Latest Movie :

ADDS1

ADDS2

Recent Movies
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวบันเทิง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวบันเทิง แสดงบทความทั้งหมด

แม่แตงโมเขียนจดหมายถึงทนาย ระบุ ขอทนายตั้มอย่ามาเกี่ยวข้องคดี

 


แม่แตงโมเขียนจดหมายถึงทนาย ระบุ ขอทนายตั้มอย่ามาเกี่ยวข้องคดี

คุณแม่ภนิดา ศิระยุทธโยธิน แม่ของแตงโม ได้เขียนจดหมายถึงทนายความของตนเอง โดยได้ระบุข้อความดังนี้

"เรียนคุณกฤษณะ ทนายความคดีน้องแตงโม โดยคุณแม่เป็นผู้จ้างทนายกฤษณะดูแลเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียว คุณแม่ขอแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า ขณะนี้ได้ว่าจ้างคุณกฤษณะผู้เดียวเป็นทนายความในคดีนี้ ทนายท่านอื่นไม่อนุญาตให้เข้ามาเกี่ยวข้องในกรณีใดทั้งสิ้น ทุกเรื่องเกี่ยวกับคดี เพราะท่านตำรวจได้ดำเนินการด้วยความละเอียดรอบคอบอยู่แล้ว ท่านผู้บัญชาการท่านได้ดูแลให้คำแนะนำอยู่แล้ว คุณแม่มั่นใจในท่านตำรวจ สภ.เมืองนนทบุรี ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวข้องเร่งคดี สอบถามใดๆ ทั้งสิ้น ให้ท่านทำงานให้เต็มที่นะคะ คุณแม่วิงวอนท่านทนายษิทราว่า ขออย่ามาเกี่ยวข้องคดีน้องโมไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น คุณแม่ไม่ได้จ้างทนายษิทราใดๆ ทั้งสิ้น"  


ลงชื่อ ภนิดา ศิระยุทธโยธิน


เปิดใจ “ฮิปโป” พบข้อมูลสำคัญ!! “แตงโม” มีประกันอุบัติเหตุวงเงิน 1ล้านบาท

 


ดราม่าวันนี้ เปิดใจ  “ฮิปโป” พบข้อมูลสำคัญ!! “แตงโม” มีประกันอุบัติเหตุวงเงิน 1 ล้านบาท

ผู้รับผลประโยชน์คือ ลูกสาวแท้ๆของกระติก!!

รายการดราม่าวันนี้ (1 มีนาคม 2565)  ดำเนินรายการโดย  ต๊ะ-นารากร ติยายน ผลิตในนามบริษัท                            เซ้นส์ เอนเตอร์เทนเมนท์และ ชินะ เอ็นเตอร์ไพร์ส โดยประเด็นในรายการ ยังตามติดการเสียชีวิตของ “แตงโม - ภัทรธิดา” ปริศนาที่ยังต้องหาคำตอบ

โดยสัมภาษณ์สดคุณแม่ “ภนิดา ศิริยุทธโยธิน” คุณแม่ของ “แตงโม” โม – อมีนา พินิจ , “ฮิปโป – ฉันท์ชนะ ยิ้มสาย” และ พล.ต.ต วิชัย สังข์ประไพ อดีตผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจนครบาล 1

ต๊ะ : ฮิปโปพบอะไรที่พอจะเป็นหลักฐานเพิ่มเติม ที่จะเอาเป็นประโยชน์ได้บ้าง?

.

ฮิปโป : อย่างล่าสุดอันนี้แจ้งให้คุณแม่ทราบเลยนะคะว่า หนูพึ่งทราบมาเมื่อสักครู่นี้เลย คือว่าหนูเป็นครีเอทีฟรายการนึง แล้วในรายการจะมีการมอบประกันเกิดขึ้น ซึ่งวงเงินประกันอุบัติเหตุเงินสูงสุด 1ล้านบาท จากทิพยประกันภัย แล้ว ณ ตอนนี้ เค้าส่งชื่อมาแล้วค่ะว่า ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์คือ น้องอีสเตอร์ ลูกบุญธรรมอ่ะค่ะ

ต๊ะ : ลูกของคุณกระติกเป็นผู้รับผลประโยชน์ จากกรมธรรม์ ประกันชีวิตเป็นประกันอุบัติเหตุ 1ล้านบาท?

ฮิปโป : อันนี้เค้าบอก วงเงินสูงสุด 1 ล้านบาทนะคะ เค้าแจ้งหนูมา คือทางหนูได้เช็คกับทางรายการเรียบร้อยแล้ว เพราะหนูเป็นครีเอทีฟรายการ ทางเจ้าของรายการแจ้งหนูมาว่า แตงโมมีประกันที่ทางรายการมอบให้ฟรีใน1ปีให้เค้า กลางรายการเลย สุดท้ายเค้าส่งรายชื่อมาว่าคือน้องอีสเตอร์

ต๊ะ : มีใครรู้บ้างเรื่องนี้?

ฮิปโป : น่าจะมีทางคุณแตงโม คุณกระติก เพราะตอนนั้นเค้าดูแลกันอยู่ เพราะว่ามันมอบเมื่อตอนช่วงเมษายนในรายการนี่ยังไม่ครบปีเลย ก็ยังคุ้มครองอยู่

คุณแม่ : คุณแม่ติดใจเรื่องนี้ละ เดี๋ยวคุณแม่จะไปเช็คเอง เพราะว่าเมื่อวานนี้ ฮิปโป พูดว่าไม่มีนะประกัน                  แต่ทำไมวันนี้ถึงเกิดมีขึ้น

ฮิปโป : คือหนูได้ทราบจากทางเจ้าของรายการ หนูขออนุญาตเอ่ยชื่อนะคะ พี่ธัญญ่า ธัญญาเรศ บอกว่าฮิปโปรบกวนแจ้งคุณแม่ด้วย ว่ารายการมอบประกันให้1ล้านบาท ซึ่งหนูก็ลืมไปแล้วด้วยนะคะ ว่าหนูเคยทำรายการนี้ เราก็นึกได้ว่า เออว่ะ ปกติดาราที่มารายการนี้ทุกคนจะได้ประกัน 1ล้านบาท แต่ผลประโยชน์เป็นใครเราไม่ทราบเลย เพราะจะอยู่ที่ดาราเซ็นว่าผู้ได้รับผลประโยชน์คือใคร ซึ่งเราก็ได้คุยกับทางรายการ เค้าก็รีเช็คมาว่า มันเป็นชื่อเด็กหญิง ซึ่งก็คือน้องอีสเตอร์

แม่ : แล้วยังไง เป็นชื่อน้องอีสเตอร์ได้ยังไงคะ?

ฮิปโป : อันนี้หนูไม่ทราบเลยค่ะ เพราะเค้าต้องเป็นคนเซ็นลายเซ็น

แม่ : เดี๋ยวคุณแม่จะไปตรวจสอบเรื่องนี้ คุณแม่มีสิทธิ์ที่จะร้องถอนประกันนี้ได้ คือมันไม่ถูกต้องแล้ว ลูกคุณแม่เสีย เพราะเงินก้อนนี้ใช่ไหม?

ต๊ะ : อันนี้ยังคะ ยังไม่สรุปอย่างนั้นไม่ได้นะคะคุณแม่


เหมือนคนตายทั้งเป็น! ดีเจมะตูม กับเส้นทางชีวิตที่ผิดพลาด

เปิดเรื่องราวชีวิตของ "ดีเจมะตูม" ที่เจอมรสุมครั้งใหญ่กับการจัดปาร์ตี้วันเกิดจนติดโควิด-19 โดนด่าโดนประณามอย่างหนัก ทุกข์ทรมานเหมือนคนตายทั้งเป็น

หากย้อนไปเมื่อช่วงมกราคม ปี 2564 ชื่อของพิธีกรฝีปากกล้า "ดีเจมะตูม เตชินท์" กลายเป็นชื่อที่โดนสังคมวิพากษ์วิจารณ์และประณามอย่างหนัก กับกรณีจัดปาร์ตี้วันเกิดจนติดเชื้อโควิด-19 เป็นคลัสเตอร์ใหม่ในเวลานั้น อีกทั้งยังถูกดำเนินคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จนเป็นประเด็นร้อนอยู่พักใหญ่

ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดีเจมะตูม ได้เรียนรู้ข้อผิดพลาดของตัวเอง และประพฤติตัวให้เหมาะสม ไม่ได้กระทำผิดซ้ำ พร้อมทั้งตระหนักถึงข้อกฎหมายอยู่ตลอด เห็นได้จากการไปรายงานตัวที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานครทุกๆ 3 เดือน จนครบ 1 ปี ซึ่งตอนนี้คดีความสิ้นสุดลงแล้ว

โดยล่าสุด ดีเจมะตูม ได้มาเปิดใจผ่านรายการ คุยแซ่บshow ถึงมรสุมในชีวิตที่เกิดขึ้น ถาโถมเข้ามาทำให้ทุกข์ทรมาน เหมือนคนตายทั้งเป็นอยู่ตลอดเวลา จนเกือบคิดจบชีวิต แต่เจ้าตัวก็สามารถก้าวผ่านมาได้ เพราะคำว่ากำลังใจและมีหลักธรรมยึดเหนี่ยวจิตใจ

ทุกอย่างถาโถมเข้ามา จนตั้งรับไม่ทัน

"ตูมโดนหนักมากๆ อย่างที่ทุกคนทราบ ช่วงสถานการณ์ที่ตูมติดโควิด เมื่อต้นปี 2021 เป็นคนในวงการคนแรกที่ติดโควิดแล้วมีข่าวหนักมาก และน่าจะมีตูมคนเดียวที่ติดโควิดแล้วโดนคดีความด้วย ชีวิตเรากลายเป็นอีกคนเลย จากคนในวงการ ต้องโดนออกจากวงการ แล้วเข้าสู่กระบวนการของกฎหมาย ตอนนั้นทุกสิ่งทุกอย่างมันถาโถมเข้ามาแบบใช้คำว่าตั้งรับไม่ทัน"

สิ่งที่เป็นตราบาปในใจ คือแม่โดนด่าไปด้วย

"ทุกๆ การดังของโทรศัพท์เรา มันเหมือนเป็นเสียงนรก เหมือนคนจมน้ำ แต่ไม่ยอมตายสักที เรานอนไม่ได้ เรากินไม่ได้ ที่มันหนักจริงๆ คือมีข่าวคลัสเตอร์ลามไปอีกงานหนึ่ง แล้วมีคนเดือดร้อนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เรื่องคอมเมนต์ไม่ต้องพูดถึง แม่ตูมโดนหนักมาก นี่เป็นสิ่งที่เป็นตราบาปในใจอยู่เลยคือ ทำให้คนเกือบทั้งประเทศไล่แม่ อยากให้แม่เราไปตาย

ซึ่งมีคอมเมนต์หนึ่งมันเอาออกจากหัวไม่ได้เลย คือ เพราะคันคะเยอที่อยากจะจัดปาร์ตี้ทำให้คนอื่นต้องซวยกันไปหมด ขอให้โควิดลงปอดมึง แล้วแม่ของมึง แล้วหายไปจากโลกใบนี้ ตูมหายไปจากโลกใบนี้ โอเคคุณอาจจะพอใจ แต่แม่ของตูมไม่สมควร เขาเป็นผู้หญิงที่ดีครับ"

29 มกราคม คือวันที่อยากจบชีวิตตัวเอง

"วันที่ 29 เป็นวันที่คดีความเริ่มหนักขึ้น เป็นคดีที่คนทั้งประเทศให้ความสนใจ ปกติจะเจอนักข่าวบันเทิง แต่นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ตูมต้องเจอนักข่าวอาชญากรรม เจอนักข่าวที่ไม่รู้จักมาก่อน และการตอบคำถามของตูมในตอนนั้น เราไม่ได้พูดขอโทษสังคมในฐานะดีเจมะตูม เราไปในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ทำผิดต่อสังคมแล้วต้องขอโทษ มันทำให้เรารู้สึกว่านี่อาจจะเป็นวันสุดท้ายแล้วแหละที่ได้นั่งอยู่หน้ากล้อง"

"คำว่า 'ดีเจมะตูม' เมื่อเสิร์ชเข้าไปในกูเกิล ผลงานสร้างชื่อคือติดโควิด สิ่งที่ทำมาทั้งหมดในวงการ มันหายไปหมด แล้วมันมีคำว่าคลัสเตอร์มะตูม,มะตูมซุปเปอร์สเปรดเดอร์ ชื่อนี้มันจะติดตัวเราไปตลอด เพราะฉะนั้นตูมคิดว่าอนาคตในวงการมันจบแน่นอน"

ความตายเท่านั้นจะชดใช้ความผิดนี้

"ใช่ครับ คืออยากให้พี่หนิง (หนิง ปณิตา) รู้ไว้ว่าที่พี่พยายามช่วยตูม เอาธรรมะเข้ามาหาตูม มันสายไปแล้วนะพี่ ณ ตอนนั้นแค่มีความรู้สึกว่าทำยังไงก็ได้ให้ฉันไม่ต้องรู้สึกทรมานแบบนี้ได้ไหม ตั้งแต่ตูมเกิดมาจนอายุ 30 กว่า สิ้นมกราคมปีที่แล้ว ตูมใช้คำว่านั่นคือช่วงเวลาที่ทุกข์และตกต่ำที่สุดในชีวิตของตูมแล้ว ตูมไม่เคยสัมผัสความทุกข์ทรมานขนาดนั้นมาก่อน มันเหมือนคนตายทั้งเป็นอยู่ตลอดเวลา"

กลับมามีสติ เพราะน้ำพริกกะปิฝีมือแม่

"ภาพที่ตูมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้าห้อง ICU แม่ยกมือไหว้พยาบาลขอให้ลูกได้เอาข้าวกล่องนี้ไปกินในห้องได้ไหม มันเป็นภาพที่เรานั่งอยู่บนเตียง แต่เรามองเห็นแม่เราแบบจะเอามาให้ได้ ซึ่งตูมไม่รู้ว่าในนั้นคืออะไร พยาบาลยอม พอเขาเอาเข้ามา กล่องข้าวอันนั้นมันคือกล่องเดียวเหมือนกับตอนไฮสคูลเลย ณ วินาทีนั้นเรารู้สึกว่าเราจะเป็นอะไร เราจะติดโควิด คนจะเกลียดเราทั้งประเทศยังไง เราก็คือมะตูมลูกของแม่หญิงที่เขาอยากจะดูแลเราไปตลอด"

"ในกล่องข้าวมีโน้ตเล็กๆ เขียนไว้ว่า 'จำได้ไหมนี่คือสิ่งที่แม่เคยทำให้ ดีใจจังที่มีโอกาสได้ทำอีกครั้ง' ตูมไม่รู้เรื่องความกตัญญูตอนที่ตูมบวชนะครับ ตูมรู้วันนั้น ตูมรู้ว่าสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในชีวิตมนุษย์ของบุตรคือบุพการี ตูมรู้เลยว่าไม่ว่าตูมจะเป็นคนแบบไหนในสังคม ไม่ว่าตูมจะถูกหล่อหลอมแบบไหนด้วยสังคมยังไงก็แล้วแต่ พ่อกับแม่ไม่มีวันทิ้งตูม อันนี้คือสิ่งที่ตูมรู้วันนั้น"

คนส่วนใหญ่มองบวชเพื่อต้องการล้างมลทิน ใช้ผ้าเหลืองชุบชีวิตใหม่?

"บวชล้างบาป คุณมีสิทธิคิดอย่างนั้นได้นะครับ ตูมเข้าใจเลยว่าคนจำนวนมากต้องคิดแบบนั้น แต่สำหรับตัวตูม ต้องการบวชเพื่อศึกษาพระธรรมคำสอน ต่อให้ตูมไม่บวช ตูมทำอะไรสักอย่าง ถ้าเขาไม่ชอบก็คือคนไม่ชอบ คอมเมนต์ในโซเชียลเขาตะโกนว่าเรา 100 คน แต่ถ้าเราเลือกเอาแต่ดีๆ ที่เป็นประโยชน์มาไว้ใกล้ๆ หูเราก็เดินต่อได้ คอมเมนต์ด่าเราทั้งหมด ตูมไม่เพิกเฉย แต่ตูมก้าวผ่าน ตูมทำได้ครับ ตูมสามารถเลือกที่จะวางเขาได้"

คำด่าเป็นแค่ตัวอักษร

"ตูมเชื่อนะครับ วันนี้ตูมไม่ได้มานั่งพูดในรายการในฐานะของดีเจมะตูมที่อยู่ในวงการบันเทิง ตูมขอใช้พื้นที่ตรงนี้พูดในฐานะมนุษย์คนหนึ่งครับ ที่มีรัก โลภ โกรธ หลง มีกิเลสตัณหา มีความผิด แต่รู้สึกตัวแล้วก็ศรัทธาในพระธรรมคำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้า ตูมขอแค่เป็นส่วนเล็กๆ ที่ยังพอจะสามารถเอาประสบการณ์ตัวเองมาเผยแพร่ สืบสานและสืบทอดพระพุทธศาสนาของตูมเอง ตูมขอแค่นี้พอ"

"ฝากคนที่ดูอยู่ตอนนี้เลย ไม่ว่าใครก็ตามที่มาด่าคุณในโซเชียลให้ทำความเข้าใจไว้ว่า เพราะเขาไม่ได้รู้จักเราดี และไม่ได้อยากรู้จักเราดีด้วย เพราะถ้าเขาอยากรู้จักเราจริงๆ เขาจะไม่ตัดสินเราขนาดนั้น พี่รู้ไหมคนที่พิมพ์ด่าเราในโซเชียล บางคนพิมพ์เป็นหน้ากระดาษเลย เขาเสียเวลาพิมพ์ด่าเราไม่น่าเกิน 5 นาที เราจะเก็บ 5 นาทีนั้นมาเป็นชั่วชีวิตเราไม่ได้"

All of Us Are Dead มัธยมซอมบี้ (Netflix) ซีรีส์ซอมบี้เกาหลีเลือดสาดฉบับวัยรุ่น

ถึงแม้จะดูเป็นหนึ่งในตัวละครที่ฉลาด มีความสามารถ เอาตัวรอดเก่ง แต่ในความรู้สึกลึกๆ ของ จางฮารี (ฮาซึงรี) รุ่นพี่ชมรมยิงธนูกลับรู้สึกสิ้นหวัง และกลับมาตั้งคำถามว่าเธอจะยังยิงธนูดอกแล้วดอกเล่าในฝูงซอมบี้ไปเพื่ออะไร ในเมื่อโลกนอกรั้วโรงเรียนไม่เหลือพื้นที่ให้คนชอบยิงธนูอย่างเธออีกแล้ว

ถ้าไม่นับความหวังหนึ่งเดียวว่าต้องตามหาน้องชายที่อาจรอดชีวิต คำพูดของจางฮารีไม่ได้สะท้อนแค่ความสิ้นหวังเมื่อโรงเรียนถูกกองทัพซอมบี้ยึดครองในซีรีส์ All of Us Are Dead เพียงเท่านั้น

แต่ยังเป็นคำพูดแทนใจของ ‘เด็กรุ่นใหม่’ จำนวนมากในโลกแห่งความเป็นจริง ที่ถึงแม้ไม่มีซอมบี้มาทำให้สิ้นหวัง แต่ก็ยังมีผู้ใหญ่ ความไม่ยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำ โลกที่โหดร้าย และอุปสรรคมากมายที่อาจน่ากลัวกว่าฝูงซอมบี้ เพราะหลายอย่างพร้อมที่จะรุมทึ้งความฝันของเด็กๆ หลายคนให้สลายหายไปในพริบตา

และเราได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะคลี่คลาย ก่อนที่เด็กๆ ที่ควรเป็นอนาคตของโลกใบนี้ จะกลายเป็น ‘ซอมบี้’ ที่ไร้ความฝันไปจนหมด

All of Us Are Dead คือ ออริจินัลซีรีส์ความยาว 12 ตอน ของ Netflix ว่าด้วยชีวิตของนักเรียนชั้นมัธยมปลาย ที่ต้องเอาชีวิตรอดจากฝูงซอมบี้ในรั้วโรงเรียน (มีเรื่องคนข้างนอกด้วยเล็กน้อย) ที่นอกจากการเอาชีวิตรอด ซีรีส์ยังเสนอประเด็นทางสังคม ทั้งมิตรภาพ ความรัก ครอบครัว ความเจ็บปวดของวัยรุ่น การกลั่นแกล้งในโรงเรียน ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาระบบการศึกษา ไปจนถึงวิธีจัดการปัญหาของทหารและตำรวจ (ที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ! เท่าไรนัก)



อควาฟินา ไม่ได้ตั้งใจจะให้ My Vag เป็นเพลงที่สื่อถึงความเป็นเฟมินิสต์อะไร ฉันก็แค่แร็ปถึงจิ๋มตัวเอง

อควาฟินา กลายเป็นนักแสดงเชื้อสายเอเชียอีกคนที่คนทั่วโลกคุ้นหน้า โดยเฉพาะจากการปรากฏตัวใน Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings (2021) หนังซุปเปอร์ฮีโร่จากค่ายมาร์เวลที่เธอรับบทนำ

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้มีหลายคนย้อนกลับไปดูต้นธารที่ทำให้เธอมีชื่อเสียง กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตาที่สุดคนหนึ่งของอุตสาหกรรมฮอลลีวูด และนั่นทำให้มิวสิกวิดีโอ My Vag ที่เธอปล่อยออกมาเมื่อปี 2012 ที่โด่งดังจนกระทบไปถึงหน้าที่การงาน ซึ่งเธอพูดถึงต้นทางของมันอย่างตรงไปตรงมา "แต่ก็ต้องบอกว่า ฉันไม่ได้ตั้งใจจะให้ My Vag เป็นเพลงที่สื่อถึงความเป็นเฟมินิสต์อะไร ฉันก็แค่แร็ปถึงจิ๋มตัวเองนะคะ"

โสดมาปีกว่าแล้ว! “เชอรี่ เข็มอัปสร” รับตรงๆสเปกอยากได้ “คนมีศีล 5-รักษ์โลก”


โสดมาปีกว่าแล้ว! “เชอรี่ เข็มอัปสร” รับตรงๆสเปกอยากได้ “คนมีศีล 5-รักษ์โลก”

"เชอรี่ เข็มอัปสร"รับตรงๆสเปกต่อไปอยากได้ผู้ชายมีศีล 5 รักษ์โลก งานนี้บอกถ้าหนุ่มจู่โจมขอไม่เอาอยากค่อยๆเรียนรู้กันไป

หายหน้าจากวงการบันเทิงไปพักใหญ่ทีเดียวสำหรับนางเอกสาว เชอรี่-เข็มอัปสร สิริสุขะ ที่หลายคยอยากรู้หนักมากว่าเธอหายไปไหน ทำอะไรมาและสถานะหัวใจตอนนี้สาวเชอรี่เป็นแบบไหนบ้าง ล่าสุดสาวเชอรี่ได้ออกมาอัพเดทเรื่องนี้ โดยเล่าว่า

เชอรี่ เผยว่า “งานในวงการตอนนี้ยังคงไม่ทิ้ง แต่ไม่ได้เล่นละครมานาน 6 ปีแล้ว ส่วนแฟนๆที่คิดถึงคือเร็วๆอาจจะมีเซอร์ไพร้ส์ได้มาร่วมเป็นนักแสดงรับเชิญในละครของผู้จัดที่สนิทสนมกัน ไม่ได้มีแพลนในหัวว่าการกลับมาจะเล่นบทไหน แต่ต้องเคาะสนิมหน่อยๆก่อน ส่วนเรื่องหัวใจตอนนี้อยู่ในสถานะโสดมาได้ปีกว่าแล้ว และตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเข้ามา เพราะเวลาส่วนใหญ่มุ่งให้กับงาน แต่ก็พร้อมเปิดใจ สเปกที่อยากได้ก็อยากได้ผู้ชายที่มีศีล 5 และถ้าเป็นคนรักษ์โลกด้วยจะยิ่งดี แต่ถ้าหนุ่มคนไหนจะเข้ามาแบบจู่โจมก็ขอบายเพราะอยากเริ่มต้นรู้จักการเป็นเพื่อนก่อน และค่อยๆเรียนรู้กันไป”

ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม cherrykhemupsorn

เบียร์ เดอะวอยซ์ โพสต์เลิกเกมเมอร์ดัง แล้ว เผยเจอบุกรุก ข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย


“เบียร์ เดอะว๊อยซ์” หรือ ภัสรนันท์ อัษฏมงคล ได้โพสต์ประกาศสำคัญผ่านเพจ Bizcuitbeer เปิดเผยว่าเธอได้เลิกกับเกมเมอร์หนุ่ม ว.น. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้กลายเป็นประเด็นที่กำลังร้อนแรงในโลกโซเซียลตอนนี้เลยก็ว่าได้

โดยที่ผ่านมาเธอไม่มีความเคลื่อนไหวผ่านหน้าเพจมาสักพัก เนื่องจากสภาพจิตใจไม่ดี ถูกอีกฝ่ายคุกคามไม่ว่าจะเป็นทั้งการถูกบุกรุกบ้าน พูดจาข่มขู่ และถูกทำร้ายร่างกาย จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเธอถือว่าเป็นการคุกคาม และจะดำเนินคดีตามความเหมาะสมเพื่อเป็นการตักเตือน เพื่อความปลอดภัย และความเป็นธรรมให้กับตัวเธอเอง อีกทั้งเบียร์ได้ทำการเจรจากับอีกฝ่ายอย่างเต็มที่แล้ว จึงอยากฝากให้อีกฝ่ายสำนึกผิดและปรับปรุงตัว เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับแฟนคลับเด็กๆ ที่ติดตาม และเพื่อให้สังคมดีขึ้น

เรียบเรียงโดย #เหมียวเลเซอร์ อ่านโพสต์จากหน้าเพจของเบียร์ได้ตามลิงก์ด้านล่าง
https://www.facebook.com/bizcuitbeerofficial/posts/436126507884788

ฉลองครบรอบ 20 ปี "Harry Potter" 3 นักแสดงนำ เตรียมพบกันอีกครั้ง


เตรียมกลับสู่ฮอกวอตส์! นักแสดงนำจาก ‘Harry Potter’ กลับมารวมตัวอีกครั้ง ในโอกาสครบรอบ 20 ปีผ่าน HBO Max

เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ที่โลกภาพยนตร์ ได้พาเหล่าพ่อมดและแม่มดจากโรงเรียนเวทยมนต์ มาทำความรู้จักกับผู้ชม หลังจากที่แฟรนไชน์ภาพยนตร์ Harry Potter ภาคแรกอย่าง Harry Potter and the Sorcerer's Stone ได้ฉายครั้งแรกในปี ค.ศ.2001 หลังจากนั้นเป็นต้นมา ภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายของ J.K. Rowling นี้ ได้สร้างฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นจากทั่วโลก แม้แฟรนไชน์ภาพยนตร์จะจบลงไปแล้วก็ตาม

และในโอกาสครบรอบ 20 ปีนับจากวันที่ฉายภาพยนตร์ภาคแรกนี้ เหล่านักแสดงนำอย่าง แดเนียล เรดคลิฟ เอ็มม่า วัตสัน รูเพิร์ต กรินต์ ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง พร้อมกับนักแสดงในเรื่อง อย่าง ทอม เฟลตัน ผู้รับบท เดรโก มัลฟอย เฮเลนา บอนแฮม คาร์เตอร์ ผู้รับบท เบลลาทริกซ์ เลสแตรงจ์ แกรี่ โอลแมน ผู้รับบท ซีเรียส แบล็ค และผู้กำกับ คริส โคลัมบัส

พวกเขาได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในรายการ "Harry Potter 20th Anniversary: Return to Hogwarts" ในลอนดอน ซึ่งก็คือสถานที่ที่ถ่ายทำภาพยนตร์ภาคแรกนั่นเอง ซึ่งรายการนี้ จะมีการพานักแสดงกลับไปเยี่ยมโรงเรียนเวทย์มนต์ในภาคแรก มีคำถามสนุกๆ ให้แฟนๆ ทางบ้านได้ทายไปพร้อมกัน โดยรายการนี้จะฉายในวันที่ 1 มกราคม ปีหน้า ผ่านช่อง HBO Max

แม้จะมีเป็นการกลับมารวมตัวกันครั้งใหญ่ แต่กลับไร้ชื่อของผู้แต่งนิยาย อย่าง J.K. Rowling โดยคาดว่ามาจากความคิดเห็นที่เธอเคยพูดถึง LGBTQ จนเกิดเป็นกระแสด้านลบ

ชาวมักเกิ้ลคนไหนที่คิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ดูภาพยนตร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาหลายปี ในวันปีใหม่นี้ อย่าพลาดรายการนี้ที่พาเหล่าพ่อมดแม่มดกลับมาหาทุกคนอีกครั้ง

อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.reuters.com/world/us/harry-potter-cast-reunite-20th-anniversary-tv-special-2021-11-16/?utm_campaign=trueAnthem%3A%20Trending%20Content&utm_medium=trueAnthem&utm_source=facebook&fbclid=IwAR19OvUbih7cXmXH9B9XnNFYyOA9itRZse9FcHUtJjCgwunvEzAklyrx4R0

ฮาวทูทำนิยายให้กลายเป็นซีรี่ส์ ชวนดู Netflix Book Club รายการสำหรับนักอ่านและคอหนัง



ตื่นเต้น เฝ้ารอ ประหลาดใจ มีความสุข กังวล คุณมีรีแอ็กชันแบบไหนเมื่อได้รู้ว่าหนังสือเล่มโปรด (หรือเล่มที่เพิ่งอ่านจบ) จะถูกสร้างเป็นซีรีส์หรือภาพยนตร์ในเร็วๆ นี้

สำหรับเรา นอกจากการติดตามและลุ้นว่าหนังสือที่อ่านจะดัดแปลงไปเป็นอีกมีเดียมหนึ่งยังไงแล้ว เบื้องหลังการตีความและกระบวนการดัดแปลงบทก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทีมงานจะเก็บเอาใจความสำคัญ และดีเทลยิบย่อยที่แฝงในตัวอักษรบนหน้ากระดาษมาถ่ายทอดผ่านภาพ แสง สี เสียงได้ครบ ตรงใจกับจินตนาการคนอ่านส่วนใหญ่

แต่ในที่สุด เราก็ไม่ต้องรออีกต่อไป เพราะสตรีมมิงชื่อดัง Netflix ได้จับมือกับ Starbucks ทำ Netflix Book Club เล่าถึงเบื้องหลังและฮาวทูการแปลงร่างวรรณกรรมให้เป็นซีรีส์หรือภาพยนตร์ชื่อดังที่ไม่ว่าใครก็ต้องพูดถึง

ซีรีส์รายการนี้ชื่อ But Have You Read the Book? โดยได้พิธีกรดำเนินรายการเป็น Uzo Aduba นักแสดงจากซีรีส์ Orange Is the New Black ความพิเศษที่รายการนี้แตกต่างจากรายการบุ๊กคลับอื่นๆ คือ การชวนทีมนักแสดง ผู้เขียนบท นักเขียน รวมไปถึงทีมงานที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการดัดแปลงหนังสือไปสู่ภาพยนตร์หรือซีรีส์ มาพูดคุยเจาะลึกถึงตัวละคร ธีม เรื่องราวทั้งหมด ไปจนถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่คนดูภาพยนตร์หรือซีรีส์อย่างเดียวอาจไม่เคยรู้มาก่อน

เท่านั้นยังไม่พอ ด้วยความที่คอลแลปส์กับแบรนด์ร้านกาแฟระดับโลก บทสนทนาที่ว่าด้วยเรื่องหนังสือนี้จึงจะเกิดขึ้นบนโต๊ะกาแฟในสตาร์บัคส์สาขาต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังฟังเพื่อนเม้ามอยถึงหนังสือเล่มที่อ่านจบไปในบรรยากาศสบายๆ

ส่วนหนังสือเล่มแรกที่ But Have You Read the Book? เลือกมาพูดคุยคือ นิยายคลาสสิก Passing โดย Nella Larsen ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1929 ว่าด้วยการกลับมาเจอกันของผู้หญิงผิวดำสองคนที่เคยเป็นเพื่อนกันในวัยเด็ก ซึ่งนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์โดย Rebecca Hall และได้รับคำชื่นชมในเทศกาล Sundance International Film Festival ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ในรายการยังมีเรื่องราวของซีรีส์เรื่องโปรดของใครอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น Bridgerton, To All the Boys, Sweet Magnolias, Queen’s Gambit, Unorthodox, Virgin River และ Orange Is the New Black

อีพีแรกของ But Have You Read the Book? จะเปิดให้รับชมบนสตรีมมิงในวันนี้ (16 พฤศจิกายน) รวมถึงออกอากาศสดทางช่อง Still Watching บน YouTube และช่อง Facebook ของ Netflix US ด้วย

และนี่ดูจะเป็นรายการที่นักอ่าน คอหนัง และคอซีรีส์ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

ครบรอบ 30 ปี The Addams Family: ตระกูลนี้ผียังหลบ



ลำพังจุดเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้ได้มีความพิลึกอยู่ไม่น้อยเมื่อวันดีคืนดี โปรดิวเซอร์ สก็อตต์ รูดิน ได้โดยสารรถตู้ร่วมกับบรรดาผู้บริหารค่ายหนังแล้วลูกชายใครสักคนในนั้นร้องเพลงธีมของ The Addams Family ซีรีส์ที่เคยโด่งดังในยุค 60 เกี่ยวกับครอบครัวสุดประหลาด ซึ่งเรื่องของเรื่องคือทุกคนในรถพากันร้องตาม

“เป๊ะทุกท่อนทุกโน้ต” รูดินเผย เพียงเท่านั้น วันต่อมาพวกเขาลงมือปั้นโปรเจกต์หนังกันเลย

จากต้นตำรับการ์ตูนครอบครัวอาดัมส์ที่ ชาร์ลส์ อาดัมส์ วาดไว้ตั้งแต่ปลายยุค 30 หลายทศวรรษให้หลังดูเหมือนว่าไอเดียนี้ยังคงขายได้ อันความดาร์ค ความตลกร้ายนำเสนอมุมมองความคิดที่ว่าสีดำคือขาว ความมืดคือแสงสว่าง ความสยดสยองคือความรื่นรมย์ และความแปลกประหลาดคือความสมเหตุผล ซึ่งแท้จริงอาจไม่ได้ต่างไปจากความจริงที่เป็นอยู่นัก ครอบครัวอาดัมส์เพียงมองทะลุไปเห็นว่าโลกนี้เป็นโทนสีหม่นและเลือกโอบรับมัน

เดิมทีเคยมีการทาบทามผู้กำกับที่ช่ำชองงานแฟนตาซีอย่าง ทิม เบอร์ตัน กับ เทอร์รี่ จิลเลี่ยม เว้นแต่ทั้งคู่ปฏิเสธ รูดินจึงหันไปหาตัวเลือกที่คาดไม่ถึง นั่นคือ แบรรี่ ซอนเนนเฟลด์ ตากล้องที่ทำงานกับพี่น้องโคเอนในยุคแรกๆ และกำลังถ่ายเรื่อง Misery (1990) ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าอยากให้งานนี้เน้นวิชวล ภาพต้องดึงดูดโดดเด่น ดังนั้นซอนเนนเฟลด์ผู้หลงใหลงานวาดของอาดัมส์เป็นทุนเดิมจึงเข้ามาประเดิมกำกับหนังเรื่องแรก ก่อนจะได้ต่อยอดตำแหน่งนี้ไปอีกยาวๆ

“เมื่อได้อ่านสคริปต์ ผมรู้เลยว่าบทหนังไม่ค่อยดีเท่าไหร่” ซอนเนนเฟลด์บรรยาย “แล้วพอผมนำไปชี้แจงกับสก็อตต์ เขาก็บอกว่า ‘นั่นแหละเหตุผลที่ฉันจ้างนาย เพราะนายมองปัญหาออกหมด’ ”



โดยคุณงามความดีที่สุดของผู้กำกับมือใหม่ในงานนี้เห็นจะเป็นการรวมทีมนักแสดง ซอนเนนเฟลด์ไม่ได้
เลือกคนที่ดังที่สุด แต่เลือกคนที่ใช่ที่สุด เริ่มจาก ราอูล จูเลีย และ แองเจลิก้า ฮิวสตัน ในบทโกเมซ และมอร์ทิเชีย อาดัมส์ คู่สามีภรรยาที่แสนดูดดื่ม ฝ่ายชายนั้นลีลาจัดจ้านเปี่ยมด้วยแพสชั่นแห่งชีวิตขณะกำลังสร้างชื่อกับบรอดเวย์ ส่วนฝ่ายหญิงต้องใช้คำว่าสมบูรณ์แบบ แม้สตูดิโอต้องการคนมีชื่อเสียงกว่าอย่าง แชร์ ทว่าซอนเนนเฟลด์ยืนกราน บทนี้ไม่อาจเป็นใครอื่น

“งานเมคอัพเดือดมาก” แองเจลิก้าอธิบาย “มีทั้งยาง ทั้งสติ๊กเกอร์ติดอยู่เต็มหน้าเต็มหัวฉันไปหมด ไหนจะวิกผม เล็บปลอม ขนตา และชุดรัดทรง ซึ่งลำพังชุดอย่างเดียวก็ท้าทายเอาการเพราะมันรัดให้โค้งเว้าจนฉันแทบขยับตัวไม่ได้ ฉันจึงถ่ายทอดอิริยาบถของมอร์ทิเชียไปตามนั้น ให้เธอดูนิ่งไม่ไหวติ่ง แล้วพอถ่ายเสร็จ ฉันก็เอาของพวกนั้นไปเผาทิ้งให้สาแก่ใจ”

ทั้งยังได้ คริสโตเฟอร์ ลอยด์ มารับบทลุงเฟสเตอร์ ความเป็นอัจฉริยะเจ้าบทบาททำให้นักแสดงจาก Back to the Future ปั้นสีหน้าตัวละครจนเป็นเอกลักษณ์ กระนั้น แคสต์ชุดนี้ก็มีเซอร์ไพรส์เรื่อยๆ จนถึงบทของสองพี่น้อง พักส์ลีย์กับเวนส์เดย์

“ผมรัก คริสติน่า ริชชี่ และรู้ว่าเธอมีของอยู่แล้ว” ผู้กำกับกล่าว “แล้วเราก็ไปเจอพักส์ลีย์ (จิมมี่ เวิร์กแมน) ตอนเขามางานคัดตัวเป็นเพื่อนพี่สาวซึ่งออดิชั่นบทเวนส์เดย์ เตะตาเอาตอนเขานั่งรออยู่เฉยๆ นั่นแหละ”

เวลานั้น หลักฐานชี้ชัดว่าคริสติน่าในวัยสิบเอ็ดคือสาวน้อยมหัศจรรย์ นอกจากกลมกลืนกับบทเด็กผู้หญิงบุคลิกนิ่งๆ หลอนๆ เธอยังมีความเป็นผู้ใหญ่อย่างเหลือเชื่อ จนเกิดเหตุการณ์ประหลาดที่ซึ่งทีมนักแสดงไม่แฮปปี้กับบทสรุปเดิมของหนัง ว่าเฟสเตอร์นั้นเป็นเพียงตัวปลอม พวกเขาจึงแต่งตั้งคริสติน่าเป็นกระบอกเสียงเพื่อโน้มน้าวเหล่าโปรดิวเซอร์

“เธออธิบายทุกอย่างละเอียดครบถ้วน” ซอนเนนเฟลด์นึกย้อน “แจกแจงเป็นข้อๆ อย่างกับพรีเซนต์งานพาวเวอร์พอยต์ เธอช่างเจรจาเสียจนเรายอมแก้บทใหม่ยี่สิบหน้า”

แม้แต่กับตัวละครปิดทองหลังพระอย่าง ติง เจ้ามือขยันก็ควรค่าให้เอ่ยถึง โดยเบื้องหลังการถ่ายต้องพึ่งพาเทคนิคสารพัด นอกจากได้ คริสโตเฟอร์ ฮาร์ท นักมายากลมาใช้มือแสดงอย่างน่าทึ่งจนดูราวกับมือด้วนๆ นั้นมีชีวิตจิตใจจริงๆ ในบางฉากของเจ้าติงต้องอาศัยกรรมวิธีสต็อปโมชั่นแบบที่ออกสิบวิในหนังแต่ใช้เวลาถ่ายไปกว่าแปดชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ได้เกิดปัญหามากมายในช่วงถ่ายทำ เริ่มจากงบบานปลายและกระบวนการล่าช้า จากนั้นพอถ่ายไปถึงสามในสี่ โอไรออน บริษัทผู้ออกทุนประสบปัญหาจ่อล้มละลายจึงต้องขายหนังต่อให้พาราเมาท์ แล้วพาราเมาท์ก็เปลี่ยนตัวประธานกระทันหัน โชคไม่ดีที่นายใหญ่คนใหม่นั้นไม่ชอบหนังอย่างแรง กลายเป็นความกดดันไปถาโถมใส่ซอนเนนเฟลด์ซึ่งถึงขั้นเป็นลมล้มฟุบ ต้องถูกส่งเข้าโรงพยาบาล แล้วระหว่างนั้น ตากล้องก็ชิงลาออก มีปัญหาใหม่ๆ เข้ามาไม่จบสิ้น

“การถ่ายทำคือฝันร้าย” ผู้กำกับยอมรับ “เหมือนผมโดนรับน้องหฤโหด”

เหตุนี้จึงมีการคาดการณ์ว่า The Addams Family (1991) คงทำเงินได้น้อยนิด แต่แล้วหนังแฟนตาซีทุนสร้าง 30 ล้านดอลลาร์ก็ทำเงินทั่วโลกได้กว่า 191 ล้าน สามารถนำครอบครัวอารมณ์ขันกวนๆ ร้ายๆ กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง ผู้คนหลงใหลไปกับความประหลาด ไม่ว่างานโปรดักชั่นเนรมิตบรรยากาศในคฤหาสน์ โทนดาร์คคอเมดี้ และเนื้อหาเกี่ยวกับความแปลกแยกในผู้คน ถึงแม้แตกต่าง จะเห็นว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่มีใครที่ใจร้าย แถมอบอวลด้วยความโรแมนติก

มุมหนึ่ง มันได้สะท้อนสภาพความจริงของสังคมที่ที่ผู้คนมากมายมีความแปลกแตกต่าง ทว่าไม่อาจแสดงออก กลัวถูกมองเป็นแกะดำ ครอบครัวอาดัมส์จึงพูดแทนใจ กลายเป็นว่าหนังที่พล็อตไม่ได้ดีเด่เรื่องนี้ให้ความรู้สึกอิ่มเอม เหมือนกับครอบครัวอาดัมส์ที่ช่างดูไม่สมประกอบ แต่ในเวลาเดียวกันนั้น พวกเขาคือความสมประกอบที่สุดแล้ว รักอย่างไม่มีเงื่อนไข กลมเกลียว เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

Andrew Garfield ประกาศเลิกตอบคำถามเรื่อง Spider-Man : No Way Home



นับตั้งแต่ Avengers : Endgame ออกฉาย ก็ไม่มีภาพยนตร์จาก MCU เฟสที่ 4 เรื่องไหนสร้างเสียงฮือฮาได้เท่ากับ Spider-Man : No Way Home อีกแล้ว โดยเฉพาะหลังจากตัวอย่างภาพยนตร์ถูกปล่อยออกมาก็สร้างความคาดหวังให้กับแฟน Marvel ยกใหญ่ และนำมาซึ่งการคาดเดาตัวอย่างว่า ภาพยนตร์ภาคนี้จะต้องมีสไปเดอร์-แมน 3 คนแน่นอน

คนที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ จากเรื่องนี้ก็คือ นักแสดงหนุ่มอย่าง Andrew Garfield ซึ่งเคยรับบทเป็นไอ้แมงมุมใน The Amazing Spider-Man ครับ โดยทุกครั้งที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการสวมบทเป็นสไปเดอร์-แมนอีกครั้งของเขา Andrew Garfield ก็มักจะปฏิเสธตลอด จนกระทั่งล่าสุด เจ้าตัวดูเหมือนจะเหลืออดกับเรื่องนี้ครับ ขณะที่เจ้าตัวไปออกรายการกับ GQ ซึ่งเป็นช่วงที่เขาต้องตอบคำถามจากชาวเน็ตทางบ้าน เขาถูกถามเรื่องนี้ซ้ำอีกครั้ง จน Andrew Garfield ตอบด้วยท่าทีเหนื่อยอ่อนว่า

“ฟังนะ ถึงจุดนี้แล้ว ผมเลิกพูดแล้วล่ะ เดี๋ยวเราทุกคนก็จะได้รู้ความจริงเมื่อหนังออกฉาย และก็มีบางคนที่ต้องผิดหวังแน่ๆ แต่ก็อาจจะมีบางคนที่มีความสุขมากๆ ก็ได้ หรือบางคนอาจจะบอกว่า ‘ฉันบอกคุณแล้ว’ แล้วบางคนก็จะบอกว่า ‘ฉันก็บอกคุณแล้วเหมือนกัน’ ดังนั้นเราไปรอลุ้นกันดีกว่า แต่ผมขอโทษคุณล่วงหน้าได้เลยครับ”

เหตุผลที่แฟนภาพยนตร์คาดเดาว่า Andrew Garfield จะกลับมาปรากฏตัวใน Spider-Man : No Way Home ก็เพราะว่า 2 วายร้ายจาก The Amazing Spider-Man ที่เขาแสดงนำอย่าง ลิซาร์ด และ อิเลกโทร กลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง หากจะให้ชัดเจนที่สุดก็คงเหมือนที่ Andrew Garfield บอกครับซึ่งก็คือ เราจะได้รู้ทุกอย่างทันทีที่ภาพยนตร์เข้าฉายนั่นเอง

Jeremy Renner อยากให้ฮอว์กอายเป็นผู้นำของกลุ่มอเวนเจอร์คนต่อไป



นักแสดงเจ้าของบทบาทคลินท์ บาร์ตันหรือฮอว์กอายแห่ง Marvel Cinematic Universe อย่าง Jeremy Renner ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับ BBC Radio เพื่อโปรโมตซีรีส์อย่าง Hawkeye ครับ ซึ่งระหว่างการพูดคุยกันนั้น Jeremy Renner ก็ได้เปิดเผยถึงความฝันที่เขามีต่อตัวละครอย่างคลินท์ บาร์ตันเอาไว้อย่างน่าสนใจครับว่า

“ผมกำลังพูดถึงโลกที่ยังไม่ได้ถูกหยิบมาใช้งานครับ ในคอมมิคส์เขาเป็นถึงผู้นำของ West Coast Avengers เลยนะ ส่วนตัวผมอยากเห็นเขาเป็นผู้นำเหมือนกับที่กัปตันอเมริกาเป็น ซึ่งผมคิดว่าเขาจะสามารถทำหน้าที่นั้นได้ดีแน่ๆ ในฐานะคนที่มักจะอยู่ข้างหลังและมองเห็นทุกอย่างได้กว้างกว่าอะไรแบบนั้นครับ มันคงเป็นเรื่องที่น่าสนใจจริงๆ และผมอยากเห็นเขาได้รับโอกาสแบบนั้นจริงๆ”

สิ่งที่ Jeremy Renner พูดนั้นไม่มีใครปฏิเสธเลยครับว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เนื่องจากตัวละครอย่างฮอว์กอายนั้นอยู่กับจักรวาล MCU มาอย่างยาวนาน และก็เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหลายเหตุการณ์จริงๆ ครับ แต่อย่างไรก็ดีก็ยังมีตัวละครอีกหลายคนที่พร้อมจะก้าวขึ้นมารับหน้าที่ผู้นำคนใหม่ของกลุ่มอเวนเจอร์เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ธอร์ , กัปตันมาร์เวล กระทั่งกลุ่มตัวละครใหม่ๆ ที่ถูกเปิดตัวกันมาในเฟสที่ 4 ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นต้องมารอดูว่าในซีรีส์ Hawkeye นั้นจะมีการปูบทบาทของตัวละครนี้ไปในทิศทางไหนครับ

James Bond คนใหม่ต้องคนนี้เท่านั้น ผกก. Mission เชื่อถึงเวลาที่ Henry Cavill จะก้าวสู่บทพยัคฆ์ร้าย 007 สักที



Christopher McQuarrie ผู้กำกับหนังแอ็คชั่นสายลับ Mission: Impossible ภาค 5,6,7,8 ออกมาชูมือสนับสนุนให้ Henry Cavill คว้าบท James Bond คนใหม่มาแทนที่ Daniel Craig และเชื่อว่านี่คือ คนที่เหมาะสมกับบทบาทนี้แบบไม่มีข้อกังขา

"เขาจะเป็น Bond ที่ยอดเยี่ยมแน่เพราะเขาเป็นสุภาพบุรุษ" Christopher McQuarrie พูดถึง Henry Cavill หลังร่วมงานกันใน Mission: Impossible Fall Out โดยที่เขาแสดงเป็นตัวร้าย August Walker ที่มีหน้าฉากเป็นสายลับ CIA แต่เบื้องหลังเป็นผู้ก่อการร้าย

สำหรับ Henry Cavill มีหลายฝ่ายสนับสนุนให้เขาคว้าบทนี้ เพราะด้วยบุคลิกรูปร่างใบหน้าที่หล่อเหลาที่มีเสน่ห์ ทำให้หลายฝ่ายเชียร์ให้เขากลับไปลุ้นบทบาทนี้อีกครั้งหลังจากเมื่อ 16 ปีที่แล้วพลาดหวังบทนี้ให้ Daniel Craig ไปเพราะเรื่องอายุที่น้อยกว่า นอกจากนี้แล้วระบบ AI ก็วิเคราะห์ว่าเขาคู่ควรกับบทบาท Bond คนใหม่

แต่มีหลายฝ่ายเชื่อว่าเขาจะพลาดบท Bond คนใหม่ เนื่องจากบรรณาธิการข่าวใน The Express ของอังกฤษมองว่าชื่อเสียงจากบทบาท Superman และ ซีรีส์ The Witcher จะทำให้เขาพลาดบทบาท James Bond ที่โปรดิวเซอร์หนังจะมองหานักแสดงบุคลิกดีชื่อเสียงไม่ดังมากมารับบทนำมากกว่าจะไปยึดโยงกับดาราระดับบิ๊กเนม

ส่วน Henry Cavill จะมีโอกาสลุ้นบท Bond หรือไม่ คงต้องไปลุ้นว่าโปรดิวเซอร์หนังจะเปิดโอกาสให้เขาได้มาแคสติ้ง เพื่อออดิชั่นเป็น Bond คนที่ 7 ในปี 2022

ที่มา :
https://www.cbr.com/next-james-bond-henry-cavill-mission.../

https://movieweb.com/james-bond-henry-cavill-ruled-out/

แอพสตรีมมิงยอดนิยม Spotify เพิ่งเปิดเผยรายชื่อ 5 อันดับเพลง และอัลบั้ม ที่ถูกฟังมากที่สุดประจำปี 2021



แอพสตรีมมิงยอดนิยม Spotify เพิ่งเปิดเผยรายชื่อ 5 อันดับเพลง และอัลบั้ม ที่ถูกฟังมากที่สุดประจำปี 2021 ซึ่งอันดับ 1 ทั้งสองรายการตกเป็นของ Olivia Rodrigo จากเพลง "drivers license" และอัลบั้ม SOUR ถือเป็นอีกหนึ่งหลักฐานยืนยันถึงความนิยมของนักร้องสาวผู้นี้ตลอดปีที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี

• เพลงที่ถูกสตรีมมากที่สุด 
01 "driver license" : Olivia Rodrigo 
02 "MONTERO (Call Me By Your Name)" : Lil Nas X 
03 "STAY" : The Kid LAROI (with Justin Bieber) 
04 "good 4 u" : Olivia Rodrigo 
05 "Levitating" : Dua Lipa (feat. DaBaby)

• อัลบั้มที่ถูกสตรีมมากที่สุด 
01 SOUR : Olivia Rodrigo 
02 Future Nostalgia : Dua Lipa 
03 Justice : Justin Bieber 
04 = : Ed Sheeran 
05 Planet Her : Doja Cat 

Source: https://newsroom.spotify.com/2021-12-01/what-the-world-streamed-most-in-2021/

“โอ้วมายก็อด แคเรน!”

ทราบหรือไม่ว่าแรกเริ่มเดิมที บทที่ อแมนด้า ไซย์เฟร็ด เลือกออดิชั่นใน Mean Girls (2004) นั้นไม่ใช่ แคเรน สมิธ แต่เป็น เรจิน่า จอร์จ และเธอก็ได้กลายเป็นตัวเต็งซึ่งเฉียดใกล้จะคว้าบทนี้ไปเสียด้วยซ้ำหากไม่ใช่เพราะว่า เรเชล แม็คอดัมส์ ทำได้เข้าตากรรมการมากกว่า ถึงขนาดผู้กำกับ มาร์ค วอเตอร์ส เสียดายฝีมือและเสนอบทแคเรนให้แทน

“เรียกว่าเป็นคนที่สูสีที่สุด” ผู้กำกับกล่าว “อแมนด้าทดสอบไว้ได้ยอดเยี่ยม และก็แตกต่างกับวิธีของเรเชลมากด้วย แบบที่ผิวเผินดูไม่มีพิษมีภัย แต่ลึกๆ แล้วน่ากลัวยิ่งนัก จากนั้นโปรดิวเซอร์ออกไอเดียอันชาญฉลาดว่าอแมนด้าน่าจะเล่นบทสาวทึ่มได้ เราเลยให้เธอกลับมาเทสต์ใหม่ แล้วเธอก็เล่นได้แนบเนียนหมดจดอยู่ดี”

เพียงเท่านี้ก็บ่งชี้แล้วว่าอแมนด้ามีศักยภาพไม่ใช่เล่นกับการสลับสองคาแร็คเตอร์ต่างขั้วได้อย่างเป็นธรรมชาติต่อหน้าต่อตาทีมงาน จากนางพญาของชาวพลาสติกกลายมาเป็นเด็กสาวบ๊องๆ ทั้งยังเป็นเรื่องน่าทึ่งไปอีกเมื่อคำนึงว่า Mean Girls คืองานหนังเรื่องแรกสุดของเธอ มาแบบสดๆ ซิงๆ ประสบการณ์น้อยนิด แต่ดูเจนเวทีเกินวัย

“ตอนนั้นฉันเพิ่งจบไฮสคูลหมาดๆ เลยแหละ” อแมนด้านึกย้อน “ทุกอย่างใหม่สำหรับฉัน ก่อนนั้นเคยเล่นแค่ละครทีวีที่ถ่ายวันละตอน มาเรื่องนี้ได้มีบทพูดจริงๆ ไม่ได้มัวแต่ยืนเป็นฉาก โชคดีที่ผู้กำกับเห็นแววความตลกในตัวฉันแล้วกล้าเสี่ยง มันจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ตัวฉันก็แค่อยากเล่นเรื่องนี้มาก พอเขาเสนอบทแคเรนให้ ฉันนี่แบบ ‘โอเค ได้หมดเลยค่า!’ ”

อะไรๆ ยิ่งลงตัวไปใหญ่ เพราะขณะที่สาวใสวัยสิบแปดพยายามตั้งใจทำงานที่ท้าทายเป็นครั้งแรกในชีวิต อแมนด้าก็ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนนักแสดงอย่าง เลซีย์ ชาเบิร์ต หรือเจ้าของบท เกรทเช่น วีเนอร์ส คู่ซี้ในจอของแคเรน พวกเธอเกิดสนิทสนมกันหลังฉากจริงๆ ฉะนั้นงานนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่สองสาวจะดูเข้าขากันดี

“ฉันคงไม่รอดหากไม่มี เลซีย์ ชาเบิร์ต” อแมนด้ายืนยัน “เธอคือนางฟ้าของฉัน คอยดูแลอย่างดี เรามักจะแฮงเอาท์กันในเทรลเลอร์ของเธอ เปิดเพลงฟัง แถมสอนทำพาย ทุกอย่างเลยง่ายมาก”

กลายมาเป็นการแสดงที่น่าจดจำ เธอทำให้ตัวละครเด็กสาวทึ่มๆ นั้นมีความน่าเอ็นดู ขโมยซีนด้วยความสวยใสไร้เดียงสาพลางกล่าวไดอะล็อกเด็ดๆ จนกลายเป็นที่จดจำมากมาย เช่นว่า “ถ้าเธอมาจากแอฟริกา ทำไมเธอถึงตัวขาวล่ะ” “ทุกวันพุธเราใส่สีชมพู” “หน้าอกฉันบอกได้ว่าเมื่อไหร่ฝนจะตก”

ด้วยวิธีที่อแมนด้าถ่ายทอดออกมา จึงไม่ยากเลยที่จะไม่รู้สึกรักใคร่ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาลักษณะนิสัยตัวละครแล้วจะเห็นได้ว่าแคเรนคือมีนเกิร์ลที่มี “ความมีน” น้อยที่สุด ออกจะซื่อและจริงใจกว่าใครเพื่อน ไม่พูดหยาบ ไม่โวยวาย ไม่อิจฉาริษยา เธอแค่บ๊องๆ ตามประสาของเธอแบบนั้น

“แคเรนไม่เคยเผาใครในเบิร์นบุ๊คแน่นอน” อแมนด้าออกความเห็น “อาจจะแค่รู้เห็น แต่ไม่ได้ลงมือเขียนเอง เพราะเธอไม่เคยคิดร้ายกับใคร ไม่เคยมุ่งปองร้ายใคร เธอแค่เกาะติดกับกลุ่มเพื่อนที่ตัวเองรู้สึกสนิทใจก็เท่านั้น”

และจากตัวละครสาวไฮสคูลต๊องๆ นี่เองที่นำพาให้เส้นทางอาชีพของนักแสดงหญิงตาหวาน ยิ้มสวย เสียงใสคนนี้ยืนยาวไกล ได้พิสูจน์ฝีมือมานักต่อนักผ่านงานทุกรูปแบบ ดราม่า โรแมนติก มิวสิคัล แอ็คชั่น ทริลเลอร์ จนถึงหลักไมล์ล่าสุดที่ได้เข้าชิงออสการ์ผ่านบทบาทใน Mank (2020) แต่ไม่ว่ายังไง ภาพความเป็น แคเรน สมิธ ของเธอจะยังคงอมตะเสมอ

“ฉันอยากกลับไปเป็นแคเรนเหมือนกันนะ” เธอเผยความหวังเล็กๆ “พระเจ้า คนอะไรทึ่มก็ทึ่ม ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว เป็นบทที่เล่นสนุกมากจริงๆ”

- 3 ธันวาคม สุขสันต์วันเกิดครบ 36 ปี อแมนด้า ไซย์เฟร็ด

Daniel Radcliffe พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขาและ Robert Pattinson


เส้นทางชีวิตของ Daniel Radcliffe และ Robert Pattinson นั้นมีความคล้ายกันอยู่ไม่น้อยทีเดียวครับ โดยทั้งคู่แจ้งเกิดกับภาพยนตร์ที่สร้างจากวรรณกรรมชื่อดังเหมือนกันกับภาพยนตร์ชุด Harry Potter และ Twilight 

นอกจากนี้ทั้งคู่ยังเคยร่วมจอกันมาแล้วในภาพยนตร์ภาคที่ 4 ของ Harry Potter อย่าง Harry Potter And The Goblet Of Fire นั่นเองครับ

ล่าสุด Daniel Radcliffe ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับรายการ The Jonathan Ross Show ครับว่า แม้ว่าผู้คนจะคิดว่าทั้งเขาและ Robert Pattinson น่าจะสนิทกันเพราะเคยร่วมงานและมีเส้นทางชีวิตที่ใกล้เคียงกัน แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นแบบนั้นครับ

“ในตอนแรกเลยผมอยู่ในนิวยอร์กครับ ผมกำลังอยู่บนทางด่วนแล้วผมก็ดันไปเห็นป้ายโฆษณาป้ายหนึ่ง แล้วผมก็แบบ ‘อ้าว ผมรู้จักคนนี้นี่ !’ เอาตรงๆ คือผมไม่เคยรู้จักหนังสือเรื่อง Twilight เลยน่ะครับ ผมไม่ได้รับรู้ถึงความดังระดับปรากฏการณ์ของมัน ใช่ครับ มันแปลกมากๆ เรา 2 คนมีความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดสุดๆ เพราะมันเหมือนเราสื่อสารกันผ่านนักข่าวเท่านั้น เราไม่ได้เจอกันมานานแล้วครับ เพราะว่าทุกคนคิดว่าพวกเรา 2 คนน่าจะสนิทกัน แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นคนน่ารักมากนะตอนที่เราทำงานร่วมกัน”

หลังจากแจ้งเกิดในบทบาทระดับไอคอนอย่าง Harry Potter นักแสดงอย่าง Daniel Radcliffe ก็พยายามจะสลัดภาพพ่อมดน้อยด้วยการแสดงภาพยนตร์หลากหลายแนวครับ ไม่ว่าจะเป็น Victor Frankenstein , Swiss Army Man , Now You See Me 2 และ Guns Akimbo ครับ

ขณะที่ Robert Pattinson เองก็เช่นกันครับ โดยเขาฉีกบทบาทและภาพจำของตัวเองผ่านภาพยนตร์อย่าง The Lighthouse , Tenet , The Devil All the Time และล่าสุดกับการรับบทเป็นอัศวินรัตติกาลใน The Batman ครับ ถ้าวันหนึ่งทั้ง Daniel Radcliffe และ Robert Pattinson มีโอกาสได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง ในโปรเจ็คภาพยนตร์ที่หลุดโลกสักหนึ่งเรื่องก็น่าจะเป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อยครับ

เดอะร็อกคว้ารางวัลขวัญใจประชาชนชาวอเมริกาประจำปีนี้



Dwayne Johnson คว้ารางวัลนักแสดงชายแห่งปี 2021

เวทีประกาศรางวัล People's Choice Awards ประจำปี 2021 ได้ประกาศผลอย่างเป็นทางการแล้วครับ โดยนักแสดงหนุ่มแห่งยุคอย่าง Dwayne Johnson คว้ารางวัลใหญ่ประจำปีไปถึง 2 รางวัลครับซึ่งก็คือ รางวัลนักแสดงภาพยนตร์ชายแห่งปี 2021 และนักแสดงตลกแห่งปี 2021 จากผลงานที่ออกฉายในปีนี้ของเขาอย่าง Jungle Cruise และ Red Notice ครับ

นอกจากนี้ทั้ง Disney และ Marvel ก็กวาดรางวัลใหญ่ทั้งสาขาภาพยนตร์และซีรีส์ไปได้มากมาย รวมถึงรางวัลใหญ่อย่าง ภาพยนตร์แห่งปี 2021 และซีรีส์แห่งปี 2021 อีกด้วยครับ ไปติดตามผลของรางวัล People's Choice Awards ประจำปี 2021 ทั้งหมดได้เลยครับ

ภาพยนตร์แห่งปี 2021 : Black Widow

ภาพยนตร์ตลกแห่งปี 2021 : Free Guy

ภาพยนตร์แอ็คชั่นแห่งปี 2021 : Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings

ภาพยนตร์ดราม่าแห่งปี 2021 : Cruella

ภาพยนตร์ครอบครัวแห่งปี 2021 : Luca

นักแสดงภาพยนตร์ชายแห่งปี 2021 : Dwayne Johnson

นักแสดงภาพยนตร์หญิงแห่งปี 2021 : Scarlett Johansson

นักแสดงดราม่าแห่งปี 2021 : Kevin Hart

นักแสดงตลกแห่งปี 2021 : Dwayne Johnson

นักแสดงแอ็คชั่นแห่งปี 2021 : Simu Liu

ซีรีส์แห่งปี 2021 : Loki

ซีรีส์ดราม่าแห่งปี 2021 : Grey's Anatomy

ซีรีส์ตลกแห่งปี 2021 : Never Have I Ever

นักแสดงซีรีส์ชายแห่งปี 2021 : Tom Hiddleston

นักแสดงซีรีส์หญิงแห่งปี 2021 : Ellen Pompeo

นักแสดงซีรีส์ดราม่าแห่งปี 2021 : Chase Stokes

นักแสดงซีรีส์ตลกแห่งปี 2021 : Selena Gomez

ซีรีส์สุดแซ่บแห่งปี 2021 : Squid Game

คุณครูของ Adele


คุณครูของ Adele 

ในรายการ ‘An Audience with Adele’ ที่ออกอากาศใน UK เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่าน อเดลได้ถูก Emma Thompson ถามว่าในอดีตของเธอมีใครเป็นผู้สนับสนุน เป็นแรงบันดาลใจ หรือให้ความช่วยเหลือกับเธอในยามยากลำบากในชีวิต

อเดลตอบว่า “ฉันมีครูคนหนึ่งที่ Chestnut Grove (โรงเรียนมัธยมทางตอนใต้ของลอนดอน) ซึ่งสอนภาษาอังกฤษให้กับฉันค่ะ เธอชื่อ Miss McDonald... เธอทำให้ฉันหลงใหลในวรรณคดีอังกฤษ แบบว่า ฉันหมกมุ่นอยู่กับภาษาอังกฤษตลอดเลยค่ะ และแน่นอนว่าตอนนี้ฉันเขียนเพลง”

“เธอทั้งดูเจ๋ง และมีส่วมร่วมกับตัวฉันมากค่ะ ... เธอทำให้เรารู้สึกว่าเธอห่วงใยเราจริงๆ และเราก็รู้ว่าเธอห่วงใยเรา”

จากนั้นอเดลก็เรียกหาครูของเธอที่คนดูว่าครูมาไหม ปรากฎว่า ครูแมคโดนัลมาจริง และทั้งสองก็สวมกอดบนเวที และถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกัน เป็นภาพที่น่าประทับใจมาก

คุณครูแมคโดนัล คือผู้ร่วมสร้างอเดล ให้เป็นอเดลจนถึงทุกวันนี้ ❤️

และที่น่าประทับใจคือ อเดล ไม่ลืมคนที่เคยให้ความรู้แก่เธอ (ทั้งสองลาจากกันตั้งแต่อเดลอายุ 12 ปัจจุบันเธออายุ 33)

Keanu Reeves ตอบคำถามเกี่ยวกับข่าวลือของตัวเขากับ Marvel



Keanu Reeves ตอบคำถามเกี่ยวกับข่าวลือของตัวเขากับ Marvel

นับตั้งแต่กลับมาทวงแค้นให้หมาสุดที่รักใน John Wick นักแสดงวัย 57 ปีอย่าง Keanu Reeves ก็ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งครับ โดยเจ้าตัวมีผลงานตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ระทึกขวัญอย่าง Knock Knock , ภาพยนตร์โรแมนติคอย่าง Destination Wedding , ภาพยนตร์ไซไฟอย่าง Replicas และล่าสุดกับภาพยนตร์ภาคต่ออย่าง The Matrix Resurrections ครับ

ด้วยความโด่งดังของ Keanu Reeves จึงไม่แปลกครับที่เขาจะถูกเชื่อมโยงกับจักรวาลภาพยนตร์ฮีโร่ที่ใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง Marvel Cinematic Universe โดยล่าสุด Keanu Reeves ได้ไปออกรายการกับทาง Esquire ซึ่งเป็นรายการที่เขาต้องตอบคำถามจากชาวเน็ตทางบ้านครับ ซึ่งก็มีคำถามส่งเข้ามาว่าเขามีโอกาสที่จะร่วมแจมกับ MCU หรือไม่ และนี่คือคำตอบของ Keanu Reeves ครับ

“จักรวาล Marvel มันใหญ่กว่า ‘จักรวาล’ แล้วไม่ใช่เหรอ มันเหมือนมัลติเวิร์ส มันคือ Marvel-Verse แล้วล่ะ (หัวเราะ) มันจะเป็นเกียรติสำหรับผมมากๆ เลยล่ะครับ มีผู้กำกับภาพยนตร์ที่มหัศจรรย์และมากวิสัยทัศน์มากมาย และพวกเขาก็สร้างบางสิ่งที่ยังไม่เคยถูกทำมาก่อน มันพิเศษมากในมุมนั้นครับ โดยเฉพาะกับเรื่องสเกล , ความทะเยอทะยาน , งานสร้าง มันคงดีมากๆ ถ้าผมได้มีส่วนร่วมกับมันครับ”

เรียกได้ว่าตอบแบบไม่ปิดโอกาสกันเลยทีเดียวครับ และหากย้อนกลับไปในปี 2019 ประธานของ Marvel อย่าง Kevin Feige เคยออกปากเองครับว่า เจ้าตัวได้มีการพูดคุยกับ Keanu Reeves อยู่หลายครั้ง และจะพยายามหาวิธีที่ใช่ในการดึง Keanu Reeves เข้าสู่ MCU ให้ได้ ต้องมารอดูกันต่อไปครับว่า จอห์น วิค จะได้บุกจักรวาล MCU จริงๆ หรือไม่

จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ลือลั่นสนั่นเน็ตไปแล้ว


จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ลือลั่นสนั่นเน็ตไปแล้ว สำหรับข่าวการนัดเจอกันระหว่าง Taylor Swift กับดาราดังชาวเกาหลีใต้ Gong Yoo (กง ยู) ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่งในนิวยอร์ค เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งหลายคนคาดว่าอาจเป็นการมาพูดคุยเรื่องแสดงมิวสิควิดีโอ

โดยต้นตอข่าวลือนี้มาจาก บัญชีซุบซิบคนดัง Deuxmoi ที่โพสต์เรื่องราวลงใน Instagram เกี่ยวกับอีเมลที่ส่งต่อถึงพวกเขา บอกเล่าว่าพนักงานเสิร์ฟของร้านอาหารในนิวยอร์ค ได้เห็น Gong Yoo และ Taylor Swift มารับประทานอาหารกลางวันร่วมกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จากนั้นข่าวนี้ก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว แต่จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ คงต้องติดตาม เดี๋ยวผลงานออกมาก็คงได้รู้กัน

#อัพเดท: ต้นสังกัด Gong Yoo ออกมาปฏิเสธข่าวแล้วว่า ช่วงนี้เขาไม่ได้ไปอเมริกา แต่อย่างใด

Source: https://www.cosmo.ph/entertainment/gong-yoo-taylor-swift-meet-up-nyc-a254-20211125

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. True News เจาะลึกข่าวออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger