Latest Movie :

ADDS1

ADDS2

Recent Movies
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพและความงาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพและความงาม แสดงบทความทั้งหมด

5 วิธีลดพุง-ลดไขมันทั้งตัวฉบับเร่งด่วน ปลอดภัยและได้ผลจริง


ไม่ต้องอดข้าว ไม่ต้องโหมออกกำลังกาย ก็ลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัยและได้ผล การลดน้ำหนักเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายคน แต่จริงๆ แล้วหากมีความตั้งใจ และปฏิบัติได้ถูกต้อง ก็ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด นอกจากจะได้รูปร่างที่สมส่วนสวยงามแล้ว ยังได้ร่างกายที่แข็งแรงเป็นของขวัญให้กับตัวเองอีกด้วย
แต่หากใครที่อ้วนมานานแล้วลืมไปเลยว่าเคยผอมมาก่อน ลองทำนู่นนี่แล้วไม่ได้ผลเสียที เรามีเคล็ดลับที่ง่ายและได้ผล (แต่ต้องตั้งใจทำจริงๆ) มาฝาก

5 วิธีลดพุง-ลดไขมันทั้งตัวฉบับเร่งด่วน ปลอดภัยและได้ผลจริง 

1. ลดแป้งและน้ำตาล หลายคนยังเข้าใจผิดอยู่ว่าที่เราอ้วนเพราะกินอาหารมันๆ และของทอด ซึ่งจริงๆ แล้วก็ถูกต้อง แต่ไม่ใช่แค่นั้น อย่ามองข้ามอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสีอย่างข้าวขาว ขนมปัง รวมถึงของหวานอย่าง เครื่องดื่มต่างๆ ที่ใส่น้ำตาลในปริมาณสูง และขนมต่างๆ ด้วย

หลักการทำงานง่ายๆ ของร่างกาย คือการที่เรากินแป้งและน้ำตาลเข้าไปเกินความจำเป็นของร่างกาย ร่างกายจึงนำแป้งและน้ำตาลที่เรากินเข้าไปมากเกินไป ไปสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายในรูปแบบของ “ไขมันส่วนเกิน” ที่อยู่ตามจ้นแขน ต้นขา พุง สะโพก ฯลฯ เพื่อเก็บสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็น

วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้ร่างกายถึงเอาไขมันส่วนเกินที่เก็บสะสมไว้ออกมาใช้ คือการลดการสะสมเพิ่มเติมของแป้งและน้ำตาล เมื่อถึงจุดที่ร่างกายรู้สึกถึงการได้รับแป้งและน้ำตาลน้อยลงกว่าปกติ ร่างกายจึงเริ่มดึงเอาไขมันส่วนเกินตามร่างกายต่างๆ มาใช้งานนั่นเอง

2. กินอาหารรวบมื้อ หากใครไม่เคยปล่อยให้ปากและกระเพาะอาหารว่างจากอาหารเกิน 2-3 ชม. เลย นั่นแหละ คือสาเหตุที่ทำให้คุณอ้วน ลองรวบมื้ออาหารเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างวันให้เหลือไม่เกินวันละ 3 มื้อดู ขนมขบเคี้ยว ผลไม้ต่างๆ ที่เคยหยิบมากินช่วงสายๆ บ่ายๆ หรือก่อนนอน ให้รวบไปกินพร้อมกันหลังมื้ออาหารหลักอย่างมื้อเช้า กลางวัน หรือมื้อเย็นแทน ลดการกินจุบจิบระหว่างวันลง เท่านี้ก็ช่วยให้ร่างกายได้พักจากการรับอาหาร และย่อยอาหารได้แล้ว

3. กำหนดเวลาหยุดกิน หลังจากที่เราพยายามรวบมื้ออาหาร ไม่กินมื้อเล็กมื้อน้อยพร่ำเพรื่อแล้ว การปล่อยให้ช่วงเวลาหนึ่งของร่างกายเข้าสู่ภาวะ “อด” บ้าง ก็ช่วยให้ร่างกายดึงพลังงานไขมันสะสมในร่างกายมาใช้ได้ด้วย หลายคนอาจจะคุ้นหูว่านี่คือวิธีในการทำ IF (Intermittent Fasting) คือการกำหนดช่วงเวลาในการกินอาหาร-งดมื้ออาหาร สูตรเวลาที่เป็นที่นิยมกันคือ 16/8 หมายถึง กินอาหารได้ 8 ชั่วโมง งดมื้ออาหารไป 16 ชั่วโมง โดยเราสามารถเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของเราได้ (แต่แนะนำให้เป็นช่วงเวลาที่ตรงกับนาฬิกาของร่างกาย คือกินในช่วงที่ควรกิน งดในช่วงที่ควรงด)

ยกตัวอย่างเช่น สูตร 16/8 กินอาหารได้ตั้งแต่ 10.00-18.00 น. หรือใครที่ตื่นเช้าอาจจะเป็น 9.00-17.00 น. (แต่ไม่แนะนำให้กินในช่วงที่ควรนอน เช่น กินในช่วง 22.00-6.00 น. เพราะไม่ตรงกับนาฬิกาชีวิต ช่วงเวลาที่ควรนอน ก็ควรนอน)

หากใครที่ทำสูตรเวลา 16/8 แล้วทนหิวไม่ไหว จะเริ่มจาก 12/12 ก่อนก็ได้ เช่น กินอาหารได้ในช่วง 8.00-20.00 น. เท่านั้น (แปลว่างดกินมื้อดึกหรืออาหารก่อนนอน) จากนั้นค่อยๆ ขยับเวลา เพิ่มเวลาในการ “งด” อาหารให้นานขึ้น ขยับเวลาในการกินให้สั้นลงทีละชั่วโมงๆ เท่านี้การงดมื้ออาหารในช่วงเวลาหนึ่งๆ ก็จะง่ายขึ้น เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาเอาไขมันส่วนเกินในร่างกายมาใช้เป็นพลังงานระหว่างวันนั่นเอง

4. สร้างกล้ามเนื้อ ปริมาณมวลกล้ามเนื้อในร่างกายเป็นปัจจัยหนึ่งที่บ่งชี้ว่าร่างกายของเราเผาผลาญพลังงานได้มากน้อยแค่ไหน หากมีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น ร่างกายก็จะเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น เมื่อเรากำจัดไขมันส่วนเกินไปออกไปได้แล้ว การสร้างมวลกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง การที่ร่างกายของเรามีมวลกล้ามเนื้อแน่นขึ้น จะช่วยให้เราเมื่อเรากลับไปกินอาหารเหมือนเดิม จะไม่กลับไปอ้วนง่ายเหมือนแต่ก่อน เพราะเราจะเริ่มมีกล้ามเนื้อ และระบบเผาผลาญพลังงานที่ดีนั่นเอง

การจะสร้างกล้ามเนื้อให้ดี เราควรกินโปรตีนให้เพียงพอ เช่น เนื้อสัตวไขมันต่ำ นม ไข่ และออกกำลังกายที่ใช้กล้ามเนื้อ อะไรก็ได้ที่เล่นแล้วรู้สึกปวดตึงกล้ามเนื้อ ยกน้ำหนัก สควอช แพลงกิ้ง ครันช์ ฯลฯ

5. ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ แม้ว่าเราจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่าเราควรออกกำลังกาย 30-45 นาทีขึ้นไป เพื่อให้ลดน้ำหนักอย่างได้ผล แต่อันที่จริงแล้ว เราอาจแบ่งเวลาเป็น 15 นาทีเวทเทรนนิ่ง 15 นาทีคาร์ดิโอได้ หากคุณทำตามข้อ 1-4 จนได้น้ำหนักที่ใกล้เคียงกับที่ต้องการ (น้ำหนักปกติ ไม่อ้วนไม่ผอมจนเกินไป) ร่างกายของคุณเริ่มคุ้นชินกับการดึงเอาพลังงานไขมันสะสมมาใช้แทนพลังงานจากอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลที่เคยได้แล้ว การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเพียง 10-15 นาทีก็ช่วยให้คุณลดน้ำหนักอย่างได้ผลและปลอดภัยได้แล้ว

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอที่แนะนำ ได้แก่ เดินเร็ว วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ แอโรบิก และอื่นๆ ที่ทำให้ร่างกายรู้สึกเหนื่อย เหงื่อออก ใจเต้นเร็วขึ้น

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :หมอหนึ่ง : Healthy Hero

ภาพ : iStock

13 พฤติกรรมดีๆ ในชีวิตประจำวัน ที่ช่วย “ชะลอความแก่”


“แก่” พูดเบาๆ ก็เจ็บ เชื่อว่าหลายคนคงทราบอายุของตนเองดีว่าตนเองอาจจะไม่ใช่เด็กๆ หรือไม่ใช่วัยหนุ่มสาวแล้ว แต่ก็รู้สึกแสลงหูทุกครั้งที่ได้ยินคนบอกว่าตัวเราแก่ และจะยิ่งรู้สึกโกรธจนควันออกหูมากขึ้นไปอีก หากมีคนทั่วไปมองว่าเราดูแก่เกินวัย ทั้งที่อายุจริงๆ ของเรายังอยู่ในวัยหนุ่มสาวด้วยซ้ำไป นั่นแหละ เราต่างก็รู้ตัวเองดี แต่ไม่ชอบให้ใครมาย้ำอะไรซ้ำๆ เหมือนแทงใจดำแบบนี้ อ อย่างไรก็ดี ไม่ว่าอายุจริงของคุณจะอยู่ในวัยที่ตัวเลขมากๆ หรือจะเป็นวัยกลางๆ วัยหนุ่มสาว ก็คงไม่มีใครที่อยากจะดูแก่เกินกว่าอายุขึ้นไปอีก ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะดูเด็กลงอีกสักหน่อย หรืออยากจะขอแก่ให้ช้าลงอีกสักนิด พูดง่ายๆ ก็คือ อยากจะควบคุมร่างกายตัวเองไม่ให้ได้รับผลกระทบจากวัยที่เพิ่มมากขึ้นในทุกวันนั่นเอง
ถ้าคุณอยากจะแก่ให้ช้าลง ลองมาดูพฤติกรรมดีๆ ที่ช่วย “ชะลอความแก่” กันหน่อยดีกว่า ไม่ยาก เพราะพฤติกรรมเหล่านี้ ที่คุณสามารถทำในชีวิตประจำวันได้

1. การทำสมาธิ การทำสมาธิได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถทำให้สมองของคนเราเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้จริง โดย Sara Lazar นักประสาทวิทยาแห่ง Harvard Medical School และ Massachusetts General Hospital ได้ศึกษาเกี่ยวกับโดยการสแกนสมองของผู้ที่ทำสมาธิ พบว่าคนที่นั่งสมาธิมาเป็นเวลานาน มีสสารสีเทาในเยื่อหุ้มสมองส่วนที่ควบคุมการได้ยินและประสาทสัมผัสเพิ่มขึ้น Lazar ระบุว่าที่มันเพิ่มขึ้นนั้น มาจากการเอาใจใส่และมีสติอยู่กับการหายใจ เสียง และสิ่งเร้าอื่นๆ ระหว่างการทำสมาธิ

นอกจากนี้ Lazar ยังพบสสารสีเทาในเยื่อหุ้มสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำและการตัดสินใจ จากผู้ทำสมาธิในวัย 50 ปี พวกเขามีสสารสีเทาในเยื่อหุ้มสมองส่วนหน้า ปริมาณเท่ากันกับที่พบในคนอายุ 20 ปี ทั้งที่เยื่อหุ้มสมองนั้นจะเสื่อมสภาพลงเมื่อคนเราอายุมากขึ้น นั่นสิ แล้วทำไมคุณไม่รวมการฝึกสมองนี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณล่ะ?

2. เพิ่มกิจกรรมการเล่น อย่าเอาแต่จริงจังอย่างเดียว หาเวลาที่เป็นเวลาเล่นของคุณด้วย ถ้าคุณต้องการเพิ่มกิจกรรมการเล่น ลองพวกเกมฝึกสมองดูก็เป็นตัวเลือกที่ดี มีการศึกษาที่พบว่าการฝึกสมองอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้ ในการทดลองทางคลินิกในกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 56-71 ปี แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้มารับการฝึกสมอง และการอบรมด้านความรู้ความเข้าใจ เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งทำหน้าที่เป็นกลุ่มควบคุม จากนั้นวัดการทำงานของสมอง

โดยนักวิจัยพบว่า ผู้ที่อยู่ในกลุ่มฝึกสมองและการอบรมความรู้ความเข้าใจนั้น มีศักยภาพในการตอบสนองของสมองกลีบหน้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุม ซึ่งหมายความว่าสมองของพวกเขาไม่จำเป็นต้องทำงานหนักมากในเวลาที่สมองอาจกำลังทำงานอย่างหนัก จากการวิจัยนี้ นักวิจัยพยายามหาวิธีควบคุมศักยภาพของสมองของผู้ที่มีอายุมากขึ้นเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป

3. ทำตัวยุ่งให้มากกว่าเดิม พูดง่ายๆ ก็คือ พยายามหาอะไรทำ ดีกว่านั่งอยู่ว่างๆ เฉยๆ อย่างการใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัว จะทำให้คุณไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองแตกแยกออกจากครอบครัวเมื่ออายุมากขึ้น หรือจะลองไปเป็นอาสาสมัคร ก็เป็นวิธีที่ดีในการแก้เหงา ในขณะเดียวกันก็ได้ช่วยเหลือคนอื่นด้วย หรือถ้าคุณมีคนรัก กิจกรรมสานความสัมพันธ์แนบแน่นใกล้ชิดก็ช่วยได้ การมีเพศสัมพันธ์ด้วยความรักสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะเพิ่มช่วยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในผู้ชายและสามารถลดอายุจริงของคุณได้เกือบ 3 ปีแน่ะ! เมื่อคนอื่นจะทายอายุคุณ

4. เพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย ความยืดหยุ่นของร่างกายคนเราจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเราอายุมากขึ้น แล้วนำไปสู่การเปราะ แตก หักง่ายมากกว่า อย่างไรก็ดี National Academy of Sports Medicine กล่าวว่าการวางแผนเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับร่างกาย (แบบที่เป็นระบบและก้าวหน้าทันสมัย) สามารถช่วยให้คุณมีความคล่องตัวเพิ่มมากขึ้นแม้อายุจะมากแล้ว แล้วคุณรู้ไหม ว่าการที่คุณออกไปโดดแดด รับวิตามินดียามเช้าเพียงไม่กี่นาทีในทุกวัน ก็สามารถสร้างความแตกต่างได้แล้ว

5. อย่าละเลยการเข้าสังคม เพราะความเหงาสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของคุณได้ ที่สำคัญคือ มันมีผลกระทบลงไปถึงระดับของยีนในร่างกายเลยด้วยซ้ำไป และอาจถึงกับทำให้อายุสั้นลงด้วย มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นโทษของการอยู่คนเดียว ว่าอาจส่งผลเสียต่อเทโลเมียร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ DNA อยู่ที่ส่วนท้ายของโครโมโซม โดยมันจะสั้นลงทุกครั้งที่เซลล์แบ่งตัว โดยที่สามารถบ่งบอกได้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่ได้นานอีกแค่ไหน โดยเทโลเมียร์ที่ยาวขึ้นจะสัมพันธ์กับการแก่ตัวที่ช้าลง โรคภัยไข้เจ็บที่เกี่ยวข้องกับอายุจะน้อยลง ทำให้ผลลัพธ์โดยทั่วไปคือจะมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น

มีการศึกษานกแก้วสีเทาแอฟริกันที่ถูกกักขังให้อยู่ตามลำพัง พบว่ามีเทโลเมียร์ที่สั้นกว่านกแก้วที่อาศัยอยู่กับฝูงนกตัวอื่นๆ นอกจากนี้ก็ยังมีการศึกษาที่กลายมาเป็นหลักฐานสนับสนุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าการแยกตัวออกจากสังคมและปัจจัยกดดันอื่นๆ อาจเป็นอันตรายต่อเทโลเมียร์ของคนเรา โดยมีผลให้เทโลเมียร์สั้นลง นอกจากนี้ความเหงายังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า ความบกพร่องทางสติปัญญา โรคหัวใจ และภาวะร้ายแรงอื่นๆ ที่คล้ายกับโทษของโรคอ้วนและการสูบบุหรี่ ฉะนั้น อย่าละเลยการเข้าสังคม หมั่นพบปะกับเพื่อนฝูง หรือพาตัวเองไปอยู่ในสังคมบ้าง

6. ออกกำลังกาย การออกกำลังกายไม่เพียงแต่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจของคุณเท่านั้น แต่ยังช่วยให้กล้ามเนื้อของคุณแข็งแรงขึ้นด้วย เพราะการออกกำลังกายช่วยชะลอความเสื่อมถอยของสุขภาพเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ที่อาจจะค่อยๆ สูญเสียประสิทธิภาพลงไปพร้อมกับอายุที่มากขึ้นและความชรา

7. พิถีพิถันเรื่องการกินอาหาร อาหารที่ไม่ผ่านการขัดสีจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายได้มากกว่า โดยช่วยให้คุณได้รับสารอาหารที่จำเป็นในรูปที่ยังคงคุณค่าทางอาหารได้ดีที่สุด หลีกเลี่ยงน้ำตาลทรายขาว (ที่ผ่านกระบวนการขัดสีจนขาวบริสุทธิ์) เพราะการบริโภคน้ำตาลทรายขัดสี สามารถเชื่อมโยงกับโรคภัยต่างๆ เช่น โรคเบาหวานและโรคอัลไซเมอร์ ได้

8. นอนหลับให้เพียงพอ เป็นเรื่องปกติที่รูปแบบการนอนของเราจะเปลี่ยนไปเมื่อเราอายุมากขึ้น และนี่อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนที่มีอายุมากขึ้นกลับพักผ่อนได้ไม่เพียงพอเท่าที่ควร เฉลี่ย 6 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้นในคืนหนึ่ง ฉะนั้น คุณควรมีวิธีการที่จะช่วยเรื่องการนอนหลับ เช่น ลดการบริโภคคาเฟอีนลง จัดวางเครื่องนอนหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่จะช่วยให้เราพักผ่อนได้มากตามต้องการ ในขณะที่การออกกำลังกายเพื่อหวังจะให้ร่างกายรู้สึกล้า จะได้นอนหลับได้ง่ายขึ้นเป็นวิธีที่น่าสนใจ แต่อย่าออกกำลังกายในช่วงที่ใกล้กับเวลานอนมากเกินไป ไม่ฉะนั้น คุณจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก

9. ผ่อนคลายความเครียด ความเครียดเป็นสาเหตุของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มากมาย โดยความเครียดเรื้อรังที่ไม่ได้รักษา อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า โรคหัวใจ และภาวะร้ายแรงอื่นๆ โรคภัยไข้เจ็บเหล่านี้อาจทำให้ช่วงเวลาในชีวิตของคุณหายไปหลายปีเลย เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยให้ความเครียดเข้าครอบงำร่างกายและจิตใจจนเกินเยียวยา และรักษาไม่ทัน

ลองใช้เทคนิคการผ่อนคลายความเครียดแบบต่างๆ ที่เหมาะสมกับตัวเอง เช่น เล่นโยคะหรือการทำสมาธิ ซึ่งทั้ง 2 วิธีได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าลดระดับความเครียดได้ หรือจะลองรำไทเก๊ก ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติที่ช่วยรักษาได้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต คือ เพิ่มความสมดุล ความมั่นคงของร่างกายผู้สูงอายุ พร้อมๆ กับการลดความเครียดและคลายความวิตกกังวล

10. พิจารณาอาหารเสริม แม้ว่าคุณจะกินดีอยู่ดี และค่อนข้างมั่นใจว่าสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี แต่คุณก็อาจขาดสารอาหารบางอย่างหรือได้รับไม่เพียงพอจากการกินอาหารตามปกติ โดยเฉพาะเมื่อคุณอายุมากขึ้น คุณจำเป็นต้องได้รับสารอาหารบางประเภทมากกว่าที่เคยได้รับในช่วงวัยหนุ่มสาว เพื่อให้เป็นผู้สูงวัยที่มีสุขภาพดี โดยมีอาหารเสริมจำนวนหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคได้ เช่น น้ำมันปลา ที่มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง

11. ดื่มให้เป็นยา จริงๆ แล้ว การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอล HDL ซึ่งเป็นไขมันชนิดดีต่อร่างกาย โดยเฉพาะไวน์แดงที่อาจมีฤทธิ์บำรุงหัวใจ เทียบเท่าเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเภทชาเขียวและกาแฟ ส่วนในชากาแฟ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยในการต่อต้านอาการเจ็บป่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอายุ

การศึกษาชิ้นหนึ่งในปี 2013 พบว่าผู้ที่ดื่มชาเขียว 4 แก้วต่อวัน มีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองลดลงเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ค่อยดื่มชาเขียว เนื่องจากสารประกอบแคทีชิน (catechins) ในชาเขียว ที่ช่วยควบคุมความดันเลือดและปรับปรุงการไหลเวียนเลือด

12. ให้สมองได้ทำงานบ่อยๆ เมื่อคุณอายุมากขึ้น การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายจะค่อยๆ เสื่อมสภาพลงไปทุกวันตามอายุที่มากขึ้น สมองของคุณก็เช่นกัน มันจะค่อยๆ เสื่อมลง แต่คุณรู้ไหมว่าสมองของคุณนั้นสามารถรักษาตัวเองได้ หากคุณพยายามบริหารสมอง ให้สมองได้ใช้งานอย่างสม่ำเสมอ ถึงคุณจะอายุมาก สมองของคุณก็จะยังเฉียบอยู่ ฉะนั้น ถ้าคุณหมั่นเล่นเกมฝึกสมอง หรือทำอะไรก็ได้เพื่อกระตุ้นให้สมองได้ทำงานอยู่ตลอด จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบประสาท ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงที่คุณจะกลายเป็นคนชราความจำเสื่อมลงได้มากทีเดียว

13. ดูแลผิวพรรณของตัวเอง ผิวของคุณบอกได้ว่าคุณอายุเท่าไร ซึ่งถ้าคุณไม่เคยดูแลผิวพรรณเลยทั้งผิวหน้าและผิวกาย ผลคือคุณจะดูแก่กว่าอายุจริง! สภาพผิวที่ขาดการดูแล ทำให้คุณแก่ก่อนวัย และเกินวัยไปมากทีเดียว จนทำให้คนอื่นๆ ทายอายุคุณผิดไปมาก ดังนั้น แม้ว่าคุณจะไม่ใช่คนที่ให้ความสำคัญกับความสวยงามเท่าไรนัก แต่คุณควรดูแลผิวพรรณแบบพื้นฐาน เช่น ใช้ครีมกันแดดเพื่อป้องกันริ้วรอยและจุดด่างดำก่อนวัยอันควร ใช้ครีมหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของมอยเจอไรเซอร์ ดื่มน้ำให้มากขึ้น และ…ถ้าคุณสูบบุหรี่ ขอแนะนำให้คุณเลิก เพราะยิ่งรวมกับปัจจัยอื่นๆ การบุหรี่ทำให้คุณดูแก่กว่าวัยมาก

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :Eat This, Not That!

ภาพ :iStock

"ไข่ต้ม" ที่รอบไข่แดงเป็นสีเขียวอมเทา อันตรายต่อสุขภาพหรือไม่


มีใครเคยกินไข่ต้ม หรือต้มไข่กินเองแล้วเจอรอบๆ สีแดงมีสีเทาอมเขียวบ้างไหม เคยสงสัยหรือไม่ว่าเป็นสีของอะไร แล้วปลอดภัยต่อร่างกายหรือไม่
TrueNews Health มีคำตอบจาก เพจเฟซบุ๊ก อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ ของ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาฝากกัน

กรณีมีการแชร์คลิปรายการทีวีภาษาจีน ที่ทำการต้มไข่ด้วยเวลาต่างกัน แล้วอันที่ต้มไปนานกว่า 10 นาทีนั้น พอผ่าออกมา พบว่าส่วนไข่แดงเริ่มมีสีเขียวหุ้มทั้งหมด พิธีกรในรายการก็บอกว่า เป็นไข่ต้มที่อันตราย ก่อมะเร็งได้? ทำเอาคนตกใจกันใหญ่ เพราะหลายคนก็เคยเจอ เคยกินไข่แบบนี้

อย่าตกใจครับ มันไม่ได้อันตรายแต่อย่างไร

"ไข่ต้ม" ที่รอบไข่แดงเป็นสีเขียวอมเทา อันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ สีเขียวที่เห็นขึ้นเป็นชั้นรอบไข่แดงต้มนั้น ไม่ใช่ความผิดปกติของไข่ แต่เกิดจากการที่เราต้มไข่นานเกินไป จนทำให้ ธาตุซัลเฟอร์ (กำมะถัน) และไฮโดรเจนตามธรรมชาติในไข่ขาว ทำปฏิกิริยากันเกิดเป็นไฮโดรเจนซัลไฟด์ขึ้น แล้วไฮโดรเจนซัลไฟด์นี้ไปทำปฏิกิริยากับธาตุเหล็กตามธรรมชาติในไข่แดง เกิดเป็นสารประกอบสีเขียวอมเทา ชื่อ เฟอรัสซัลไฟด์ (ferrous sulfide) หรืออีกชื่อคือ ไอรอนซัลไฟด์ (iron sulfide) ซึ่งไม่ใช่สารอันตราย หรือ ก่อมะเร็ง อย่างที่ว่าแต่อย่างไร

วิธีต้มไข่ให้ไข่แดงสีสวย ไม่มีสีเทาอมเขียว

วิธีการหลีกเลี่ยงการเกิดสารสีเขียวนี้ คือการต้มไข่ไม่ให้นานเกินไป และให้ไปแช่น้ำเย็นทันที จะหยุดการเกิดปฏิกิริยาได้

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :เพจเฟซบุ๊ก อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์ ของ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภาพ : iStock

8 นิสัย คนที่ “สุขภาพดี” เขามีกิจวัตรประจำวันดีๆ อะไรบ้าง


เราทุกคนต่างต้องการสุขภาพที่ดีมีชีวิตที่ยืนยาว แต่จะมีกี่คนกันที่จะคอยเช็กว่า “กิจวัตรประจำวัน” ที่ทำอยู่นั้นช่วยให้คุณเป็นคนที่มีสุขภาพดีเพื่อใช้ชีวิตได้อย่างยืนยาวมากน้อยเพียงใด
ดังนั้น มาตรวจสอบนิสัย 8 ข้อต่อจากนี้กันดีกว่าคุณมีติดตัวหรือไม่ เพราะนิสัยเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คุณมีสุขภาพที่ดี

1. คนสุขภาพดีจะเข้านอนเวลาสี่ทุ่ม ไม่มีอะไรทำร้ายร่างกายได้มากไปกว่าการนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพออีกแล้ว และการนอนหลับนั้นจะต้องเป็นการนอนที่ได้คุณภาพในเวลา 7-8 ชั่วโมง ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญต่างบอกกันเป็นเสียงเดียวว่า การเข้านอนในช่วงเวลาระหว่าง 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืนนั้นจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพราะจะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนครบตามชั่วโมงที่ต้องการ และเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและได้ผลออกมาเป็นอย่างดี

2. คนสุขภาพดีมักจะหายใจลึกๆ การทำสมาธิหรือการหายใจลึกๆ ช่วยให้ร่างกายได้ผ่อนคลายทั้งสองรูปแบบ การหายใจลึกๆ ทั้งเข้าและออกอย่างเป็นจังหวะที่ดีนั้น จะช่วยลดความเครียด ลดระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานได้อย่างเต็มที่ ทั้งหมดนี้คุณไม่จำเป็นต้องหายใจลึกๆ ติดต่อกันทั้งวัน เพียงแต่ทำให้ได้อย่างน้อยวันละ 10 นาที ในช่วงเวลาประมาณบ่ายโมง-บ่ายสามโมงเย็น การหายใจลึกๆ จะช่วยในการกระตุ้นฮอร์โมนเพื่อช่วยให้คุณได้ตื่นและนอนอย่างเป็นเวลา

3. คนสุขภาพดีจะมีสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้อื่น คนที่มีสุขภาพดี จะมีสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้อื่น จะรู้สึกมีความสุขกับเรื่องง่ายๆ รอบตัว และเหนืออื่นใดจะมีร่างกายที่แข็งแรง ทั้งนี้การได้ใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัว กับเพื่อนสนิท ล้วนแล้วแต่เป็นการคลายความเครียดอย่างหนึ่ง และนั่นคือจุดสำคัญที่ทำให้คนสุขภาพดี มีใบหน้าที่อ่อนกว่าวัยเสมอ

4. คนสุขภาพดีมักจะชอบกินถั่วหรืออัลมอนด์ ถ้าคุณสังเกตดีๆ จะเห็นว่าคนสุขภาพดีส่วนใหญ่ไม่ค่อยกินขนมจุบจิบ แต่จะกินถั่วหรืออัลมอนด์เป็นของว่าง ซึ่งประโยชน์ของถั่วหรือเมล็ดอัลมอนด์ นอกจากจะเป็นของขบเคี้ยวเพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักได้แล้ว ยังดีต่อระบบเผาผลาญอาหารในร่างกาย ดีต่อสุขภาพของสมองช่วยในเรื่องของความจำ ดังนั้นคนที่กินถั่วหรืออัลมอนด์เป็นประจำ มักจะมีสุขภาพที่ดี และไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องขับถ่าย

5. คนที่สุขภาพดีมักจะรู้ว่าการนั่งเฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์ ทุกคนรู้ดีว่าการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้พวกเขามีสุขภาพที่แข็งแรง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้ายิมและออกกำลังจนเป็นนิสัย แต่คนที่สุขภาพดีรู้ดีว่า การนั่งนานๆ ก็ไม่ส่งผลที่ดีต่อตนเอง การเดินไปมาในที่ทำงานเพื่อผ่อนคลาย หรือใช้บันไดแทนลิฟต์ ก็สามารถทำให้คุณไม่เป็นคนเฉื่อยแฉะ นั่งอ้วนรากงอกอยู่กับเก้าอี้ได้เช่นกัน

6. คนสุขภาพดีส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนอารมณ์ดี รู้หรือไม่ว่าเวลาที่คุณหัวเราะก็สามารถเผาผลาญแคลอรี่ในร่างกายได้ เพราะการหัวเราะในแต่ละครั้งนั้น เท่ากับเป็นการปลดปล่อยความเครียด และทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขอย่างเอนดอร์ฟินออกมา มีรายงานทางสุขภาพในปี 2014 ระบุไว้ว่า เมื่อผู้สูงอายุได้ชมภาพยนตร์ตลกนั้น พวกเขาจะมีความเครียดลดลง และทำให้ความทรงจำดีขึ้น

7. คนสุขภาพดีมักจะทำอาหารกินเอง การทำอาหารกินเองนั้นจะทำให้คุณได้กินอาหารที่มีสารปรุงแต่งน้อยลง และทำให้คุณได้ควบคุมจำนวนไขมัน โปรตีนที่เกินความต้องการ ได้กินผักมากขึ้น ควบคุมขนาดของอาหารให้พอดีกับที่ร่างกายต้องการ แต่ถ้าคุณไม่ได้มีเวลาที่จะมานั่งทำอาหารเอง ก็จงอย่าได้เป็นคนที่ติดปากกับคำว่า “กินอะไรก็ได้” ขอให้วางแผนทุกครั้งในการจะกินอาหารแต่ละมื้อ วางแผนในการสั่งอาหาร หรือแม้กระทั่งวางแผนในการซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต

8. คนสุขภาพดีมักจะออกไปนอกบ้านหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง การออกไปนอกบ้าน หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง จะทำให้ให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแสงแดด ซึ่งส่งผลต่อความแข็งแรงของกระดูกและสภาพจิตใจ มีรายงานทางสุขภาพในปี 2015 พบว่าผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติจะมีโอกาสเป็นไข้ต่ำกว่าคนที่อยู่ในเมืองและเดินตามท้องถนน ดังนั้นการได้ออกไปใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง จะช่วยปรับสภาพร่างกายและจิตใจของคุณ ให้เป็นคนสุขภาพดีได้ตลอดช่วงอายุขัยเช่นกัน

ขอขอบคุณ

ภาพ : iStock

7 วิธีเลี้ยงลูกให้ สนิทกับลูก อยากสนิทกับลูกทำยังไงดี?


คุณพ่อคุณแม่ทุกคนนั้นล้วนแล้วอยากสนิทกับลูกๆ ของตัวเอง เพราะเวลาที่เราได้เห็นครอบครัวอื่นๆ ที่พ่อเเม่ลูกมีความสนิทสนมกันนั้นก็รู้สึกว่าน่ารักและดูอบอุ่นดี วันนี้เราจึงมีวิธีเล็กๆ น้อยๆ มาแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนเพื่อที่จะได้สนิทกับลูกมากขึ้น 
1. ทำกิจกรรมด้วยกันประจำ 
คอยหาอะไรทำด้วยกัน อาจจะเป็นการเล่นเกม ทำอาหาร ดูหนังด้วยกันในครอบครัว เพราะการทำกิจกรรมต่างๆนั้นทำให้ได้ใช้เวลาร่วมกัน บางครอบครัวถึงกับมีการกำหนดกิจกรรมในทุกอาทิตย์ โดยการให้คนในครอบครัวแชร์กันว่าในแต่ละอาทิตย์นั้นอยากไปทำอะไร ที่ไหน แล้วให้ลองโหวตกันดูว่าอยาก ไปเที่ยวที่ไหน นอกจากจะได้ใช้เวลาร่วมกันกับลูกๆ ยังได้ความสนุกกับการช่วยกันเลือกอีกด้วย 

2. การแสดงความรัก 
คุณพ่อคุณเเม่ทุกคนนั้นรักลูกแน่นอนอยู่แล้ว เเต่การแสดงออกถึงความรักจะยิ่งทำให้ลูกๆ มั่นใจว่าตัวเขาเองเป็นที่รัก ของครอบครัว การบอกรักกันในทุกๆวันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก อย่าอายที่จะบอกรักลูก หรือการกอดก็เป็นอีกหนึ่งการแสดงความรักที่ดีมากๆ จงยืนยันความรักให้ลูกได้เห็นและรับรู้สม่ำเสมอ แล้วมันจะกลายเป็นความผูกพันกันระหว่างพ่อแม่กับลูก 

3. เล่าสู่กันฟังภายในครอบครัว 
เป็นอีกวิธีที่ทำให้ครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันได้ ไม่ว่าใครจะมีเรื่องอะไรก็เล่าให้ฟังกัน เจอเหตุการณ์อะไรมาจากที่ทำงานหรือที่โรงเรียน กลับบ้านก็ลองมานั่งคุยกัน บางทีเราอาจได้เห็นอีกมุมมองของลูกก็ได้ อย่าคิดว่าเรื่องของเด็กก็คือเรื่องของเด็ก เเละเรื่องของผู้ใหญ่ก็คือเรื่องของผู้ใหญ่เท่านั้น

4. เข้าอกเข้าใจพวกเขา 
ในบางสถานการณ์คุณพ่อคุณเเม่อาจคิดไม่ตรงกับลูกบ้าง เพราะช่วงวัยที่แตกต่างกัน เเต่การเป็นครอบครัวเดียวกันนั้น ไม่ได้หมายความว่าต้องมีความคิดหรือไลฟ์สไตล์แบบเดียวกันเสมอไป อย่าลืมว่าลูกไม่ใช่ตัวเรา อยากให้ยอมรับในตัวตนที่เขาเป็น เเละเข้าใจว่าทุกคนมีความเเตกต่างกัน เพราะยังไงก็เป็นครอบครัวเดียวกันอยู่ดี 

5. เป็นที่ปรึกษาที่ดี 
เมื่อพวกเขารู้สึกไม่สบายใจเวลาเจอเหตุการณ์อะไรมา เด็กๆ มักต้องการคนรับฟัง ถ้าหากพวกเขาได้เล่าให้คุณพ่อคุณเเม่ฟังได้ เขาจะมีความรู้สึกมั่นคงทางจิตใจว่าสามารถเชื่อใจคนๆ นี้ได้ ซึ่งเมื่อลูกเล่าอะไรให้ฟังก็ไม่ควรไปตัดสินว่าดีหรือไม่ดี เเค่รับฟังเขา ทำความเข้าใจ เเละค่อยๆ แนะนำพวกเขาไปทีละนิด 

6. การเป็นต้นแบบที่ดี 
พฤติกรรมที่คุณพ่อคุณแม่แสดงออกมาให้ลูกๆ ได้เห็นนั้น มีความสำคัญมาก หากคุณพ่อคุณแม่ใช้คำพูดที่แย่ไม่น่าฟัง ลูกๆ จะสังเกตและนำพฤติกรรมเหล่านั้นไปใช้ และนั่นอาจจะทำให้พวกเขารู้สึกไม่อยากเข้ามาสนิทกับคุณพ่อคุณแม่ได้ ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรที่จะแสดงพฤติกรรมที่ดีให้พวกเขาได้เห็นและเป็นแบบอย่างที่ดีให้เขา 

7. ควบคุมอารมณ์ของตัวเอง 
เมื่อลูกๆ ทำให้โกรธหรือโมโห คุณพ่อคุณแม่ต้องใช้สติเป็นอย่างมาก แสดงให้เขาเห็นถึงความใจดี ต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ หากลูกๆ ผิดต้องใช้สติในการตัดสิน หรือลงโทษในบางครั้ง 

ขอขอบคุณ 
 ข้อมูล :Wararin 
 ภาพ :iStock

ผักและผลไม้อบกรอบถือเป็นอาหารว่างที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน มีกรรมวิธีการผลิตโดยการนำผักและผลไม้ไปผ่านกระบวนการแปรรูปให้แห้งด้วยการแช่เยือกแข็ง (Freeze Dry) หรือทอดแบบสุญญากาศ เพื่อรีดน้ำออกจึงได้ผักและผลไม้สดที่แห้ง กรอบ และเก็บรักษาได้นานขึ้น 
แต่บางกระแสก็กล่าวว่า ผักผลไม้อบกรอบ อาจไม่ใช่อาหารเพื่อสุขภาพมากขนาดนั้น เพราะกระบวนการความร้อนต่างๆ ทำให้วิตามินและเกลือแร่ในผักผลไม้หายไปจนเกือบหมด เหลือไว้เป็นเพียงขนมขบเคี้ยวทานเล่นเท่านั้น

ผักผลไม้อบกรอบ มีประโยชน์จริงหรือไม่? 

เป็นเรื่องจริงที่วิตามินและเกลือแร่ส่วนใหญ่ถูกทำลายไปผ่านกระบวนการทำที่ผ่านความร้อนสูง แต่ ผศ. นพ.นริศร ลักขณานุรักษ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระบุว่า ผักผลไม้อบกรอบยังมีประโยชน์อยู่บ้าง เพราะการอบกรอบผ่านความร้อน เป็นการแปรรูปที่ทำให้ผักและผลไม้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดคงเหลืออยู่ และที่ยังคงอยู่คือเส้นใยอาหารที่ยังคงมีอยู่มากเช่นกัน นอกจากนี้ยังเป็นตัวเลือกให้ผู้ที่ไม่ชอบรับประทานผักและผลไม้สดสามารถรับประทานได้ง่ายอีกด้วย

วิธีเลือกกินผักผลไม้อบกรอบให้ดีต่อสุขภาพ 

1.  ควรเลือกซื้อผักและผลไม้อบกรอบที่แปรรูปด้วยการแช่เยือกแข็ง (Freeze Dry) หรือทอดแบบสุญญากาศ เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำมันตกค้างจากการทอด 
2. ควรเลือกซื้อผักและผลไม้อบกรอบที่มีฉลากแสดงคุณค่าทางโภชนาการและผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเลือกชนิดผักและผลไม้อบกรอบที่ให้พลังงานต่ำและมีเส้นใยอาหารสูง เช่น ผักใบเขียว บรอกโคลีแคร์รอต กระเจี๊ยบเขียว 
3. ควรรับประทานผักและผลไม้อบกรอบหลากหลายชนิด เน้นผักหลากสี เพื่อให้ได้สารอาหารหลากหลายร่วมกับรับประทานอาหารหลักให้เพียงพอ โดยเฉพาะโปรตีน เช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมไขมันต่ำ หรือถั่วต่างๆ

ข้อควรระวังในการกินผักผลไม้อบกรอบ 

1. ไม่ควรรับประทานผักและผลไม้อบกรอบมากเกินไปในแต่ละวัน เนื่องจากอาจได้รับพลังงานมากเกินไปได้ โดยเฉพาะผักและผลไม้ชนิดที่ให้พลังงานสูง 
2. ไม่ควรรับประทานผักและผลไม้อบกรอบที่มีปริมาณเกลือ น้ำตาล หรือผงปรุงรสมากโดยสังเกตได้จากฉลากโภชนาการข้างบรรจุภัณฑ์ 
3. ไม่ควรรับประทานผักและผลไม้อบกรอบทดแทนการรับประทานผักและผลไม้สดทั้งหมด 

ขอขอบคุณ 
 ข้อมูล :ผศ. นพ.นริศร ลักขณานุรักษ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย 
 ภาพ :iStock

ทำไม? "กินโปรตีน" มากเกินไป ถึงอาจไม่ช่วยลดน้ำหนัก?


ใครที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ อาจจะกำลังตั้งหน้าตั้งตาหาโปรตีนเสริม หรือเลือกกินแต่อกไก่อย่างเอาเป็นเอาตาย ซึ่งการเลือกกินโปรตีนไขมันต่ำเป็นเรื่องที่ถูกต้องก็จริง แต่หากกินโปรตีนมากเกินไป ไม่ถูกสัดส่วนที่เหมาะสม ก็อาจจะทำให้การลดน้ำหนักไม่เป็นผลได้เช่นกัน 
ทำไม กินโปรตีนมากเกินไป ถึงอาจไม่ช่วยลดน้ำหนัก? 

หากทานโปรตีนมากเกินไป ตับและไตต้องทำงานหนักเพื่อขับเอาโปรตีนส่วนเกินออกจากร่างกาย และหากยังทานโปรตีนมากเกินความจำเป็นซ้ำๆ จนตับและไตทำงานหนักมากเกินไป อาจเสี่ยงภาวะเลือดเป็นกรด ตับและไตเสื่อมสภาพเร็วกว่าเดิม แล้วจะเริ่มขับโปรตีนส่วนเกินออกจากร่างกายไม่ทัน โปรตีนอาจถูกส่งกลับไปที่ลำไส้ใหญ่ และถูกแบคทีเรียเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นแอมโมเนีย และถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะซึม ชัก หมดสติ สมองเสื่อม หรือตับ/ไตเสื่อม ตัว/ตาเหลือง หรือเป็นดีซ่านได้ 

ดังนั้น แทนที่การกินโปรตีนจะช่วยลดน้ำหนักอย่างได้ผล แต่การทานโปรตีนมากกว่าที่ร่างกายต้องการ โปรตีนจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นไขมัน และถูกกักเก็บไว้เป็นพลังงานสำรอง ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และอาจได้โรคกลับมาแทนได้ 

กินโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม 

ปริมาณโปรตีนที่เหมาะสม คือ ในแต่ละมื้อ ควรกินโปรตีนประมาณ 1 ฝ่ามือ หรือ 1 ใน 4 ของจาน โดยเน้นที่เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น ปลา ไก่ อาหารทะเล ไข่ เต้าหู้ ถั่ว และควรหลีกเลี่ยงโปรตีนไขมันสูง รวมถึงโปรตีนที่อยู่ในรูปของเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก ลูกชิ้น แฮม เป็นต้น 

กินอาหารให้หลากหลาย 

นอกจากจะไม่กินโปรตีนมากเกินไปแล้ว ควรแบ่งสัดส่วนของอาหารประเภทอื่นๆ ด้วย เช่น ผัก ผลไม้ ไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก ปลาทะเล คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต และอย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอด้วย และที่สำคัญ อย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำ และพักผ่อนให้เพียงพอ 

ขอขอบคุณ 
ข้อมูล :พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล หรือ หมอผิง ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท 
ภาพ :iStock

"กล้วยปิ้ง" ขนมพื้นบ้านทานง่าย ได้ประโยชน์สูง


กล้วยที่คนญี่ปุ่นนิยมนำมารับประทานส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีราคาถูกและหาซื้อมารับประทานได้ตลอดทั้งปี นอกเหนือจากประโยชน์ของกล้วยสุกแล้ว กล้วยปิ้งยังเป็นอีกทางเลือกของการนำมารับประทานที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย มารู้ประโยชน์ของกล้วยสุก กล้วยปิ้ง และวิธีการปิ้งกล้วยของคนญี่ปุ่นกัน 
ประโยชน์ของกล้วยสุก 

กล้วย 1 ผลมีพลังงานเพียง 86 กิโลแคลอรี่ แต่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารและสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ได้แก่ วิตามิน B1, B2, ไนอะซิน (B3), วิตามินบี B6 และกรดโฟลิก ซึ่งช่วยเสริมการเผาผลาญพลังงานในร่างกายและช่วยให้สุขภาพผิว ผมและเล็บดี เส้นใยอาหารซึ่งช่วยป้องกันอาการท้องผูก ป้องกันการเพิ่มของระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยกดการดูดซึมคอเลสเตอรอลเข้าสู่ร่างกาย โพแทสเซียมซึ่งช่วยขับเกลือออกจากร่างกาย ช่วยลดความดันโลหิตและช่วยลดอาการบวมของร่างกาย โพลีฟีนอลซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยชะลอความแก่และป้องกันโรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวัน กรดอะมิโนทริปโตเฟนซึ่งเป็นกรดอะมิโนสำคัญในการสร้างสารสื่อประสาทเซโรโทนินที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยลดอาการหงุดหงิดและช่วยให้นอนหลับดี นอกจากนี้กล้วยยังมีแมกนีเซียมสูงซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำให้รู้สึกผ่อนคลายและมีจิตใจเบิกบาน 

ประโยชน์ของกล้วยปิ้ง 

กล้วยปิ้งมีประโยชน์ต่อสุขภาพนอกเหนือจากกล้วยสุก ดังนี้ 

*ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก 

การปิ้งกล้วยจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำตาลโอลิโกแซคคาไรด์ ซึ่งจะเป็นอาหารของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ ทำให้สิ่งแวดล้อมในลำไส้ดีขึ้น และส่งผลในการป้องกันท้องผูกได้ดี 

*ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง 
ร้อยละประมาณ 70 ของภูมิคุ้มกันของร่างกายจะถูกสร้างที่ลำไส้ เมื่อสภาพแวดล้อมในลำไส้ดีจะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น อีกทั้งกล้วยร้อนๆ จะช่วยทำให้ร่างกายอุ่นขึ้นซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นด้วย 

*มีผลในด้านการลดน้ำหนัก 
หากสภาพแวดล้อมในลำไส้ไม่ดี จะทำให้มีแก๊สสะสมอยู่ในลำไส้สูง และส่งผลในการลดการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ทำให้อ้วนได้ง่าย การรับประทานกล้วยปิ้งที่มีน้ำตาลโอลิโกแซคคาไรด์ในปริมาณสูงจะช่วยให้สภาพแวดล้อมในลำไส้ดี ส่งผลในการขับถ่ายที่เป็นปกติ และช่วยเสริมการเผาผลาญพลังงานของร่างกายได้ดี จึงเป็นวิธีที่ดีในการลดน้ำหนักจากภายใน 

วิธีการทำกล้วยปิ้ง 

ปิ้งในกระทะ 
วิธีทำ 
*ปอกเปลือกกล้วยและหั่นให้มีขนาดพอคำ 
*ใส่น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว หรือเนยลงไปเล็กน้อยลงในกระทะ 
*นำกล้วยลงไปปิ้งด้วยไฟอ่อน จนทั้งสองด้านเป็นสีน้ำตาล แล้วจึงนำมารับประทานได้ตามชอบ 

ปิ้งด้วยเตาปิ้งขนมปัง 
วิธีทำ 
*นำกล้วยทั้งเปลือกวางบนอลูมิเนียมฟอยล์ และนำไปปิ้งในเตาปิ้งขนมปังด้านละ 7-8 นาที จนเปลือกกล้วยดำ แล้วจึงนำมารับประทานได้ตามชอบ 

ปิ้งด้วยไมโครเวฟ 
วิธีทำ 
*ใช้ปลายมีดกรีดด้านใดด้านหนึ่งของเปลือกกล้วยตามความยาวของกล้วย 
*นำใส่ภาชนะทนร้อน และนำเข้าไมโครเวฟที่ 600 วัตต์ เป็นเวลา 1-2 นาที หรือจนเปลือกกล้วยมีสีดำ 
*นำกล้วยมาปอกรับประทานได้ตามชอบ 

นอกจากนี้ก็มีวิธีการปิ้งบนเตาถ่านหรืออบด้วยหม้ออบลมร้อน เป็นต้น 

เวลาที่ดีที่สุดในการรับประทานกล้วยปิ้ง 

เวลาที่ดีในการรับประทานกล้วยปิ้ง คือ มื้ออาหารเช้า เพื่อเป็นแหล่งพลังงานในการทำกิจกรรมอื่นๆ ตลอดทั้งวัน ในวันที่ยุ่ง กล้วยปิ้งและนมอุ่น ก็ทำให้ร่างกายรับพลังงานที่เพียงพอเพื่อการเรียนหนังสือหรือการทำงาน อย่างไรก็ดี หากรับประทานกล้วยอปิ้งเดียวสามารถรับประทานได้ถึงวันละ 2 ผล แต่หากรับประทานผลไม้อื่นด้วยก็แนะนำให้รับประทานวันละ 1 ผล 

บ้านเรามีกล้วยหลากหลายชนิดที่สามารถนำมาปิ้งรับประทานได้ง่าย อย่างไรก็ดี ก็ควรระวังไม่รับประทานในปริมาณที่มากเกินไป และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานกับซอสที่มีความหวานจัด 

ขอขอบคุณ 
ข้อมูล :mama.smt.docomo 
ภาพ :iStock
 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. True News เจาะลึกข่าวออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger