Latest Movie :

ADDS1

ADDS2

Recent Movies

สหรัฐฯ เปิดไอเดียรถไฟดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ขณะวิ่งบนราง


การดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ในปัจจุบันมีชื่อเรียกวิธีการว่าการดักจับโดยตรง (Direct Air Capture: DAC) ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินงานทั้งหมดทั่วโลกประมาณ 20 โครงการ โครงการ DAC เหล่านี้มีต้นทุนการดักจับที่สูง โดยมีราคาอยู่ที่ 250 - 600 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 9,000 - 22,000 บาท ต่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน ดังนั้น ซีโอทูเรลล์ (CO2 Rail) สตาร์ตอัปที่ได้รับทุนตั้งต้นสนับสนุนจากมูลนิธิมัสก์ (Musk Foundation) ได้เสนอหนทางใหม่ในการทำระบบ DAC ที่มีต้นทุนต่อ 1 ตัน เพียง 50 ดอลลาร์ หรือว่าประมาณ 1,800 บาท 


อีริค บัคมัน (Eric Bachman) ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของซีโอทูเรลล์ (CO2 Rail) กล่าวว่าแนวคิดของเขาเกิดจากความตงิดใจทุกครั้งที่เห็นรถไฟต้องเสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ไปกับการเบรกหรือชะลอความเร็วรถไฟ เพราะเมื่อเบรก จะเกิดพลังงานจลน์ (Kinetic Energy) จำนวนมากจากการเบรก ซึ่งปกติจะถ่ายโอนพลังงานให้เกิดความร้อนและปล่อยออกบนหลังคาตู้รถไฟคล้ายไอเสีย


ด้วยเหตุนี้ ซีโอทูเรลล์ (CO2 Rail) จึงเป็นโมดูล (Module) คล้ายตู้รถไฟที่จะรับพลังงานจลน์จากการเบรกมาแปลงให้เป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อนำมาชาร์จแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนของระบบ คล้ายคลึงกันกับระบบที่หน่วงพลังงานเมื่อเบรกในรถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยพลังงานไฟฟ้าที่ได้จะนำไปปั่นใบพัดดูดอากาศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบดักจับอากาศโดยตรง (DAC) เพื่อนำอากาศที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปะปน จากนั้นจะทำการดักจับคาร์บอนด้วยเซลล์กระแสไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Cell) ที่อยู่ตามท่อนำภายในระบบ ก่อนปล่อยอากาศที่ผ่านการดักจับซึ่งจะตรงกับช่วงที่รถไฟไม่ได้มีการเบรกหรือชะลอความเร็ว


ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกดักจับได้เมื่อมีปริมาณมากพอก็จะถูกบีบอัดและทำให้เย็นเพื่อให้อยู่ในสภาพของเหลวก่อนเก็บบรรจุในถังระบบปิด ถังหรือภาชนะบรรจุจะถูกถ่ายเทสับเปลี่ยนตามจุดเปลี่ยนที่สถานีรถไฟไปยังรถบรรทุก ซึ่งสามารถนำไปใช้งานต่อในภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต้องการได้ทันที 


ระบบนี้มีจุดเด่นอย่างมากในการดักจับอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยังมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำมาก เนื่องจากพลังงานที่ใช้ก็นำมาจากพลังงานจลน์ในการเบรกรถไฟ การติดตั้งก็พ่วงต่อเข้ากับรถไฟที่มีอยู่แล้ว อีกทั้งยังไม่ต้องเสียค่าเช่าที่หรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมใด ๆ อีกทั้งยังสามารถกระจายระบบได้เป็นวงกว้าง ขึ้นอยู่กับเครือข่ายของรถไฟที่ติดตั้งนั่นเอง


นักวิจัยของโครงการซีโอทูเรลล์ (CO2 Rail) ประมาณการว่าระบบนี้จะช่วยดักจับและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราวปีละ 6,000 ตัน ซึ่งในตอนนี้ทางบริษัทกำลังอยู่ระหว่างหาพันธมิตรทางธุรกิจ และถ้าทุกอย่างราบรื่น คาดได้ว่าระบบแรกจะพร้อมผลิตอีกไม่เกิน 1 ปี ต่อจากนี้


ที่มาข้อมูล https://spectrum.ieee.org/carbon-capture-2657738131

ที่มารูปภาพ CO2 Rail


จีนสั่งห้ามนำเข้าสินค้าจากไต้หวันกว่า 2,000 ชนิด เพื่อตอบโต้การเดินทางเยือนของ แนนซี เพโลซี

จีนใช้มาตรการทางเศรษฐกิจสั่งแบนห้ามนำเข้าสินเข้าจากไต้หวันจำนวนมากกว่า 2,000 ชนิด จากทั้งหมด 3,200 ชนิด เพื่อตอบโต้การเดินทางเยือนไต้หวันของ แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ


กรมศุลกากรของจีนได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการห้ามนำเข้าสินค้าจากไต้หวันจำนวนหลายชนิดบนเว็บไซต์ ภายหลังจาก แนนซี เพโลซี ได้เข้าพบกับ ไช่อิงเหวิน ประธานาธิบดีของไต้หวัน โดยระบุเหตุผลว่า สินค้าเหล่านี้ไม่ได้รับการลงทะเบียนอย่างถูกต้องตามเกณฑ์ใหม่ของจีน


ทั้งนี้ การสั่งแบนดังกล่าวครอบคลุมสินค้าถึง 35 ประเภท เช่น ปลาและอาหารทะเล น้ำมันปรุงอาหาร บิสกิตและเค้ก ทั้งยังส่งผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ของไต้หวัน เช่น Ve Wong ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และ Chi Mei ผู้ผลิตอาหารแช่แข็ง


การลงโทษทางเศรษฐกิจถือเป็นแท็กติกที่จีนเคยใช้ลงโทษไต้หวันมาก่อนหน้านี้แล้ว เช่น การสั่งห้ามนำเข้าสับปะรด แอปเปิ้ล และน้อยหน่าจากไต้หวันในปี 2011 จนไต้หวันต้องทำแคมเปญสับปะรดเพื่อประชาธิปไตยและเสรีภาพขึ้นมาต่อสู้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการแบนของจีนมักจะจำกัดอยู่ในกลุ่มสินค้าไม่กี่ชนิด ไม่เคยมีการแบนสินค้าจำนวนมากเช่นนี้มาก่อน


“ในอดีตจีนจะสั่งแบนสินค้าในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น ผลไม้หรือปลา ทำให้เศรษฐกิจไต้หวันได้รับผลกระทบไม่มากนักในระดับมหภาค แต่ครั้งนี้เป็นการแบนครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท และนี่อาจเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของมาตรการตอบโต้ เรามั่นใจว่าจะมีมาตรการลงโทษอื่นๆ ตามออกมาอีก” ชูชุยเจิ้ง รองประธานสภากิจการจีนแผ่นดินใหญ่ของไต้หวัน ระบุ


นักวิเคราะห์เชื่อว่า การสั่งแบนสินค้าไต้หวันของจีนในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อโจมตีพรรค DPP ของไช่อิงเหวิน ที่กำลังจะเข้าสู้ศึกเลือกตั้งอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้โดยตรง โดยหากเศรษฐกิจของไต้หวันมีปัญหา ก็จะทำให้พรรค DPP ได้รับคะแนนโหวตลดลง


ล่าสุดเจ้าหน้าที่ของไต้หวันได้ระบุว่า รัฐบาลยังอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบจากมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าของจีน แต่เชื่อว่าจะมีผลกระทบพอสมควร โดยรัฐบาลไต้หวันจะช่วยให้การลงทะเบียนของบริษัทต่างๆ เป็นไปตามเกณฑ์ใหม่ของรัฐบาลจีน แม้จะเชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่ช่วยให้การแบนสินค้าไต้หวันถูกยกเลิกก็ตาม

ประเทศซาอุฯ สร้างเมืองแนวตั้ง ยาว 170 กม. มันคืออะไร?? ทำไปทำไม จะส่งผลกับโลกยังไง

 


สรุปให้แล้ว! ประเทศซาอุฯ สร้างเมืองแนวตั้ง ยาว 170 กม. มันคืออะไร?? ทำไปทำไม จะส่งผลกับโลกยังไง มาคุยกัน!

เป็นที่ฮือฮาในช่วงนี้สำหรับโครงการ "THE LINE" อภิมหาเมกะโปรเจ็คในประเทศซาอุดิอาระเบีย ที่มาในคอนเซ็ปต์ 'เมืองแนวตั้ง' คือ การจับเอาอาคารต่าง ๆ ในเมืองที่โดยทั่วไปจะสร้างตามแนวราบ มาสร้างในแนวสูงแทน

จุดเด่นของโครงการที่คนพูดถึงเยอะที่สุด คือ ความยาว 170 กม.! เท่ากับระยะทางขับรถจาก กทม. ไประยองเลยทีเดียว รองรับประชากรได้ประมาณ 9 ล้านคน เราสามารถเดินทางจากปลายด้านหนึ่งสู่ปลายอีกด้านหนึ่งได้ ภายในเวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น ด้วยรถไฟความเร็วสูง

โครงการมีความสูงถึง 500 ม. หากนึกไม่ออก ให้ลองเทียบกับตึกมหานคร (315 ม.) หรือหอไอเฟล (330 ม.) จะเห็นชัดเลยว่าสูงมาก ๆ และอย่าลืมว่า นี่ไม่ใช่ตึกระฟ้า แต่เป็นกลุ่มก้อนอาคารขนาดใหญ่

ความกว้างอยู่ที่ 200 ม. เทียบง่าย ๆ คือวิ่งรอบสนามฟุตบอลครึ่งรอบ โดยในระยะนี้บรรจุอาคารที่แบ่งออกเป็น 2 ฟาก ซ้ายขวา และตรงกลางดีไซน์เป็นพื้นที่ว่าง ทำเป็นทางสัญจร พื้นที่สีเขียว และอื่น ๆ ช่วยให้ระบายอากาศได้ตามธรรมชาติ

🛕ทำแบบนี้ไปทำไม? มีข้อดีอย่างไร??

ด้วยความที่อาคารถูกยกขึ้นมาเป็นแนวตั้ง ทำให้ลดการใช้พื้นที่บนโลกไปได้เยอะมาก ช่วยให้พื้นที่ธรรมชาติไม่ถูกทำลาย โดยเมืองแนวตั้งนี้ใช้พื้นที่ไปเพียงแค่ 2% เท่านั้น เทียบกับเมืองแบบปกติที่จุอาคารได้เท่ากัน

โครงการเขาคำนวณมาว่า อนุรักษ์ธรรมชาติได้ถึง 95%

นอกจากนี้ โครงการยังดีไซน์ให้เป็น Zero Cars & Carbon Emissions คือไม่มีการใช้รถเลย และไม่สร้างก๊าซเรือนกระจก ช่วยลดผลกระทบเสียต่อโลกอีกด้วย

Facade ทั้ง 2 ด้านใช้เป็นกระจกเงาตลอดแนว เพื่อให้ดูไม่เป็นแท่งทึบตัน ดูคล้ายกับว่าเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม เป็นที่ถกเถียงกันในโซเชียลว่า นี่จะเป็นอันตรายต่อนกที่บินย้ายถิ่นฐานหรือไม่

💭กระแสบางส่วนมองว่านี่อาจเป็น "ดิสโทเปีย" หรือโลกในอนาคตที่ล่มสลาย ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า บวกกับแนวคิดการออกแบบที่สุดโต่ง ทำให้โครงการ "The LINE" เป็นสถานที่ที่เกินจินตนาการในยุคปัจจุบันไปมาก

โครงการ The LINE เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเมืองใหม่ Neom เริ่มสร้างมาตั้งแต่ปี 2019 และคาดว่าจะเสร็จในปี 2030 มาคอยติดตามกันดูดีกว่าว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

Image&Data: Neom, CNN, The Guardian, Dezeen, NPR, Washington Post

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. True News เจาะลึกข่าวออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger