเทียบท่าที่พัทยา ประเทศไทยเป็นเวลา 1 เดือน เมื่อวันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา

สำหรับ Energy Observer เป็นลักษณะเรือรูปทรง “คาตามารัน” (Catamaran) ซึ่งเป็นเรือยอชต์เดินสมุทรที่มีลักษณะลำเรือสองลำ ความพิเศษของเรือที่เป็นรูปแบบนี้ คือจะทำให้เรือมีความเสถียรมากขึ้นเมื่อเผชิญกับกระแสคลื่นลมแปรปรวน ซึ่งจะช่วยให้เรือไม่โคลงเคลงไปตามกระแสคลื่นเหมือนกับเรือท้องลำเรือเดียว (Monohull) ขณะเดียวกันยังมีพื้นที่ใช้สอยที่มากกว่าเรือแบบทั่วไป

ความน่าสนใจของเรือลำนี้ Energy Observer คือเป็นต้นแบบการใช้พลังงานสะอาดจาก 3 ส่วน ได้แก่ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานไฮโดรเจนจากน้ำทะเล เสมือนเป็นห้องทดลองลอยน้ำที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลักดันเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกสำหรับเรือเดินสมุทรเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนต่อสิ่งแวดล้อม 

แหล่งพลังงานลม จากใบเรือที่มีชื่อและดีไซน์ลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า Oceanwings (โอเชียนวิงส์) ได้รับการออกแบบโดยบริษัท VPLP ทำจากวัสดุคอมโพสิตที่ทนทาน ดีไซน์ที่เรียบง่ายและถูกควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ถูกออกแบบในลักษณะคล้ายกับปีกของเครื่องบิน ติดตั้งบนฐานที่สามารถหมุนได้รอบทิศอย่างอิสระผ่านการควบคุมอัตโนมัติ จากเซ็นเซอร์ลมที่ติดตั้งส่วนบนสุดของเสาใบเรือความสูง 8 เมตร ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถปรับทิศทางใบเรือให้สอดคล้องกับลักษณะลมได้ ช่วยเพิ่มความเร็วขณะแล่นใจกลางมหาสมุทร ทั้งช่วยสร้าง “สมดุล” การใช้พลังงานจากพลังงานโซลาร์และพลังงานไฮโดรเจนในขณะเดินทางระยะทางไกล ผ่านการอ่านค่าพารามิเตอร์เกี่ยวกับแรงลม, ความสูงคลื่น, ความเร็วในการเคลื่อนที่ ซึ่งช่วยกำหนดเส้นทางและความเร็วในการแล่นเรือที่เหมาะสมผ่านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

พลังงานแสงอาทิตย์ จากการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ 165 ตร.ม. ทั่วพื้นผิวของเรือ โซลาร์เซลล์ส่วนใหญ่มีลักษณะเฉพาะตัวด้วยการออกแบบให้พื้นผิวแผงโซลาร์เซลล์มีความขรุขระ พร้อมเคลือบสารกันลื่นและออกแบบมาให้ดัดโค้งรับรูปทรงตัวเรือ โซลาร์เซลล์ที่มีความขรุขระนี้นอกจากจะสะท้อนน้ำทะเลจากผิวแผงโซลาร์เพื่อให้แผงโซลาร์รับพลังงานได้อย่างเต็มที่แล้ว ยังสามารถเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากผิวน้ำได้อีกด้วย สามารถทำให้เรือมีกำลังการผลิตไฟฟ้าถึง 5.6 กิโลวัตต์ เพียงพอสำหรับการชาร์จแบตเตอร์รี่ Li-Ion

พลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดของเรือลำนี้คือ ด้วยการสนับสนุนจากโตโยต้าผ่านการใช้เทคโนโลยี Toyota Fuel Cell ทำให้เรือสามารถผลิตและกักเก็บได้เองในรูปแบบไฮโดรเจนที่มาจากน้ำทะเล เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้เรือลำนี้แล่นได้ด้วยตัวเองโดยสมบูรณ์ บนเรือมีเครื่องแยกก๊าซไฮโดรเจนจากน้ำทะเล ก๊าซไฮโดรเจนที่ได้จะถูกส่งไปเก็บไว้ในถังเก็บที่อยู่ส่วนทั้งสองข้างเรือทั้งหมด 8 ถัง รวมความจุ 332 ลิตรสามารถเก็บไฮโดรเจนได้ทั้งหมด 63 กก.

เรียบเรียง: ผัดกระเพราไม่ใส่ถั่ว

ที่มา: https://www.prachachat.net/world-news/news-920194

พร้อมทำลายทุกสถิติของ “รถไฟฟ้า” สำหรับ Tesla Roadster รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ยืนยันแล้วว่าภายในปี 2023 จะเริ่มสายพานการผลิตอย่างแน่นอน

 


พร้อมทำลายทุกสถิติของ “รถไฟฟ้า” สำหรับ Tesla Roadster รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ยืนยันแล้วว่าภายในปี 2023 จะเริ่มสายพานการผลิตอย่างแน่นอน หลังจากก่อนหน้านี้ทาง Tesla ไม่ได้ให้ความชัดเจนในเรื่องนี้สักเท่าไหร่

ทั้งนี้ในไทยมีตัวแทนนำเข้าอิสระอย่างทาง Spyder Auto Import ได้เปิดรับจอง Tesla Roadster รุ่นใหม่ล่าสุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จริง ๆ สามารถมองว่าทั้ง Tesla Model 3 หรือ Model Y เป็นรถไฟฟ้าใช้งานทั่วไป แต่จะมี Tesla Roadster ที่เป็นรถตัวโชว์เทคโนโลยีใหม่ ๆ ของบริษัท ซึ่งอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน ก็จะถูกทำกับรถรุ่นนี้ โดยเชื่อว่าบริษัทไม่ได้เน้นเรื่องยอดขายอะไรสักเท่าไหร่ เนื่องจาก Tesla Roadster มีราคาที่ค่อนข้างสูงนั้นเอง

ครั้งหนึ่ง Elon Musk ได้ทวีตข้อความถึง Tesla Roadster ไว้ว่า มันจะเป็น Production Car ที่มีอัตราเร่งที่ไวกว่าเหล่ารถไฮเปอร์คาร์เครื่องยนต์สันดาปในปัจจุบัน

อัตราเร่งความเร็วของ Tesla Roadster ตัวของ Elon Musk ได้การันตีไว้ว่าจาก 0 – 100 กม./ชม. จะใช้ระยะเวลาในการเร่งเพียง 2.1 วินาทีเพียงเท่านั้น ทั้งนี้ตัวเลขเรื่องอัตรายังไม่ค่อยชัวร์ ข้อมูลปัจจุบันดูเหมือนว่าจะมีอัตราเร่งระหว่าง 2.1 วินาที และ 1.9 วินาที ซึ่งไม่ว่าจะเป็นตัวเลขอันไหนก็ตามแต่ มันก็ถือได้ว่าเป็นอัตราเร่งที่เร็วนรกแตกอยู่ดี

นอกจากนี้อัตราเร่งจาก 0-160 กม./ชม อยู่ในระยะเวลาเพียง 4.2 วินาที หากวิ่งแบบ 1/4 ไมล์ (402 เมตร) ตัวเลขจะอยู่ที่ 8.8 วินาที ซึ่ง Tesla Roadster สามารถทำความเร็วสูงสุดที่ 402 กม./ชม.

แบตเตอรี่จะมีความจุอยู่ที่ 200 kWh ทำให้ Tesla Roadster สามารถขับขี่ในความเร็วปกติได้เป็นระยะทางมากกว่า 1,000 กม./ชาร์จ ถึงแม้ก่อนหน้าตัว Elon Musk เคยออกมาบอกว่า จะไม่ทำรถไฟฟ้าที่วิ่งได้ระยะทาง 1,000 กม./ชาร์จ ออกมาในตอนนี้

สำหรับ Tesla Roadster จะมีตัวถังให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ ตัวถังแบบสปอร์ต 2 ประตู (4 ที่นั่ง) กับตัวถังโรดสเตอร์เปิดประทุน

นาทีนี้คงไม่มีใครข้องใจ หรือสงสัยรถไฟฟ้า Tesla ในเรื่องต่าง ๆ อีกแล้วโดยเฉพาะ Tesla Roadster รุ่นใหม่ล่าสุด ที่เปรียบเสมือนเป็นรถไฟฟ้าไว้แสดงประสิทธิภาพของ Tesla อย่างแท้จริง

'ดิคาปริโอ' จับมือสตาร์ทอัปเพาะแซลมอนจากห้องแล็ปมุ่งผลิตอาการไม่ทำร้ายโลก

 


นักแสดงและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมอย่างลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ เจฟฟ์ เบซอส มหาเศรษฐีแห่งแอมะซอนร่วมมือกับ Wildtype บริษัทสตาร์ทอัปในแคลิฟอร์เนียระดมทุน 100 ล้านดอลลาร์ เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา เพื่อผลิตปลาแซลมอนเกรดซูชิด้วยการเพาะเลี้ยงเซลล์ที่สกัดจากไข่ปลาแซลมอนในห้องแล็ป 

Aryé Elfenbein ผู้ร่วมก่อตั้ง Wildtype และนักชีววิทยาระดับโมเลกุลระบุว่า ขณะนี้สามารถเพาะเลี้ยงเซลล์ออกมาเป็นเนื้อปลาแซลมอนที่ไม่มียาปฏิชีวนะ ไม่มีโลหะหนัก ไม่มีไมโครพลาสติกและไม่มีของเสียปนเปื้อน ที่สำคัญไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเพราะไม่ได้เลี้ยงเหมือนในระบบฟาร์ม

พวกเขาเพาะแซลมอนเทียมขึ้นมาโดยเริ่มเก็บเซลล์เป็น ๆ ของแซลมอนพันธุ์ Oncorhynchus kisutch หรือแซลมอนโคโฮ/แซลมอนสีเงิน ที่มีถิ่นอาศัยในแปซฟิกตอนเหนือ จากนั้นนำเซลล์มาเพาะเลี้ยงที่ห้องแล็ปริมชายฝั่งของสหรัฐอเมริกา โดยสร้างเงื่อนไขให้มันคล้ายกับปลาในธรรมชาติ

Wildtype คิดค้นอาหารใหม่ของโลกขึ้นต้องการช่วยกอบกู้โลก เพราะจากรายงานของกลุ่ม Just Economics ระบุว่า การเลี้ยงแซลมอนทำให้เกิดต้นทุนจากมลภาวะปรสิต และอัตราการตายของปลารวมมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลกตั้งแต่ปี 2013 ถึง 2019

เซลล์ที่เพาะได้จากห้องแล็ปจะนำไปประกอบเข้ากับโครงสร้างของวัตถุดิบจากพืชแล้วสร้างมันขึ้นมาเป็นเนื้อปลาแซลมอนที่เหมือนจริงโดยไม่ต้องเลี้ยงจากฟาร์ม เนื้อนุ่มอร่อย มีไขมันปนจนละลายในปาก และเป็นเนื้อปลาเกรดซูชิซะด้วย

ที่สำคัญคือมันไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและไม่มีสารพิษหรือไมโครพลาสติกจากการทำฟาร์มที่จะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคเหมือนแซลมอนเลี้ยง พวกเขาบอกว่าแซลมอนเพาะในแล็ปคือ "โอกาสในการกินอาหารที่เรารักโดยไม่ต้องเสียสละอุดมคติในเรื่องอาหารของเรา"

กระบวนการผลิตนี้ไม่มีของเสีย เนื่องจากมีเพียงส่วนที่กินได้ของปลาเท่านั้น โดย Wildtype กล่าวว่าผลิตภัณฑ์ของพวกเขาใช้เวลาเพียง 4- 6 สัปดาห์ในการเพาะให้เจริญเติบโต เมื่อเทียบกับการเลี้ยงปลาแซลมอนที่โตเต็มที่ในการเพาะในฟาร์มต้องใช้เวลา 2-3 ปี

การเพาะปลาแซลมอนในห้องแล็ปจะช่วยให้โลกเราทำฟาร์มปลาน้อยลงและจะตอบสนองประชากรโลกที่กำลังใกล้แตะ 10,000 ล้านคน ภายในกลางศตวรรษนี้ อีกทั้งเป็นการสร้างเครื่องมือใหม่เพื่อตอบสนองความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงด้านอาหารของศตวรรษที่ 21 อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ข้อมูลจาก

• "We're Reinventing Seafood". Wildtype. Retrieved April 27, 2022.

• "The Future of Seafood Starting with sushi-grade salmon". Wildtype. Retrieved April 27, 2022.

• Rebecca Cairns. (April 8, 2022). "How lab-grown sushi could help tackle overfishing". CNN Business.

Fiona Harvey. (Febuary 11, 2021). "Global salmon farming harming marine life and costing billions in damage". The Guardian.

ภาพ - Wildtype

จีนทดสอบรถไฟวิ่งสวนกันเร็วที่สุดในโลกสำเร็จ หายวับทั้งขบวนไม่ถึง 1 วิฯ

 


จีนทดสอบรถไฟวิ่งสวนกันเร็วที่สุดในโลกสำเร็จ หายวับทั้งขบวนไม่ถึง 1 วิฯ


 จีนประสบความสำเร็จในการทดสอบการวิ่งสวนกันของรถไฟหัวกระสุนฟู่ซิงรุ่นใหม่ 2 ขบวน ซึ่งแล่นผ่านกันและกันด้วยความเร็วสัมพัทธ์ 870 กม./ชม. โดยแต่ละขบวนวิ่งด้วยความเร็ว 435 กม./ชม. ซึ่งเป็นสถิติใหม่ระดับโลก

รายงานระบุว่า การวิ่งสวนกันของรถไฟความเร็วสูงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งกระแสลมแรงรอบรถไฟอาจทำให้รถไฟสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และอาจสร้างปัญหาด้านความปลอดภัย ทำให้ที่ผ่านมาจีนพยายามทดสอบการวิ่งสวนกันของรถไฟหัวกระสุน

“ความเร็วที่ 870 กม./ชม. หมายความว่า รถไฟสองขบวนที่มีความยาวเท่ากันวิ่งผ่านกันโดยใช้เวลาเพียง 0.86 วินาที” พนักงานไชน่า เรลเวย์ กรุ๊ป (China Railway Group) กล่าว

การทดสอบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนารถไฟความเร็วสูงรุ่นใหม่ “CR450” ซึ่งเริ่มต้นในปี 2564 มีเป้าหมายเพื่อพัฒนารถไฟหัวกระสุน Fuxing ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน และชาญฉลาดยิ่งขึ้น ให้เหมาะสมกับการใช้งานที่รองรับ 5G มากขึ้นในอนาคต

โครงการดังกล่าวยังมีเป้าหมายในการพัฒนารถไฟความเร็วสูงรุ่นใหม่ที่วิ่งเร็วมากกว่า 400 กม./ชม. ตลอดจนการสร้างความปลอดภัยสำหรับรถไฟหัวกระสุนที่วิ่งด้วยความเร็ว 350 กม./ชม.

“รถไฟขบวนใหม่นี้เป็นโมเดลชั้นนำระดับโลกที่พัฒนาโดยไชน่า เรลเวย์ กรุ๊ป โดยความร่วมมือกับองค์กร มหาวิทยาลัย และสถาบันของจีนในการออกแบบและผลิตรถไฟความเร็วสูง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรถไฟหัวกระสุนอัจฉริยะที่วิ่งบนเส้นทางปักกิ่ง-จางจยาโข่ว” หัวหน้าแผนกวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเทคโนโลยีสารสนเทศของไชน่า เรลเวย์ กรุ๊ปกล่าว

รถไฟฟู่ซิงรุ่นใหม่มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ 9 อย่างที่พัฒนาขึ้นโดยจีน รวมถึงการเบรกด้วยไฟฟ้ากระแสตรง การเบรกด้วยคาร์บอนเซรามิก ระบบฉุดลากด้วยแม่เหล็กถาวร ฯลฯ ทำให้มีความปลอดภัยและประหยัดที่เพิ่มขึ้น 

ชมคลิปที่ https://mgronline.com/china/detail/9650000040741

ที่มา กลุ่มสื่อจีน

แฟ้มภาพเอเอฟพี - ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา

TOYOTA มาแล้ว! เตรียมเซ็น MOU รถอีวี ร่วมมาตรการส่งเสริมของกรมสรรพสามิต

หลังจากที่ปล่อยให้ค่ายรถยนต์จากประเทศจีนออกนำไปก่อนหลายช่วงตัว สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ไม่ว่าทั้ง MG และ GWM ต่างสร้างฐานลูกค้าได้ก่อน สร้างกระแสความนิยมก่อนใคร จนค่ายรถยนต์จากฝั่งของยุโรปทั้ง Mercedes Benz, BMW รวมทั้งค่าย Volvo ที่แม้จะเป็นรถสวีเดนในเงาของจีนในปัจจุบัน ต้องลงมาลุยตลาดรถ EV ด้วย

ล่าสุดค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง Toyota ก็พร้อมที่จะกระโดดเข้ามาร่วมวงในตลาดรถ EV แล้ว หลังจากที่งาน Motor Show 2022 ที่ผ่านมายอดจองรถ EV ภายในงานมีตัวเลขที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย และมีทิศทางที่เติบโตอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ในวันพรุ่งนี้ (29 เมษายน) Toyota เตรียมลงนามความร่วมมือในมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ากับกรมสรรพสามิตร

โดยนายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า การลงนามในครั้งนี้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นจะเข้ามาตรการสนับสนุน ไม่เพียงเท่านั้นยังมีค่ายรถอื่นๆ ที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาที่จะเข้าร่วมมาตรการด้วย เช่น Neta ซึ่งเป็นค่ายรถยนต์จากประเทศจีนอีกราย ที่กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับทางบริษัทแม่ ในการเข้าร่วมมาตรการดังกล่าว

ส่วนค่ายรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นค่ายอื่นๆ อย่าง Honda ทางกระทรวงพลังงานได้เดินทางไปหารือกับผู้ผลิตที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งคาดว่าน่าจะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับทาง Toyota

อย่างที่ทราบกันคือมาตรการสนับสนุนรถ EV เป็นตัวกระตุ้นความสนใจของผู้คนให้หันมาซื้อรถเหล่านี้เพิ่มขึ้น โดยตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาค่ายรถยนต์ได้เตรียมยื่นขอใช้สิทธิจากการจองซื้อรถยนต์รวมประมาณเกือบ 6,000 คันแล้ว แบ่งเป็น GWM 2,000 พันคัน และ MG อีก 3,000 พันคัน

🔵 สำหรับหลักเกณฑ์ในการใช้สิทธิ์คือ

🔹️1. ต้องเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภายในประเทศ ที่ทำสัญญากับ กรมสรรพสามิต โดยกรมฯ จะอุดหนุนเงินและภาษีฯ ไปที่ผู้ประกอบการเท่านั้น

🔹️2. ประเภทรถยนต์ครอบคลุมรถยนต์ รถกระบะ และรถจักรยานยนต์ เฉพาะ BEV

🔵 รายละเอียดมาตรการแบ่งออกเป็นดังนี้

🔹️1. รถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน แบบ BEV ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ในส่วนของมาตรการภาษี จะให้นำเข้า CBU ที่ได้รับสิทธิพิเศษทางอากรศุลกากรภายใต้ความตกลงการค้าเสรี โดยหากมีอากรไม่เกิน 40% ให้ยกเว้น หากมีอากรเกิน 40% ให้ลดอัตราอากรลงอีก 40% ปรับลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั่ง ประเภท BEV จากเดิม 8% เหลือ 2% ในปี 2565 – 2568

🔹️2. รถยนต์นั่งที่ขนาดตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป ประเภท BEV ที่มีราคามากกว่า 2 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 7 ล้านบาท ครม.เห็นชอบให้ปรับลดอากรศุลกากรในปี 2565 – 2566 คือ การนำเข้ารถ CBU หากอากรไม่เกิน 20% ให้ได้รับยกเว้นอากร หากอากรเกิน 20% ให้ลดอากรลงอีก 20% ส่วนอัตราอากรนำเข้าให้ลดเหลือ 60% และปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั่งฯประเภท BEV จาก 8% เหลือ 2% ในปี 2565 – 2568

🔹️3. รถยนต์กระบะ BEV ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 2 ล้านบาท ได้เงินอุดหนุน 1.5 แสนบาทต่อคัน เฉพาะรถยนต์กระบะที่ผลิตในประเทศ (CKD) และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป

🔹️4. รถจักรยานยนต์ ประเภท BEV ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 1.5 แสนบาท โดยมีมาตรการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตตามมูลค่า 1% สำหรับรถจักรยานยนต์ประเภท BEV ที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่กรมสรรพสามิตประกาศกำหนด

🔹️5. การผลิตหรือประกอบรถยนต์ BEV ในประเทศ ในเขตปลอดภาษีอากรหรือเขตประกอบการเสรีในปี 2565 – 2568 โดยอนุมัติให้มีการนับมูลค่าของ Cell แบตเตอรี่ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศสำหรับ การนำมาผลิตเป็นแบตเตอรี่ และนำไปผลิตหรือประกอบเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (ประเภท BEV) ในเขตปลอดอากร (Free Zone) หรือเขตประกอบการเสรี รวมเป็นต้นทุนการผลิตที่เกิดขึ้นในประเทศ สำหรับการคำนวณมูลค่าเพิ่มในประเทศได้ไม่เกิน 15% ของราคายานยนต์ไฟฟ้า (BEV) หน้าโรงงาน เพื่อส่งเสริมการลงทุนใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศ

🔹️6. สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตหรือประกอบภายในประเทศ เห็นควรส่งเสริมให้ใช้ชิ้นส่วนที่มีการนำเข้าในช่วงระยะเวลา ในปี 2565 – 2568 ประกอบด้วย แบตเตอรี่ Traction Motor คอมเพรสเซอร์สำหรับยานพาหนะไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ระบบควบคุมการขับขี่ (DCU) On-Board Charger PCU inverter DC/DC Converter และ Reduction Gear รวมทั้งส่วนประกอบของชิ้นส่วนดังกล่าว ให้ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 สำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิ์ โดยให้สถาบันยานยนต์ เป็นผู้รับรองชิ้นส่วนสำคัญและชิ้นส่วนย่อยเพื่อลดอากรขาเข้าเพิ่มเติมต่อไป


ไฟเขียวโรโบแท็กซี่ เปิดทางอุตสาหกรรมแท็กซี่ไร้คนขับ Baidu และ Pony.ai ประเดิมครั้งแรกในปักกิ่ง

 


จีนไฟเขียวโรโบแท็กซี่ เปิดทางอุตสาหกรรมแท็กซี่ไร้คนขับ Baidu และ Pony.ai ประเดิมครั้งแรกในปักกิ่ง

ปักกิ่งไฟเขียว ผ่อนคลายกฎระเบียบในดำเนินธุรกิจไฟเขียว ทำให้รถยนต์แท็กซี่แบบไร้คนใกล้เป็นความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ

Apollo Go ของ Baidu และ Pony.ai คือ 2 บริษัทแรกที่ได้รับอนุญาตจากทางการปักกิ่งเมื่อวานนี้ (27 เม.ย.) ให้สามารถบริการโรโบแท็กซี่ในเขตชานเมืองโดยไม่จำเป็นต้องมีพนักงานขับรถ แต่ยังต้องมีพนักงานอยู่ด้านใน แค่ไม่จำเป็นต้องนั่งในที่คนขับอีกต่อไป

ความเคลื่อนไหวของทางการจีนจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะเป็นการลดต้นทุนครั้งสำคัญของธุรกิจที่ไม่ต้องจ้างพนักงานขับรถอีกต่อไป แต่ยังไม่แน่ชัดว่า ทางการจีนจะอนุมัติให้โรโบแท็กซี่ให้บริการแบบเต็มรูปแบบโดยไม่ต้องมีพนักงานอยู่บนรถได้เมื่อไหร่

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (24 เม.ย.) Pony.ai เป็นบริษัทแรกของจีนที่ได้รับใบอนุญาตให้บริการโรโบแท็กซี่จำนวน 100 คัน ในหนานซาของเมืองกว่างโจว ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 800 ตารางกิโลเมตร

ก่อนหน้านี้ไม่ถึง 6 เดือน ทั้ง Apollo Go และ Pony.ai ได้รับใบอนุญาตเก็บค่าบริการแท็กซี่ไร้คนขับในปักกิ่ง

ภายใต้ใบอนุญาตใหม่ Baidu สามารถให้บริการโรโบแท็กซี่ 10 คันโดยไม่ต้องมีคนขับ และบริษัทวางแผนที่จะเพิ่มอีก 30 คัน ขณะที่ โฆษกของ Pony.ai กล่าวว่าตอนนี้ บริษัท​​สามารถให้บริการโรโบแท็กซี่ได้ 4 คัน และมีแผนจะเพิ่มจำนวนในอนาคต

เช่นเดียวกับสหรัฐฯ กฎเกี่ยวกับโรโบแท็กซี่แตกต่างไปตามภูมิภาคในประเทศจีน 

ในสหรัฐฯ Waymo ของ Alphabet และ Cruise ของ GM สามารถให้บริการโรโบแท็กซี่สาธารณะได้โดยไม่ต้องมีพนักงานอยู่บนรถ โดยกฎหมายสำหรับการทดสอบโรโบโบแท็กซี่และผู้ขับขี่จะแตกต่างกันไปตามเมืองและรัฐ

Waymo สามารถเรียกเก็บเงินลูกค้าได้เลยในรัฐแอริโซนา ขณะที่ Cruise กำลังรอการอนุมัติขั้นสุดท้ายสำหรับใบอนุญาตเรียกเก็บค่าโดยสารในซานฟรานซิสโก

อ้างอิง: https://www.cnbc.com/2022/04/27/chinas-beijing-city-loosens-robotaxi-rules-for-baidu-apollo-go-ponyai.html  

'ก้าวหน้า' ชูไอเดีย 'ธนาธร' ยกเลิก นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพราะมีเทศบาล อบต. อยู่แล้ว



3 พ.ค.2565- เพจคณะก้าวหน้า – Progressive Movement เผยแพร่บทสัมภาษณ์ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าประเด็น ปลดล็อกท้องถิ่น – ยุติระบบรัฐราชการรวมศูนย์ ที่ไม่เคยไว้ใจประชาชน ว่า

เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ใช่เครื่องการรันตีว่า “ระบบรัฐราชการรวมศูนย์” จะหมดไป เพราะตราบใดที่ผู้ว่าฯ นั้นยังอยู่ในสังกัดและถูกสั่งการจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นรัฐราชการส่วนกลาง “อำนาจ” ในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในท้องถิ่นก็จะยังคงเป็น “จากบนลงมาล่าง” อยู่ดี

ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทยเรามีการ “เลือกตั้ง” ผู้บริหารในระดับจังหวัดมานานแล้ว นั่นก็คือตำแหน่ง “นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด” หรือ “นายก อบจ.”

แต่สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เสมือนกับว่ามีผู้บริหารที่อยู่ในระนาบเดียวกันนี้ 2 รูปแบบ คือ 1.ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้งจากส่วนกลาง กับ 2.นายก อบจ.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน แต่ทว่า ที่เลวร้ายและผิดหลักการกระจายอำนาจ ผิดหลักการปกครองตนเองเป็นอย่างยิ่งนั่นก็คือ อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ดันใหญ่กว่าอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง

นี่คือสิ่งที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า บอกว่า “รัฐส่วนกลางไม่ไว้ใจประชาชน” และ “เป็นรูปแบบการปกครองที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อระเบิดศักยภาพของคน แต่ใช้สำหรับปกครองและควบคุมคน”

ดังนั้น เมื่อกลับมาสู่หนทางที่ควรจะเป็น กับสิ่งที่เรียกว่า “ยุติรัฐราชการรวมศูนย์” จึงไม่ใช่แค่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ แต่เป็นการยกเลิกผู้ว่าฯ ซึ่งเป็นระบบราชการส่วนภูมิภาคที่เป็นแขนขาของรัฐราชการส่วนกลาง แล้วนำ “อำนาจ” นั้นไปให้กับนายก อบจ. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ให้มีอำนาจในการออกแบบนโยบาย จัดเก็บภาษี จัดการทรัพยากรในจังหวัดของตนเองได้

ขณะที่ระดับเมืองก็ยกเลิกตำแหน่งนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพราะมีนายกเทศมนตรีที่บริหารในระดับเทศบาล มีนายกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือ นายก อบต. ทำหน้าที่อยู่แล้ว เพียงแต่ต้องไปเพิ่มอำนาจ งบประมาณ และบุคคลากรให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ให้ผู้บริหารแต่ละเทศบาล ให้แต่ละ อบต.สามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้อย่างแท้จริง

และนี่คือสิ่งที่ “คณะก้าวหน้า” กำลังร่วมรณรงค์ เชิญชวนเข้าชื่อเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 14 การปกครองส่วนท้องถิ่น.
 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. True News เจาะลึกข่าวออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger