Latest Movie :

ADDS1

ADDS2

Recent Movies

นิสสันเตรียมส่งรถยนต์ไฟฟ้าพิชิตเส้นทางขั้วโลกเหนือไปขั้วโลกใต้ระยะทาง 27,000 กิโลเมตร

 


นิสสันเตรียมส่งรถยนต์ไฟฟ้าพิชิตเส้นทางขั้วโลกเหนือไปขั้วโลกใต้ระยะทาง 27,000 กิโลเมตร

นิสสัน (Nissan) แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของญี่ปุ่นมีรุ่นรถที่เป็นตำนานอย่างลีฟ (LEAF) ที่เริ่มวางจำหน่ายในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2010 แสดงถึงความเป็นผู้นำในเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า และก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา นิสสัน (Nissan) ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าครอสโอเวอร์ Ariya ที่สามารถวิ่งได้ไกล 610 กิโลเมตรต่อรอบการชาร์จ 1ครั้ง และเพื่อพิสูจน์สมรรถนะของรถยนต์รุ่นใหม่นี้ นิสสันจึงได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า Ariya รุ่นปรับแต่งพิเศษทำภารกิจตะลุยเส้นทางขั้วโลกเหนือไปยังขั้วโลกใต้ 

รถยนต์ไฟฟ้า Ariya รุ่นปรับแต่งพิเศษนำเทคโนโลยี e-4orce เทคโนโลยีควบคุมและจัดสรรพลังงานในแต่ละล้ออย่างอิสระเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับที่องค์การสำรวจอวกาศแห่งญี่ปุ่น (JAXA) เลือกใช้ในรถสำรวจดวงจันทร์ ดังนั้น รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้จะมีระยะทางการวิ่งที่ไกลกว่ารุ่นมาตรฐานมากพอสมควร

การเดินทางเพื่อพิชิตเส้นทางขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้ในครั้งนี้ นิสสัน (Nissan) ได้จับมือกับคริส แรมซีย์ (Chris Ramsey) นักผจญภัยด้วยรถยนต์ไฟฟ้าชาวอังกฤษ ผู้ซึ่งได้รับบันทึกสถิติโลก (Guinness World Records) ด้วยการพิชิตมองโกลแรลลี (Mongol Rally) เส้นทางหฤโหดจากยุโรปสู่รัสเซียด้วยรถยนต์ไฟฟ้าตลอดเส้นทาง และแรมซีย์ (Ramsey) เองก็เป็นผู้วางแผนและออกแบบเส้นทางในการเดินทางจากขั้วโลกเหนือไปยังขั้วโลกใต้อีกด้วย

การเดินทางในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการพิสูจน์ประสิทธิภาพในการขับขี่แล้ว ยังเป็นการพิสูจน์ความทนทานของตัวรถยนต์ไฟฟ้า Ariya อีกด้วย เพราะว่าในบางจุดบนเส้นทางที่แรมซีย์ (Ramsey) วางแผนเอาไว้นั้นมีสภาพอากาศติดลบ 30 องศาเซลเซียส (℃) ซึ่งเป็นสภาวะที่ท้าทายการทำงานของมอเตอร์และตัวแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่คาดว่าจะมีขนาด 65 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ตามสเปกเดิมของตัวรถ

ในขณะนี้ทางนิสสัน (Nissan) ยังไม่ได้ประกาศรายละเอียดเส้นทางอย่างเป็นทางการ รวมถึงไม่ได้มีการเปิดเผยคุณสมบัติทางเทคนิคของตัวรถ Ariya อื่น ๆ นอกจากการระบุว่าตัวรถจะมีการนำเทคโนโลยีของนิสสัน (Nissan) อย่าง e-4orce มาใช้ อย่างไรก็ตาม ในการแถลงข่าวทางค่ายรถนั้นแจ้งว่าจะมีการปรับแต่งตัวรถโดยเฉพาะภายนอกที่จะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อเสริมโครงสร้างของตัวรถให้ทนทานสภาพอากาศสุดขั้วเมื่อต้องผ่านขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้อีกด้วย

ที่มาข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/114903/

ที่มารูปภาพ Nissan


การบินไทยไลฟ์สดขายเครื่องบิน โบอิ้ง 737-400 อีกหนึ่งตำนานคู่น่านฟ้าไทย

 


การบินไทยไลฟ์สดขายเครื่องบิน โบอิ้ง 737-400 อีกหนึ่งตำนานคู่น่านฟ้าไทย

การบินไทย เปิดประมูลขายเครื่องบิน (Airframe) รุ่นโบอิ้ง B737-400 โดยเป็นการขายโครงเครื่องบินเก่าสภาพดี ที่ได้ถอดเอาเครื่องยนต์และระบบภายในออกทั้งหมด สามารถนำไปดัดแปลงเป็นโครงสร้างคาเฟ่ หรือใช้ตกแต่งตามสถานที่ต่าง ๆ ได้ 

สำหรับเครื่องบินรุ่นโบอิ้ง B737-400 เป็นเครื่องบินโดยสารของการบินไทย ที่ได้นามพระราชทานว่า “ศรีสะเกษ” บินครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2535 และปลดประจำการจากการบินไทย ไปเมื่อ พ.ศ. 2560 หลังให้บริการมายาวนานเกือบสามสิบปี เรียกได้ว่าเครื่องบินลำนี้ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นอาชีพนักบินของหลาย ๆ คนเลยก็ว่าได้

เครื่องบินลำนี้ ยังถือว่าเป็นอีกหนึ่งตำนานของน่านฟ้าไทย เพราะเป็นเครื่องบินในนามของการบินไทยที่เคยให้บริการเส้นทางกรุงเทพ-สมุย และให้บริการเที่ยวบินในไทยและต่างประเทศมาแล้วหลากหลายเส้นทาง เช่น ลำปาง แพร่ หรือ ตรัง รวมถึงในต่างประเทศ เช่น ดานัง และพุทธคยา ตามที่ข้อมูลจากเพจ TG Warehouse Sale ระบุไว้

จุดเด่นที่น่าสนใจของเครื่องบินรุ่นนี้ คือ โครงสร้างที่กะทัดรัด ค่อนข้างเตี้ยติดพื้น มีบันไดติดตั้งภายในตัว ด้านบนห้องนักบินมีกระจก SunRoof หรือกระจกรับแสง และที่เป็นเอกลักษณ์มากคือ ฝาครอบเครื่องยนต์ใต้ปีก เรียกว่า แฮมสเตอร์ เพาช์ ไม่กลมแบบลำอื่น 

สำหรับพื้นที่ภายในเคบินของโครงเครื่องบินเปล่า รุ่นโบอิ้ง B737-400 นี้ จะมีความสูงประมาณ 2.2 เมตร ความยาววัดจากหัวถึงท้ายประมาณ 30 เมตร และความกว้างอยู่ที่ 3.5 เมตร โดยล่าสุดประกาศเปิดรับซองประมูลเสนอราคา จนถึง 10 มิถุนายนนี้ 

รายละเอียดเพิ่มเติมซองประมูลเสนอราคา https://thaiairways365-my.sharepoint.com/personal/raveewan_p_thaiairways_com/_layouts/15/onedrive.aspx?id=%2Fpersonal%2Fraveewan%5Fp%5Fthaiairways%5Fcom%2FDocuments%2FB737%2FHS%2DTDF&ga=1

ที่มาของรูปภาพและข้อมูล : ไลฟ์สด TG Warehouse Sale 

https://www.facebook.com/tgwarehousesale/videos/3117753175152965

https://www.facebook.com/tgwarehousesale/posts/473219507938605


.

ttb analytics คาดยอดขายรถ EV ในไทยปีนี้พุ่งแตะ 6.36 หมื่นคัน หรือโต 48% รับอานิสงส์มาตรการหนุนของภาครัฐ

ttb analytics คาดยอดขายรถ EV ในไทยปีนี้พุ่งแตะ 6.36 หมื่นคัน หรือโต 48% รับอานิสงส์มาตรการหนุนของภาครัฐ

ttb analytics คาดยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า (EV) ของไทยในปีนี้พุ่งแตะ 63,600 คัน หรือโต 48% จากอานิสงส์มาตรการส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศของภาครัฐ สวนทางกับกระแสรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง (ICE) ที่จะหดตัวจากปีที่ผ่านมาถึง 8.8% แนะธุรกิจเกี่ยวข้องเร่งปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี หรือ ttb analytics ออกบทวิเคราะห์ระบุว่า แผนการยกเลิกการใช้ยานยนต์ที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปภายในหลายประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้ความจุของแบตเตอรี่ (Battery Capacity) ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่าภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี จะส่งผลให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าจับต้องได้มากขึ้น และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในปีนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากในช่วงปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ซื้อรถใหม่จะพิจารณามากขึ้นในปีนี้ โดยที่ผ่านมารถยนต์ไฟฟ้าจะมีตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ซึ่งผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย ไปจนถึงผู้ที่อาศัยในเขตเมือง แต่ปัจจุบันผู้ซื้อรถใหม่เริ่มหันมาให้ความสนใจในการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น 

โดยล่าสุดภาครัฐของไทยได้ออกมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินอุดหนุนเพิ่มเติม การลดภาษีสรรพสามิตและภาษีอากรขาเข้าสำหรับรถยนต์ BEV รวมถึงมาตรการกระตุ้นยอดขายจากฝั่งผู้ผลิตในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้ราคาขายปลีกรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจับต้องได้มากขึ้น ทำให้แนวโน้มความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าขยายวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้รถยนต์ที่เป็นกลุ่มอีโคคาร์ ซึ่งมียอดขายรถใหม่เฉลี่ยอยู่ประมาณ 2-3 แสนคันต่อปี และอาจเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูงในระยะต่อไป

ttb analytics จึงประเมินว่า ยอดขายรถยนต์ BEV ในปี 2565 จะสูงถึง 10,203 คัน ส่วนยอดขายแบบ Hybrid และ PHEV จะอยู่ที่ 41,927 คันและ 11,469 คัน ตามลำดับ เหล่านี้เห็นได้จากตัวเลขยอดจองรถยนต์ EV ในงานมหกรรมมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม - 3 เมษายน 2565) ที่สูงเกิน 3,100 คัน หรือคิดเป็นกว่า 10% ของยอดจองรถ 33,936 คัน ประกอบกับแรงส่งในช่วงปลายปีนี้ที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศญี่ปุ่นจะส่งรถยนต์ BEV เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอีก

อย่างไรก็ดี ต้องจับตาเรื่องการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) และชิ้นส่วนที่สำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่คาดว่าจะยังคงลากยาวต่อไปจากปัญหา Supply Disruption หลังความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนส่อเค้ายืดเยื้อ และการคงมาตรการ Zero COVID ของจีน ซึ่งอาจกระทบต่อยอดการผลิตรถยนต์ในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ทำให้การส่งมอบอาจล่าช้าออกไปอย่างน้อย 6-12 เดือน 

ttb analytics ระบุอีกว่า แม้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยจะโตเร็ว แต่โอกาสที่จะกลายเป็นฐานผลิตรถยนต์ BEV ของภูมิภาคยังค่อนข้างยาก เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันจากค่ายรถยนต์จากจีนมากขึ้น ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ BEV ในไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็วส่วนหนึ่งมาจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทยยังค่อนข้างเล็ก และบริษัทผู้ผลิตหลักจากประเทศญี่ปุ่นยังไม่เดินหน้ารุกตลาด BEV อย่างเต็มที่ จึงทำให้จีนเร่งรุกตลาดสร้างฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้รถยนต์ BEV ที่วิ่งบนท้องถนนในปัจจุบันเกิน 80% เป็นผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศจีนทั้งสิ้น 

อย่างไรก็ดี การตั้งฐานผลิตรถยนต์ BEV ของค่ายรถจีนนอกประเทศก็อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่คุ้มค่านัก เนื่องจากปริมาณการผลิตรถยนต์ BEV ในโรงงานประเทศจีนมีขนาดใหญ่ จึงมีการผลิตสินค้าจำนวนมากในครั้งเดียวจนได้ต้นทุนที่ต่ำ หรือที่เรียกว่า การประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อคันถูกกว่าไทยค่อนข้างมาก อีกทั้งผู้ผลิตยังสามารถนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนมาขายในไทยโดยตรงผ่านสิทธิประโยชน์ด้านเขตการค้าเสรีไทย-จีน (FTA) แทนที่จะเข้าร่วมโครงการสนับสนุนจากภาครัฐที่ผู้ผลิตมีภาระผูกพันที่จะต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศอีกด้วย 

ttb analytics คาดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะเจอแรงกระเพื่อมจากการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าชัดเจนขึ้น ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์ ICE ที่เป็นซัพพลายเชนกลุ่ม Tier 2 และ 3 ในโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่อาจรวมถึงธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจให้บริการบำรุงรักษาและอะไหล่ซ่อมรถ ธุรกิจประกันภัยรถ ตลอดจนธุรกิจสถานีบริการน้ำมันและก๊าซ ที่จำเป็นจะต้องเร่งปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่ที่กำลังจะมาถึงนี้ 

อย่างไรก็ตาม ttb analytics คาดว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้า เช่น แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงธุรกิจสถานีชาร์จไฟฟ้า ธุรกิจติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในระยะแรก ธุรกิจติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (Wallbox EV Charger) จะมีแนวโน้มสดใสตามความต้องการของรถยนต์ BEV ที่นับวันจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อีกทั้งยังสามารถรองรับลูกค้ารถยนต์ PHEV ที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีตามการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย 

โดยปัจจุบันมีรถยนต์ BEV และ PHEV สะสมทั่วประเทศไทยแล้วถึง 35,000 คัน ทำให้ผู้ผลิตทั้งรายเล็กและรายใหญ่หันมาสนใจธุรกิจให้บริการติดตั้ง Wallbox EV Charger กันอย่างคึกคัก โดยจะตอบโจทย์ทั้งในแง่ของความรวดเร็วในการชาร์จ ความปลอดภัยในการใช้งาน อีกทั้งยังลดข้อจำกัดจากสถานีและหัวจ่ายไฟฟ้าที่ยังมีน้อย เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เองมักเป็นการใช้งานเพื่อเดินทางไป-กลับที่พักเป็นประจำ ทำให้การชาร์จไฟฟ้าในเวลากลางคืนก่อนออกจากบ้านนับว่าสะดวกมากกว่าที่จะต้องไปจอดเพื่อชาร์จที่สถานี รวมทั้งการชาร์จที่บ้านยังมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ถูกกว่าการชาร์จตามสถานีชาร์จไฟฟ้าถึงราว 1-3 เท่าอีกด้วย 

.

Cr TheStandardWealth

ลำไยไทยโด่งดัง ขนาดที่ผู้ประกอบการจากนครฉงชิ่ง เดินทางมาถึงจันทบุรี เพื่อจับมือร่วมทำธุรกิจ

 


ลำไยไทยโด่งดัง ขนาดที่ผู้ประกอบการจากนครฉงชิ่ง เดินทางมาถึงจันทบุรี เพื่อจับมือร่วมทำธุรกิจ

1/ จันทบุรี จังหวัดทางภาคตะวันออกของไทยที่ชาวจีนรู้จัก ในฐานะแหล่งเพาะปลูกผลไม้หลากหลายชนิดที่ชาวจีนชื่นชอบ หนึ่งในนั้นคือ ‘ลำไย’ ที่มีคุณภาพดี เนื้อแน่น เนื้อฉ่ำ

2/ ลำไยไทยโด่งดังขนาดที่ผู้ประกอบการจากนครฉงชิ่ง ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เดินทางมาถึงจันทบุรี เพื่อจับมือร่วมทำธุรกิจ หนึ่งในผู้ประกอบการจีนคือ ‘ฉงชิ่ง จินกั่วหยวน’ จับมือกับชาวสวนผลไม้จันทบุรีมาตั้งแต่ปี 2007 ส่งออกลำไยคุณภาพสูงสู่จีน นับถึงวันนี้ 15 ปีแล้ว 

3/ ‘ฉงชิ่ง จินกั่วหยวน’ เป็นผู้ส่งออกลำไยรายใหญ่ที่สุด สำหรับในภาพรวม ปริมาณลำไยทั้งหมดที่ส่งออกจากไทยไปจีน เฉลี่ยปีละ 4,100 ล้านบาท

4/ บริษัทฉงชิ่ง จินกั่วหยวน เลือกลำไยไทยเป็นอันดับแรก เพราะไทยมีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการปลูกลำไย ทำให้ได้ลำไยคุณภาพดี อีกทั้ง คนไทยเหมือนญาติพี่น้อง คนไทยซื่อสัตย์ การทำงานร่วมกับคนไทย จึงสบายใจมาก

5/ ย้อนกลับไปสิบกว่าปีที่แล้ว บริษัทฉงชิ่ง จินกั่วหยวน เคยเดินทางมาสำรวจตลาดผลไม้ไทย พบว่าลำไยจันทบุรีมีคุณภาพสูง ราคาไม่แพง เหมาะสมแก่การส่งออกไปจีน จากนั้น จึงร่วมมือกับชาวสวนไทยปรับปรุงเทคนิคการปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ

6/ จากนั้นมา ลำไยจันทบุรีส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น จากหลักหมื่นตันเป็นหลักแสนตันต่อปี ราคาลำไยเพิ่มขึ้น 25 บาทเป็น 40 บาทต่อกิโลฯ เพิ่มรายได้ เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีสู่ชาวสวนผลไม้ไทย

7/ สำหรับปี 2022 ปีที่เริ่มใช้ ‘ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค - RCEP’ บริษัทฉงชิ่ง จินกั่วหยวนมีแผนตั้งโรงงานแผ่นฟิล์มในไทย ตอบโจทย์ด้านบรรจุภัณฑ์ ส่งเสริมการผลิตลำไยส่งออกที่มีคุณภาพมากกว่าเดิม

8/ หน่วยงานของจีนและไทยมีส่วนร่วมสำคัญในการส่งเสริมการส่งออก-นำเข้าผลไม้ไทย เช่น หน่วยงานพาณิชย์ของฉงชิ่งมีมาตรการสนับสนุนตั้งแพลตฟอร์มเครือข่ายการตลาดระหว่างประเทศ ศุลกากรของไทยและจีนร่วมลงนามแผนปฏิบัติการโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ ส่งเสริมการนำเข้า-ส่งออก

9/ ความพร้อมในหลายๆด้านที่เกิดขึ้น สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า จะเป็นการส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยสู่จีน และไทยสามารถส่งออกผลไม้ รวมถึงสินค้าอื่นๆไปหลายๆประเทศมากขึ้น

------------------------------------------------------------------------

cr.China Report ASEAN - Thailand

รถไฟเชื่อมโลก!!

เมื่อทางรถไฟ ไทย- จีน ( กรุงเทพ เวียงจันทร์ คุณหมิง ) สร้างแล้วเสร็จ ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 4 - 5 ปี มิติใหม่ของการเดินทางท่องเที่ยวก็จะเกิดขึ้น ตลอดสองข้างทางรถไฟสายที่ยาวที่สุดในโลก 

  โดยที่รถไฟสายนี้จะมีจุดเริ่มต้นที่ สถานีรถไฟ Woodlands ในประเทศสิงคโปร์ ขึ้นเหนือผ่าน สถานีรถไฟเซ็นทรัลกัวลาลัมเปอร์ เลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน ผ่านพรมแดนประเทศไทยที่ ปาดังเบซา ผ่าน สงขลา ผ่านนครศรีธรรมราช 

เลียบอ่าวไทยขึ้นมา ผ่านสุราษฎร์ธานี ซึ่งสามารถต่อเรือไปเกาะสมุย เกาะพงัน เกาะเต่า ได้ ผ่านเมืองท่องเที่ยวอย่างหัวหิน ราชบุรี นครปฐม แล้วเข้าสู่ศูนย์กลางขนส่งทางรางของอาเซียนที่สถานีกลางบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจากที่นี่สามารถต่อรถไฟความเร็วสูงซึ่งใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมงถึงเวียงจันทร์ 

  โดยผ่านเมืองมรดกโลกอย่าง พระนครศรีอยุธยา และมรดกทางธรรมชาติอย่างเขาใหญ่ ที่สถานีปากช่อง และข้ามแม่น้ำโขงที่ หนองคาย จากนั้นก็จะผ่านพรมแดนบริเวณท่านาแร้ง เวียงจันทร์ ผ่านวังเวียง เมืองมรดกโลก หลวงพระบาง และอีกเพียงไม่เกิน 8 ชั่วโมงก็เข้าถึงคุนหมิง จากนั้นต่อ รถไฟความเร็วสูงสายปักกิ่ง - คุนหมิง ซึ่งเป็นทางรถไฟที่ยาวที่สุดของประเทศจีนด้วยความยาว 2,760 กิโลเมตร 

  ซึ่งจะวิ่งผ่านเมืองสำคัญหลายแห่ง เช่น เมืองสือจยาจวง มณฑลเหอเป่ย, เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนัน, เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย, เมืองฉางซาในมณฑลหูหนาน และนครกุ้ยหยังในมณฑลกุ้ยโจว และทีสำคัญที่คุนหมิงนี่เองสามารถเปลี่ยนเส้นทางไปทางรถไฟสายหลังคาโลก ต้าหลี่ ธิเบตได้ จากปักกิ่ง ขึ้นรถไฟสาย เส้นทางรถไฟสาย ทรานส์มองโกเลีย ช่วงเส้นทางระหว่างกรุงปักกิ่ง-อูลันบาตอร์ รถไฟจะไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และมุดเข้าไปอยู่ในเขตภูเขา เป็นภูเขาแนวยาวตลอดเส้นทางเลยทีเดียว ช่วงนี้จะมีอุโมงค์ที่เจาะทะลุภูเขากว่า 50-60 อุโมงค์ได้ 

  และทุกๆครั้งที่รถไฟโผล่พ้นจากอุโมงค์เราก็จะพบกับโตรกผาและแม่น้ำแบบอลังการตลอดเส้นทาง และที่พลาดไม่ได้ก็คือกำแพงเมืองจีนนั่นเอง จากนั้นก็จะเข้าสู่เขตทุ่งหญ้า กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา มี Ger District หรือที่อยู่อาศัยแบบเกอร์ของคนท้องถิ่น เป็นระยะๆ จากอุลานบาตอร์ เข้าสู่ประเทศรัสเซีย 

  รถไฟจะวิ่งเลาะ ทะเลสาบไบคาล (Lake Baikal) ทะเลสาบที่เก่าแก่และลึกที่สุดในโลก จากนั้น วิ่งผ่ากลางทุ่งน้ำแข็งไซบีเรีย ผ่านเทือกเขาอันไต ใช้เวลาประมาณ 7 วันก็เข้าสู่ กรุงมอสโก จากกรุงมอสโก ต่อรถไฟไปยังกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน และจากเคียฟ ต่อไปยังวอร์ซอ โปแลนด์ และเข้าสู่เยอรมันนี สถานีกลางเบอร์ลิน หรือ Berlin Hauptbahnhof อันเป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป 

จากนั้น ต่อรถไฟ อีเซเอ 3 ไปยังสถานีกลางบลัสเซลล์ Brussel-Centraal ประเทศเบลเยี่ยม จากนั้นเดินทางต่อเข้าปารีสถึง Paris Gare du Nord นั่ง metro ไปยัง สถานี Gare d'Austerlitz แล้วขึ้นรถไฟไปยัง Barcelona-Sants ประเทศ สเปน ซึ่งใช้เวลาเพียง 6 ชั่วโมง 25 นาทีผ่านเมืองเล็กๆที่สวยงาม ไร่องุ่น ทุ่งลาเวนเดอร์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส มุดอุโมงค์รอด เทือกเขาพิเรนีส ถึงบาเซโลนา 

จากนั้นต่อไปยัง สถานี Estación de Madrid Atocha กรุงมาดริด จากนั้นเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางของเราคือสถานี Lisboa Santa Apolónia กรุงลิสบอน โปรตุเกส ด้วยระยะทางกว่า 16,000 กิโลเมตร

ขอบคุณข้อมูลจาก Bangkok I Love You


Cr นักเรียนดี

บริษัทอิตาลีเปิดตัวอากาศยานรูปแบบใหม่ (Hybrid eVTOL) หวังเปลี่ยนแปลงการเดินทางทางอากาศ

 


บริษัทอิตาลีเปิดตัวอากาศยานรูปแบบใหม่ (Hybrid eVTOL) หวังเปลี่ยนแปลงการเดินทางทางอากาศ

แอนน์ (ANN) คือ อากาศยานประเภท Hybrid eVTOL (Electronic Vertical Take-off and Landing) หรืออากาศยานที่ใช้พลังงานผสมระหว่างพลังงานไฟฟ้าและพลังงานน้ำมัน เปิดตัวในปีช่วงปลายปีที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทได้ประกาศเปิดตัวโมเดลย่อยเพิ่มเติมจนเรียกได้ว่าเป็นอากาศยานในตระกูล ANN Family แผนการผลิตอากาศยานหลายรูปแบบ 

มันตา (Manta)  บริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอากาศยานสัญชาติอิตาลีที่มีฐานการผลิตอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เกิดขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงวิธีการเดินทางทางอากาศ บริษัทจึงเลือกออกแบบอากาศยานที่ผสมผสานระหว่างการขึ้นลงทางดิ่งแบบเฮลิคอปเตอร์และลักษณะการบินแบบเครื่องบิน โดยอาศัยการทำงานของเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมควบคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าจนออกมาเป็นอากาศยานในตระกูล ANN Family

สมาชิกรายแรกของตระกูลแอนน์ (ANN) คือ แอนน์ 2  (ANN2) ที่เป็น eVTOL แบบ 2 ที่นั่งที่ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เดินทางได้ไกลที่สุด 600 กิโลเมตร ในขณะที่แอนน์ 4 (ANN4) จะเป็น eVTOL 4 ที่นั่งที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon-fiber) ทั้งลำ เน้นการเดินทางเป็นครอบครัวหรือเพื่อการเดินทางเชิงธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ โดยทางบริษัทมันตา (Manta) ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลทางเทคนิคโดยละเอียดออกมาแต่อย่างใด

ส่วนสมาชิกน้องเล็กสุดของตระกูลแอนน์ (ANN) ก็คือ แอนน์โดรน (ANN-Drone) ที่ได้รับการออกแบบทรงเดียวกันกับรุ่นพี่ที่เป็นอากาศยานสำหรับคนนั่ง โครงสร้างเป็นคาร์บอนไฟเบอร์เหมือนกัน และสามารถควบคุมผ่านรีโมตหรือแม้แต่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง ทางมันตา (Manta) กล่าวว่าด้วยรูปทรงที่ผสมผสานกับเครื่องบินจะช่วยให้ ANN-Drone เป็น UAV (Unmanned Ariel Vehicle) ที่มีประสิทธิภาพในการบินเพิ่มขึ้น

ทั้ง 3 รุ่นของอากาศยานในตระกูล ANN Family นั้นมีจุดเด่นที่ระบบเครื่องยนต์แบบไฮบริด (Hybrid) ที่ใช้เชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนให้มอเตอร์ ส่งผลให้สามารถชาร์จแบตแบบย้อนกลับระหว่างทำการบินได้ และยังทำให้ไม่จำเป็นต้องรอคอยระยะเวลาการชาร์จแต่อย่างใด 

จุดเด่นของอากาศยานในตระกูล ANN Family ทำให้บริษัทมันตา (Manta) มองว่าอากาศยานของตนจะมีต้นทุนการบินที่ต่ำกว่าเฮลิคอปเตอร์ในระยะทางการบินที่เท่ากัน ซึ่งทำให้ผู้คนเข้าถึงการบินได้ง่ายมากขึ้นและเป็นส่วนตัวมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปสนามบินให้ยุ่งยากอีกต่อไป

ที่มาข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/114971/

ที่มารูปภาพ Manta Aircraft


อยากเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ต้องใช้เงินเท่าไหร่ ?

 


อยากเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ต้องใช้เงินเท่าไหร่ ?

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเทสลา (Tesla) กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในกลุ่มผู้ชื่นชอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากข่าวที่มีการจดทะเบียนบริษัท เทสลา (Tesla) ในประเทศไทย ซึ่งทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่บริษัทจะเข้ามาทำการตลาดและจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเทสลาในประเทศไทย แม้ว่ายังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากบริษัท 

สำหรับราคาของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเทสลาสามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ ราคาแตกต่างไปตามรุ่นของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรายละเอียดเพิ่มเติม โดยเนื้อหาในข่าวนี้จะเป็นการยกตัวอย่างราคาที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกาและเปรียบเทียบเป็นค่าเงินบาทไทย มิได้หมายถึงราคาจำหน่ายในประเทศไทย

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla Model S 

รถยนต์นั่งแบบซีดาน รองรับผู้โดยสาร 5 ที่นั่ง Tesla Model S แบบออกเป็น 2 รุ่น คือ รุ่น Model S ปกติและ Model S Plaid ซึ่งเป็นรุ่นที่สมรรถนะสูงสุดสามารถวิ่งได้ไกล 637.3 กิโลเมตรต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง ทำความเร็วสูงสุด 321 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วออกตัว 0-96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 1.99 วินาที ราคาจัดจำหน่ายเริ่มที่ 99,900 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 3,429,600 บาท

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla Model 3 

รถยนต์นั่งแบบซีดานมีขนาดเล็กกว่า Tesla Model S รองรับผู้โดยสาร 5 ที่นั่ง Tesla Model 3 แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย คือ รุ่น Standard Range, Long Range และ Performance ซึ่งเป็นรุ่นที่สมรรถนะสูงสุดสามารถวิ่งได้ไกล 547 กิโลเมตรต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง ทำความเร็วสูงสุด 261 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วออกตัว 0-96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 3.3 วินาที ราคาจัดจำหน่ายเริ่มที่ 46,990 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 1,613,600 บาท

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla Model X 

รถยนต์นั่งแบบ SUV ขนาดกลางรองรับผู้โดยสาร 6-7 ที่นั่ง ได้รับการพัฒนามาจากรุ่น Tesla Model S ประตูผู้โดยสารเปิดปิดในแนวตั้งแบบปีกนกเหยี่ยว (Falcon-wing) Tesla Model X แบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย คือ รุ่น Model X ปกติและ Model X Plaid ซึ่งเป็นรุ่นที่สมรรถนะสูงสุดสามารถวิ่งได้ไกล 535 กิโลเมตรต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง ทำความเร็วสูงสุด 262 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วออกตัว 0-96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 2.5 วินาที ราคาจัดจำหน่ายเริ่มที่ 114,990 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 3,947,000 บาท

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla Model Y 

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอเนกประสงค์แบบครอสโอเวอร์ขนาดกะทัดรัด รองรับผู้โดยสาร 5-7 ที่นั่ง ห้องโดยสารแบ่งได้เป็น 3 แถว หรือพับที่นั่งแถวสุดท้ายเป็นพื้นที่กว้างใช้วางสิ่งของ Tesla Model Y แบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย คือ Long Range และ Performance ซึ่งเป็นรุ่นที่สมรรถนะสูงสุดสามารถวิ่งได้ไกล 487 กิโลเมตรต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง ทำความเร็วสูงสุด 249 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วออกตัว 0-96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 3.5 วินาที 

ราคาจัดจำหน่ายเริ่มที่ 62,990 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 2,162,000 บาท

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla Roadster 

รถยนต์รุ่นสมรรถนะสูงสุดของบริษัท เทสลา (Tesla) เป็นรถยนต์เจเนอเรชัน 2 ของรุ่น Roadster บริษัทยืนยันว่าเป็นรถยนต์ในตลาดที่วิ่งได้เร็วสุดในประวัติศาสตร์ ทั้งการออกตัวและความเร็วสูงสุด สามารถวิ่งได้ไกล 997.79 กิโลเมตรต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง ทำความเร็วสูงสุด 402.336 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วออกตัว 0-96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 1.9 วินาที 

ราคาจัดจำหน่ายเริ่มที่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 6,865,000 ล้านบาท แต่สำหรับรถ 1,000 คันแรก ราคาจัดจำหน่ายเริ่มที่ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 8,580,600 ล้านบาท ปัจจุบันรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นนี้เปิดให้ผู้ที่สนใจสั่งจองล่วงหน้าไปแล้วโดยจะต้องจ่ายเงินมัดจำ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 1,716,000 บาท

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/114875/

ที่มาของรูปภาพ tesla.com


เรือเลี้ยงปลาอัจฉริยะลำแรกของโลก ใช้ทรัพยากร ‘น้ำทะเลคุณภาพสูง’ เพาะเลี้ยงปลา

เรือเลี้ยงปลาอัจฉริยะลำแรกของโลก ใช้ทรัพยากร ‘น้ำทะเลคุณภาพสูง’ เพาะเลี้ยงปลา

1/ เรือเลี้ยงปลาอัจฉริยะ ระวางน้ำหนัก 100,000 ตัน ลำแรกของโลก ฝีมือจีน เริ่มเดินเครื่องแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมาที่เมืองท่าชิงเต่า ตะวันออกของจีน

2/ เรือเลี้ยงปลาอัจฉริยะใช้เงินลงทุนก่อสร้างราว 2.31 พันล้านบาท เรือมีความยาว 249.9 เมตร มีห้องเลี้ยงปลา 15 ห้อง มีความจุน้ำ 90,000 ลูกบาศก์เมตร

3/ ตอนนี้ เลี้ยงปลาอยู่หลายสายพันธุ์ เช่น ปลาจวดเหลืองใหญ่ ปลาเก๋า ปลาแซลมอนแอตแลนติก ด้วยระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอัจฉริยะ ควบคุมแบบรวมศูนย์ มีระบบเฝ้าติดตามน้ำ ออกซิเจน แสง และให้อาหารแบบเรียลไทม์ด้วยจุดควบคุมบนเรือ 2,108 จุด

4/ ความหนาแน่นของปลาที่เลี้ยงในตู้ สูงกว่ากระชังเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบดั้งเดิม 4-6 เท่า ย่นระยะวงจรการเลี้ยงได้มากกว่า 1 ใน 4

5/ คาดการณ์ว่า เรือจะสร้างผลผลิตปลาคุณภาพดี 3,700 ตันต่อปี เท่ากับปริมาณผลผลิตปลาจากทะเลสาบฉากาน หนึ่งในทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของจีน และปลาคุณภาพดีเหล่านี้จะเข้าตลาดได้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.-ต.ค.) ปีนี้

6/ นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิทยาศาสตร์การประมงจีน กล่าว การมีเรือเลี้ยงปลาอัจฉริยะช่วยเพิ่มพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจากใกล้ชายฝั่งสู่ทะเลลึก ใช้ทรัพยากรน้ำทะเลคุณภาพสูงในการเพาะเลี้ยงปลา แหล่งโปรตีนจากทะเลที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยทดแทนอาหารเสริมได้

7/ ชมวิดีโอ จาก CCTV+ ได้ที่นี่ครับ https://www.youtube.com/watch?v=5AzuiyTus8s

ภาพและข้อมูล จาก...

-XINHUA | World's first 100,000-tonne intelligent aquaculture ship to supply fish this fall | https://english.news.cn/20220520/d12877cf4b994221b4496cf9826b6be1/c.html

-ChinaDaily | High-yield smart fish farming ship undocks in East China | https://www.chinadaily.com.cn/a/202202/10/WS6204cf94a310cdd39bc85e82.html


Tesla เลือกอินโดนีเซียสร้างโรงงานแบตเตอรี่และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

Tesla เลือกอินโดนีเซียสร้างโรงงานแบตเตอรี่และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

เทสลา (Tesla) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลก เลือกประเทศอินโดนีเซียเพื่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ความคืบหน้าดังกล่าวถูกเปิดเผยโดยหัวหน้าฝ่ายการลงทุนประเทศอินโดนีเซียและเกิดขึ้นหลังการพูดคุยเจรจาระหว่างประธานาธิบดีอินโดนีเซียโจโค วิโดโดและอีลอน มักส์ผู้บริหารบริษัทเทสลา (Tesla) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ข่าวการเจรจาต่อรองระหว่างบริษัทเทสลา (Tesla) และประเทศอินโดนีเซียมีออกมาอย่างต่อเนื่องนับจากปี 2020 เนื่องจากประเทศอินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตแร่นิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการใช้สร้างแบตเตอรี่สำหรับใช้งานในรถยนต์พลังงานไฟฟ้า นอกจากนี้บริษัทเทสลายังให้ความสำคัญกับการผลิตแบตเตอรี่โดยใช้ต้นทุนที่น้อยกว่าคู่แข่งจึงเป็นที่มาของแนวคิดการตั้งโรงงานผลิตในประเทศอินโดนีเซีย

ก่อนหน้านี้บริษัทเปิดตัวโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้ากิกา เท็กซัส (Giga Texas) โรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งที่ 4 ในสหรัฐอเมริกาของบริษัทเทสลา (Tesla) ไปเมื่อช่วงต้นปี 2022 นอกจากนี้บริษัทยังมีโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอยู่ในต่างประเทศ เช่น เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

ประเทศอินโดนีเซียกำลังกลายเป็นประเทศที่ 2 ในทวีปเอเชียต่อจากประเทศที่บริษัทเทสลาให้ความสนใจเข้าร่วมลงทุน นอกจากนี้บริษัทเทสลายังให้ความสนใจประเทศอินเดียเป็นอย่างมาก โดยในปี 2021 มีข่าวบริษัทให้ความสนใจเข้าไปลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศอินเดีย เนื่องจากประเทศอินเดียมีทรัพยากรบุคคลจำนวนมากและเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ นอกจากนี้คนอินเดียจำนวนมากมีความรู้ความชำนาญในด้านของซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีขั้นสูง

อย่างไรก็ตาม การยืนยันความร่วมมือก่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่และรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในอินโดนีเซียยังคงเป็นในระดับของการเจรจาระหว่างผู้นำประเทศอินโดนีเซียและบริษัทเทสลา กระบวนการทั้งหมดยังคงต้องรอการลงนามเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2022 โดยในช่วงปลายปี 2022 อีลอน มัสก์มีกำหนดการเดินทางไปประเทศอินโดนีเซียแต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดกำหนดการที่ชัดเจนออกมา

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/114398/

ที่มาของรูปภาพ reuters

เปิดตัว YAMAHA E01 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าวิ่งระยะทางสูงสุด 104 กิโลเมตร

 


เปิดตัว YAMAHA E01 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าวิ่งระยะทางสูงสุด 104 กิโลเมตร

ยามาฮ่าผู้นำด้านการผลิตมอเตอร์ไซค์ของประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวมอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้ายามาฮ่า E01 (YAMAHA E01) เทคโนโลยีพลังงานสะอาดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่บริษัทพัฒนาขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเปิดตัวครั้งเป็นการเปิดตัวอย่างเต็มระบบหลังจากเคยเปิดตัวต้นแบบมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นนี้มาแล้วในช่วงปี 2019 ภายในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์

การออกแบบมอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้ายามาฮ่า E01 (YAMAHA E01) ภายใต้แนวคิด “Plugged Yamaha to new era” เน้นจุดเด่นด้านระบบการชาร์จพลังงานไฟฟ้าที่ทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผสมผสานการทำงานร่วมกันทั้งในด้านของสมรรถนะ แบตเตอรี่ ระบบการชาร์จไฟฟ้า รูปแบบดีไซน์ตัวรถและฟังก์ชันการทำงานอัตโนมัติต่าง ๆ

มอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้ายามาฮ่า E01 ให้กำลังขับเคลื่อนเทียบเท่ามอเตอร์ไซค์ขนาด 125 ซีซี สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 104 กิโลเมตร ต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง หากขับด้วยความเร็วคงที่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในด้านของความเร็วนั้นสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แบตเตอรี่เป็นแบบลิเธียมไอออน ความจุสูง 4.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

ระบบการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 3 รูปแบบ 

1. เครื่องชาร์จแบบเร็วสามารถชาร์จ จาก 0% ถึง 90% ได้ภายใน 1 ชั่วโมง

2. เครื่องชาร์จแบบปกติเหมาะสำหรับการติดตั้งภายในบ้านสามารถชาร์จ จาก 0% ถึง 100% ภายในเวลา 5 ชั่วโมง ที่แรงดันไฟฟ้า 200V (เข้ากันได้กับเต้ารับ 200 – 240V ในประเทศต่าง ๆ)

3. เครื่องชาร์จแบบพกพา ขนาดที่พอดีกับช่องเก็บของใต้เบาะนั่งสามารถชาร์จจาก 0% ถึง 100% ได้ภายใน 14 ชั่วโมง ที่แรงดันไฟฟ้า 100V (200 –240V ในประเทศต่าง ๆ)

โหมดการขับขี่มีให้เลือก 3 ระดับ ได้แก่ PWR (โหมดเพาเวอร์) การขับขี่ที่ดึงกำลังสูงสุดของมอเตอร์ออกมา เหมาะสำหรับการขี่ขึ้นเนิน การเร่งแซง STD (โหมดมาตรฐาน) สำหรับการขับขี่ทั่วไปในช่วงความเร็ว 30 - 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และ ECO (โหมดอีโค) สำหรับการขับขี่ระยะไกล เพื่อจำกัดการใช้พลังงานแบตเตอรี่และจำกัดความเร็วสูงสุด อยู่ที่ประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

การควบคุมรถทำได้ง่ายโดยผู้ที่ขับมอเตอร์ไซค์เป็นอยู่แล้วไม่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้นาน หน้าจอแสดงผลข้อมูลต่าง ๆ เป็นแบบดิจิทัลแบบมัลติฟังก์ชัน เช่น อัตราความเร็ว ความจุแบตเตอรี่ สถานะการชาร์จไฟ นาฬิกา อุณหภูมิของอากาศ และอื่น ๆ การเปิดการทำงานของรถใช้การหมุนปุ่มโดยไม่ต้องเสียบกุญแจ ติดตั้งหน่วยควบคุมการสื่อสาร ด้วยระบบ 3G/LTE eSIM และ GPS โดยหน่วยควบคุมจะอัปโหลดข้อมูลรถ (ตำแหน่ง สภาพการทำงาน) ไปยังเว็บเซิร์ฟเวอร์ ข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ ได้แก่ บันทึกการใช้งานรถ ประจุแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ และตำแหน่งที่รถจอด และอื่น ๆ นับเป็นมอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้าที่ใช้งานง่ายมากที่สุดรุ่นหนึ่ง

ที่มาของข้อมูลและรูปภาพ https://www.tnnthailand.com/news/tech/114343/


จีนเปิดตัวแท็กซี่อากาศ ล้ำยุคด้วยโหมดการทำงาน 3 รูปแบบ พิสัย 200 กิโลเมตร

บริษัท ทีแค็บ เทค (TCab Tech) ของจีน ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้นำด้านให้บริการเครื่องบินขึ้นลงทางดิ่งพลังงานไฟฟ้า (Electric Vertical Takeoff and Landing) หรือ eVTOL โดยจะให้บริการ “แท็กซี่ไฟฟ้าแบบบินได้” ซึ่งเป็นอากาศยานที่นั่งได้สบาย ๆ แบบรถแท็กซี่ แต่บินอยู่เหนือพื้นดิน ส่งผู้โดยสารระหว่างจุดรับ-ส่ง ทั้งทางดิ่งและทางตรง

ทีแค็บ เทค ยังเผยว่า ขณะนี้ได้มีการทดลองบินแท็กซี่ไฟฟ้าตัวต้นแบบรุ่น E20 แล้วหลายครั้ง เพื่อนำร่องการใช้งานแท็กซี่อากาศ โดยปัจจุบันพัฒนาเสร็จสิ้นไปแล้วราว 50% แท็กซี่อากาศไฟฟ้ารุ่นนี้ ยังมีการใช้งานในโหมดขึ้นลงในแนวตั้งและโหมดร่อน รวมถึงการติดปีกเสริมเพื่อแปลงเป็นโหมดการบินเดินทางเต็มระบบอีกด้วย

แท็กซี่อากาศไฟฟ้าตัวต้นแบบรุ่น E20 เป็น eVTOL แบบใช้พลังงานไฟฟ้าขนาด 5 ที่นั่งที่ได้รับความสนใจจากผู้คนอย่างมาก เป้าหมายของคอนเซปต์การออกแบบ ถูกกำหนดให้เป็นยานพาหนะที่มีจุดขายอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่าง VTOL ที่ใช้ท่อไอพ่นเวกเตอร์แบบปรับขึ้นลง กับเครื่อง VTOL ที่ใช้งานแบบเป็นยานร่อน (Cruise) โดย E20 จะมีใบพัดเสริมหนึ่งคู่ อยู่บริเวณส่วนบนของห้องโดยสาร และส่วนที่เหลือจะเป็นใบพัดหลักเพื่อยกระดับขึ้นลงจำนวน 4 ใบพัด ซึ่งใบพัดหลักนี้ สามารถแยกออกและปรับทิศทางองศาใบพัดในแนวดิ่งได้ ตามแต่ละจุดประสงค์การใช้งาน 

ด้านองค์ประกอบของใบพัดแต่ละตัว จะมีใบพัดขนาดใหญ่ 5 ชิ้นประกอบกัน และส่วนปลายของปีกจะปรับขึ้นลงแยกได้อิสระ ตามทิศทางการเอียงของปีกเหมือนระบบการทำงานของเครื่องบิน ขณะที่ปีกที่หาง จะเป็นปีกเสริมที่สั้นกว่า และทำมุมไปด้านหน้า 

ทีแค็บ เทคยังกล่าวว่า แท็กซี่ไฟฟ้ารุ่น E20 จะมีนักบินหนึ่งคนและผู้โดยสารสี่คนต่อหนึ่งเที่ยว ทำความเร็วได้ราว 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีรัศมีการบินอยู่ที่ 200 กิโลเมตร แต่อย่างไรก็ดี ตัวเลขเหล่านี้ยังคงเป็นเพียงตัวเลขคาดการณ์เท่านั้น

ล่าสุด ทีแค็บ เทค ระบุว่า ได้สร้างเครื่องต้นฉบับขนาดเท่าจริง เพื่อใช้ในการตรวจสอบทางวิศวกรรมออกมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งเครื่อง และยังมีการใช้เครื่องต้นแบบสำรองเพื่อทดสอบในขั้นต่อไป และยังผ่านกระบวนการตรวจสอบที่ซับซ้อนนับสิบครั้ง ในการสลับไปใช้โหมดแบบล่อง (Cruise) และโหมดติดปีกเสริม ทั้งยังมีโหมดการใช้งานแบบ ระยะพิทช์แปรผัน (Variable collective pitch) ซึ่งหมายความว่า สามารถปรับเปลี่ยนองศาการทำงานของใบพัดทั้งห้าใบได้โดยอิสระ ทำให้การเดินทางด้วยยานพาหนะดังกล่าว ทั้งในรูปแบบขึ้นลงแบบดิ่ง หรือแบบล่อง (Cruise) เหมือนเครื่องบิน เป็นไปอย่างคล่องแคล่ว และปลอดภัยมากขึ้น 

จากความก้าวหน้าทั้งหมดนี้ ทำให้ TCab กลายเป็นหนึ่งในบริษัทให้บริการ eVTOL ที่โดดเด่นที่สุดของจีน และเป็นเพียงบริษัทเดียวในปัจจุบัน ที่สามารถปรับเปลี่ยนเวกเตอร์แรงขับของเครื่องยนต์ได้ ท่ามกลางการแข่งขันในตลาด eVTOL ทั่วโลก ที่กำลังร้อนแรงขึ้น

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/113986/

ที่มาของรูปภาพ Tcab Tech


คาดิลแลควางขาย Lyriq รถยนต์ไฟฟ้า SUV รุ่นใหม่ วิ่งได้ไกล 502 กิโลเมตร

 


คาดิลแลควางขาย Lyriq รถยนต์ไฟฟ้า SUV รุ่นใหม่ วิ่งได้ไกล 502 กิโลเมตร 

เจเนอรัลมอเตอร์ส (GM) เคยเปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นแรกที่มีชื่อว่า GMC Hummer EV รถกระบะไฟฟ้าพละกำลังเหลือล้น 1,000 แรงม้า วิ่งได้ 560 กิโลเมตรใน 1 รอบการชาร์จเมื่อปีที่แล้ว และในเดือนกันยายนปีเดียวกันก็มีการเปิดตัว Lyriq รถไฟฟ้า SUV เป็นรถไฟฟ้าล้วนรุ่นที่ 2 ทางค่ายยืนยันว่าจะสามารถวิ่งได้เกิน 480 กิโลเมตรต่อรอบการชาร์จ และเมื่อ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา เจเนอรัลมอเตอร์ส (GM) ได้อัปเดตสเปกตัวรถรวมถึงวันส่งมอบรถให้ลูกค้าแล้ว

Cadillac Lyriq เป็นรถไฟฟ้าแบบ SUV ที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าในสหรัฐฯ เพราะดีไซน์ที่สวยงาม สะกดทุกสายตาแล้ว ยังมีสมรรถนะของระบบขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยมและราคาเปิดตัวที่ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 2 ล้านบาท ทำให้ในการเปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วนั้นมียอดจองล่วงหน้าเต็มจำนวนภายใน 19 นาทีหลังจากวางขาย ซึ่งทางค่ายรถนั้นเพิ่งเริ่มเดินเครื่องการผลิตเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

เจเนอรัลมอเตอร์ส (GM) ระบุสเปกของ Lyriq ไว้บนเว็บไซต์ว่าตัวรถมีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) รองรับการชาร์จด้วยไฟบ้าน (AC on-board Charger) ขนาด 19.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) และแบบกระแสตรงสูงสุดที่ 190 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) มีมอเตอร์เดี่ยวให้แรงขับเคลื่อน 340 แรงม้า ทำระยะทางได้ไม่ต่ำกว่า 480 กิโลเมตรต่อรอบการชาร์จ ภายในมีรูปลักษณ์ที่ทันสมัยและหรูหรา มีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (GM’s Driver-assist Technology) ซึ่งช่วยลดภาระในการขับขี่ แต่ยังคงต้องให้ผู้ขับสังเกตสภาพการขับขี่อยู่เสมอ

และในการประกาศครั้งนี้ เจเนอรัลมอเตอร์ส (GM) ได้ออกมาระบุว่ารถ Lyriq นั้นสามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 502 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐานของหน่วยงานในสหรัฐฯ (EPA) ซึ่งดีกว่าข้อมูลเดิมที่ประกาศไว้ 

แม้ว่าจะยังไม่มีการประกาศการส่งมอบรถให้ลูกค้ากลุ่มที่จองล่วงหน้าอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีการประกาศว่าจะมีการเปิดจองรอบใหม่เพิ่มเติม รวมถึงยังเปิดตัวรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะลดระยะทางวิ่งลงเล็กน้อย แต่ได้พละกำลังของตัวรถที่เพิ่มขึ้น โดยจะเริ่มเปิดจองภายในต้นปีหน้า

อย่างไรก็ตาม ราคาขายล่าสุดของ Lyriq ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อนั้นขยับขึ้นมาเป็น 62,990 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2 แสนบาท จากราคาเดิม และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ แพงขึ้นอีกประมาณ 70,000 บาท โดยโรรี่ ฮาร์วี่ (Rory Harvey) รองประธานใหญ่ของคาดิลแลค (Cadillac) เผยว่าพึงพอใจกับผลตอบรับของรถ Lyriq อีกทั้งยังคาดหวังให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายของบริษัทที่จะทำให้รถทุกรุ่นที่วางจำหน่ายปราศจากการใช้พลังงานน้ำมันในปี 2030 นี้อีกด้วย

ที่มาข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/114004/

ที่มารูปภาพ Cadillac


จีนใช้เชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอนขับเคลื่อนเครื่องบินความเร็วเหนือเสียง 5 เท่าสำเร็จ


 จีนใช้เชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอนขับเคลื่อนเครื่องบินความเร็วเหนือเสียง 5 เท่าสำเร็จ 

ศูนย์วิจัยและพัฒนาอากาศพลศาสตร์แห่งประเทศจีนประสบความสำเร็จในการทดสอบเครื่องยนต์สำหรับ #เครื่องบินความเร็วเหนือเสียง ซึ่งขับเคลื่อนโดยเชื้อเพลิง #ไฮโดรคาร์บอน ราคาถูก

รายงานระบุว่า เครื่องยนต์ดังกล่าวสามารถขับเคลื่อนเครื่องบินหรือขีปนาวุธได้เร็วกว่าเสียงถึง 5 เท่า ด้วยการระเบิดหลายพันครั้งต่อวินาที

การระเบิดขนาดเล็กเกิดขึ้นในพื้นที่ระหว่างกระบอกสูบโลหะที่เต็มไปด้วยไอของเอทิลีนหรือน้ำมันก๊าด คลื่นการกระแทกจะเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่วงกลมในรูปแบบเกลียว ทำให้เกิดแรงขับอันทรงพลัง

การทดสอบเมื่อไม่นานมานี้พบว่า เครื่องยนต์ดังกล่าวทำงานได้อย่างเสถียร โดยเกิดเปลวไฟสีน้ำเงินจางๆ และโปร่งใส

แบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ยังแสดงให้เห็นว่า เครื่องยนต์ชนิดนี้มีประสิทธิภาพการใช้ #เชื้อเพลิง สูงกว่า #เครื่องยนต์ไอพ่น ถึงร้อยละ 50 โดยเชื้อเพลิงจะเผาไหม้อย่างเต็มที่แต่จะใช้เวลาช้ากว่ามาก

เชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอนมีราคาถูกกว่าและปลอดภัยกว่าในการจัดการ แต่ไอของน้ำมันนั้นติดไฟได้ยากกว่า ก่อนหน้านี้นักพัฒนาจึงเชื่อว่า เครื่องยนต์ที่ใช้กลไกลักษณะนี้ไม่สามารถทำงานที่ความเร็วเหนือเสียงได้

ที่ผ่านมา จีนได้พัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีความเร็วเหนือเสียงหลายประเภท ซึ่งเชื่อว่าสามารถเจาะระบบป้องกันภัยทางอากาศส่วนใหญ่ได้ และหน่วยงานด้านอวกาศกล่าวว่า พวกเขาตั้งเป้าที่จะมีเครื่องบินที่มีความเร็วเหนือเสียงภายในปี 2578 โดยสามารถขนส่งผู้โดยสารไปยังที่ใดก็ได้ในโลกภายในหนึ่งหรือสองชั่วโมง

ที่มา เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์

แฟ้มภาพเอเอฟพี - ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา

Jackal food กำลังเป็นกระแสบางคนบอกนี่มัน "พืชเอเลียน"

สำหรับคนที่คลุกคลีอยู่กับโลกโซเชียลหลายคนคงจะทราบกันว่าในบางครั้ง บนโลกออนไลน์ก็อาจจะมีภาพถ่ายที่กลายเป็นกระแสโด่งดัง จากรูปทรงแปลกๆ

อย่างล่าสุดนี้เอง รูปถ่ายของพืชชนิดหนึ่งก็กำลังกลายเป็นที่พูดถึงในสังคมไทยกันอยู่ เนื่องจากรูปร่างของมันนั้น ไม่เพียงแต่เหมือนหลุดออกมาจากนอกโลกเท่านั้น แต่มันยังดูคุ้นๆ แปลกๆ คิดดีไม่ได้เลยสำหรับหลายๆ คนด้วย

เจ้าพืชที่ว่านี้คือ Jackal food (ชื่อวิทยาศาสตร์: Hydnora africana) พืชประหลาดที่พบได้ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา

มันเป็นพืชกาฝากที่ตามปกติจะเติบโตอยู่ใต้ดิน คอยดูดอาหารจากต้นไม้อื่นๆ แบบไม่มีการสังเคราะห์แสง 

ทำให้ในช่วงแรกๆ ของการค้นพบ แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เข้าใจผิดว่ามันเป็นเชื้อรา

เจ้าพืชชนิดนี้ นานๆ ทีจะโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นเมื่อมีฝนตก และมีลักษณะเด่นในช่วงนี้อยู่ที่ทั้งต้นแทบจะมีแต่ดอกไม้ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง สีน้ำตาล ส้ม หรือชมพู ไม่มีใบ หรือส่วนประกอบอื่นๆ แบบต้นไม้ตามปกติ

และนอกจากรูปร่างที่คล้ายกับหลุดมาจากหนังเอเลี่ยนแล้ว Jackal food ยังมักถูกรายงานว่ามันมีกลิ่นเหม็นสมรูปร่างอีกด้วย

โดยมันจะใช้กลิ่นพวกนี้ล่อแมลงอย่างด้วงมูลให้มาผสมเกสรให้ ก่อนจะออกผลซึ่งมีกลิ่นเหม็นไม่ต่างกัน ล่อหมาจิ้งจอกแจ็กคัลมากินเพื่อขยายพันธุ์ต่อ


ที่มา

tumblr.amnh.org/post/617234887944044544/jackal-food-hydnora-africana-is-a-parasitic

www.gardeningknowhow.com/ornamental/flowers/hydnora/hydnora-africana-plant-info.htm

www.projectnoah.org/spottings/752489971

www.facebook.com/samrujlok/photos/a.478177772225/10159722552147226

อังกฤษเตรียมใช้โดรนส่งไปรษณีย์ทั่วประเทศ ตั้งเป้าใช้โดรน 500 ลำช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน

 


อังกฤษเตรียมใช้โดรนส่งไปรษณีย์ทั่วประเทศ ตั้งเป้าใช้โดรน 500 ลำช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน

รอยัลเมล (Royal Mail) บริษัทไปรษณีย์อันดับ 1 ของสหราชอาณาจักร ประกาศแผนเดินหน้าการนำโดรนมาใช้ในธุรกิจขนส่ง โดยตั้งเป้านำโดรนกว่า 50 ลำมาใช้ในเส้นทางการขนส่ง 50 เส้นทาง โดยทางบริษัทกล่าวว่า พื้นที่ห่างไกลอย่างเช่น หมู่เกาะซิลลี (Isles of Scilly) ของอังกฤษ และหมู่เกาะเชตแลนด์ (Shetland) ของสกอตแลนด์จะเป็นพื้นที่แรกที่ได้รับประโยชน์จากบริการนี้

รอยัลเมล (Royal Mail) ได้จับมือกับวินเดรเซอร์ (Windracers) บริษัทโดรนชื่อดังของสหราชอาณาจักรในการทดสอบการใช้อากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle: UAV) เพื่อส่งพัสดุภายในพื้นที่หมู่เกาะเชตแลนด์ (Shetland) หมู่เกาะห่างไกลทางตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์ตั้งแต่เมษายนปีที่แล้วและประสบความสำเร็จ

UAV ลำดังกล่าวมีชื่อว่า ULTRA (Unmanned Low-cost TRAnsport) ซึ่งวินเดรเซอร์ (Windracers) พัฒนาขึ้นมาให้รองรับการบรรทุกพัสดุและสิ่งของถึง 100 กิโลกรัม และเดินทางได้ไกล 1,000 กิโลเมตร ด้วยเครื่องยนต์ใบพัดคู่ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า 30% เมื่อเทียบกับเครื่องบินทั่วไปที่มีขีดความสามารถในการบรรทุกที่ใกล้เคียงกัน อีกทั้งตัวเครื่องสามารถทนต่อสภาพอากาศที่แปรปรวนอันเลื่องชื่อของอังกฤษได้เป็นอย่างดี

รอยัลเมล (Royal Mail) อยู่ระหว่างการพูดคุยเพื่อขออนุญาตองค์การการบินพลเรือนของสหราชอาณาจักร (Civil Aviation Authority: CAA) เพื่อเปิดเส้นทางการบินของ ULTRA ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ โดยจะเริ่มจากพื้นที่ห่างไกลที่รวมถึงหมู่เกาะเชตแลนด์ (Shetland) ที่เป็นพื้นที่ทดสอบก่อนหน้านี้ และหมู่เกาะซิลลี (Isles of Scilly) ที่อยู่บริเวณปลายสุดทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะอังกฤษอีกด้วย

เส้นทางการบินที่รอยัลเมล (Royal Mail) วางแผนไว้คือ 50 เส้นทาง โดยมุ่งเป้าไปยังพื้นที่ห่างไกลซึ่งมักจะถูกละเลยจากบริการขนส่งอันเนื่องมาจากต้นทุนการขนส่งที่สูง ซึ่งการใช้ ULTRA จะเป็นการขยายโอกาสทางการตลาดในพื้นที่ห่างไกลของสหราชอาณาจักรอีกหลายพื้นที่ โดยวางแผนให้ภายในปี 2025 จะมีโดรนในเส้นทางการบินทั้งหมดรวมแล้วอย่างน้อย 200 ลำ และเพิ่มเป็น 500 ลำในอนาคต

ไซมอน ทอมป์สัน (Simon Thompson) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของรอยัลเมล (Royal Mail) กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายในการสร้างระบบการขนส่งที่ยั่งยืน ในปัจจุบันการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อพัสดุหนึ่งชิ้นของบริษัทนั้นต่ำที่สุดในบรรดาผู้ให้บริการของสหราชอาณาจักร ดังนั้น การใช้โดรนจะยิ่งช่วยให้บรรลุเป้าหมายของบริษัทได้ง่ายยิ่งขึ้น

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/113646/

ที่มาของรูปภาพ Windracers


เมื่อ Tesla มีสถิติไฟไหม้ที่ต่ำกว่ารถยนต์สันดาปภายในที่ขายทั่วไปในท้องตลาดถึง 11 เท่า !!

 


เมื่อ Tesla มีสถิติไฟไหม้ที่ต่ำกว่ารถยนต์สันดาปภายในที่ขายทั่วไปในท้องตลาดถึง 11 เท่า !!

อาจเป็นเพราะว่ารถไฟฟ้าเป็นของใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมแบบก้าวกระโดดในปัจจุบัน ซึ่งเวลามีเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่ดีเกิดขึ้นนั้น มันปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีความแตกตื่นมากเป็นพิเศษ หากไปเทียบกับรถยนต์สันดาปภายใน

อย่างไรก็ตามสถิติตัวเลขก็ไม่เคยโกหกใคร เมื่อสถิติบอกว่ารถไฟฟ้าของ Tesla มีโอกาสเกิดไฟไหม้ที่ต่ำว่ารถยนต์สันดาปภายในที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน

Tesla ได้โชว์ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวกับรถไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นมาทุกรุ่นของบริษัท โดยนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 – 2021 ในเรื่องอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับไฟไหม้รถของบริษัท ซึ่งสถิติตัวเลขที่ออกมาพบว่า รถไฟฟ้า Tesla กำลังมีค่าเฉลี่ยในเรื่องนี้ที่ลดลงเรื่อย ๆ 

สถิติแสดงค่าเฉลี่ยระยะทางวิ่งสะสมที่ 1 ล้านไมล์ จะมีไฟไหม้รถ Tesla เกิดขึ้นเพียง 5 ครั้ง และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจากสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ (NFPA) ของสหรัฐอเมริกา พบว่ารถยนต์สันดาปภายใน จะมีค่าเฉลี่ยไฟไหม้รถอยู่ที่ 53 ครั้ง ในระยะทางสะสมที่ 1 ล้านไมล์เท่ากัน !!

ทุกอย่างมันมีเหตุและผลในตัวมันเองอยู่ โดยทาง Tesla ยังคงพัฒนาในเรื่องความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น สารเคมีของแบตเตอรี่ โครงสร้างเซลล์ โครงสร้างชุดแบตเตอรี่ ซึ่งสิ่งที่พัฒนาเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดไฟไหม้ได้นั้นเอง

สุดท้ายนี้ก็สามารถพูดได้เต็มปากว่า ทางบริษัท Tesla จะไม่หยุดการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะทำให้รถ Tesla มีความปลอดภัยในการขับขี่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งกาลเวลาได้เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีในเรื่องนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เมื่อสถิติความปลอดภัยในการขับขี่ใช้งานของ Tesla ยอดเยี่ยมไม่เป็นสองรองใคร วันนี้คุณสามารถสัมผัสกับ Tesla คันจริง ๆ ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ Spyder Auto Import หนึ่งในผู้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ในไทย ไทย เบอร์ 02-746-9922 , 02-061-2755 หรือ Line @Spyderautoimport 

อ้างอิงข้อมูล

https://www.tesmanian.com/blogs/tesmanian-blog/tesla-registered-11x-lower-fire-incidents-of-the-vehicles-than-the-average-vehicle-in-the-u-s

VW เอาบ้างปูทางรถยนต์ไร้คนขับ ติดชิป Snapdragon

 ปัจจุบัน ผู้ผลิตรถยนต์หลายแบรนด์ไม่ได้เตรียมพร้อมแค่การกระโดดเข้าไปตลาดรถยนต์ไฟฟ้า แต่รถต้องมีสมรรถภาพในการแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน 

แต่ก่อน เราเคยเชื่อว่า รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติไม่จำเป็นต้องชิปเพื่อประมวลผลภายในตัว แต่อาศัยการส่งข้อมูลที่รวดเร็วอย่าง 5G ที่เซนเซอร์จะส่งข้อมูลการขับขี่ไปประมวลบนคลาวด์และส่งกลับมาที่ตัวรถเพื่อที่จะส่งให้หยุดไปต่อ แต่ท้ายที่สุด เราก็ประจักษ์แล้วว่า การมีชิปอยู่ในตัวรถแล้วช่วยประมวลในทันทีนั้นดีกว่า ..

ทำให้เราได้เห็นบริษัทรถยนต์หลายแห่ง กำลังเข้าไปจับมือกับบริษัทผู้ผลิตชิปสมองกล เพื่อมาใช้สำหรับการพัฒนา Autonomous Car ของตัวเอง อย่างล่าสุด Volkswagen ได้ปูทางเตรียมเข้าสู่ตลาดรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ โดยจับมือกับ Qualcomm Technologies ผู้ผลิตชิป  Snapdragon ครับ

เผื่อใครไม่รู้นะว่า Snapdragon ก็มีการพัฒนาชิปสำหรับรถยนต์อัตโนมัติชื่อว่า  Snapdragon Ride Platform ... ซึ่งไม่แปลกนะ เพราะว่าเราอาจจะคุ้นเคยกับชิปที่อยู่ใน Smartphone มากกว่า 

Snapdragon Ride Platform เป็นชิปแบบ SoCs ( system-on-chips) เป็นสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับที่ใช้บน Smartphone ครับ ข้อดีคือกินพลังงานต่ำ มีขนาดเล็ก ประมวลผลได้เร็ว 

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ ยังมีหนทางอีกยาวไกลครับ เพราะยังมีอุปสรรคที่ยังรออยู่อีกมาก สิ่งสำคัญคือเรื่องของกฏหมายที่ยังไม่สามารถยอมรับถึงความปลอดภัยของ Ai ได้ โดยแม้เป็น Tesla เราก็ยังเห็นการเกิดอุบัติเหตุจากระบบดังกล่าวอยู่บ่อยครั้ง  

ที่มาข้อมูล

https://carbuzz.com/news/volkswagen-takes-quantum-leap-forward-in-self-driving-race


https://www.qualcomm.com/products/application/automotive/autonomous-driving#:~:text=Snapdragon%20Ride%20now%20offers%20an,now%20supported%20on%20the%20platform.

เหลียวหลัง แลหน้า เปิดประวัติ ‘คาร์ซีท’ จากสหรัฐฯ สู่ไทย เราพร้อมแล้วหรือยัง สำหรับเทคโนโลยีความปลอดภัยนี้?

 เหลียวหลัง แลหน้า เปิดประวัติ ‘คาร์ซีท’ จากสหรัฐฯ สู่ไทย เราพร้อมแล้วหรือยัง สำหรับเทคโนโลยีความปลอดภัยนี้?

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2565 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 ให้บังคับใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ภายในอีก 120 วันนับแต่วันประกาศ หรือเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 7 กันยายน 2565 เป็นต้นไป เนื้อหาใจความสำคัญในราชกิจจานุเบกษา กำหนดให้ผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งตลอดเวลาในขณะโดยสารรถยนต์ ซึ่งเป็นข้อระเบียบบังคับตามปกติที่ใช้กันมา แต่ใจความสำคัญอยู่ที่หมวด (2) ข้อ ข. ผู้โดยสาร ซึ่งระบุว่า

(ข) คนโดยสารที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้ หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ซึ่งการประกาศบังคับใช้มาตรการนี้ ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันในโซเชียลเน็ตเวิร์คถึงความเหมาะสมในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างล้นหลาม จนล่าสุด ทางการออกมาระบุว่า ในการบังคับใช้ช่วงแรก จะเป็นเพียงการขอความร่วมมือ ยังไม่ใช่การบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจัง กรณีนี้ TNN Tech จะขอพาท่านผู้อ่านดำดิ่งสู่ประวัติความเป็นมาของคาร์ซีท (เบาะนิรภัยสำหรับเด็ก) ในสหรัฐอเมริกา ว่ามีความเป็นมาอย่างไรบ้าง

จุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์แห่งคาร์ซีท

ก่อนที่จะมีคาร์ซีทสำหรับเด็ก เหล่าพ่อแม่ชาวสหรัฐฯ จะใช้เบาะนั่งธรรมดาในรถยนต์ แล้วปรับเบาะให้ราบลงแล้วใช้เข็มขัดรัดบริเวณเอวของเด็กไว้

จนกระทั่งในปี 1933 บริษัทบันนี แบร์ คอมปานี (Bunny Bear Company) ของสหรัฐฯ คิดค้นที่นั่งให้กับเด็กในรถยนต์ออกมา โดยใช้ที่นั่งเสริมวางต่อจากเบาะนั่งปกติ ให้เด็กนั่งอยู่ในระดับสายตาของผู้ปกครอง แต่จุดประสงค์จริง ๆ แล้ว ผลิตขึ้นมาเพื่อห้ามเด็กไม่ให้เคลื่อนที่ไปรอบ ๆ รถยนต์ คาร์ซีทเด็กในยุคนี้จึงไม่มีความปลอดภัยอย่างสิ้นเชิง

ในปี 1962 จีน เอมส์ (Jean Ames) นักออกแบบชาวสหราชอาณาจักร คิดค้นที่นั่งเด็ก ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางให้กับเด็กอย่างจริงจังออกมาเป็นครั้งแรก โดยที่นั่งของเอมส์ ออกแบบโดยให้เด็กหันหน้าเข้าหาเบาะรถยนต์ในทิศทางตรงข้ามกับที่รถเคลื่อนที่ไป และในปีเดียวกัน เลน ริฟคิน (Len Rivkin) นักประดิษฐ์ชาวสหรัฐฯ ออกแบบที่นั่งที่มีโครงสร้างเป็นเหล็กชิ้นแรก และเริ่มการใช้หัวเข็มขัดนิรภัย แบบที่ใช้ในของผู้ใหญ่ แต่อย่างไรก็ดี นั่งพิเศษของเอมส์ และริฟคิน ยังไม่ได้มีมาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่ากับที่ใช้ในปัจจุบัน

ขณะที่บริษัทรถยนต์ฟอร์ด (Ford) ของสหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตรายแรกที่เปิดตัวคาร์ซีทรุ่น แอสโตร-การ์ด (Astro-Guard) โดยใช้สายรัดแบบสี่จุด ทำให้เด็กอยู่กับที่ โดยฟอร์ดปรับปรุงการออกแบบเพิ่มเติม จนเมื่อปี 1965 ฟอร์ดก็เปิดตัวคาร์ซีทรุ่น ทอต-การ์ด (Tot-Guard) ซึ่งมีพื้นผิวเป็นพลาสติกที่ช่วยพยุงร่างกายส่วนบนของเด็กไว้ ส่วนบริษัทจีเอ็ม (General Motors) ของสหรัฐฯ ก็เปิดตัวคาร์ซีทรุ่น เลิฟ ซีทส์ (Love Seats) ในปี 1969 โดยมีทั้งขนาดสำหรับทารกและเด็ก โดยมีวัสดุทำมาจากมาจากโพลีโพรพีลีนและบุด้วยโฟมยูรีเทน ทำให้มีน้ำหนักเบา แต่แข็งแรงทนทานยิ่งขึ้น

แต่แม้ว่าคาร์ซีทของฟอร์ด และจีเอ็ม จะผ่านการทดสอบจำลองการเกิดอุบัติเหตุ ของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 1971 อย่างไรก็ดี ที่นั่งของบริษัททั้งสองไม่ผ่านการทดสอบขององค์กรคอนซูเมอร์ รีพอร์ตส์ (Consumer Reports) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเหล่าผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในสหรัฐฯ ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในหมู่ประชาชน ว่าเทคโนโลยีคาร์ซีท จะช่วยลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตของเด็กลงได้

จากแนวทาง สู่กฎหมายบังคับใช้อย่างจริงจัง

ในปี 1972 รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ออกกฎหมายมาตรฐานความปลอดภัยเบาะนั่งนิรภัยฉบับแรก โดยกำหนดให้ใช้สายรัดนิรภัยแบบสามจุดสำหรับเด็ก และบังคับใช้เข็มขัดนิรภัยเพื่อติดคาร์ซีทเข้ากับเบาะรถยนต์ ด้านหน่วยงานบริหารความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติสหรัฐฯ (NHTSA) ได้ประกาศข้อแนะนำการติดตั้งเบาะนิรภัยในชื่อ ‘FMVSS213’ ซึ่งเป็นเพียงการแนะนำให้ใช้เข็มขัดนิรภัยสำหรับยึดเบาะรถยนต์ไว้ในรถ และสายรัดเพื่อยึดเด็กไว้ในเบาะรถ แต่ยังไม่มีข้อบังคับให้ต้องผ่านการทดสอบการชนแต่อย่างใด ด้านคอนซูเมอร์ รีพอร์ตส์ ตีพิมพ์บทความนำเสนอว่า เบาะรถยนต์ส่วนใหญ่ที่ผ่านระเบียบ FMVSS213 นั้น ไม่สามารถลดความเสียหายที่เกิดต่อตัวเด็กในการทดสอบการชนได้

จากการถูกตรวจสอบ ทำให้เกิดการตั้งคำถามในหมู่ประชาชนว่า กฎหมายที่ใช้กับบริษัทผู้ผลิตคาร์ซีทไร้ประสิทธิภาพ และในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไป 9 ปี มีประกาศกฎหมายรัฐบาลกลาง กำหนดให้เหล่าผู้ปกครองต้องใช้เบาะนิรภัย (คาร์ซีท) สำหรับเด็ก ก็ถูกประกาศใช้เป็นทั่วไปในปี 1982

แม้จะมีการประกาศใช้กฎหมายเบาะนิรภัยสำหรับเด็กไปแล้ว แต่ช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 พบว่ายังมีการใช้เบาะนิรภัยแบบผิด ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก จากปัญหาความยากลำบากในการใช้งาน และการติดตั้งอย่างแบบผิด ๆ ในการสำรวจจากหน่วยงานรัฐบาลกลาง พบว่า มีผู้ใช้เพียง 20% เท่านั้น ที่ใช้เบาะนิรภัยสำหรับเด็กได้ถูกต้อง ทำให้ทั้งหน่วยงานรัฐบาล และผู้ผลิตเอกชน ต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีคาร์ซีท เพื่อยกระดับความปลอดภัย และทำให้ง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น

ยุคทองแห่งคาร์ซีท

ในช่วงปี 2000 มีการยกระดับเทคโนโลยีคาร์ซีทครั้งใหญ่ โดยมีการเปิดตัวทั้งคาร์ซีทสำหรับเด็กทารกโดยเฉพาะ, คาร์ซีทแบบ 3 in 1 ซึ่งสามารถปรับใช้กับเด็ก 3 ช่วงวัย คือ ทารก เด็กเล็ก และเด็กโต รวมถึงคาร์ซีทสำหรับระบบขนส่งมวลชน การยกระดับทั้งหมดนี้เปิดตัวในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน และได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนกลายเป็นมาตรฐานของผู้ปกครองของชาวสหรัฐฯ ที่มีบุตรหลานไปในที่สุด มีการนำเสนอคาร์ซีทในภาพยนตร์โดยทั่วไป เป็นเหมือนตราสัญลักษณ์เฉพาะของภาพยนตร์ที่ถูกผลิตในสหรัฐอเมริกา

และเมื่อปี 2002 รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ออกข้อบังคับให้รถทุกคันจะต้องมีการติดตั้งระบบ LATCH (Lower, Anchors & Tethers for Children) ซึ่งกำหนดให้มีจุดยึด ทำให้ผู้ปกครองสามารถติดตั้งและถอดพับเก็บคาร์ซีทจากยานพาหนะต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ 

คาร์ซีทในภาพยนตร์

ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา หากเราดูหนังฮอลลีวูด อาจเคยเห็นฉากที่ผู้ปกครองเดินทางกับเด็กเล็ก หรือเด็กทารก และจะมีอุปกรณ์ที่นั่งพิเศษที่ติดเสริมจากที่นั่งปกติ ซึ่งอุปกรณ์นี้จะปรากฎในหนังแทบทุกเรื่องที่มีฉากการเดินทางโดยรถยนต์ที่มีเด็กเป็นผู้โดยสาร อุปกรณ์ที่ว่านี้ก็คือ คาร์ซีท (Car Seat) ซึ่งถูกบังคับใช้เป็นกฎหมายในสหรัฐฯ โดยจะมีการระบุถึงน้ำหนัก และช่วงวัยของเด็กที่ต้องใช้คาร์ซีท แตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ

หากผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว ในสหรัฐอเมริกา กฎหมายได้ระบุบทลงโทษแตกต่างกันไปแล้วแต่พื้นที่ โดยจะมีค่าปรับสำหรับผู้ที่ไม่ติดตั้งคาร์ซีทสำหรับเด็ก เริ่มต้นที่ 25 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 800 บาท เช่นในรัฐมิสซิสซิปปี ,เดลาแวร์ ส่วนในบางรัฐ เช่น ฮาวาย จะมีค่าปรับเริ่มต้นที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ และอาจปรับสูงสุดได้ถึง 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (17,000 บาท) ตามอัตราโทษสูงสุด

ส่วนอัตราโทษสำหรับประเทศพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯ เช่นสหราชอาณาจักร กำหนดไว้ว่า เด็กที่มีส่วนสูงน้อยกว่า 135 เซนติเมตรลงไป หรืออายุน้อยกว่า 12 ปี ต้องใช้อุปกรณ์ส่วนควบ หรือเบาะนั่งนิรภัยที่เหมาะสมสำหรับเด็กในแต่ละช่วงวัย หากฝ่าฝืนจะมีค่าปรับ 60 ปอนด์ (ราว 2,500 บาท) หรือหากคดีความไปถึงชั้นศาล อาจมีค่าปรับสูงสุดถึง 500 ปอนด์ (21,000 บาท)

เทคโนโลยีคาร์ซีทปัจจุบันไปถึงไหนแล้ว

ข้อมูลการสำรวจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พบว่า การเสียชีวิตของเด็กชาวสหรัฐฯ ที่มีช่วงอายุ 0-15 ปี มากกว่า 57% เกิดขึ้นเพราะเด็กไม่ได้นั่งในคาร์ซีท เช่นในปี 2018 มีเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี 636 คน เสียชีวิต โดยในจำนวนนี้ 33% เสียชีวิตเพราะไม่ได้นั่งในคาร์ซีท และจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เพราะหากนับรวมถึงยอดผู้บาดเจ็บด้วย จะมีเด็กบาดเจ็บและเสียชีวิตถึง 183,636 คน

ผู้เชี่ยวชาญ บริษัทผู้ผลิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสหรัฐฯ ยังคงเร่งปรับปรุงข้อกำหนด และยกระดับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีคาร์ซีทอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ในคาร์ซีท ที่ช่วยปกป้องเด็กในรถได้มากขึ้น 

ขณะที่ผู้ผลิตคาร์ซีท ต้องผ่านมาตรฐานการทดสอบการชนอย่างเข้มข้นโดยรัฐบาลกลาง จึงจะสามารถวางจำหน่ายสินค้าได้ ทั้งยังมีอาชีพเกิดใหม่ เช่นช่างเทคนิคพิเศษที่รับตรวจสอบการติดตั้งคาร์ซีท ซึ่งได้รับความนิยมใช้บริการจากเหล่าผู้ปกครองอย่างสูง 

ปัจจุบัน นักออกแบบกำลังเร่งระดมพลังสมอง เพิ่มความเป็นมิตรต่อผู้ใช้ (User Friendly) ในการติดตั้งคาร์ซีทให้ง่ายขึ้นไปอีก โดยยังคงรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดเอาไว้ได้ เช่นบริษัทวอลโว (Volvo) นำเสนอคอนเซ็ปต์ไอเดีย ที่เจ้าของรถสามารถถอดเปลี่ยนเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าเป็นคาร์ซีทสำหรับเด็ก โดยจะติดตั้งไว้กับแท่นยึดอย่างแน่นหนา เพื่อให้เด็กที่อยู่ในคาร์ซีท มองเห็นพ่อแม่ที่กำลังขับรถอยู่ได้ ลดอาการงอแงในเด็กลง ขณะที่ด้านผู้ผลิตบริษัทอื่น ๆ กำลังมุ่งเน้นการขายคาร์ซีทที่ปรับเปลี่ยนขนาดของเบาะตามอายุและช่วงวัยของเด็กได้

แต่คาร์ซีท ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง

อย่างไรก็ดี แม้จะมีกฎระเบียบ และการทดสอบ หรือการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากมายในช่วงที่ผ่านมา แต่คาร์ซีทก็ไม่ใช่โล่วิเศษ ที่ช่วยป้องกันอันตรายได้ทุกชนิด หากเกิดอุบัติเหตุที่มีแรงกระแทกเข้ามาถึงภายในห้องโดยสารโดยตรง ก็ย่อมเกิดอันตรายขึ้นกับตัวเด็กที่โดยสารอยู่ดี ไม่ว่าจะใช้คาร์ซีทหรือไม่ก็ตาม

เมื่อมองย้อนกลับมาที่ไทย หากเปรียบเทียบกันดูแล้ว กฎหมายคาร์ซีทสำหรับเด็กของไทย เริ่มบังคับใช้ช้ากว่าของสหรัฐฯ ราว 40 ปี แต่ตามข้อเท็จจริงแล้ว สหรัฐฯ ก็ต้องก้าวข้ามผ่านกระบวนการปรับปรุงข้อกฎหมาย จนมาถึงปัจจุบัน ที่คาร์ซีทถือเป็น ‘ของสามัญประจำบ้าน’ ที่มีกันทุกครัวเรือนจนได้ในที่สุด แต่หากจะถามว่า ประเทศไทย “พร้อมหรือยัง?” สำหรับการบังคับใช้กฎหมายคาร์ซีท ก็คงเป็นเรื่อง “ต่างคนต่างคิด” ที่ต้องหาข้อสรุปกันไป 

แต่แน่นอนว่า การบังคับใช้ ‘คาร์ซีท’ ในไทย เป็นการจุดประกายครั้งสำคัญ ที่จะช่วยให้อัตราการสูญเสียชีวิตในเด็กลดลง ซึ่งเป็นความเสียหายที่ประเมินถึงมูลค่าที่แท้จริงได้ยาก เนื่องจากเด็กที่อาจบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากการไม่ได้ใช้คาร์ซีท จะเติบโตไปเป็นอนาคตของชาติ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไปในภายภาคหน้า

ที่มาของข้อมูล : https://www.tnnthailand.com/news/tech/113340/

ที่มาของรูปภาพ : unsplash


Elon Musk เล็ง Blade Battery ของจีน พัฒนารถยนต์ในอนาคต!!

 Elon Musk เล็ง Blade Battery ของจีน พัฒนารถยนต์ในอนาคต!!

ในโลกของเทคโนโลยีการพัฒนานั้นยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด ยังคงมีเทคโนโลยีใหม่ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และชื่อของ Blade Battery กำลังกลายเป็นที่จับจ้อง เมื่อ Elon Musk อยากได้มาครอบครอง

บริษัท BYD Co. Ltd หรือชื่อเต็ม Build Your Dream ก่อตั้งขึ้นในปี 1995 โดยคุณ หวัง ชวนฟู นักเคมีชาวจีน โดยเริ่มต้นจากเงินลงทุน 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ และเป้าหมายหลักในตอนแรกของ BYD ไม่ได้เกี่ยวกับรถยนต์โดยตรง แต่เป็นการผลิตแบตเตอรี่เพื่อป้อนให้กับลูกค้าในอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ ต่อมาบริษัทมีความเชี่ยวชาญมากขึ้นประกอบกับเห็นโอกาสจากทางภาครัฐที่เริ่มสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดในช่วงยุคปี 2000 ทำให้ได้นำความเชี่ยวชาญมาต่อยอดในธุรกิจยานยนต์

รถยนต์รุ่นที่ทำให้ BYD เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นคือ BYD Qin รถปลั๊กอินไฮบริด และขึ้นแท่นเป็นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในจีนในปี 2014 ส่วนปี 2015 ยอดขายขึ้นมาเป็นอันดับ 4 ในกลุ่มรถไฟฟ้าปลั๊กอินทั่วโลก ตามหลัง Tesla Model S, Nissan Leaf และ Mitsubishi Outlander PEV ส่วนอันดับ 5 คือ BMW i3

ภาพลักษณ์ของรถยนต์สัญชาติจีนในตลาดตะวันตกยังถือว่าไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ปีที่ผ่านมาการขยายตลาดนอกจีนของ BYD โดยเฉพาะในเอเชียจะยังเป็นตลาดรถบัสไฟฟ้า รถบรรทุกไฟฟ้าและแบตเตอรี่เป็นหลักเท่านั้น อย่างไรก็ตาม BYD พยายามปรับภาพลักษณ์ให้ดูอินเตอร์มากขึ้นหลายประการ มีการจ้าง Leonardo DiCaprio นักแสดงฮอลลีวูดมาเป็น Brand Ambassador รวมไปถึงเตรียมก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในโมร็อกโก สะท้อนให้เห็นว่า BYD เตรียมจะบุกประเทศตะวันตกในเร็วๆ นี้

ส่วน Blade Battery เป็นอีกเทคโนโลยีหนึ่งที่พัฒนาโดย BYD โดยมีความคล้ายคลึงกับเทคโนโลยีพื้นฐานของแบตเตอรี่ 4680 ที่เป็นแบบ LFP เหมือนกัน ซึ่งจะมีจุดเด่นในเรื่องของความร้อนต่ำ เก็บพลังงานได้สูงกว่า และต้นทุนในการผลิตต่ำกว่า แบบ NMC ซึ่งปัจจุบันราคาแร่นิกเกิลที่เป็นต้นทางของแบตเตอรี่แบบ NMC นั้นมีราคาสูงขึ้นมาก

ความแตกต่างของ Blade Battery อยู่ที่การออกแบบให้เซลล์มีลักษณะบางและยาวเหมือนใบมีดวางเรียงตัวกันแบบเดียวกับ Heat Sink ซึ่งจะต่างจากแบตเตอรี่แบบอื่นที่มีลักษณะเป็นก้อนวางซ้อนกัน โดยมีข้อดีคือระบายความร้อนได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้นการระเบิดหรือเกิดไฟลุกจึงเกิดขึ้นได้ยากสำหรับ Blade Battery

ซึ่งทาง Elon Musk เอง สนใจในคุณสมบัติของ Blade Battery และเล็งเอาไว้ว่าในอนาคตอาจนำมาใช้งานแทนแบตเตอรี่จาก LG และ CATL เพื่อให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้ต้องดูกันต่อไปว่า BYD ยังคงต่อยอดพัฒนา Blade Battery ให้ออกมาในรูปแบบไหนเพื่อการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น และจะหันไปจับมือกับ Elon Musk ในการ Supply เจ้า Blade Battery นี้หรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

จับตามองข่าวที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีน ท่ามกลางการขยายตัวของตลาด EV ประเทศ

 


จับตามองข่าวที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีน ท่ามกลางการขยายตัวของตลาด EV ประเทศ 

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในเมืองเฉิงชา ทางภาคใต้ของจีนได้เข้าไปตรวจสอบโรงงานผลิตรถ EV ของ BYD ในเมือง หลังมีข่าวว่าส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง ทำให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียงเจ็บคอและแสบจมูก จนถึงขนาดที่ว่าเด็กบางคนเลือดกำเดาไหล 

Build Your Dream หรือ BYD เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทผลิตแบตเตอร์รี่เมื่อปี 1995 และรุกสู่ธุรกิจยานยนต์ในปี 2003 โดยหลังอุตสาหกรรมยานยนต์ปรับทิศสู่ EV ทาง BYD ก็มีรถพลังงานไฟฟ้าออกมาหลายรุ่น

จากการที่เป็นแบรนด์ในประเทศและมีรุ่นที่ราคาเข้าถึงได้ โดยมีราคาเริ่มต้นที่คันละ 100,000 หยวน (ราว 514,000 บาท) รถ EV ของ BYD จึงได้รับความนิยมต่อเนื่อง จนทำยอดขายในจีนแซง Tesla พร้อมตั้งเป้าทำยอดขายเพิ่มเป็น 1.5 ล้านคันในจีนปีนี้ นี่ทำให้ปัจจุบัน BYD คือค่ายรถ EV ใหญ่สุดของจีน

ทว่าแผนดังกล่าวอาจสะดุด โดยเมื่อช่วงกลางเมษายนหนังสือพิมพ์ People ‘s Daily ในจีนรายงานว่า ชาวบ้านในเมือง เฉิงชา เมืองเอกของมณฑลหูหนานทางภาคใต้ของประเทศ ได้ร้องเรียนถึงกลิ่นเหม็นจากโรงงานผลิตรถ EV ของ BYD

กลิ่นดังกล่าวทำให้ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงกับโรงงาน เจ็บคอและแสบจมูก ขณะที่เด็กบางคนถึงกับเลือดกำเดาไหล หลังทนไม่ไหวชาวบ้านได้มีการรวมตัวประท้วงที่หน้าโรงงานเมื่อ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น จนได้มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบถึงในโรงงาน 

ด้าน BYD รับปากว่าจะปรับปรุงแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ไม่ได้เผยว่าผลการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ออกมาเป็นเช่นไร 

สำหรับโรงงานต้นเหตุเรื่องนี้ เริ่มเดินสายพานผลิตเมื่อปี 2012 ถือเป็นหนึ่งในโรงงานหลักของ BYD โดยไตรมาสแรกปีนี้ผลิตรถออกมาได้ถึง 62,500 คัน 

ข่าวกลิ่นเหม็นจากโรงงานครั้งนี้ฉุดราคาหุ้น BYD เมื่อ 9 พฤษภาคม ลงไป 4% โดยหนึ่งในนักลงทุนดังที่คงจะจับตามองข่าวนี้อย่างใกล้ชิดคือ Warren Buffett เพราะ Berkshire Hathaway บริษัทลงทุนในความดูแลของเขาถือหุ้น BYD อยู่เกือบ 1 ใน 4 / nikkei 

****

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. True News เจาะลึกข่าวออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger