Latest Movie :

ADDS1

ADDS2

Recent Movies
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวเศรษฐกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวเศรษฐกิจ แสดงบทความทั้งหมด

ครม. ไฟเขียว ลดภาษีฯ น้ำมันผลิตไฟฟ้าเหลือศูนย์ นาน 6 เดือน ส่งผล “ค่าไฟ” ลด 1 – 1.5 บ./หน่วย



🚨 ครม. ไฟเขียว ลดภาษีฯ น้ำมันผลิตไฟฟ้าเหลือศูนย์ นาน 6 เดือน ส่งผล “ค่าไฟ” ลด 1 – 1.5 บ./หน่วย 

     ที่ประชุม ครม. (8 มี.ค. 65) อนุมัติการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล - น้ำมันเตาที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยให้จัดเก็บภาษีฯ ในอัตราศูนย์ จนถึงวันที่ 15 ก.ย. 65 (6 เดือน) เพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและบรรเทาภาระค่าไฟของประชาชน

     ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าจะลดลงประมาณ 1 – 1.5 บาทต่อหน่วย รวมถึงการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในภาคอุตสาหกรรมจะมีต้นทุนการผลิตที่ลดลงเช่นกันตามภาระค่าไฟที่ลดลง

ด่วน ธนาคารใหญ่สุด ในรัสเซีย ใกล้ล้มละลาย เลิกกิจการในยุโรป หุ้นตก -94% ในวันเดียว

 

ด่วน ธนาคารใหญ่สุด ในรัสเซีย ใกล้ล้มละลาย เลิกกิจการในยุโรป หุ้นตก -94% ในวันเดียว

เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา Sberbank ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ได้มีการประกาศเลิกกิจการในยุโรป

โดย Sberbank ระบุว่าธนาคารกำลังถูกชาวยุโรปแห่เข้ามาถอนเงินกันเป็นจำนวนมาก รวมถึงปัญหาความปลอดภัยของพนักงานของธนาคารในต่างประเทศ จากความกังวลเรื่องสงครามยูเครนกับรัสเซีย

ประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ธนาคารกลางแห่งสหภาพยุโรป ได้ออกมาเตือนว่า Sberbank มีแววที่จะล้มละลายในไม่ช้า ในเวลาต่อมาก็ได้มีการสั่งปิดสาขาของธนาคารในยุโรป และสั่งระงับการทำธุรกรรมกับ Sberbank แล้ว

เรื่องดังกล่าว ส่งผลให้วันนี้ หุ้นของ Sberbank ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีมูลค่าลดลงจากเมื่อวานนี้ -94% หรือ -99% เมื่อเทียบกับตอนต้นปี 

ในอีกความหมายก็คือ บริษัทแห่งนี้ แทบจะไม่เหลือมูลค่าอะไรแล้ว..

Reference

-https://www.reuters.com/business/finance/russias-sberbank-leave-european-market-face-cash-outflows-2022-03-02/


ปตท.โชว์กำไรแจกปันผลพร้อมส่งเงินเข้ารัฐ 8.2 หมื่นล้าน

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการปตท.อนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2564 เป็นเงิน 2.0 บาทต่อหุ้น รวมทั้งสิ้น 57,126 ล้านบาท จากผลประกอบการที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัว

รวมถึงความสามารถในการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจและการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ในปี 2564 กลุ่ม ปตท. ส่งเงินเข้ารัฐกว่า 82,500 ล้านบาท นอกเหนือจากงบประมาณกิจการเพื่อสังคม ปตท. ในปีที่ผ่านมา อีกกว่า 1,646 ล้านบาท

ด้านผลการดำเนินงาน ปตท. และบริษัทย่อยปี 2564 ซึ่งเป็นผลการดำเนินงานที่รวมจากบริษัทในเครือทั้งในและต่างประเทศกว่า 400 แห่ง (ถือหุ้นทางตรง 34 แห่ง และถือหุ้นทางอ้อม 404 แห่ง) มีกำไรสุทธิจำนวน 108,363 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5% ของยอดขาย โดยหลักจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น จากความต้องการที่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก รวมถึงการขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ปี 2563 ได้รับผลกระทบจากทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสงครามราคาน้ำมันระหว่างรัสเซียและซาอุดิอาระเบีย ทั้งนี้ สัดส่วนกำไร 31% มาจากการดำเนินธุรกิจของ ปตท. และ 69% มาจากผลตอบแทนการลงทุนในบริษัทในกลุ่ม ปตท. ซึ่งดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยหากแบ่งตามประเภทธุรกิจ มีสัดส่วนมาจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของ ปตท. 31% ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 24% ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น 21% ธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน และบริษัทย่อยอื่นๆ 16% สำหรับกลุ่มธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกมีสัดส่วนเพียง 8% โดยกลุ่มธุรกิจน้ำมันมีกำไรจากการดำเนินงานต่อยอดขายน้ำมันเพียง 2%

นอกจากนั้น ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลุ่มปตท. ยังช่วยบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนโดยชะลอการปรับราคาขายปลีกน้ำมันถึง แม้ว่าต้นทุนราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้น โดยได้ขยายระยะเวลาการคงราคาขายปลีกก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV)ที่ 15.59 บาท/กิโลกรัม และราคาขายปลีก NGV ในโครงการ “เอ็นจีวี เพื่อลมหายใจเดียวกัน” สำหรับ ผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถแท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลที่เคยรับสิทธิ์ผ่านเว็บเอ็นจีวีเพื่อลมหายใจเดียวกันที่ 13.62 บาทต่อกิโลกรัม จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2565

ปตท. ยังสนับสนุนส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม (LPG) แก่ผู้มีรายได้น้อย กลุ่มร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหาร ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวนเงิน 100 บาท/คน/เดือน ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2565

ปตท.ยังสานต่อโครงการลมหายใจเดียวกัน สนับสนุนระบบสาธารณสุขไทยช่วงสถานการณ์โควิด-19 ร่วมจัดตั้งหน่วยวัคซีนเคลื่อนที่เชิงรุก จนถึงหน่วยคัดกรองโควิด-19 และโรงพยาบาลสนามครบวงจรรวมประมาณ 1,900 ล้านบาท และยังดำเนินกิจการเพื่อสังคมในทุกมิติต่อเนื่อง

“ปตท. ในฐานะรัฐวิสาหกิจ โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ยังคงขับเคลื่อนองค์กรในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานของชาติ สร้างความแข็งแกร่ง และเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจภายใต้ความท้าทายที่เกิดขึ้น เพื่อผลตอบแทนกลับคืนสู่เศรษฐกิจและสังคมไทยต่อไป”นายอรรถพลกล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4 ปี 2564 ปตท.และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 27,544 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,891 ล้านบาท หรือ 16.5% จากไตรมาส 3 ปี 64 ที่มี 23,653 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 14,397 ล้านบาทหรือมากกว่า 100.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 13,147 ล้านบาท ตาม EBITDA ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ลดลง 4,412 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง 3,672 ล้านบาทและที่มีภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 11,306 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบทั้งปี 2564 กับปี 2563 พบว่า ปี 2564 ปตท.และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 108,363 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70,597 ล้านบาทหรือมากกว่า 100.0% จากในปี 2563 ที่มี 37,766 ล้านบาท ตาม EBITDA ที่เพิ่มขึ้น แม้ปี 2564 มีผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพิ่มขึ้น 34,224 ล้านบาทและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น 15,739 ล้านบาทรวมถึงภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 42,424 ล้านบาท

อีกทั้งปี 2564 มีการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำสุทธิภาษีตามสัดส่วนของปตท.ขาดทุน 6,945 ล้านบาท โดยหลักจากการรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ สุทธิภาษีของกลุ่ม ปตท. 9,000 ล้านบาท จาก PTTEP ปตท. และ GC ดังกล่าวข้างต้น รวมถึงมีรับรู้การตัดจำหน่ายสินทรัพย์บางส่วนในโครงการสำรวจปิโตรเลียมในประเทศบราซิล 2,900 ล้านบาทของ PTTEP

นอกจากนั้น มีการรับรู้ค่าใช้จ่าย Take or Pay ประมาณ 2,700 ล้านบาทของปตท. สุทธิกับการรับรู้กำไรจากการซื้อธุรกิจในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมของโครงการโอมาน แปลง 61ของ PTTEP 7,000 ล้านบาทและมีส่วนลดจากปริมาณที่ผู้ผลิตส่งได้ไม่ถึงปริมาณตามสัญญา (Shortfall)ของ ปตท. 1,700 ล้านบาท

รวมถึงมีการรับรู้กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในธุรกิจท่อส่งก๊าซฯในอียิปต์ ของ PTTER 1,400 ล้านบาท ขณะที่ปี 2563 มีการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำสุทธิ ภาษีตามสัดส่วนปตท.ขาดทุน 9,478 ล้านบาท โดยหลักจากการรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ของกลุ่มปตท.สุทธิภาษี 9,000 ล้านบาทเช่นกัน โดยหลักจากเหมืองถ่านหินของ PTTGM และโครงการสำรวจและผลิตของ PTTEP

สำหรับสถานะการเงินของปตท.และบริษัทย่อย ณ 31 ธันวาคม 2564 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 3,078,019 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 533,836 ล้านบาทหรือ 21% จาก 31ธันวาคม 2563 ที่มีสินทรัพย์รวม 2,544,183 ล้านบาท สาเหตุหลักจากสินทรัพยไม่มีตัวตนอื่น และค่าความนิยมเพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อบริษัท Allnex Holding GmbH (Allnex) ของ GC

รวมถึงที่ดิน อาคารและอุปกรณ์เพิ่มขึ้นโดยหลักจากการเข้าซื้อธุรกิจในโครงการโอมาน แปลง 61 ของ PTTEP ประกอบกับลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้นตามราคาผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้นและเงินลงทุนระยะยาวที่เพิ่มขึ้น โดยหลักจากการลงทุนใน PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) ของ TOP และ Avaada ของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC)

ขณะที่มีหนี้สินรวมทั้งสิ้น 1,605,079 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 346,741 ล้านบาท หรือ 27.6% จากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาว 154,322 ล้านบาท โดยหลักจากเงินกู้ยืมระยะยาวและการออกหุ้นกู้ของ GC ปตท.และ TOP ประกอบกับเจ้าหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยด้านราคา

นอกจากนั้น ณ 31 ธันวาคม 2564 มีส่วนของผู้ถือหุ้น 1,472,940 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 187,095 ล้านบาท หรือ 14.6%โดยหลักจากกำไรสุทธิของปตท.และบริษัทย่อยปี 2564 ที่เพิ่มขึ้น และจากการเพิ่มทุนของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) สุทธิด้วยการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการครึ่งหลังของปี 2563และผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2564

cr ฐานเศรษฐกิจ

Nissan เริ่มบอกลาวงการน้ำมัน จะเลิกผลิตรถยนต์สันดาปรุ่นใหม่แทบทั้งหมด

#Update Nissan เริ่มบอกลาวงการน้ำมัน

จะเลิกผลิตรถยนต์สันดาปรุ่นใหม่แทบทั้งหมด

และแล้ว Nissan ก็ประกาศยุติการผลิตและพัฒนารถยนต์ใช้น้ำมันรุ่นใหม่ในตลาดทั้งหมด มุ่งหน้าสู่กระแสโลกแห่งอนาคต ทุ่มเทให้กับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่

ข่าวนี้ส่งผลให้ Nissan ขึ้นแท่นเป็นแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นรายใหญ่ที่ออกมาประกาศหยุดพัฒนารถยนต์สันดาปรุ่นเก่า เลิกผลิตรถยนต์สันดาปรุ่นใหม่ โดยจะเริ่มในตลาดจีนและญี่ปุ่นเป็นที่แรก ส่วนไลน์การผลิตรถยนต์ไฮบริดยังจะคงดำเนินต่อไป

อันที่จริง ถ้าเราเทียบกับแนวทางของค่ายใหญ่อย่างเช่น Toyota จะพบว่า มีความแตกต่างอยู่ไม่น้อย เพราะมากสุดเท่าที่ Toyota ทำตอนนี้ คือการประกาศเดินหน้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แต่ไม่ได้ประกาศยุติไลน์การผลิตรถยนต์ใช้น้ำมันแต่อย่างใด หรืออย่าง Honda ที่ประกาศปิดโรงงานแม่ในญี่ปุ่น เดินหน้าสู่รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น แต่ก็จะผลิตรถยนต์ใช้น้ำมันต่อไป

ส่วนในระดับโลก รายใหญ่ที่ประกาศยุติการผลิตและพัฒนารถยนต์ใช้น้ำมันรุ่นใหม่ๆ ก็ไม่ใช่ค่ายสัญชาติญี่ปุ่น เท่าที่เห็นอย่างชัดเจนในปัจจุบันคือ General Motors และ Ford ค่ายรถยนต์สัญชาติอเมริกัน

สำหรับ Nissan การเดินหน้าไปสู่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเป็นแนวทางที่เห็นมาสักพักแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Nissan LEAF ที่เป็นความพยายามของทางค่ายที่ผลักดัน จนขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในตลาดโลก

แต่ถึงที่สุดแล้ว แนวทางในการยุติการพัฒนารถยนต์ใช้น้ำมันของ Nissan ส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากแรงกดดันทางกฎหมาย โดยเฉพาะในยุโรป ที่ในปีหน้า 2025 จะออกมาตรฐานมลพิษยูโร 7 (Euro 7 emissions standards) ซึ่งจะเข้มงวดกับวงการยานยนต์อย่างจริงจัง พร้อมทั้งส่งเสริมให้ปรับเป็นยานยนต์พลังงานสะอาดทั้งหมด

[ แต่ Nissan จะเหลือการผลิตและพัฒนารถยนต์สันดาปไว้หนึ่งตลาดคือ สหรัฐอเมริกา ]

จากรายงานของ Nikkei Asia ระบุเพิ่มเติมว่า แม้ Nissan จะประกาศชัดเจนว่า ยุติการผลิตรถยนต์ใช้น้ำมันรุ่นใหม่แทบทั้งหมด เหลือไว้แค่พัฒนารุ่นเดิม (ในสหรัฐอเมริกา) และเดินหน้าสู่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก

แต่สุดท้ายแล้ว ในตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ยังคงเป็นข้อจำกัด เพราะลูกค้าจำนวนหนึ่งยังคงใช้รถกระบะกันเป็นจำนวนมาก ทางบริษัทจึงจำเป็นต้องผลิตรถยนต์สันดาปในตลาดสหรัฐอเมริกาต่อไป เพราะยังมีความต้องการอยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางของบริษัท ที่มุ่งหน้าสู่พลังงานสะอาด Nissan ชี้แจงว่า แม้จะมีรถยนต์ใช้น้ำมันของทางแบรนด์วิ่งอยู่บนถนนในบางรุ่น แต่หลังจากนี้จะพัฒนา ออกแบบ และปรับปรุงระบบเครื่องยนต์ให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะแม้จะเปลี่ยนแปลงแนวทางในการผลิตครั้งใหญ่ แต่โรงงานผลิตจะคงอยู่ต่อไป และไม่มีการปลดพนักงานในกรณีนี้แต่อย่างใด

ที่มา

https://asia.nikkei.com/Business/Automobiles/Nissan-to-end-most-development-of-new-gasoline-engines

https://globalnews.ca/news/8600290/nissan-gas-engines-development/

https://www.reuters.com/business/autos-transportation/nissan-stop-most-development-new-gasoline-engines-nikkei-2022-02-07/

ปักหมุดเตรียมก่อสร้างสายสีม่วงใต้!

ปักหมุดเตรียมก่อสร้างสายสีม่วงใต้!

ตอนนี้ก็รู้ผลกันแล้วนะครับว่าสายสีม่วงใต้ใครจะได้บริษัทอะไรบ้างสร้างในช่วงไหนบ้าง โดยเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2565 ที่ผ่านมา ทาง รฟม. หรือการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้เปิดเผยผลการประกวดราคาจ้างการก่อสร้างดังนี้

สัญญาที่ 1 ช่วงเตาปูน – หอสมุดแห่งชาติ ได้ผู้เสนอราคาต่ำสุดคือ CKST-PL JOINT VENTURE (บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน))

สัญญาที่ 2 ช่วงหอสมุดแห่งชาติ – ผ่านฟ้า ได้ผู้เสนอราคาต่ำสุดคือ CKST-PL JOINT VENTURE (บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน))

สัญญาที่ 3 ช่วงผ่านฟ้า – สะพานพุทธ ได้ผู้เสนอราคาต่ำสุดคือ ITD - NWR MRT JOINT VENTURE (บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จํากัด (มหาชน) และ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน))

สัญญาที่ 4 ช่วงสะพานพุทธ – ดาวคะนอง ได้ผู้เสนอราคาต่ำสุดคือ ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จํากัด (มหาชน)

สัญญาที่ 5 ช่วงดาวคะนอง – ครุใน อาคาร Stapling Yard และอาคาร Park & Ride ได้ผู้เสนอราคาต่ำสุดคือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จํากัด (มหาชน)

สัญญาที่ 6 งานออกแบบและก่อสร้างระบบรางตลอดแนวเส้นทางโครงการ ได้ผู้เสนอราคาต่ำสุดคือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จํากัด (มหาชน)

ซึ่งคาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาก่อสร้างได้ภายในเดือนมีนาคม 2565 นี้และจะทำการก่อสร้างไปจนถึงเปิดให้บริการได้ภายในปี 2570

รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการประมูลก่อสร้าง คาดว่าปีนี้ก็จะได้เริ่มเข้าพื้นที่ก่อสร้าง

รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการประมูลก่อสร้าง คาดว่าปีนี้ก็จะได้เริ่มเข้าพื้นที่ก่อสร้างแล้วฮะ คาดว่าจะเสร็จประมาณปี 2570

ที่จะกระทบหนักๆ ก็คือเรื่องของการจราจร ใครที่ผ่าน หรือมีบ้านอยู่บนถนนหรือย่านเหล่านี้ก็เตรียมตัวกันไว้ได้เลย

ถนนสามเสน

- เกียกกาย

- บางกระบือ

- ศรีย่าน

- วชิระ

- เทเวศร์

- บางขุนพรหม

- บางลำพู

ถนนพระสุเมรุ

- วัดบวรนิเวศ

- สะพานวันชาติ

- ผ่านฟ้า

ถนนมหาไชย

- ป้อมมหากาฬ

- ร้านเจ้ไฝ-ทิพย์สมัยผัดไทยประตูผี

- สวนรมณีนาถ

- แยกสามยอด (MRT สถานีสามยอด)

- เมก้าสะพานเหล็ก

ถนนจักรเพชร

- อินเดียเอ็มโพเรียม

- การไฟฟ้าวัดเลียบ

💧

ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพระปกเกล้า

💧

ถนนประชาธิปก

- โรงเรียนศึกษานารี

- แยกบ้านแขก

- วงเวียนใหญ่

ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน

- แยกตากสิน

- รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า

- แยกมไหสวรรย์

- บิ๊กซีดาวคะนอง (จุดเปลี่ยนจากทางวิ่งใต้ดินขึ้นมาเป็นทางยกระดับ คล้ายๆ สายสีส้มตรงสัมมากร)

- แยกดาวคะนอง

ถนนสุขสวัสดิ์

- บางปะแก้ว

- แยกพระราม 2

- บางปะกอก

- แยกประชาอุทิศ (กิโลเก้า)

- สามแยกพระประแดง

เตรียมวางแผนการเดินทางได้เลยครับ ☄️

สรุปข่าวน้ำมันรั่วที่ระยอง

สรุปข่าว น้ำมันรั่วที่ระยอง

1- ราว ๆ 3 ทุ่มของคืนวันที่ 25 มกราคม 2565 น้ำมันของบริษัท สตาร์ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เกิดรั่วไหลออกจากบริเวณทุ่นผูกเรือน้ำลึกกลางทะเล ซึ่งเป็นจุดขนถ่ายน้ำมัน ตั้งอยู่ที่มาบตาพุด จ.ระยอง ห่างจากชายฝั่งประมาณ 17 กม.

2- คาดว่าน้ำมันรั่วจากท่อที่ใช้โหลดน้ำมันจากเรือ ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถปิดวาวล์หยุดการรั่วไหลของน้ำมันได้สำเร็จ บริษัทอ้างว่าการรั่วไหลไม่ได้เกิดจากการถ่ายโอนน้ำมัน แต่เกิดจากท่อชำรุดเพราะมีเพรียงเกาะจนเกิดการกัดกร่อน

3- สำหรับปริมาณน้ำมันที่รั่ว ตอนแรกบริษัทแจ้งกรมควบคุมมลพิษว่า 4 แสนลิตร ต่อมาผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมฯ ระบุว่า 1.6 แสนลิตร ต่อมา รมว.อุตสาหกรรมแจ้งว่าประดาน้ำลงไปสำรวจพบว่าจริง ๆ แล้ว 6 หมื่นลิตร และล่าสุด รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันยอดใหม่หลังตรวจสอบแล้วว่าอยู่ที่ 2 หมื่นลิตร

4- ทางบริษัทฯ และหน่วยงานทั้งภาครัฐ-ภาคประชาชนพยายามช่วยกันเก็บกู้คราบน้ำมันและควบคุมให้อยู่ในวงจำกัด เช่น ใช้เฮลิคอปเตอร์และเรือพ่นน้ำยาขจัดคราบน้ำมัน เพื่อให้สลายตัวจมลงใต้ทะเล และวางทุ่นดักน้ำมัน (บีชบูม) เพื่อสกัดกั้นคราบน้ำมันไม่ให้ลอยขึ้นฝั่ง

5- จากภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อวันที่ 27 มกราคม พบคราบน้ำมันลอยแผ่เป็นบริเวณกว้างกินพื้นที่ 47 ตร.กม. หรือกว่า 9 เท่าของเกาะเสม็ด อยู่ห่างจากเกาะเสม็ดประมาณ 12 กม.

6- มีการคาดการณ์ว่า คราบน้ำมันอาจลอยไปขึ้นฝั่งที่หาดแม่รำพึง จึงนำบีชบูมมาวางที่หาดเพื่อรอดักจับคราบน้ำมัน

7- ค่ำวันที่ 28 มกราคม คราบน้ำมันลอยไปเกยหาดแม่รำพึง กินพื้นที่ประมาณ 3-5 กม. ทำให้ทรายและน้ำทะเลบางส่วนกลายเป็นสีดำ กลิ่นน้ำมันลอยฟุ้งทั่วหาด บางแห่งคราบน้ำมันจับตัวหนาเหมือนก้อนช็อกโกแลต ปูเปื้อนคราบน้ำมันทั้งตัวจนขาดอากาศหายใจ เบื้องต้นแก้ปัญหาด้วยการใช้แผ่นดูดซับน้ำมัน

8- ผู้ว่าฯ สั่งปิดหาดแม่รำพึง เตรียมประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำ และห้ามชาวประมงออกเรือ ทำเอาผู้ประกอบการชายหาดแทบร้องไห้ ในขณะที่นักท่องเที่ยวก็เริ่มยกเลิกการจองห้องพักที่เกาะเสม็ดเพราะกลัวจะได้รับผลกระทบ

9- ผู้ว่าฯ ยอมรับว่ายังไม่สามารถควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของคราบน้ำมันได้ เจ้าหน้าที่กำลังพยายามป้องกันไม่ให้ขึ้นเกาะเสม็ดและเขาแหลมหญ้า ซึ่งเป็นแหล่งปะการังและมีหญ้าทะเลจำนวนมาก

10- หลายฝ่ายเป็นห่วงว่านี่จะสร้างผลกระทบครั้งใหญ่ให้กับระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ทะเลเกิดการปนเปื้อน สิ่งมีชีวิตใต้น้ำและปะการังถูกทำลาย นกทะเลได้รับผลกระทบ

11- บีบีซีรายงานว่า กรมเจ้าท่าได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนแล้ว เพื่อให้บริษัทดังกล่าวรับผิดชอบชดใช้ความเสียหายในทุกมิติ

12- ล่าสุดมีคนพบโลมาและเต่ากระขนาดประมาณ 1 เมตรตาย คาดว่าอาจเกิดจากคราบน้ำมันหรือสารเคมีที่พ่นกำจัดคราบน้ำมัน จึงรีบแจ้งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

** อัปเดตเพิ่มเติมนะคะ สัตวแพทย์ได้ผ่าพิสูจน์ซากเต่าและโลมาแล้ว พบว่าโลมาตายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 7 วัน ส่วนเต่าพบว่าป่วยเรื้อรังและตายมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 วัน ทั้งสองซากไม่พบคราบน้ำมันทั้งภายในและภายนอก 

 ————— 

 ⚫️ คำถามจากสังคมและนักสิ่งแวดล้อม

13- ข้อมูลการรั่วไหลของน้ำมันสับสนไม่ชัดเจน ทั้งชนิดและปริมาณ เช่น ตอนแรกมีข่าวว่าน้ำมันดิบ ต่อมากลายเป็นน้ำมันเบา ทำให้ประชาชนข้องใจ หากได้ตัวเลขและชนิดที่ถูกต้องก็จะประเมินความเสียหายและผลกระทบได้

14- การใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมันไม่ได้ทำให้น้ำมันหายไป แต่เพื่อให้น้ำมันจมลงใต้ทะเล กว่าจะสลายตัวก็ใช้เวลานาน ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลอยู่ดี

15- ทุกวันนี้การขนถ่ายน้ำมันของธุรกิจประเภทนี้เป็นไปตามมาตรฐานสากลหรือไม่ การลงทุนด้านความปลอดภัยเป็นอย่างไร และมีนักสิ่งแวดล้อมเสนอว่าเรือควรจะต้องเทียบท่าชายฝั่งก่อนจึงค่อยถ่ายโอนน้ำมัน ไม่ใช่ถ่ายโอนน้ำมันกลางทะเลจากเรือสู่ท่อ

16- เมื่อปี 2556 เคยเกิดน้ำมันรั่ว 5 หมื่นลิตรพัดขึ้นเกาะเสม็ดมาแล้ว สร้างความเสียหายอย่างมาก และจากข้อมูลที่สื่อนำมาเผยแพร่พบว่าเหตุน้ำมันรั่วเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แสดงว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยนำสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียน เพื่อออกมาตรการควบคุมหรือหาทางแก้เลย

—————

◾️ แนะนำบทความน่าอ่านเกี่ยวกับเรื่องนี้

“สาวไส้ต้นเหตุน้ำมันรั่วลงทะเล

จากวิกฤติปี 56 ผ่านไปกว่า 10 ปียังเหมือนเดิม”

รวบรวม/เรียบเรียงจาก: ไทยรัฐ, บีบีซี, ประชาชาติธุรกิจ, PPTV

GWM เปิดตัว All New HAVAL JOLION Hybrid SUV คันแรกของโลก


จอมยุทธ์ ปะทะ ซามูไร! เจาะตลาด B-SUV เมื่อแบรนด์จีน MG และ Haval ขอตีค่ายญี่ปุ่นให้แตกพ่าย
ในที่สุดตลาด B-SUV หรือรถ SUV ขนาดเล็ก จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะเมื่อต้นสัปดาห์ Honda เพิ่งเปิดตัว Honda HR-V โฉมใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ Hybrid ทุกรุ่นย่อย

จากนั้นไม่กี่วัน Great Wall Motor เปิดตัว Haval Jolion แถมมากับเครื่องยนต์ Hybrid เหมือนกัน  เรียกว่าชิงดำกันสุด ๆ เพราะทั้งคู่เผยโฉมรถยนต์รุ่นใหม่กันก่อน และต่างไม่บอกราคาอย่างเป็นทางการ นี่ยังไม่นับ Toyota, Mazda, Nissan และ Subaru ที่ยังลุยตลาดนี้ต่อเนื่อง กลายเป็นศึกระหว่างแบรนด์จีน และญี่ปุ่น ที่น่าจะสู้กันมันที่สุดเมื่อเทียบกับรถยนต์กลุ่มอื่น ๆ

ผลจะออกมาเป็นอย่างไรลองมาวิเคราะห์ไปด้วยกัน

1) B-SUV ที่ทุกค่ายหันมาจับตลาด B-SUV กลายเป็นกลุ่มรถยนต์ที่ทุกค่ายหันมาจริงจังในการทำตลาด เพราะเดี๋ยวนี้คนไทยซื้อรถคันหนึ่งต้องเอาให้คุ้ม นั่งสบาย ประหยัดน้ำมัน ขนาดไม่ใหญ่เกินไป อยู่บนถนนแล้วดูดี คือปัจจัยในการตัดสินใจซื้อ

เมื่อรวมปัจจัยทั้งหมด B-SUV จึงค่อนข้างตอบโจทย์ ผ่านราคาราว ๆ 1 ล้านบาท นั่ง 5 คนยังพอสบาย แถมด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่มากจึงขับขี่ในเมืองสะดวก และประหยัดน้ำมัน ที่สำคัญคือออกแบบเท่ ๆ ถูกใจวัยรุ่น คนเริ่มทำงาน และคนที่พึ่งมีครอบครัว

6-7 ปีก่อน ตลาดนี้ถูกครองโดยแบรนด์ญี่ปุ่นเบ็ดเสร็จ มี Honda HR-V ผู้นำ ตามมาด้วย Mazda CX-3 อาจมี Nissan Juke แซม ๆ มาบ้าง และช่วงหลังเริ่มมี Toyota C-HR เข้ามาแย่งส่วนแบ่ง

แต่พอเข้าปลายปี 2017 เกิดการเขย่าตลาดครั้งใหญ่ด้วยการมาถึงของ MG กับรุ่น MG ZS ที่มากับราคาเริ่มต้น 6.79 แสนบาท

แม้จะติดเรื่องปัญหาความเชื่อมั่น แต่ราคาขนาดนี้ก็ดึงดูดลูกค้าที่อยากครอบครอง B-SUV ไปได้มาก ดัน MG ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง B-SUV ได้หลายช่วงเวลา

จนการมาของแบรนด์เจ้าตลาด กับรุ่น Toyota Corolla Cross ที่เอาจริงทั้งเรื่องการตลาด และสเปก ทำให้เฉือน MG ZS ขึ้นเป็น B-SUV รุ่นที่มียอดขายอันดับ 1 ในปี 2020 และครองตำแหน่งนี้ไว้ในปี 2021 เช่นกัน

2) Honda กลับมา แต่ GWM ก็มาด้วย

หลังปล่อยให้แบรนด์จีน และ Toyota สนุกสนานกับการขาย B-SUV วันที่ 5 พ.ย. 2021 Honda ขอกลับมาทวงตำแหน่งผู้นำด้วย Honda HR-V e:HEV โฉมใหม่ในรอบกว่า 7 ปี

e:HEV ไม่ใช่ศัพท์เทคนิคอะไรมาก เพราะมันคือเทคโนโลยีเครื่องยนต์ Hybrid เหมือนที่ Honda ใช้ในรุ่นต่าง ๆ

ที่น่าสนใจคือ HR-V มาพร้อมเครื่อง Hybrid ทุกรุ่นย่อย ส่วนราคาทางการยังไม่เปิดเผย มีแค่ข้อมูลว่าเริ่มต้นต่ำกว่า 9.90 แสนบาท และตัวท็อปต่ำกว่า 1.2 ล้านบาท มี 3 รุ่นย่อย เปิดให้จองแล้ว

งานนี้ต้องรอเปิดราคาวันที่ 19 พ.ย. 2021 ว่ากระแสจะออกมาดีหรือไม่

แต่วันที่ 10 พ.ย. 2021 Great Wall Motor ค่ายรถจากจีนน้องใหม่ในตลาดไทย ก็เปิดตัว Haval Jolion รถ B-SUV ที่จะมาต่อยอดความสำเร็จของรุ่นพี่ Haval H6

Haval Jolion มากับเครื่องยนต์ Hybrid เหมือนกัน ส่วนราคา และวันวางจำหน่ายยังไม่เปิดเผย  ส่วนตัวเชื่อว่าศึกนี้สนุกแน่ เพราะ B-SUV ในตลาดที่ใช้เครื่อง Hybrid จะมีให้เลือกหลายรุ่น  ไล่ตั้งแต่ Toyota Corolla Cross กับ C-HR, Honda HR-V, Nissan Kicks และล่าสุด Haval Jolion

ส่วนถ้านับรวม B-SUV ในตลาดจะมีให้เลือกซื้อเกือบ 10 รุ่น ตามความต้องการ และกำลังทรัพย์ของแต่ละคน

3) ศึกหนักระหว่างจอมยุทธ์ กับซามูไร

เมื่อเทียบกับรถยนต์กลุ่มอื่น ๆ B-SUV ถือเป็นตลาดที่แบรนด์จีน กับญี่ปุ่นน่าจะแข่งขันกันดุเดือดที่สุด  ราวกับการปะทะกันของจอมยุทธ์ กับซามูไร

ฝั่งจีน MG ZS และ Haval Jolion มาพร้อมกระบวนท่าที่หลากหลาย เปรียบได้กับสเปกที่ใส่มาแบบจัดเต็มไม่มีกั๊ก แถมมีหมัดตายอย่าง ราคา ที่สู้กับแบรนด์ญี่ปุ่นได้แน่ ๆ

ส่วนญี่ปุ่นที่นำโดย Toyota, Honda และ Mazda อาจมากับความนิ่งสงบแบบซามูไร มั่นใจว่าดาบตัวเองคมอยู่แล้ว ฟันอะไรก็ขาด

แต่จากความคิดนี้ แบรนด์ญี่ปุ่นก็สูญเสียส่วนแบ่งในตลาด B-SUV ให้กับแบรนด์จีนไปเยอะพอสมควร แถมก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ MG เจ้าเดียว

หลังจากสิ้นปี 2021 เป็นต้นไป จะมีแบรนด์จีนถึง 2 เจ้า คนที่เหนื่อยน่าจะเป็นแบรนด์รอง ๆ ในตลาด B-SUV ถ้าแบรนด์จีนแก้ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นได้  ความมั่นใจในคมดาบคงซามูไรคงไม่มีอีกแล้ว  และน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของค่ายญี่ปุ่นแน่นอน

ปตท.จับมือ 'โฮซอน' ค่ายรถจีน เล็งจำหน่าย EV พวงมาลัยขวา Neta V ขยายธุรกิจยานยนไฟฟ้าแบบครบวงจร


ปตท. จับมือ Hozon ค่ายรถ EV จากจีน ขยายตลาดยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรในไทย

ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อศึกษาความเป็นไปได้สำหรับโอกาสทางธุรกิจและการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย ในรูปแบบเสมือนจริง (Virtual Strategic Co-Operation MOU Signing Ceremony) ระหว่าง บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้น 100% สำหรับดำเนินธุรกิจในด้าน EV Value Chain และ บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ ออโต้โมบิล จำกัด (Hozon New Energy Automobile Co., Ltd; Hozon) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน

โดยมีนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และนายจาง หย่ง ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โฮซอน (Mr. Zhang Yong, Co-Founder and Chief Executive Officer of Hozon) และนายบุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ ปตท. ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี พร้อมด้วยนายนพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน ปตท. และนายเฉิน เอี้ยวกวง ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน โฮซอน (Mr. Chen Yaoguang, Co-Founder and Chief Investment Officer of Hozon)

ร่วมลงนาม ความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายโอกาสทางธุรกิจ EV แบบครบวงจร อาทิ ให้บริการเช่า หรือ จัดจำหน่าย EV พวงมาลัยขวารุ่นแรกของแบรนด์ Neta V ผลิตโดย Hozon และบริการหลังการขายที่เกี่ยวข้องผ่าน EVme ดิจิทัลแพลตฟอร์มของ ARUN PLUS รวมถึงความเป็นไปได้ในการขยายฐานการผลิต EV มายังประเทศไทย ผ่านบริษัทร่วมทุนระหว่าง ARUN PLUS กับ บริษัท หงไห่ พริซิชั่น อินดัสทรี จำกัด หรือ ฟ็อกซ์คอนน์ (Foxconn) เป็นต้น เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ ส่งเสริมภาคการผลิตและเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมดันไทยสู่สังคม Low Carbon และการเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตเต็มรูปแบบ



ชวนไขข้อสงสัย "ทำไมน้ำมันแพง" ไม่ใช่แค่เมืองไทย แต่เป็นทั่วโลก


ทำไมน้ำมันถึงแพง เรื่องนี้มีสาเหตุภายในจากหลายปัจจัย เช่น 
1.เก็บภาษีมากเกินไป 
2.เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ได้ถูกใช้เพื่อลดราคาน้ำมัน 
3.การสนับสนุนไบโอดีเซลที่มีราคาแพง

👉 ภาษี - แหล่งรายได้หลักของรัฐบาล

ในราคาน้ำมัน 1 ลิตร ประชาชนต้องแบกรับภาษีชนิดต่างๆ 30-40% ของราคาน้ำมัน

ภาษีที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันมากที่สุดคือ ภาษีสรรพสามิต โดยเก็บจากน้ำมัน Gasohal 95 ลิตรละ 5.85 บาท (เบนซินไร้สารตะกั่ว ลิตรละ 6.50 บาท) และเก็บจากน้ำมันดีเซล ลิตรละ 5.80 บาท ซึ่งในแต่ละปีภาษีสรรพสามิตจากน้ำมันเชื้อเพลิงที่จัดเก็บได้มีประมาณ 2.3 แสนล้านบาท เป็นรายได้จากภาษีอันดับ 4 รองจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ,ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คิดเป็น 9% ของรายได้จากการจัดเก็บภาษีทั้งหมดของประเทศ

สาเหตุนี้เอง อาจทำให้รัฐบาลเมินเฉยต่อข้อเรียกร้องให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพราะรัฐบาลก็ไม่รู้จะหารายได้จากส่วนไหนมาทดแทน

👉 เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ได้ถูกใช้เพื่อลดราคาน้ำมัน

ในปี 2563 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลง มีอยู่ราว 40,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเหลืออยู่ไม่ถึง 7,000 ล้านบาท ทำให้เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีมติให้กู้เงินจากรัฐบาล จำนวน 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ตรึงราคาเชื้อเพลงให้ถึงเดือนเมษายน 2565

เงินของกองทุนน้ำมันเชื่อเพลิงส่วนใหญ่ ถูกนำไปใช้ใน 2 ส่วนด้วยกัน คือ

1. การตรึงราคาแก๊ส LPG ที่ใช้หุงต้มในครัวเรือน ซึ่งปัจจุบัน กองทุนน้ำมันฯต้องพยุงราคาแก๊ส LPG ราว 63 บาท ต่อถังขนาด 15 ลิตร เพื่อให้ราคาแก๊ส LPG ในประเทศคงที่ในราคา 318 บาทต่อถัง(15ลิตร) แม้ราคา LPG ในตลาดโลกจะปรับขึ้น ทำให้ต้องใช้เงินจากกองทุนน้ำมันมาตรึงราคาเดือนละ 1,400 ล้านบาท

2.เงินกองทุนน้ำมันฯส่วนใหญ่อีกส่วนหนึ่ง ถูกนำไปใช้เพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลและการรับซื้อไบโอดีเซลจากปาล์มน้ำมัน ข้อมูล ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 พบว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องนำเงินเข้าไปชดเชยราคาน้ำมัน ดีเซล B7 ลิตรละ 1.99 บาท น้ำมันดีเซล B10 ลิตรละ 2.56 บาท และน้ำมันดีเซล B20 ลิตรละ 4.80 บาท (ในอนาคตจะยกเลิก B20) โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปอุดหนุนน้ำมันส่วนนี้เดือนละประมาณ 850 ล้านบาท เนื่องจากปาล์มน้ำมันมีราคาสูงขึ้นจากผลผลิตในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียที่ลดลง โดยราคาน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ในเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ลิตรละ 47 บาท สูงกว่าน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นที่ราคาอยู่ที่ลิตรละ 22.64 บาท ถึงลิตรละ 24.36 บาท หรือสูงกว่า 2 เท่า

คาดว่าตลอดปี 2564 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เงินไปกับการอุดหนุน LPG ราว 19,000 ล้านบาท และอุดหนุนน้ำมันดีเซลผสมไบโอดีเซล ราว 10,000 ล้านบาท รวมทั้ง 2 ส่วนประมาณ 29,000 ล้านบาท

ลือไม่หยุด! TRUE ซื้อ DTAC จริงหรือไม่ ?



TRUE อาจซื้อกิจการ DTAC

จดหมายตอบเรื่อง TRUE ซื้อกิจการ DTAC มีความน่าสงสัย เพราะเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา บริษัท TRUE และ DTAC ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์พร้อม ๆ กันในการชี้แจงเรื่องข่าวลือเรื่องการที่ TRUE เข้าซื้อกิจการ DTAC ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าในจดหมายที่ชี้แจงมีข้อความที่แทบจะเหมือนกันคือ “ขอเรียนให้ทราบว่า ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะได้รับการชี้แจงจากบริษัทฯ ตามที่กําหนดตามข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์ให้ทราบต่อไป”

ซึ่งเรื่องนี้ก็น่าเป็นที่น่าสงสัยอย่างมาก ว่าทำไมข้อความที่ตอบถึงคล้ายกันมาก

สำหรับสาเหตุที่ทั้ง 2 บริษัทออกมาชี้แจงในวันนี้ ก็เพราะว่าในช่วงที่ผ่านมา

ได้มีหลายสำนักข่าวรายงานตรงกันในข่าวลือที่ว่า TRUE จะซื้อกิจการ DTAC ซึ่งถ้าเป็นความจริง ดีลนี้จะเป็นอีกดีลใหญ่ที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะ TRUE และ DTAC ต่างเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือรายใหญ่อันดับ 2 และ 3 ของประเทศ

ซึ่งในปัจจุบัน

TRUE มีผู้ใช้งานกว่า 32.0 ล้านเลขหมาย

DTAC มีผู้ใช้งานกว่า 19.3 ล้านเลขหมาย

หมายความว่าหากทั้ง 2 บริษัทควบรวมกัน ก็จะทำให้มีผู้ใช้งานในมือทันทีราว 51.3 ล้านเลขหมาย

ซึ่งจะมากกว่าเจ้าตลาดอย่าง AIS ที่ 43.7 ล้านเลขหมาย ทันที

และหากมาดูในแง่ของรายได้

จากผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2564

TRUE มีรายได้ 103,177 ล้านบาท

DTAC มีรายได้ 59,855 ล้านบาท

หากรวมรายได้ของทั้ง 2 บริษัทเข้าด้วยกัน จะมีรายได้ถึง 163,032 ล้านบาท

ซึ่งมากกว่า AIS ที่มีรายได้อยู่ 132,020 ล้านบาท อีกด้วย..

ทีนี้ หากเรามาดูผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ TRUE

-บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ถืออยู่ 17.84%

-CHINA MOBILE INTERNATIONAL HOLDINGS LIMITED ถืออยู่ 13.47%

สรุปแล้ว ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TRUE ก็คือ กลุ่มซีพี กับ China Mobile ที่เป็นบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ของจีน

ในขณะที่ของ DTAC

-TELENOR ASIA PTE LTD ถืออยู่ 45.87%

-บริษัท ไทย เทลโค โฮลดิ้งส์ จำกัด ถืออยู่ 19.18%

สรุปแล้ว ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ DTAC ก็คือ กลุ่มเทเลนอร์ บริษัทโทรคมนาคมจากนอร์เวย์ และ กลุ่มเจ้าสัว บุญชัย เบญจรงคกุล

ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ดีลนี้จะผ่านกฎหมายเรื่องการผูกขาดทางการค้า เหมือนที่กลุ่มซีพีซื้อกิจการ เทสโก้ โลตัส ในปีที่ผ่านมา หรือไม่

ถ้า TRUE ซื้อกิจการ DTAC ได้จริง ก็ต้องบอกเลยว่าดีลนี้จะเป็นดีลที่ยิ่งใหญ่แห่งปี

และกลุ่มซีพีจะเป็นเจ้าตลาดหลายสินค้าและบริการในประเทศไทย ไล่ตั้งแต่ อาหาร ค้าปลีก และ โทรคมนาคมในดีลนี้..

References

-https://www.settrade.com/simsImg/news/rltm/0554NWS191120211310400363T.pdf

-https://www.settrade.com/simsImg/news/rltm/0375NWS191120211311500417T.pdf


บ้านมือสอง เป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อยสำหรับการลงทุนสำหรับผู้ที่กำลังมองหาที่พักอาศัยและนักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไร เพราะทรัพย์สินพร้อมขาย หรือ NPA มีข้อได้เปรียบเหนืออสังหาริมทรัพย์ใหม่อยู่หลายด้าน 

แน่นอนว่าสินทรัพย์มือสองย่อมมีราคาที่ถูกกว่า มีโอกาสเข้าไปสร้างในทำเลทองก่อน และมีหลากหลายรูปแบบตอบโจทย์ทุกความต้องการตั้งแต่บ้านพร้อมอยู่จนถึงอาคารสำหรับรีโนเวท บ้านมือสองจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในอสังหาริมทรัพย์ 

สำหรับใครที่กำลังมองหา บ้านมือสองพร้อมขาย คุณภาพดี ทำเลทำเงิน สามารถค้นหาได้ที่ https://npa.krungthai.com ในช่วงสิ้นปีธนาคารได้จัดมหกรรม Krungthai NPA MEGA Sale ขายอสังหาริมทรัพย์มือสองชั้นดีทั่วไทยกว่า 4,400 รายการ มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท 

ที่สำคัญยังมาพร้อมโปรใหญ่ส่งท้ายปี ลดสูงสุด 55% ลดค่าโอนกรรมสิทธิ์เหลือแค่ 1% และลดดอกเบี้ยสินเชื่อปีแรก 0.5% ตั้งแต่ 4 ต.ค. – 5 ธ.ค. นี้ 

ผู้ที่สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อซื้อขายผ่านทีมขายได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-208-8333 หรือธนาคารกรุงไทยทุกสาขาใกล้บ้านคุณ . #Krungthai #กรุงไทย #KrunthaiMegaSale #BrandedContent https://brandinside.asia/npa-mega-sale-by-krungthai-bank

"การบินไทย" 9 เดือนปี 64 พลิกกำไร 51,121 ล้านบาท


"การบินไทย" กางงบ 9 เดือนแรกปี 64 กำไรสุทธิ 51,121 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนขาดทุน 49,552 ล้านบาท ฝั่งรายได้รวมอยู่ที่ 14,990 ล้านบาท ลดลง 66.1% จากปีก่อน จากผลกระทบมาตรการจำกัดการเดินทาง

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิในงวดเก้าเดือนแรกของปี 2564 จำนวน 51,115 ล้านบาท ในขณะที่ปีก่อนขาดทุนสุทธิ 49,561 ล้านบาท

โดยเป็นกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 51,121 ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุน 49,552 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 23.42 บาท ในขณะที่ปีก่อนขาดทุนต่อหุ้น 22.70 บาท

โดยมีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อม และค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) เป็นลบจำนวน 9,639 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 5,044 ล้านบาท อัตรากำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อม และค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA Margin) เท่ากับ -64.2% เปรียบเทียบกับปีก่อนที่เท่ากับ -10.4%

บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายได้รวมทั้งสิ้น 14,990 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 29,230 ล้านบาท หรือ 66.1% สาเหตุหลักเกิดจากรายได้จากการขนส่งผู้โดยสารและสินค้าลดลง 29,185 ล้นบาท (76.5%) รายได้จากการบริการอื่นๆ ลดลง 1,288 ล้านบาท (24.1%) เนื่องจากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศทั้งของประเทศไทยและประเทศต่างๆ

แต่มีรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 1,243 ล้านบาท มีสาเหตุหลักจากการรับรู้รายได้ที่เกิดจากการหักกลบลบหนี้ ค่าบริการรายเดือนและการซ่อมบำรุงตามสัญญาที่ค้างชำระตามข้อตกลงระงับข้อพิพาทเรียกร้องค่าเสียหายที่เกี่ยวข้องกับการชำรุดของเครื่องยนต์

สำหรับค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 36,481 ล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 41,695 ล้นบาท (53.3%) เนื่องจากค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่แปรผันตามปริมาณการผลิตและ หรือปริมาณการขนส่งลดลง และถึงแม้จะมีการดำเนินมาตรการเพื่อลดค่าใช้ง่ายที่เข้มงวดอย่างต่อเนื่อง

แต่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยรายได้ที่สูญเสียไปจากการที่ไม่สามารถทำการบินได้ตามปกติ ส่งผลให้ขาดทุนจากการดำเนินงานไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 21,491 ล้านบาท แต่ขาดทุนลดลงจากปีก่อน 12,465 ล้านบาท (36.7%)

น้ำมันปาล์มพุ่งพรวดขวดละ 60 บาท ชี้ต้นทุนน้ำมันดิบสูง ของแพงลามไม่หยุด


น้ำมันปาล์มพุ่งพรวดขวดละ 60 บาท ชี้ต้นทุนน้ำมันดิบสูง ของแพงลามไม่หยุด 

ล่าสุดมาถึงคิว “น้ำมันปาล์มบรรจุขวด” ราคาพุ่งขึ้นไปที่ขวดละ 60 บาท หลังผลปาล์มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบตลาดโลก จากกิโลกรัมละ 2 บาท เป็นกิโลกรัมละ 9 บาท กระทบค่าครองชีพประชาชน 

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุ ราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวด ขยับขึ้นจากปกติขวด 1 ลิตร อยู่ที่ขวดละ 44-47 บาท เพิ่มเป็น 51-60 บาท หรือเพิ่มขึ้นอีกขวดละ 10-15 บาท สูงเกินกว่าราคาที่กรมการค้าภายใน ขอความร่วมมือ 

เมื่อช่วงต้นปี 64 ให้ขายขวดละ 49 บาท โดยในห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เกต ขายที่ 51-54 บาท จำกัดปริมาณซื้อไม่เกินคนละ 6 ขวด ส่วนร้านโชห่วย ร้านขายของชำ ขายกันขวดละ 60 บาท 

นายศุภชัย จินตนาเลิศ เจ้าของโรงงานสุขสมบูรณ์น้ำมันปาล์ม ผู้ผลิตน้ำมันแบรนด์ทับทิมไชโย กล่าวว่า ราคาน้ำมันปาล์มขวดปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด เพราะต้นทุนน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น โดยโครงสร้างราคาน้ำมันปาล์มขวด ประกอบด้วย ผลปาล์มดิบซึ่งขณะนี้ราคาพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 9 บาท, ภาษีมูลค่าเพิ่ม, ค่าบรรจุภัณฑ์, ค่าการกลั่น, ค่าขนส่ง เป็นต้น ทำให้ต้นทุนที่เเท้จริงของน้ำมันปาล์มขวดอยู่ที่ 60 บาทต่อขวด 

โดยประมาณ ส่วนที่กระทรวงพาณิชย์ ขอให้ตรึงราคาขายที่ขวดละ 49 บาท เพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภค แต่ผู้ประกอบการต้องแบกภาระต้นทุนที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้บางรายหันไปส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ เพราะรัฐชดเชยค่าขนส่งกิโลละ 2 บาท แม้เป็นผลดีต่อรายได้เกษตรกร แต่กระทบความต้องการใช้ในประเทศ อาจผลักภาระให้ผู้บริโภคหันไปใช้น้ำมันพืชอื่นที่ไม่ได้ปลูกในไทย 

ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องกำหนดสัดส่วนการสต็อกน้ำมันที่ใช้ในประเทศให้ชัดเจน อาทิ ควรมีสต็อกน้ำมันปาล์มขวด 4-5 เท่าของความต้องการใช้ในประเทศ ควบคุมปริมาณการส่งออก เเละช่วยเหลือผู้ผลิตไม่ให้เเบกรับภาระต้นทุนมากเกินไป เพื่อให้มีน้ำมันปาล์มขวดใช้เพียงพอในประเทศ 

กำไรสุทธิแค่เปลือกนอก! การบินไทย 9 เดือนแรก ยังขาดทุนจากการดำเนินงาน 21,491 ล้านบาท


กำไรสุทธิแค่เปลือกนอก! การบินไทย 9 เดือนแรก ยังขาดทุนจากการดำเนินงาน 21,491 ล้านบาท 

การบินไทย มีกำไรสุทธิ 9 เดือนแรก ปี 2021 ที่ 51,115 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากการปรับโครงสร้างหนี้ แต่สุดท้ายยังขาดทุนจากการดำเนินงาน 21,491 ล้านบาท เพราะมีรายได้รวมแค่ 14,990 ล้านบาท 
1) การบินไทย ยังฟื้นกิจการกลับมาลำบาก 

บมจ. การบินไทย เปิดเผยผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2021 ว่า มีรายได้รวม 14,990 ล้านบาท น้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 29,230 ล้านบาท หรือคิดเป็นลดงลง 66.1% โดยมีรายได้จากค่าโดยสาร และค่าน้ำหนักส่วนเกินเพียง 2,529 ล้านบาท น้อยกว่าปีก่อน 29,819 ล้านบาท หรือคิดเป็นลดลง 92.2% 

เนื่องจากปริมาณการขนส่งผู้โดยสารลดลง 93.9% ผ่านการระบาดของโรค COVID-19 และการปรับลดเที่ยวบินของบริษัท แม้จะมีรายได้จากการเช่าเหมาลำเพื่อขนส่งสินค้า และรายได้จากครัวการบินไทย แต่ทั้งคู่ไม่สามารถชดเชยรายได้จากตั๋วเครื่องบินที่ควรจะเป็นรายได้หลักของธุรกิจสายการบิน 

ขณะเดียวกัน หากเจาะไปที่ค่าใช้จ่ายจะพบว่า ค่าน้ำมันเครื่องบินลดลง 75.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 2,933 ล้านบาท เป็น 8% ของค่าใช้จ่ายรวม ชี้ให้เห็นว่า การใช้เครื่องบินเพื่อส่งคน และส่งพัสดุของการบินไทยลดลงอย่างชัดเจน ส่วนค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ค่าน้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 29,194 ล้านบาท 

ค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ค่าน้ำมันเครื่องบินสูงสุด 3 อันดับแรกประกอบด้วย 
1. ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจําหน่าย 10,809 ล้านบาท 
2. ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน 7,715 ล้านบาท 
3. ค่าซ่อมแซม และซ่อมบํารุงอากาศยาน 4,133 ล้านบาท 

ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มีแนวโน้มปรับตัวลดลง ยกเว้นค่าเช่าเครื่องบิน และอะไหล่ ที่เพิ่มขึ้นถึง 502% คิดเป็นมูลค่า 705 ล้านบาท เพราะการบินไทยต้องการเช่าเครื่องบินเพื่อเตรียมพร้อมกลับมาให้บริการหลังโรคบาดเริ่มทุเลา รวมถึงให้บริการอื่น ๆ เช่นส่งพัสดุ และเช่าเหมาลำ เป็นต้น 

2) ขาดทุนจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง 

เมื่อนำรายได้รวม หักลบกับค่าใช้จ่าย บมจ. การบินไทย ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2021 ขาดทุนจากการดำเนินงาน 21,491 ล้านบาท ส่วนข้อมูลที่น่าสนใจอื่น ๆ ประกอบด้วย 
1.มีผู้โดยสาร 8.2 แสนคน น้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 5.05 ล้านคน 
2. อัตราบรรทุกผู้โดยสารอยู่ที่ 13.9% น้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 67% 
3. มีเครื่องบินที่ใช้ดําเนินงานถึงวันที่ 30 ก.ย. 103 ลำ เท่ากับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 
4. อัตราการใช้ประโยชน์เครื่องบินเฉลี่ย 4.7 ชม./ลำ/วัน น้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ 7 ชม./ลำ/วัน 

แม้จะพยายามปรับตัวเช่น การเปิดภัตตาคาร อร่อยล้นฟ้า ไม่บินกฟินได้, การเปิดให้บริการเข้าเยี่ยมชม และทดลองทําการบินด้วยเครื่องฝึกบินจําลอง (Flight Simulator) และมีแผนงานขยายธุรกิจ Master Franchise ร้าน Puff&Pie ไปทั่วประเทศ รวมถึงการขายทรัพย์สิน และหุ้นในธุรกิจอื่น ๆ ต่างไม่สามารถประคองธุรกิจให้เติบโต 

3) มีกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ใช่ธุรกิจ . ในทางกลับกัน บมจ. การบินไทย มีกำไรสุทธิ ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2021 ที่ 51,115 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 203.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 1 แสนล้านบาท โดยเหตุผลหลักมาจากกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ 60,730 ล้านบาท 

แม้จะมีกำไรสุทธิสูงถึง 51,115 ล้านบาท แต่หากเจาะลงไปจริง ๆ แล้ว กำไรสุทธิเหล่านั้นไม่ได้มาจากการดำเนินธุรกิจหลัก เพราะ บมจ. การบินไทย ยังขาดทุนจากการดำเนินงานกว่า 21,000 ล้านบาท และธุรกิจการบินต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะฟื้นตัวกลับมา 

ดังนั้นคงต้องดูกันว่าหากทุกอย่างกลับมาปกติ การบินไทยจะยังสามารถแข่งขันกับสายการบินอื่น ๆ ได้หรือไม่ 

อ่านแบบดูภาพตารางผลประกอบการ บมจ. การบินไทย 
ได้ที่ https://brandinside.asia/thai-airways-9-m-2021/

ความเชื่อมั่นเอกชนโรงแรมเดือน ต.ค. เริ่มฟื้น 67% เปิดให้บริการรับเปิดประเทศ


สมาคมโรงแรมไทย ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม ประจำเดือน ต.ค.2564 วันที่ 11-28 ต.ค.ที่ผ่านมา กลุ่มตัวอย่าง 189 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งการเผชิญวิกฤติโควิด-19 มายาวนานร่วม 2 ปี สั่นสะเทือนสภาพคล่องและเงินสดในมืออย่างรุนแรง 

มาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า 10% ของกลุ่มตัวอย่างได้ตัดสินใจขายกิจการแล้ว!! โดยโรงแรมที่ประกาศขายแล้วหรืออยู่ระหว่างเจรจากับผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นโรงแรมในจังหวัดท่องเที่ยวหลักของแต่ละภาค และเป็นโรงแรมขนาดกลางที่มีจำนวนห้องพักอยู่ที่ 51-249 ห้อง ส่วน 43% ของกลุ่มตัวอย่างยังไม่ตัดสินใจว่าจะขายกิจการหรือไม่ และอีก 48% ของกลุ่มตัวอย่างยังไม่พิจารณาขายกิจการ 

สำหรับ #สถานะกิจการ พบว่าผู้ประกอบการโรงแรมที่พักแรมได้รับผลบวกจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 รวมถึงมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ สะท้อนถึงการกลับมาเปิดกิจการตามปกติที่เพิ่มขึ้น 

“โรงแรมทั่วประเทศกลับมาเปิดกิจการตามปกติ 67% เพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ย.ที่ 51% จากภาพรวม โรงแรมในทุกภูมิภาคกลับมาเปิดกิจการปกติเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่รับลูกค้าท่องเที่ยวทั่วไป แต่ยังคงมีโรงแรมที่ยังไม่กลับมาเปิดกิจการปกติ" 

ด้าน #สภาพคล่องของโรงแรม เดือน ต.ค.ส่วนใหญ่มีสภาพคล่อง “ทรงตัว” จากเดือน ก.ย. โดย 50% มีสภาพคล่องสำหรับดำเนินธุรกิจได้ไม่เกิน 3 เดือน ลดลงจากเดือนก่อนที่ 53% อย่างไรก็ดีมีกลุ่มที่สภาพคล่องเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนถึง 27% เกือบทั้งหมดเป็นโรงแรมที่มีอัตราการเข้าพักเดือน ต.ค.สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 23% 

สถานการณ์ #รายได้ พบว่าเดือน ต.ค. โรงแรมส่วนใหญ่ยังมีรายได้อยู่ในระดับต่ำ แต่ปรับดีขึ้นจากเดือน ก.ย. โดยสัดส่วนโรงแรมที่มีรายได้กลับมาไม่ถึง 10% เทียบกับเดือน ต.ค.2562 ก่อนโควิด-19 ลดลงเหลือ 29% จากเดือน ก.ย.ซึ่งอยู่ที่ 55% นอกจากนี้ยังพบว่ามีโรงแรมเพียง 22% ที่รายได้กลับมาแล้วเกินครึ่งหนึ่ง . สอดคล้องกับ #อัตราการเข้าพัก เฉลี่ยเดือน ต.ค.อยู่ที่ 23.5% เพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ย.ที่มีอัตราการเข้าพัก 15.5% โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นของโรงแรมในทุกภูมิภาค 

โดยเฉพาะในภาคตะวันออก เนื่องจากรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ความคืบหน้าในการฉีดวัคซีน และผลของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ นอกจากนี้โรงแรมส่วนใหญ่คาดว่าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในเดือน พ.ย.2564 จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือน ต.ค.มาอยู่ที่ 25% มาริสา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการเปิดรับ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” ภายใต้โครงการ #แซนด์บ็อกซ์ พบว่าโรงแรม 42% มองว่าผลของการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติต่ออัตราการเขาพักในเดือน ต.ค. 64 แย่กว่าที่คาด โดยมีอุปสรรคหลักมาจากค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงและค่าตรวจโควิด-19 แบบ RT-PCR โดยอัตราการเข้าพักโรงแรมในพื้นที่แซนด์บ็อกซ์เดือน ต.ค.อยู่ที่ 23% จากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 18.4% 

ส่วน #โครงการรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่ โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3” และ “ทัวร์เที่ยวไทย” ซึ่งเปิดให้เริ่มจองเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา เกือบครึ่งหนึ่งของโรงแรมที่ตอบแบบสำรวจระบุว่าไม่สามารถประเมินผลของโครงการได้ ขณะที่ 25% มองว่าผลของมาตรการดังกล่าวต่ออัตราการเข้าพักแย่กว่าที่คาดไว้ จากความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19 และดีมานด์นักท่องเที่ยวไทยอยู่ในระดับต่ำ 

อย่างไรก็ตาม สมาคมฯหวังว่า “การเปิดประเทศ 1 พ.ย.2564” จะเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการฟื้นฟูประเทศและเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้กลับมาพลิกฟื้นอีกครั้ง และเป็นแรงหนุนส่งต่อการท่องเที่ยวไปถึงปี 2565 ให้มีทิศทางที่ดีขึ้น 

โดยหลังจากนี้ภาครัฐจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการฟื้นฟู กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ทั้งตลาดในและต่างประเทศมากขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจเรื่องการเดินทาง การบริโภคจับจ่ายใช้สอยในช่วงไฮซีซั่นและเทศกาลปีใหม่ รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ผนึกกับการสร้างความพร้อมต่างๆต่อไป 

บทความโดย พรไพลิน จุลพันธ์  

ไบโอดีเซล และ เอทานอล มีดีอย่างไรในยุคน้ำมันแพง?

ไบโอดีเซล และ เอทานอล มีดีอย่างไรในยุคน้ำมันแพง?

การที่มีการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง ไบโอดีเซลและเอทานอล ในน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นนโยบายของรัฐบาลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมพลังงานทดแทน ช่วยรักษาเสถียรภาพระดับราคาพืชผลเกษตรของเกษตรกรไม่ให้ราคาตกต่ำ และทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง อีกทั้งยังสามารถลดการนำเข้าน้ำมันได้อีกด้วย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ปรากฏในคําแถลงนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2562 ที่กำหนดให้ “..เปิดโอกาสให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตและบริหารจัดการพลังงาน ส่งเสริมให้มีการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 และ B100 เพื่อเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มดิบ ...”

ต้นทุนผสมราคาแพงมากทำให้ราคาน้ำมันแพง เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มปาล์ม? แล้วเคยมีการปรับลดสัดส่วนผสมในอดีตไหม? นอกจากเป็นนโยบายของรัฐบาลแล้ว คณะกรรมการปาล์มแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ผลักดันให้มีการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพในน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชพลังงานให้มีรายได้ที่มั่นคง ลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ แต่เนื่องจากสถานการณ์ราคาไบโอดีเซลและเอทานอลมีราคาสูงต่างจากในอดีต กระทรวงพลังงานจำเป็นดำเนินมาตรการปรับลดสัดส่วนการผสมเพื่อให้เกิดความเหมาะสมไม่กระทบประชาชน

เครดิต เพจแม่หนูเป็นวิศวะ

ต้นปี 2565 นี้ ภาครัฐ เตรียมประกาศใช้มาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

ในความโชคร้าย ค่าใช้จ่ายต่างๆขึ้นกันแหลก ก็ยังพอมีความโชคดีด้านอื่นๆบ้างแฮะ

ต้นปี 2565 นี้ ทางรัฐ เตรียมประกาศใช้มาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าครับ โดยจะมีหลายมาตรการที่จัดให้เช่น

 
- การลดภาษีนำเข้า และภาษีรถยนต์ประจำปี 
- การลดค่าทางด่วนสำหรับผู้ใช้รถไฟฟ้า

และไม่แน่อาจมีเงินอุตหนุนสำหรับคนที่หันมาซื้อรถไฟฟ้าใช้ครับ

ซึ่งเป้าหมายคือทำให้รถยนต์ไฟฟ้าถูกลงแบบมีนัยยะชัดเจน และยังมีเป้าหมายระยะยาวเช่น

หนุนการผลิตรถ EV ให้ได้ 30% ภายในปี 2568 และในปี 2578 ต้องผลิตรถ EV เป็น 100% ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายมากสำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายมากสำหรับประเทศไทย

อย่างเดือนนี้เจ้าแมวเหมียว ORA GOODCAT ก็มาจุดพลุความสนใจในรถไฟฟ้าได้เยอะเลยครับ กวาดยอดจองไปเพียบเลย มารอลุ้นราคา 29 ต.ค. นี้กัน แอดก็แอบจองไปคันนึงแหละ 55 น่ารักดี

ทีนี้ กลับมามองที่ที่อยู่ อย่างบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ก็สบายหน่อยในการทำจุดชาร์จในบ้าน

แต่คอนโดนี่ล่ะครับ อาจต้องมีการปรับปรุงกันยกใหญ่ โดยเฉพาะคอนโดเก่าๆที่ต้องเสริมจุดชาร์จเข้ามา และการคิดค่าไฟต่างๆ หรือให้ง่ายก็อาจจะ ให้เช่าที่ไปเลย แลกกับการให้ผู้ให้บริการนอก มาติดเครื่องชาร์จ

ส่วนคอนโดใหม่ๆอาจต้องมองว่าจะเพิ่มจุดชาร์จยังไงให้เพียงพอ จะมีปลั๊กไฟสำหรับทุกจุดจอดรถไหม (แต่อันนั้นก็ชาร์จได้ช้าหน่อยนะ)

ส่วนนิติก็ต้องมาวางแผนว่าอีกหน่อยคนใช้จุดจอดรถชาร์ตไฟเยอะขึ้น จะหมุนเวียนรถอย่างไร ไม่ให้จอดแช่นานๆ

ก็มารอดูกันว่า Trend นี้จะมีผลอย่างไรกับการออกแบบพื้นที่จอดรถของโครงการใหม่ๆในอนาคตครับ

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.bangkokbiznews.com/news/967918?anm&fbclid=IwAR2NWg9VD5uuvzr92RbAsANRkUXzir77NjPnVbEWrHbnTygeMORBaVkMthY

Credit photo by archyworldys.com

แจ้งปรับราคาน้ำมันขายปลีก มีผลพรุ่งนี้ 28 ตุลาคม 2564 เวลา 05.00 น.

บางจากฯ ขอแจ้งปรับราคาน้ำมันขายปลีก ดังนี้

ไฮพรีเมียม ดีเซล S B7 ปรับเพิ่ม 60 สต.ต่อลิตร
ไฮดีเซล S B7 ปรับเพิ่ม 40 สต.ต่อลิตร
ไฮดีเซล S ปรับเพิ่ม 40 สต.ต่อลิตร
ไฮดีเซล B20 S ปรับเพิ่ม 40 สต.ต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ E85 S EVO ปรับเพิ่ม 40 สต.ต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ E20 S EVO ปรับเพิ่ม 60 สต.ต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ 91 S EVO ปรับเพิ่ม 60 สต.ต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ 95 S EVO ปรับเพิ่ม 60 สต.ต่อลิตร
มีผล 28 ต.ค. 64 เวลา 05.00 น.
ราคาขายปลีกในกรุงเทพมหานคร ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น กทม.
น้ำมันเชื้อเพลิง 5 สต.ต่อลิตร และ NGV 5 สต. ต่อ กก.

ต่ำกว่าหมื่นอีกครั้ง โควิดวันนี้ ไทยพบติดเชื้อเพิ่ม 9,930 ราย เสียชีวิต 97 ราย


ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( โควิด-19 ) รายงานสถานการณ์ประจำวัน (4 ต.ค.64 ) โดยวันนี้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 9,930 คน เป็นการติดเชื้อทั่วไป 9,568 คน เป็นคลัสเตอร์เรือนจำ 362 คน ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมตั้งแต่ปี 63 มีทั้งสิ้น 1,647,362 คน ขณะที่มีผู้ป่วยรักษาหายกลับบ้านได้เพิ่ม 12,336 คน จำนวนผู้ป่วยรักษาหาย มีทั้งสิ้น 1,520,503 คน 

ขณะเดียวกันมีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 97 คน จำนวนผู้เสียชีวิตสะสม 17,111 คน ทั้งนี้ในการระบาดรอบใหม่ตั้งแต่เดือน เม.ย.64 มีผู้ติดเชื้อแล้ว 1,618,499 คน รักษาหายสะสม 1,493,077 คน โดยมีผู้ป่วยอยู่ระหว่างการรักษา 109,748 คน 

สำหรับรายละเอียดของการติดเชื้อในประเทศ ศบค.จะเปิดเผยรายงานอย่างเป็นทางการในเวลา 12.30 น.

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. True News เจาะลึกข่าวออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger