พนักงานขับชินคันเซ็นถูกจับได้ว่าเล่นเกมสมาร์ทโฟนนับระยะทาง GPS บนรถไฟหัวกระสุนมานานนับสิบปี
พนักงานขับชินคันเซ็นถูกจับได้ว่าเล่นเกมสมาร์ทโฟนนับระยะทาง GPS บนรถไฟหัวกระสุนมานานนับสิบปี
Labels:
ข่าวต่างประเทศ,
ข่าวทั้งหมด,
ยานยนต์,
รถไฟความเร็วสูง
จดหมายร้องเรียนที่เก่าแก่ที่สุดในโลกย้อนไปได้ถึงสมัยบาบิโลนโบราณ ราว 3750 ปีที่แล้ว
ตัวจดหมายจารึกบนแผ่นดินเผาด้วยอักษรคูนิฟอร์ม เขียนโดยลูกค้าชื่อ 'นานนิ' (Nanni) ไปยังพ่อค้านามว่า 'เอีย นาซีร์' (Ea-Nasir) นายนานนิไม่พอใจทองแดงคุณภาพต่ำที่พ่อค้าคุยโวว่าเป็นทองแดงชั้นยอด แถมยังส่งสินค้ามาไม่ครบจำนวนที่ตกลงไว้
นายนานนิจึงส่งจดหมายไปท้วงติง และเมื่อคนรับใช้ของนานนิไปขอเงินคืนจากเอีย นาซีร์ กลับโดนปฏิเสธอย่างไม่ใยดี นั่นทำให้เราได้รู้จักร้านค้าจอมโกงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ภายในบ้านของเอีย นาซีร์ นักโบราณคดียังค้นพบห้องเก็บแผ่นดินเหนียวร้องเรียนจากลูกค้าโดยเฉพาะ ทำให้เราพอจะทราบได้ว่าพ่อค้าขี้โกงรายนี้คงมีความรู้สึกพึงพอใจกับการหลอกลวงลูกค้ารายแล้วรายเล่า
ปัจจุบันจดหมายคูนิฟอร์มฉบับนี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่ British Museum
Labels:
ข่าวต่างประเทศ,
ข่าวทั้งหมด,
บาบิโลน,
British Museum
เปิดคุณสมบัติรถยนต์ไฟฟ้าบินได้ ตลาดรถไฟฟ้าจีนเริ่มรุกหนักตลาดยุโรป
ภายในระยะเวลา 8 ปี ที่ HT Aero ได้ผลิต eVTOL หรือ electric vertical take-off and landing ยานพาหนะไฟฟ้าที่สามารถบินขึ้นและลงจอดได้ในแนวดิ่ง ออกมาแล้วทั้งหมด 5 แบบ และบริษัทเริ่มพัฒนา X2 รุ่นของยานยนต์ 2 ที่นั่งที่สามารถเดินทางทั้งทางบกและอากาศตั้งแต่ปี 2013 ที่ผ่านการทดสอบมาแล้วมากกว่า 15,000 ครั้ง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเพื่ออัพเกรดคุณสมบัติในด้านต่างๆถึงระบบควบคุมการบิน ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติและระบบร่มชูชีพและฟีเจอร์เพิ่มเติมคือน้ำหนักที่เบามากขึ้น โยออกแบบให้ตัวเครื่องยนต์มีน้ำหนักเท่ากับครึ่งหนึ่งของซีดานรุ่น XPENG P7 ที่มีน้ำหนักประมาณ 1.9 ตัน วัสดุที่ใช้คือคาร์บอนไฟเบอร์ผสมกับวัสดุที่แข็งแรงและเบากว่า อย่าง อลูมิเนียมการบิน อัลลอยด์ไทเทเนียมและแมกนีเซียมอัลลอยด์ ในการผลิตตัวถังของรถ
Labels:
ข่าวทั้งหมด,
ยานยนต์,
รถยนต์จีน,
รถยนต์บินได้
ญี่ปุ่นกลัวตกขบวน EV ให้ 2.3 แสนบาท/คัน จูงใจซื้อ รถยนต์ไฟฟ้า เพิ่มสถานีชาร์จ 1.5 แสนสถานี
ญี่ปุ่นกลัวตกขบวน EV ให้ 2.3 แสนบาท/คัน จูงใจซื้อ #รถยนต์ไฟฟ้า เพิ่มสถานีชาร์จ 1.5 แสนสถานี 🚗
Labels:
ข่าวทั้งหมด,
เทคโนโลยี,
ยานยนต์,
รถยนต์ไฟฟ้า,
รถยนต์ EV
ฮาวทูทำนิยายให้กลายเป็นซีรี่ส์ ชวนดู Netflix Book Club รายการสำหรับนักอ่านและคอหนัง
สำหรับเรา นอกจากการติดตามและลุ้นว่าหนังสือที่อ่านจะดัดแปลงไปเป็นอีกมีเดียมหนึ่งยังไงแล้ว เบื้องหลังการตีความและกระบวนการดัดแปลงบทก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทีมงานจะเก็บเอาใจความสำคัญ และดีเทลยิบย่อยที่แฝงในตัวอักษรบนหน้ากระดาษมาถ่ายทอดผ่านภาพ แสง สี เสียงได้ครบ ตรงใจกับจินตนาการคนอ่านส่วนใหญ่
แต่ในที่สุด เราก็ไม่ต้องรออีกต่อไป เพราะสตรีมมิงชื่อดัง Netflix ได้จับมือกับ Starbucks ทำ Netflix Book Club เล่าถึงเบื้องหลังและฮาวทูการแปลงร่างวรรณกรรมให้เป็นซีรีส์หรือภาพยนตร์ชื่อดังที่ไม่ว่าใครก็ต้องพูดถึง
ซีรีส์รายการนี้ชื่อ But Have You Read the Book? โดยได้พิธีกรดำเนินรายการเป็น Uzo Aduba นักแสดงจากซีรีส์ Orange Is the New Black ความพิเศษที่รายการนี้แตกต่างจากรายการบุ๊กคลับอื่นๆ คือ การชวนทีมนักแสดง ผู้เขียนบท นักเขียน รวมไปถึงทีมงานที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการดัดแปลงหนังสือไปสู่ภาพยนตร์หรือซีรีส์ มาพูดคุยเจาะลึกถึงตัวละคร ธีม เรื่องราวทั้งหมด ไปจนถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่คนดูภาพยนตร์หรือซีรีส์อย่างเดียวอาจไม่เคยรู้มาก่อน
เท่านั้นยังไม่พอ ด้วยความที่คอลแลปส์กับแบรนด์ร้านกาแฟระดับโลก บทสนทนาที่ว่าด้วยเรื่องหนังสือนี้จึงจะเกิดขึ้นบนโต๊ะกาแฟในสตาร์บัคส์สาขาต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังฟังเพื่อนเม้ามอยถึงหนังสือเล่มที่อ่านจบไปในบรรยากาศสบายๆ
ส่วนหนังสือเล่มแรกที่ But Have You Read the Book? เลือกมาพูดคุยคือ นิยายคลาสสิก Passing โดย Nella Larsen ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 1929 ว่าด้วยการกลับมาเจอกันของผู้หญิงผิวดำสองคนที่เคยเป็นเพื่อนกันในวัยเด็ก ซึ่งนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์โดย Rebecca Hall และได้รับคำชื่นชมในเทศกาล Sundance International Film Festival ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ในรายการยังมีเรื่องราวของซีรีส์เรื่องโปรดของใครอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น Bridgerton, To All the Boys, Sweet Magnolias, Queen’s Gambit, Unorthodox, Virgin River และ Orange Is the New Black
อีพีแรกของ But Have You Read the Book? จะเปิดให้รับชมบนสตรีมมิงในวันนี้ (16 พฤศจิกายน) รวมถึงออกอากาศสดทางช่อง Still Watching บน YouTube และช่อง Facebook ของ Netflix US ด้วย
และนี่ดูจะเป็นรายการที่นักอ่าน คอหนัง และคอซีรีส์ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง
แนวโน้มของโลกเขาเป็นแบบนี้ ต่อไปพาหนะที่ใช้ในการเดินทางน่าจะเป็น EV เป็นส่วนใหญ่
แนวโน้มของโลกเขาเป็นแบบนี้ ต่อไปพาหนะที่ใช้ในการเดินทางน่าจะเป็น EV เป็นส่วนใหญ่
Labels:
ข่าวทั้งหมด,
เทคโนโลยี,
ยานยนต์,
รถยนต์แบตเตอรีไฟฟ้า,
รถยนต์ไฟฟ้า,
รถยนต์ EV
ครบรอบ 30 ปี The Addams Family: ตระกูลนี้ผียังหลบ
“เป๊ะทุกท่อนทุกโน้ต” รูดินเผย เพียงเท่านั้น วันต่อมาพวกเขาลงมือปั้นโปรเจกต์หนังกันเลย
จากต้นตำรับการ์ตูนครอบครัวอาดัมส์ที่ ชาร์ลส์ อาดัมส์ วาดไว้ตั้งแต่ปลายยุค 30 หลายทศวรรษให้หลังดูเหมือนว่าไอเดียนี้ยังคงขายได้ อันความดาร์ค ความตลกร้ายนำเสนอมุมมองความคิดที่ว่าสีดำคือขาว ความมืดคือแสงสว่าง ความสยดสยองคือความรื่นรมย์ และความแปลกประหลาดคือความสมเหตุผล ซึ่งแท้จริงอาจไม่ได้ต่างไปจากความจริงที่เป็นอยู่นัก ครอบครัวอาดัมส์เพียงมองทะลุไปเห็นว่าโลกนี้เป็นโทนสีหม่นและเลือกโอบรับมัน
เดิมทีเคยมีการทาบทามผู้กำกับที่ช่ำชองงานแฟนตาซีอย่าง ทิม เบอร์ตัน กับ เทอร์รี่ จิลเลี่ยม เว้นแต่ทั้งคู่ปฏิเสธ รูดินจึงหันไปหาตัวเลือกที่คาดไม่ถึง นั่นคือ แบรรี่ ซอนเนนเฟลด์ ตากล้องที่ทำงานกับพี่น้องโคเอนในยุคแรกๆ และกำลังถ่ายเรื่อง Misery (1990) ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าอยากให้งานนี้เน้นวิชวล ภาพต้องดึงดูดโดดเด่น ดังนั้นซอนเนนเฟลด์ผู้หลงใหลงานวาดของอาดัมส์เป็นทุนเดิมจึงเข้ามาประเดิมกำกับหนังเรื่องแรก ก่อนจะได้ต่อยอดตำแหน่งนี้ไปอีกยาวๆ
“เมื่อได้อ่านสคริปต์ ผมรู้เลยว่าบทหนังไม่ค่อยดีเท่าไหร่” ซอนเนนเฟลด์บรรยาย “แล้วพอผมนำไปชี้แจงกับสก็อตต์ เขาก็บอกว่า ‘นั่นแหละเหตุผลที่ฉันจ้างนาย เพราะนายมองปัญหาออกหมด’ ”
โดยคุณงามความดีที่สุดของผู้กำกับมือใหม่ในงานนี้เห็นจะเป็นการรวมทีมนักแสดง ซอนเนนเฟลด์ไม่ได้
เลือกคนที่ดังที่สุด แต่เลือกคนที่ใช่ที่สุด เริ่มจาก ราอูล จูเลีย และ แองเจลิก้า ฮิวสตัน ในบทโกเมซ และมอร์ทิเชีย อาดัมส์ คู่สามีภรรยาที่แสนดูดดื่ม ฝ่ายชายนั้นลีลาจัดจ้านเปี่ยมด้วยแพสชั่นแห่งชีวิตขณะกำลังสร้างชื่อกับบรอดเวย์ ส่วนฝ่ายหญิงต้องใช้คำว่าสมบูรณ์แบบ แม้สตูดิโอต้องการคนมีชื่อเสียงกว่าอย่าง แชร์ ทว่าซอนเนนเฟลด์ยืนกราน บทนี้ไม่อาจเป็นใครอื่น
“งานเมคอัพเดือดมาก” แองเจลิก้าอธิบาย “มีทั้งยาง ทั้งสติ๊กเกอร์ติดอยู่เต็มหน้าเต็มหัวฉันไปหมด ไหนจะวิกผม เล็บปลอม ขนตา และชุดรัดทรง ซึ่งลำพังชุดอย่างเดียวก็ท้าทายเอาการเพราะมันรัดให้โค้งเว้าจนฉันแทบขยับตัวไม่ได้ ฉันจึงถ่ายทอดอิริยาบถของมอร์ทิเชียไปตามนั้น ให้เธอดูนิ่งไม่ไหวติ่ง แล้วพอถ่ายเสร็จ ฉันก็เอาของพวกนั้นไปเผาทิ้งให้สาแก่ใจ”
ทั้งยังได้ คริสโตเฟอร์ ลอยด์ มารับบทลุงเฟสเตอร์ ความเป็นอัจฉริยะเจ้าบทบาททำให้นักแสดงจาก Back to the Future ปั้นสีหน้าตัวละครจนเป็นเอกลักษณ์ กระนั้น แคสต์ชุดนี้ก็มีเซอร์ไพรส์เรื่อยๆ จนถึงบทของสองพี่น้อง พักส์ลีย์กับเวนส์เดย์
“ผมรัก คริสติน่า ริชชี่ และรู้ว่าเธอมีของอยู่แล้ว” ผู้กำกับกล่าว “แล้วเราก็ไปเจอพักส์ลีย์ (จิมมี่ เวิร์กแมน) ตอนเขามางานคัดตัวเป็นเพื่อนพี่สาวซึ่งออดิชั่นบทเวนส์เดย์ เตะตาเอาตอนเขานั่งรออยู่เฉยๆ นั่นแหละ”
เวลานั้น หลักฐานชี้ชัดว่าคริสติน่าในวัยสิบเอ็ดคือสาวน้อยมหัศจรรย์ นอกจากกลมกลืนกับบทเด็กผู้หญิงบุคลิกนิ่งๆ หลอนๆ เธอยังมีความเป็นผู้ใหญ่อย่างเหลือเชื่อ จนเกิดเหตุการณ์ประหลาดที่ซึ่งทีมนักแสดงไม่แฮปปี้กับบทสรุปเดิมของหนัง ว่าเฟสเตอร์นั้นเป็นเพียงตัวปลอม พวกเขาจึงแต่งตั้งคริสติน่าเป็นกระบอกเสียงเพื่อโน้มน้าวเหล่าโปรดิวเซอร์
“เธออธิบายทุกอย่างละเอียดครบถ้วน” ซอนเนนเฟลด์นึกย้อน “แจกแจงเป็นข้อๆ อย่างกับพรีเซนต์งานพาวเวอร์พอยต์ เธอช่างเจรจาเสียจนเรายอมแก้บทใหม่ยี่สิบหน้า”
แม้แต่กับตัวละครปิดทองหลังพระอย่าง ติง เจ้ามือขยันก็ควรค่าให้เอ่ยถึง โดยเบื้องหลังการถ่ายต้องพึ่งพาเทคนิคสารพัด นอกจากได้ คริสโตเฟอร์ ฮาร์ท นักมายากลมาใช้มือแสดงอย่างน่าทึ่งจนดูราวกับมือด้วนๆ นั้นมีชีวิตจิตใจจริงๆ ในบางฉากของเจ้าติงต้องอาศัยกรรมวิธีสต็อปโมชั่นแบบที่ออกสิบวิในหนังแต่ใช้เวลาถ่ายไปกว่าแปดชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม ได้เกิดปัญหามากมายในช่วงถ่ายทำ เริ่มจากงบบานปลายและกระบวนการล่าช้า จากนั้นพอถ่ายไปถึงสามในสี่ โอไรออน บริษัทผู้ออกทุนประสบปัญหาจ่อล้มละลายจึงต้องขายหนังต่อให้พาราเมาท์ แล้วพาราเมาท์ก็เปลี่ยนตัวประธานกระทันหัน โชคไม่ดีที่นายใหญ่คนใหม่นั้นไม่ชอบหนังอย่างแรง กลายเป็นความกดดันไปถาโถมใส่ซอนเนนเฟลด์ซึ่งถึงขั้นเป็นลมล้มฟุบ ต้องถูกส่งเข้าโรงพยาบาล แล้วระหว่างนั้น ตากล้องก็ชิงลาออก มีปัญหาใหม่ๆ เข้ามาไม่จบสิ้น
“การถ่ายทำคือฝันร้าย” ผู้กำกับยอมรับ “เหมือนผมโดนรับน้องหฤโหด”
เหตุนี้จึงมีการคาดการณ์ว่า The Addams Family (1991) คงทำเงินได้น้อยนิด แต่แล้วหนังแฟนตาซีทุนสร้าง 30 ล้านดอลลาร์ก็ทำเงินทั่วโลกได้กว่า 191 ล้าน สามารถนำครอบครัวอารมณ์ขันกวนๆ ร้ายๆ กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง ผู้คนหลงใหลไปกับความประหลาด ไม่ว่างานโปรดักชั่นเนรมิตบรรยากาศในคฤหาสน์ โทนดาร์คคอเมดี้ และเนื้อหาเกี่ยวกับความแปลกแยกในผู้คน ถึงแม้แตกต่าง จะเห็นว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่มีใครที่ใจร้าย แถมอบอวลด้วยความโรแมนติก
มุมหนึ่ง มันได้สะท้อนสภาพความจริงของสังคมที่ที่ผู้คนมากมายมีความแปลกแตกต่าง ทว่าไม่อาจแสดงออก กลัวถูกมองเป็นแกะดำ ครอบครัวอาดัมส์จึงพูดแทนใจ กลายเป็นว่าหนังที่พล็อตไม่ได้ดีเด่เรื่องนี้ให้ความรู้สึกอิ่มเอม เหมือนกับครอบครัวอาดัมส์ที่ช่างดูไม่สมประกอบ แต่ในเวลาเดียวกันนั้น พวกเขาคือความสมประกอบที่สุดแล้ว รักอย่างไม่มีเงื่อนไข กลมเกลียว เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ส.ส.พรรคเพื่อไทย เปิดโปง 'ประชามติอัปยศ' ร่าง รัฐธรรมนูญ 60 จับคนค้านไปขังคุก-ปิดตา
เปิดโปง “ประชามติอัปยศ”
Andrew Garfield ประกาศเลิกตอบคำถามเรื่อง Spider-Man : No Way Home
คนที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ จากเรื่องนี้ก็คือ นักแสดงหนุ่มอย่าง Andrew Garfield ซึ่งเคยรับบทเป็นไอ้แมงมุมใน The Amazing Spider-Man ครับ โดยทุกครั้งที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการสวมบทเป็นสไปเดอร์-แมนอีกครั้งของเขา Andrew Garfield ก็มักจะปฏิเสธตลอด จนกระทั่งล่าสุด เจ้าตัวดูเหมือนจะเหลืออดกับเรื่องนี้ครับ ขณะที่เจ้าตัวไปออกรายการกับ GQ ซึ่งเป็นช่วงที่เขาต้องตอบคำถามจากชาวเน็ตทางบ้าน เขาถูกถามเรื่องนี้ซ้ำอีกครั้ง จน Andrew Garfield ตอบด้วยท่าทีเหนื่อยอ่อนว่า
“ฟังนะ ถึงจุดนี้แล้ว ผมเลิกพูดแล้วล่ะ เดี๋ยวเราทุกคนก็จะได้รู้ความจริงเมื่อหนังออกฉาย และก็มีบางคนที่ต้องผิดหวังแน่ๆ แต่ก็อาจจะมีบางคนที่มีความสุขมากๆ ก็ได้ หรือบางคนอาจจะบอกว่า ‘ฉันบอกคุณแล้ว’ แล้วบางคนก็จะบอกว่า ‘ฉันก็บอกคุณแล้วเหมือนกัน’ ดังนั้นเราไปรอลุ้นกันดีกว่า แต่ผมขอโทษคุณล่วงหน้าได้เลยครับ”
เหตุผลที่แฟนภาพยนตร์คาดเดาว่า Andrew Garfield จะกลับมาปรากฏตัวใน Spider-Man : No Way Home ก็เพราะว่า 2 วายร้ายจาก The Amazing Spider-Man ที่เขาแสดงนำอย่าง ลิซาร์ด และ อิเลกโทร กลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง หากจะให้ชัดเจนที่สุดก็คงเหมือนที่ Andrew Garfield บอกครับซึ่งก็คือ เราจะได้รู้ทุกอย่างทันทีที่ภาพยนตร์เข้าฉายนั่นเอง
Labels:
ข่าวทั้งหมด,
ข่าวบันเทิง,
Andrew Garfield,
Spider-Man
Jeremy Renner อยากให้ฮอว์กอายเป็นผู้นำของกลุ่มอเวนเจอร์คนต่อไป
“ผมกำลังพูดถึงโลกที่ยังไม่ได้ถูกหยิบมาใช้งานครับ ในคอมมิคส์เขาเป็นถึงผู้นำของ West Coast Avengers เลยนะ ส่วนตัวผมอยากเห็นเขาเป็นผู้นำเหมือนกับที่กัปตันอเมริกาเป็น ซึ่งผมคิดว่าเขาจะสามารถทำหน้าที่นั้นได้ดีแน่ๆ ในฐานะคนที่มักจะอยู่ข้างหลังและมองเห็นทุกอย่างได้กว้างกว่าอะไรแบบนั้นครับ มันคงเป็นเรื่องที่น่าสนใจจริงๆ และผมอยากเห็นเขาได้รับโอกาสแบบนั้นจริงๆ”
สิ่งที่ Jeremy Renner พูดนั้นไม่มีใครปฏิเสธเลยครับว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เนื่องจากตัวละครอย่างฮอว์กอายนั้นอยู่กับจักรวาล MCU มาอย่างยาวนาน และก็เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหลายเหตุการณ์จริงๆ ครับ แต่อย่างไรก็ดีก็ยังมีตัวละครอีกหลายคนที่พร้อมจะก้าวขึ้นมารับหน้าที่ผู้นำคนใหม่ของกลุ่มอเวนเจอร์เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ธอร์ , กัปตันมาร์เวล กระทั่งกลุ่มตัวละครใหม่ๆ ที่ถูกเปิดตัวกันมาในเฟสที่ 4 ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นต้องมารอดูว่าในซีรีส์ Hawkeye นั้นจะมีการปูบทบาทของตัวละครนี้ไปในทิศทางไหนครับ
Labels:
ข่าวทั้งหมด,
ข่าวบันเทิง,
ฮอร์คอาย,
Hawkeye,
Jeremy Renner
ปิดสถานีหัวลำโพงวุ่นเพราะบริหารผิดพลาด ควรเร่งแก้ปัญหาสายสีแดงบางซื่อ-หัวลำโพง
ในขณะที่ ศักดิ์สยาม ขอให้สังคมหยุดดราม่าเรื่องนี้ โดยอ้างการขาดทุนของการรถไฟ ทำให้ต้องนำที่ดินมาพัฒนาหารายได้เชิงพาณิชย์ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ตามแผนการพัฒนาของการรถไฟ เดิมทีจะยังคงไว้ทั้งสถานีบางซื่อและสถานีหัวลำโพง โดยกิจกรรมส่วนใหญ่จะย้ายมาอยู่ที่สถานีบางซื่อ แต่ยังคงสถานีหัวลำโพงไว้เพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญ ‘ใจกลางเมือง’ พร้อมกันนั้น จะมีการพัฒนาเชิงพาณิชย์ทั้ง 2 สถานี โดยจะเชื่อมต่อกันด้วยโครงการสายสีแดง แต่เพราะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ทำให้ต้องมีการ ‘เปลี่ยนแผน’ และทำให้สายสีแดงช่วงบางซื่อ-หัวลำโพงล่าช้าออกไป
หน้าที่ของรัฐมนตรีนั้น ควรจะเป็นการเร่งแก้ไขปัญหาให้สายสีแดงช่วงบางซื่อ-หัวลำโพงแล้วเสร็จโดยเร็ว แต่กลับยุติการเดินรถเข้าออกสถานีหัวลำโพง ลอยแพประชาชนจำนวนมากที่ต้องใช้การเดินทางเส้นนี้ แล้วกล่าวหาประชาชนว่า ‘ดราม่า’ กันไปเอง โดยแถไปเรื่องรถไฟขาดทุนเพื่อมาปิดสถานีหัวลำโพง
สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ - Surachet Pravinvongvuth ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคก้าวไกล อธิบายว่า ประเด็นนี้ต้องแยกแยะเรื่องการขาดทุนของการรถไฟกับการยุติการเดินรถเข้าออกสถานีหัวลำโพงออกจากกัน การรถไฟขาดทุนจริง แต่มีการทำให้ภาพการขาดทุนถูกขยายมากเกินควร ทั้งที่ควรให้ความสำคัญกับการให้บริการประชาชนมากกว่า และรัฐมนตรีคมนาคมเองต่างหากที่ทิ้งโอกาสล้างหนี้ด้วยการนำที่ดินไปประเคนให้นายทุนใหญ่
“หากท่านรัฐมนตรีเข้าใจในประเด็นนี้ ก็อย่าดราม่าให้มากในเรื่องของการขาดทุน ต้องให้ความสำคัญกับการให้บริการสาธารณะมากกว่าการขาดทุนทางบัญชี เรื่องการแก้ปัญหาการขาดทุนทางบัญชีโดยการนำพื้นที่มาพัฒนาเชิงพาณิชย์เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็น่าเสียดาย ‘ที่ดินมักกะสัน’ ที่ท่านรัฐมนตรีนำไปประเคนให้นายทุนใหญ่แทนที่จะนำมาล้างหนี้”
ก่อนหน้านี้ พรรคก้าวไกลเคยขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา ตรวจสอบการดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) และการกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก แต่รัฐบาลก็ปฏิเสธการตรวจสอบโดยสภาไปอย่างมีเงื่อนงำ ด้วยการคว่ำญัตตินี้ไปอย่างไร้เหตุผล
Labels:
ข่าวการเมือง,
ข่าวทั้งหมด,
ปิดสถานีหัวลำโพง,
พรรคก้าวไกล
James Bond คนใหม่ต้องคนนี้เท่านั้น ผกก. Mission เชื่อถึงเวลาที่ Henry Cavill จะก้าวสู่บทพยัคฆ์ร้าย 007 สักที
"เขาจะเป็น Bond ที่ยอดเยี่ยมแน่เพราะเขาเป็นสุภาพบุรุษ" Christopher McQuarrie พูดถึง Henry Cavill หลังร่วมงานกันใน Mission: Impossible Fall Out โดยที่เขาแสดงเป็นตัวร้าย August Walker ที่มีหน้าฉากเป็นสายลับ CIA แต่เบื้องหลังเป็นผู้ก่อการร้าย
สำหรับ Henry Cavill มีหลายฝ่ายสนับสนุนให้เขาคว้าบทนี้ เพราะด้วยบุคลิกรูปร่างใบหน้าที่หล่อเหลาที่มีเสน่ห์ ทำให้หลายฝ่ายเชียร์ให้เขากลับไปลุ้นบทบาทนี้อีกครั้งหลังจากเมื่อ 16 ปีที่แล้วพลาดหวังบทนี้ให้ Daniel Craig ไปเพราะเรื่องอายุที่น้อยกว่า นอกจากนี้แล้วระบบ AI ก็วิเคราะห์ว่าเขาคู่ควรกับบทบาท Bond คนใหม่
แต่มีหลายฝ่ายเชื่อว่าเขาจะพลาดบท Bond คนใหม่ เนื่องจากบรรณาธิการข่าวใน The Express ของอังกฤษมองว่าชื่อเสียงจากบทบาท Superman และ ซีรีส์ The Witcher จะทำให้เขาพลาดบทบาท James Bond ที่โปรดิวเซอร์หนังจะมองหานักแสดงบุคลิกดีชื่อเสียงไม่ดังมากมารับบทนำมากกว่าจะไปยึดโยงกับดาราระดับบิ๊กเนม
ส่วน Henry Cavill จะมีโอกาสลุ้นบท Bond หรือไม่ คงต้องไปลุ้นว่าโปรดิวเซอร์หนังจะเปิดโอกาสให้เขาได้มาแคสติ้ง เพื่อออดิชั่นเป็น Bond คนที่ 7 ในปี 2022
ที่มา :
https://www.cbr.com/next-james-bond-henry-cavill-mission.../
https://movieweb.com/james-bond-henry-cavill-ruled-out/
แอพสตรีมมิงยอดนิยม Spotify เพิ่งเปิดเผยรายชื่อ 5 อันดับเพลง และอัลบั้ม ที่ถูกฟังมากที่สุดประจำปี 2021
• เพลงที่ถูกสตรีมมากที่สุด
01 "driver license" : Olivia Rodrigo
02 "MONTERO (Call Me By Your Name)" : Lil Nas X
03 "STAY" : The Kid LAROI (with Justin Bieber)
04 "good 4 u" : Olivia Rodrigo
05 "Levitating" : Dua Lipa (feat. DaBaby)
• อัลบั้มที่ถูกสตรีมมากที่สุด
01 SOUR : Olivia Rodrigo
02 Future Nostalgia : Dua Lipa
03 Justice : Justin Bieber
04 = : Ed Sheeran
05 Planet Her : Doja Cat
Source: https://newsroom.spotify.com/2021-12-01/what-the-world-streamed-most-in-2021/
Labels:
ข่าวทั้งหมด,
ข่าวบันเทิง,
Olivia Rodrigo,
Spotify
“โอ้วมายก็อด แคเรน!”
ทราบหรือไม่ว่าแรกเริ่มเดิมที บทที่ อแมนด้า ไซย์เฟร็ด เลือกออดิชั่นใน Mean Girls (2004) นั้นไม่ใช่ แคเรน สมิธ แต่เป็น เรจิน่า จอร์จ และเธอก็ได้กลายเป็นตัวเต็งซึ่งเฉียดใกล้จะคว้าบทนี้ไปเสียด้วยซ้ำหากไม่ใช่เพราะว่า เรเชล แม็คอดัมส์ ทำได้เข้าตากรรมการมากกว่า ถึงขนาดผู้กำกับ มาร์ค วอเตอร์ส เสียดายฝีมือและเสนอบทแคเรนให้แทน
“เรียกว่าเป็นคนที่สูสีที่สุด” ผู้กำกับกล่าว “อแมนด้าทดสอบไว้ได้ยอดเยี่ยม และก็แตกต่างกับวิธีของเรเชลมากด้วย แบบที่ผิวเผินดูไม่มีพิษมีภัย แต่ลึกๆ แล้วน่ากลัวยิ่งนัก จากนั้นโปรดิวเซอร์ออกไอเดียอันชาญฉลาดว่าอแมนด้าน่าจะเล่นบทสาวทึ่มได้ เราเลยให้เธอกลับมาเทสต์ใหม่ แล้วเธอก็เล่นได้แนบเนียนหมดจดอยู่ดี”
เพียงเท่านี้ก็บ่งชี้แล้วว่าอแมนด้ามีศักยภาพไม่ใช่เล่นกับการสลับสองคาแร็คเตอร์ต่างขั้วได้อย่างเป็นธรรมชาติต่อหน้าต่อตาทีมงาน จากนางพญาของชาวพลาสติกกลายมาเป็นเด็กสาวบ๊องๆ ทั้งยังเป็นเรื่องน่าทึ่งไปอีกเมื่อคำนึงว่า Mean Girls คืองานหนังเรื่องแรกสุดของเธอ มาแบบสดๆ ซิงๆ ประสบการณ์น้อยนิด แต่ดูเจนเวทีเกินวัย
“ตอนนั้นฉันเพิ่งจบไฮสคูลหมาดๆ เลยแหละ” อแมนด้านึกย้อน “ทุกอย่างใหม่สำหรับฉัน ก่อนนั้นเคยเล่นแค่ละครทีวีที่ถ่ายวันละตอน มาเรื่องนี้ได้มีบทพูดจริงๆ ไม่ได้มัวแต่ยืนเป็นฉาก โชคดีที่ผู้กำกับเห็นแววความตลกในตัวฉันแล้วกล้าเสี่ยง มันจึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ตัวฉันก็แค่อยากเล่นเรื่องนี้มาก พอเขาเสนอบทแคเรนให้ ฉันนี่แบบ ‘โอเค ได้หมดเลยค่า!’ ”
อะไรๆ ยิ่งลงตัวไปใหญ่ เพราะขณะที่สาวใสวัยสิบแปดพยายามตั้งใจทำงานที่ท้าทายเป็นครั้งแรกในชีวิต อแมนด้าก็ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนนักแสดงอย่าง เลซีย์ ชาเบิร์ต หรือเจ้าของบท เกรทเช่น วีเนอร์ส คู่ซี้ในจอของแคเรน พวกเธอเกิดสนิทสนมกันหลังฉากจริงๆ ฉะนั้นงานนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่สองสาวจะดูเข้าขากันดี
“ฉันคงไม่รอดหากไม่มี เลซีย์ ชาเบิร์ต” อแมนด้ายืนยัน “เธอคือนางฟ้าของฉัน คอยดูแลอย่างดี เรามักจะแฮงเอาท์กันในเทรลเลอร์ของเธอ เปิดเพลงฟัง แถมสอนทำพาย ทุกอย่างเลยง่ายมาก”
กลายมาเป็นการแสดงที่น่าจดจำ เธอทำให้ตัวละครเด็กสาวทึ่มๆ นั้นมีความน่าเอ็นดู ขโมยซีนด้วยความสวยใสไร้เดียงสาพลางกล่าวไดอะล็อกเด็ดๆ จนกลายเป็นที่จดจำมากมาย เช่นว่า “ถ้าเธอมาจากแอฟริกา ทำไมเธอถึงตัวขาวล่ะ” “ทุกวันพุธเราใส่สีชมพู” “หน้าอกฉันบอกได้ว่าเมื่อไหร่ฝนจะตก”
ด้วยวิธีที่อแมนด้าถ่ายทอดออกมา จึงไม่ยากเลยที่จะไม่รู้สึกรักใคร่ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาลักษณะนิสัยตัวละครแล้วจะเห็นได้ว่าแคเรนคือมีนเกิร์ลที่มี “ความมีน” น้อยที่สุด ออกจะซื่อและจริงใจกว่าใครเพื่อน ไม่พูดหยาบ ไม่โวยวาย ไม่อิจฉาริษยา เธอแค่บ๊องๆ ตามประสาของเธอแบบนั้น
“แคเรนไม่เคยเผาใครในเบิร์นบุ๊คแน่นอน” อแมนด้าออกความเห็น “อาจจะแค่รู้เห็น แต่ไม่ได้ลงมือเขียนเอง เพราะเธอไม่เคยคิดร้ายกับใคร ไม่เคยมุ่งปองร้ายใคร เธอแค่เกาะติดกับกลุ่มเพื่อนที่ตัวเองรู้สึกสนิทใจก็เท่านั้น”
และจากตัวละครสาวไฮสคูลต๊องๆ นี่เองที่นำพาให้เส้นทางอาชีพของนักแสดงหญิงตาหวาน ยิ้มสวย เสียงใสคนนี้ยืนยาวไกล ได้พิสูจน์ฝีมือมานักต่อนักผ่านงานทุกรูปแบบ ดราม่า โรแมนติก มิวสิคัล แอ็คชั่น ทริลเลอร์ จนถึงหลักไมล์ล่าสุดที่ได้เข้าชิงออสการ์ผ่านบทบาทใน Mank (2020) แต่ไม่ว่ายังไง ภาพความเป็น แคเรน สมิธ ของเธอจะยังคงอมตะเสมอ
“ฉันอยากกลับไปเป็นแคเรนเหมือนกันนะ” เธอเผยความหวังเล็กๆ “พระเจ้า คนอะไรทึ่มก็ทึ่ม ไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว เป็นบทที่เล่นสนุกมากจริงๆ”
- 3 ธันวาคม สุขสันต์วันเกิดครบ 36 ปี อแมนด้า ไซย์เฟร็ด
Labels:
ข่าวทั้งหมด,
ข่าวบันเทิง,
แคเรน สมิธ,
เลซีย์ ชาเบิร์ต,
อแมนด้า ไซย์เฟร็ด
ชายผู้ทำลายธรรมเนียมการปีนเขา กับการพิชิตยอดเขาสูงสุดในโลก 14 แห่ง
ย้อนกลับไปในปี 1970 ไรน์โฮลด์ เมสเนอร์ (Reinhold Messner) นักปีนเขาชาวอิตาลี ใช้เวลา 16 ปี ในการพิชิตยอดเขาทั้ง 14 แห่ง โดยเริ่มต้นพิชิตยอดแรกในปี 1970 และยอดสุดท้ายในปี 1986
ก่อนจะถึงปี 2019 สถิติล่าสุดของนักปีนเขาที่สามารถพิชิตยอดเขา 14 แห่งที่มีความสูงเกินกว่า 8,000 เมตร คือระยะเวลา ‘7 ปี’ ซึ่งน้อยกว่าที่ไรน์โฮลด์เคยทำไว้เกือบครึ่งหนึ่ง
แต่ในปี 2019 ชายชาวเนปาลผู้เป็นอดีตหน่วยรบพิเศษทางเรือของสหราชอาณาจักร ตั้งเป้าพิชิตภูเขาทั้ง 14 แห่ง ในระยะเวลาเพียง ‘7 เดือน’ แน่นอนว่านั่นคือสิ่งที่มนุษย์ยากจะจินตนาการถึง เพียงแค่นึกถึงความยากลำบากของการเดินทางบนยอดเขาสูงชันเสียดฟ้า ที่แต่ละก้าวคือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตาย อากาศที่เบาบางจนมนุษย์ทั่วไปแทบไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ สภาพภูมิอากาศอันหนาวเหน็บ และที่สำคัญคือสภาพร่างกายที่ต้องผ่านการฝึกซ้อมและตระเตรียมมาเป็นพิเศษในการจะพิชิตยอดเขาทั้งหมดภายในเวลาที่น้อยกว่า 7 เดือน จึงไม่แปลกที่ใครหลายคนจะมองว่ามัน ‘เป็นไปไม่ได้’
เพื่อพิสูจน์สิ่งที่ตนคิด เนียร์มาล ปูร์จา (Nirmal Purja) วัย 38 ปี จึงลงมือทำโปรเจ็กต์สุดท้าทายที่ชื่อ ‘Project Possible’ และลงมือทำในสิ่งที่ไม่มีใครเชื่อ ในการพิชิตภารกิจดังกล่าว ซึ่งสิ่งเหล่านั้น บันทึกเป็นภาพยนตร์สารคดีเรื่อง 14 Peaks: Nothing is Impossible ออกฉายทางเน็ตฟลิกซ์
Game On สัปดาห์นี้ พาไปรู้จักชายชาวเนปาลผู้พิชิตภารกิจสุดท้าทาย กับการปีนเขา 14 แห่ง ในระยะเวลาน้อยกว่า 7 เดือน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการพิสูจน์ความเชื่อส่วนตัว แต่เป็นเรื่องการส่งเสียงให้โลกได้มองเห็นและตระหนักถึง ‘ชาติพันธุ์’ ของเขาเอง
Daniel Radcliffe พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขาและ Robert Pattinson
เส้นทางชีวิตของ Daniel Radcliffe และ Robert Pattinson นั้นมีความคล้ายกันอยู่ไม่น้อยทีเดียวครับ โดยทั้งคู่แจ้งเกิดกับภาพยนตร์ที่สร้างจากวรรณกรรมชื่อดังเหมือนกันกับภาพยนตร์ชุด Harry Potter และ Twilight
นอกจากนี้ทั้งคู่ยังเคยร่วมจอกันมาแล้วในภาพยนตร์ภาคที่ 4 ของ Harry Potter อย่าง Harry Potter And The Goblet Of Fire นั่นเองครับ
ล่าสุด Daniel Radcliffe ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับรายการ The Jonathan Ross Show ครับว่า แม้ว่าผู้คนจะคิดว่าทั้งเขาและ Robert Pattinson น่าจะสนิทกันเพราะเคยร่วมงานและมีเส้นทางชีวิตที่ใกล้เคียงกัน แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นแบบนั้นครับ
“ในตอนแรกเลยผมอยู่ในนิวยอร์กครับ ผมกำลังอยู่บนทางด่วนแล้วผมก็ดันไปเห็นป้ายโฆษณาป้ายหนึ่ง แล้วผมก็แบบ ‘อ้าว ผมรู้จักคนนี้นี่ !’ เอาตรงๆ คือผมไม่เคยรู้จักหนังสือเรื่อง Twilight เลยน่ะครับ ผมไม่ได้รับรู้ถึงความดังระดับปรากฏการณ์ของมัน ใช่ครับ มันแปลกมากๆ เรา 2 คนมีความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดสุดๆ เพราะมันเหมือนเราสื่อสารกันผ่านนักข่าวเท่านั้น เราไม่ได้เจอกันมานานแล้วครับ เพราะว่าทุกคนคิดว่าพวกเรา 2 คนน่าจะสนิทกัน แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นคนน่ารักมากนะตอนที่เราทำงานร่วมกัน”
หลังจากแจ้งเกิดในบทบาทระดับไอคอนอย่าง Harry Potter นักแสดงอย่าง Daniel Radcliffe ก็พยายามจะสลัดภาพพ่อมดน้อยด้วยการแสดงภาพยนตร์หลากหลายแนวครับ ไม่ว่าจะเป็น Victor Frankenstein , Swiss Army Man , Now You See Me 2 และ Guns Akimbo ครับ
ขณะที่ Robert Pattinson เองก็เช่นกันครับ โดยเขาฉีกบทบาทและภาพจำของตัวเองผ่านภาพยนตร์อย่าง The Lighthouse , Tenet , The Devil All the Time และล่าสุดกับการรับบทเป็นอัศวินรัตติกาลใน The Batman ครับ ถ้าวันหนึ่งทั้ง Daniel Radcliffe และ Robert Pattinson มีโอกาสได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง ในโปรเจ็คภาพยนตร์ที่หลุดโลกสักหนึ่งเรื่องก็น่าจะเป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อยครับ
Labels:
ข่าวทั้งหมด,
ข่าวบันเทิง,
Daniel Radcliffe,
Robert Pattinson
เดอะร็อกคว้ารางวัลขวัญใจประชาชนชาวอเมริกาประจำปีนี้
เวทีประกาศรางวัล People's Choice Awards ประจำปี 2021 ได้ประกาศผลอย่างเป็นทางการแล้วครับ โดยนักแสดงหนุ่มแห่งยุคอย่าง Dwayne Johnson คว้ารางวัลใหญ่ประจำปีไปถึง 2 รางวัลครับซึ่งก็คือ รางวัลนักแสดงภาพยนตร์ชายแห่งปี 2021 และนักแสดงตลกแห่งปี 2021 จากผลงานที่ออกฉายในปีนี้ของเขาอย่าง Jungle Cruise และ Red Notice ครับ
นอกจากนี้ทั้ง Disney และ Marvel ก็กวาดรางวัลใหญ่ทั้งสาขาภาพยนตร์และซีรีส์ไปได้มากมาย รวมถึงรางวัลใหญ่อย่าง ภาพยนตร์แห่งปี 2021 และซีรีส์แห่งปี 2021 อีกด้วยครับ ไปติดตามผลของรางวัล People's Choice Awards ประจำปี 2021 ทั้งหมดได้เลยครับ
ภาพยนตร์แห่งปี 2021 : Black Widow
ภาพยนตร์ตลกแห่งปี 2021 : Free Guy
ภาพยนตร์แอ็คชั่นแห่งปี 2021 : Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings
ภาพยนตร์ดราม่าแห่งปี 2021 : Cruella
ภาพยนตร์ครอบครัวแห่งปี 2021 : Luca
นักแสดงภาพยนตร์ชายแห่งปี 2021 : Dwayne Johnson
นักแสดงภาพยนตร์หญิงแห่งปี 2021 : Scarlett Johansson
นักแสดงดราม่าแห่งปี 2021 : Kevin Hart
นักแสดงตลกแห่งปี 2021 : Dwayne Johnson
นักแสดงแอ็คชั่นแห่งปี 2021 : Simu Liu
ซีรีส์แห่งปี 2021 : Loki
ซีรีส์ดราม่าแห่งปี 2021 : Grey's Anatomy
ซีรีส์ตลกแห่งปี 2021 : Never Have I Ever
นักแสดงซีรีส์ชายแห่งปี 2021 : Tom Hiddleston
นักแสดงซีรีส์หญิงแห่งปี 2021 : Ellen Pompeo
นักแสดงซีรีส์ดราม่าแห่งปี 2021 : Chase Stokes
นักแสดงซีรีส์ตลกแห่งปี 2021 : Selena Gomez
ซีรีส์สุดแซ่บแห่งปี 2021 : Squid Game
Labels:
ข่าวต่างประเทศ,
ข่าวทั้งหมด,
ข่าวบันเทิง,
ภาพยนตร์แห่งปี,
Dwayne Johnson
ไม่น่ารอด ! “ลูกหนัง ศีตลา” ส่อแววไม่ได้เดบิวต์ หลังชาวเน็ตเกาหลีแห่แบน
ดูเหมือนอนาคตในวงการ K-pop ของ ลูกหนัง ศีตลา ศิลปินเกาหลี วง “H1-KEY” จะไม่ราบรื่น หลังจากชาวเน็ตเกาหลี เริ่มออกกระแสต่อต้านการเดบิวต์ของเธอ
ดูเหมือนประเด็นดังกล่าวจะเริ่มลุกลามใหญ่โต ไม่ใช่แค่ในหมู่แฟนๆชาวไทยเท่านั้น เพราะชาวเน็ตและสำนักข่าวของเกาหลี ก็เริ่มนำเสนอข่าว และ กระแส แบนลูกหนัง ก็เริ่มกลายเป็นประเด็นร้อนในเกาหลีเช่นกัน ชาวเน็ตเกาหลีบางส่วนเรียกร้องให้ถอดเธอออกจากวง รวมถึง สื่อเกาหลีบางสำนัก ถึงกับพาดหัวข่าวว่า "เปิดตัวลูกสาวจอมเผด็จการ"
ย้อนอดีต 13 ปี พันธมิตรฯ ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
พันธมิตรฯ ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
วันนี้เมื่อ 13 ปีก่อน กลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยได้ทำการเข้ายึดพื้นที่อากาศยานสุวรรณภูมิ ส่งผลให้ผู้โดยสารไม่สามารถเดินทางเข้าไปยังสนามบินได้ โดยในช่วงเย็น กลุ่มพันธมิตรฯ จำนวนหลายพันคนใช้รถยนต์ส่วนตัว และรถบรรทุก 6 ล้อ ปิดกั้นเส้นทางมอเตอร์เวย์ทางเข้าท่าอากาศยาน ทำให้การจราจรเป็นอัมพาต และยังเกิดการปะทะกันของกลุ่มพันธมิตรและกลุ่มคนเสื้อแดง บริเวณปากซอยวิภาวดีฯ 3 นานกว่า 20 นาที การปะทะกันของทั้งสองฝ่ายมีการใช้อาวุธอย่างมีดและไม้ อีกทั้งยังมีเสียงปืนดังติดต่อกันหลายนัดบริเวณที่เกิดการปะทะ โดยมีกลุ่มเสื้อแดงบาดเจ็บอีก 11 ราย
การเข้ายึดสนามบินในครั้งนี้ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรืออีกหลายพันคนต้องตกเครื่อง ในขณะที่ผู้โดยสารบางส่วนจำเป็นต้องเลื่อนการเดินทางออกไปอย่างไม่มีกำหนด อีกทั้งยังมีการรายงานว่าการ์ดพันธมิตรฯ ได้ทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากทางกลุ่มผู้ชุมนุมต้องการที่จะเข้าไปในบริเวณอาคารผู้โดยสาร แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต
หลังปิดสนามบิน กลุ่มแกนนำได้แถลงการณ์ชี้แจงว่า การระดมพลใหญ่ในครั้งนี้มีเป้าหมายในการหยุดอำนาจรัฐบาลอย่างสงบ สันติ อหิงสา ผ่านการเคลื่อนไหวโดยมวลชนไปตามสถานที่ต่างๆ อย่างบริเวณรอบรัฐสภา กระทรวงการคลัง กองบัญชาการตำรวจนครบาล และทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวที่สนามบินดอนเมือง โดยอ้างว่าทางรัฐบาลยังไม่แสดงความสำนึกยอมรับในความผิดของตัวเองที่เกิดขึ้น และดึงดันจะอยู่ในอำนาจบริหารต่อไป มิหนำซ้ำยังดื้อรั้นที่จะหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อพรรคพวกของตัวเองต่อไป
“พันธมิตรจึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนโดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่ทางกลุ่มพันธมิตรได้เรียกว่าเป็น ‘รัฐบาลทรราช ฆาตกรหุ่นเชิด’ ลาออกจากตำแหน่งโดยไม่มีเงื่อนไข”
ในขณะที่สถานการณ์ของทั้งผู้ชุมนุมและรัฐบาลมีความตึงเครียดอยู่นั้น วันที่ 28 พฤศจิกายน 2551 ศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้พรรคการเมืองที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาคดียุบพรรค อย่างพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย มาแถลงปิดคดี
และในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ทำให้พันธมิตรฯ ได้ประกาศยุติการชุมนุมโดยได้ให้เหตุผลว่า ผลวินิจฉัยของศาลทำให้พันธมิตรฯ บรรลุ 2 เงื่อนไข คือ
1. ได้รับชัยชนะในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ จนทำให้ยุบพรรคฝ่ายรัฐบาลที่ทุจริตเลือกตั้ง
2. ได้รับชัยชนะในการขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดจนเป็นผลสำเร็จ กลุ่มพันธมิตรยุติการชุมนุมในวันที่ 3 ธันวาคม รวมระยะเวลาการชุมนุม 193 วัน
ต่อมา 13 แกนนำพันธมิตรฯ ได้ถูกฟ้องร้องในคดีปิดสนามบินสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมืองในหลายคดีด้วยกัน โดยแกนนำในขณะนั้น นำโดย พลตรี จำลอง ศรีเมือง สนธิ ลิ้มทองกุล และพวกรวม 13 คน รวมถึง ศรัณยู วงษ์กระจ่าง นักแสดงชื่อดัง และอัญชะลี ไพรีรัก ให้ร่วมชดใช้ค่าเสียหายต่อบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเงินมากกว่า 522 ล้านบาท โดยต้องชดใช้พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2551 และยังคงมีคดีของบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายกว่า 103 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปีเช่นกัน
สำหรับความเสียหายนั้น ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทย และไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ โดยในช่วงเวลานั้บตั้งแต่ 25 พฤศจิกายน - 3 ธันวาคม 2551 นักท่องเที่ยวต้องเดินทางไปขึ้นเครื่องบินที่สนามบินอู่ตะเภา ท่าอากาศยานเชียงใหม่ รวมถึงท่าอากาศยานภูเก็ตแทน
ขณะที่มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการปิดสนามบิน 2 แห่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินในเวลานั้นว่าสูงกว่า 2 แสนล้านบาท ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกรายงานเมื่อปี 2552 วิเคราะห์ผลกระทบทางตรงและทางอ้อมต่อธุรกิจท่องเที่ยว รวมความเสียหาย 2.9 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นภาคบริการ 1.2 แสนล้านบาท ภาคขนส่ง 9 พันล้านบาท และภาคอุตสาหกรรม 6 พันล้านบาท
เรื่อง: ธนภาคย์ อิทธิชัยพล
ภาพ: Reuters
Labels:
กลุ่มพันธมิตร,
ข่าวการเมือง,
ข่าวทั้งหมด,
ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ
คุณครูของ Adele
ในรายการ ‘An Audience with Adele’ ที่ออกอากาศใน UK เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่าน อเดลได้ถูก Emma Thompson ถามว่าในอดีตของเธอมีใครเป็นผู้สนับสนุน เป็นแรงบันดาลใจ หรือให้ความช่วยเหลือกับเธอในยามยากลำบากในชีวิต
อเดลตอบว่า “ฉันมีครูคนหนึ่งที่ Chestnut Grove (โรงเรียนมัธยมทางตอนใต้ของลอนดอน) ซึ่งสอนภาษาอังกฤษให้กับฉันค่ะ เธอชื่อ Miss McDonald... เธอทำให้ฉันหลงใหลในวรรณคดีอังกฤษ แบบว่า ฉันหมกมุ่นอยู่กับภาษาอังกฤษตลอดเลยค่ะ และแน่นอนว่าตอนนี้ฉันเขียนเพลง”
“เธอทั้งดูเจ๋ง และมีส่วมร่วมกับตัวฉันมากค่ะ ... เธอทำให้เรารู้สึกว่าเธอห่วงใยเราจริงๆ และเราก็รู้ว่าเธอห่วงใยเรา”
จากนั้นอเดลก็เรียกหาครูของเธอที่คนดูว่าครูมาไหม ปรากฎว่า ครูแมคโดนัลมาจริง และทั้งสองก็สวมกอดบนเวที และถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกัน เป็นภาพที่น่าประทับใจมาก
คุณครูแมคโดนัล คือผู้ร่วมสร้างอเดล ให้เป็นอเดลจนถึงทุกวันนี้ ❤️
และที่น่าประทับใจคือ อเดล ไม่ลืมคนที่เคยให้ความรู้แก่เธอ (ทั้งสองลาจากกันตั้งแต่อเดลอายุ 12 ปัจจุบันเธออายุ 33)
อเดลตอบว่า “ฉันมีครูคนหนึ่งที่ Chestnut Grove (โรงเรียนมัธยมทางตอนใต้ของลอนดอน) ซึ่งสอนภาษาอังกฤษให้กับฉันค่ะ เธอชื่อ Miss McDonald... เธอทำให้ฉันหลงใหลในวรรณคดีอังกฤษ แบบว่า ฉันหมกมุ่นอยู่กับภาษาอังกฤษตลอดเลยค่ะ และแน่นอนว่าตอนนี้ฉันเขียนเพลง”
“เธอทั้งดูเจ๋ง และมีส่วมร่วมกับตัวฉันมากค่ะ ... เธอทำให้เรารู้สึกว่าเธอห่วงใยเราจริงๆ และเราก็รู้ว่าเธอห่วงใยเรา”
จากนั้นอเดลก็เรียกหาครูของเธอที่คนดูว่าครูมาไหม ปรากฎว่า ครูแมคโดนัลมาจริง และทั้งสองก็สวมกอดบนเวที และถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกัน เป็นภาพที่น่าประทับใจมาก
คุณครูแมคโดนัล คือผู้ร่วมสร้างอเดล ให้เป็นอเดลจนถึงทุกวันนี้ ❤️
และที่น่าประทับใจคือ อเดล ไม่ลืมคนที่เคยให้ความรู้แก่เธอ (ทั้งสองลาจากกันตั้งแต่อเดลอายุ 12 ปัจจุบันเธออายุ 33)
Labels:
ข่าวต่างประเทศ,
ข่าวทั้งหมด,
ข่าวบันเทิง,
Adele,
Chestnut Grove









