Latest Movie :

ADDS1

ADDS2

Recent Movies

สื่อเกาหลีใต้ตีข่าว #แบนลูกหนัง ลูกสาวตั้ว พาดหัวแรง-เปิดตัวลูกสาวเผด็จการ



“ลูกสาวของผู้ที่สนับสนุนเผด็จการไทย” สื่อเกาหลีใต้พาดหัว ถึงกระแสในไทย กับการแบนลูกสาวตั้ว ศรัณยูที่เตรียมเดบิวต์เป็นไอดอล K-Pop

เกิดเป็นกระแสการแบน ตั้งแต่ยังไม่ได้เดบิวต์ หลังจากที่ค่ายเพลงในเกาหลีใต้ Grand Line Group ได้ประกาศเตรียมเดบิวต์เกิร์ลกรุปวงใหม่ชื่อวง ‘H1-KEY’ ที่จะเปิดตัวในวงการ K-POP ปี 2022 รวมถึงเปิดเผยสมาชิกทั้ง 4 คนของวงออกมา ซึ่งหนึ่งในนั้น คือชาวไทย อย่างลูกหนัง ศีตลา วงษ์กระจ่าง แต่ก็กลับเกิดกระแสแบน และไม่สนับสนุนศีตลาในประเทศไทยขึ้นมา เพราะเธอคือลูกสาวของอดีตนักแสดงไทย ตั้ว ศรัณยู วงษ์กระจ่าง ที่เคยมีส่วนสนับสนุนการชุมนุมของพันธมิตร การปิดสนามบินสุวรรณภูมิในปี 2551 และการสนับสนุนการรัฐประหาร และม็อบ กปปส.

โดยทางสื่อเกาหลีใต้อย่าง Instiz Entertainment News ก็ได้พาดหัวถึงกระแสที่เกิดขึ้นในประเทศไทยว่า “ลูกสาวของผู้สนับสนุนเผด็จการของไทย ได้เดบิวต์เป็นไอดอล K-Pop” พร้อมเนื้อหาทีเล่าถึงแฟนคลับชาวไทยที่เดือดขึ้นมา และไม่สนับสนุนการเดบิวต์ เพราะเธอเป็นลูกสาวของชายผู้มีส่วนสนับสนุนเผด็จการของประเทศไทย ทั้งเนื้อหายังระบุถึงภาพเปิดตัวศีตลา ที่ได้พูดถึงแบบอย่าง ว่าคือพ่อของเธอด้วย

เช่นเดียวกัน สื่ออย่าง Topstarnews ของเกาหลีใต้เอง ก็พาดหัวเช่นเดียวกันว่า ‘ลูกสาวของเผด็จการจะเดบิวต์’ และในเนื้อหาเองยังได้เล่าถึงกระแสการแบน ที่เกิดขึ้นในโซเชียลเน็ตเวิร์กของไทย และได้แปลทวิตของชาวไทยบางส่วน ที่ไม่พอใจกับการเดบิวต์นี้ โดยบอกว่าพ่อของเธอมีส่วนสนับสนุนเผด็จการ ขณะที่ยังมีวัยรุ่น นักเคลื่อนไหว รุ่นราวคราวเดียวกับตัวศีตลา ที่ต้องถูกจำคุก และถูกพรากอิสรภาพไป

นับตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 30 พ.ย. 64 หลังจากข่าวเปิดตัวเกิร์ลกรุ๊ปวง H1-KEY ได้มีการติดแฮชแท็ก #SITALA และ #แบนลูกหนัง ในทวิตเตอร์ขึ้น ซึ่งขณะนี้ (21.20 น.) แฮชแท็กนี้ได้ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ และได้มีผู้ทวิตมากถึง 1.1 ล้านทวิต และ 5.6 แสนทวิตตามลำดับ

โดยทวีตต่างๆ ได้มีการพูดถึงการสนับสนุนเผด็จการในอดีตของศรัณยู การแชร์ความเดือดร้อน และประสบการณ์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การปิดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อปี 2551 ที่ศรัณยูได้มีส่วนร่วม จนถึงว่าศีลตลา ได้มีโอกาสไปทำตามความฝันในต่างประเทศ ขณะที่เยาวชนไทยหลายคน ยังอยู่ในเรือนจำ และถูกเผด็จการขโมยความฝันไป จึงเป็นเหตุผลที่ไม่ควรสนับสนุนการเดบิวต์ในครั้งนี้ โดยได้มีการโพสต์รูปภาพ พร้อมคำแปลทั้งภาษาอังกฤษ และภาษาเกาหลีในทวิตเตอร์

อ้างอิงจาก 
https://twitter.com/topstarnews/status/1465627946358435841?s=21

https://www.instiz.net/pt/7064437

https://twitter.com/search?q=%23SITALA&src=trend_click&vertical=trends

https://twitter.com/search?q=%23%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87&src=trend_click&vertical=trends

ทั่วโลกระงับเที่ยวบินจากแอฟริกา หวั่นสายพันธุ์ "โอมิครอน"



หลายประเทศเอเชีย-ยุโรป สั่งระงับเที่ยวบินจากแอฟริกาใต้ หลังพบโควิดสายพันธุ์ใหม่ B.1.1.529 ระบาด หวั่นอันตรายหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้

หลายประเทศในทวีปเอเชียและยุโรป เช่น สิงคโปร์, อินเดีย, ญี่ปุ่น, อังกฤษ, อิตาลี และเยอรมนี ตัดสินใจเพิ่มความเข้มงวดในมาตรการควบคุมพรมแดนและระงับเที่ยวบินจากหลายประเทศในทวีปแอฟริกา หลังจากที่เมื่อวานนี้ (25 พฤศจิกายน) กระทรวงสาธารณสุขแอฟริกาใต้ ประกาศยืนยันการค้นพบโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ B.1.1.529 ที่คาดว่าอาจสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันและต้านทานวัคซีน รวมถึงแพร่ระบาดได้ง่ายกว่า

นักวิทยาศาสตร์แอฟริกาใต้ระบุว่า ไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้มีการกลายพันธุ์ในจำนวนที่สูงเกินปกติ โดยพบการกลายพันธุ์มากกว่า 30 จุดในโปรตีนหนามของไวรัส ซึ่งเป็นส่วนที่ไวรัสใช้เกาะเข้ากับเซลล์ในร่างกาย

ขณะที่ทางการแอฟริกาใต้ ยืนยันว่าพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่นี้ในแอฟริกาใต้ รวมถึงบอตสวานา และในผู้โดยสารที่เดินทางจากแอฟริกาใต้ไปยังฮ่องกง

หลายประเทศเอเชีย-ยุโรป สั่งระงับเที่ยวบินจากแอฟริกาใต้ หลังพบโควิดสายพันธุ์ใหม่ B.1.1.529 ระบาด หวั่นอันตรายหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้

หลายประเทศในทวีปเอเชียและยุโรป เช่น สิงคโปร์, อินเดีย, ญี่ปุ่น, อังกฤษ, อิตาลี และเยอรมนี ตัดสินใจเพิ่มความเข้มงวดในมาตรการควบคุมพรมแดนและระงับเที่ยวบินจากหลายประเทศในทวีปแอฟริกา หลังจากที่เมื่อวานนี้ (25 พฤศจิกายน) กระทรวงสาธารณสุขแอฟริกาใต้ ประกาศยืนยันการค้นพบโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ B.1.1.529 ที่คาดว่าอาจสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันและต้านทานวัคซีน รวมถึงแพร่ระบาดได้ง่ายกว่า

นักวิทยาศาสตร์แอฟริกาใต้ระบุว่า ไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้มีการกลายพันธุ์ในจำนวนที่สูงเกินปกติ โดยพบการกลายพันธุ์มากกว่า 30 จุดในโปรตีนหนามของไวรัส ซึ่งเป็นส่วนที่ไวรัสใช้เกาะเข้ากับเซลล์ในร่างกาย

ขณะที่ทางการแอฟริกาใต้ ยืนยันว่าพบผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่นี้ในแอฟริกาใต้ รวมถึงบอตสวานา และในผู้โดยสารที่เดินทางจากแอฟริกาใต้ไปยังฮ่องกง

ความหวั่นวิตกต่ออันตรายของโควิดสายพันธุ์ใหม่นี้ ส่งผลให้กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ ประกาศห้ามการเข้าประเทศ สำหรับนักเดินทางที่มีประวัติมาจาก 7 ประเทศแอฟริกาในช่วง 14 วันที่ผ่านมา ได้แก่ แอฟริกาใต้, บอตสวานา, เอสวาตินี, เลโซโท, โมซัมบิก, นามิเบีย และซิมบับเว

ขณะที่อังกฤษตัดสินใจระงับเที่ยวบินจากแอฟริกาใต้และเพื่อนบ้านอีก 5 ประเทศในทันที เช่นเดียวกับอิตาลีที่ไม่อนุญาตให้ผู้ที่เดินทางมาจากแอฟริกาใต้และประเทศใกล้เคียงเข้าประเทศ ส่วนเยอรมนีเตรียมประกาศให้แอฟริกาใต้เป็นพื้นที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่

ทางด้านองค์การอนามัยโลกหรือ WHO เตรียมประชุมเร่งด่วนในวันนี้ (26 พฤศจิกายน) เพื่อหารือเรื่องไวรัสสายพันธุ์ B.1.1.529 ซึ่งถูกจับตามองว่าอาจอันตรายกว่าสายพันธุ์เดลตา ที่กำลังแพร่ระบาดรุนแรงในหลายประเทศทั่วโลกตอนนี้ โดยจะมีการพิจารณาว่าจะมีการจัดให้ไวรัสสายพันธุ์นี้ อยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ที่น่าสนใจหรือสายพันธุ์ที่น่ากังวลหรือไม่

ขณะที่การกลายพันธุ์หลายจุดของไวรัสสายพันธุ์นี้ ยังมีความเชื่อมโยงกับการต่อต้านภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหมายความว่าอาจลดทอนประสิทธิภาพของวัคซีน และส่งผลต่อพฤติกรรมของไวรัส ทั้งในด้านการตอบสนองต่อวัคซีน การรักษา และการแพร่ระบาด

ภาพ: Photo by Suhaimi Abdullah/Getty Images

อ้างอิง:

https://www.reuters.com/business/healthcare-pharmaceuticals/japan-tighten-border-controls-s-africa-others-new-virus-variant-jiji-2021-11-26/

https://edition.cnn.com/2021/11/25/world/covid-variant-south-africa-immune-evasion-transmissibility/index.html

https://www.cnbc.com/2021/11/26/covid-variant-emerges-in-south-africa-heres-what-we-know-so-far.html

https://www.channelnewsasia.com/singapore/covid-19-moh-singapore-restrict-entry-7-african-countries-2339956

Keanu Reeves ตอบคำถามเกี่ยวกับข่าวลือของตัวเขากับ Marvel



Keanu Reeves ตอบคำถามเกี่ยวกับข่าวลือของตัวเขากับ Marvel

นับตั้งแต่กลับมาทวงแค้นให้หมาสุดที่รักใน John Wick นักแสดงวัย 57 ปีอย่าง Keanu Reeves ก็ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งครับ โดยเจ้าตัวมีผลงานตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ระทึกขวัญอย่าง Knock Knock , ภาพยนตร์โรแมนติคอย่าง Destination Wedding , ภาพยนตร์ไซไฟอย่าง Replicas และล่าสุดกับภาพยนตร์ภาคต่ออย่าง The Matrix Resurrections ครับ

ด้วยความโด่งดังของ Keanu Reeves จึงไม่แปลกครับที่เขาจะถูกเชื่อมโยงกับจักรวาลภาพยนตร์ฮีโร่ที่ใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง Marvel Cinematic Universe โดยล่าสุด Keanu Reeves ได้ไปออกรายการกับทาง Esquire ซึ่งเป็นรายการที่เขาต้องตอบคำถามจากชาวเน็ตทางบ้านครับ ซึ่งก็มีคำถามส่งเข้ามาว่าเขามีโอกาสที่จะร่วมแจมกับ MCU หรือไม่ และนี่คือคำตอบของ Keanu Reeves ครับ

“จักรวาล Marvel มันใหญ่กว่า ‘จักรวาล’ แล้วไม่ใช่เหรอ มันเหมือนมัลติเวิร์ส มันคือ Marvel-Verse แล้วล่ะ (หัวเราะ) มันจะเป็นเกียรติสำหรับผมมากๆ เลยล่ะครับ มีผู้กำกับภาพยนตร์ที่มหัศจรรย์และมากวิสัยทัศน์มากมาย และพวกเขาก็สร้างบางสิ่งที่ยังไม่เคยถูกทำมาก่อน มันพิเศษมากในมุมนั้นครับ โดยเฉพาะกับเรื่องสเกล , ความทะเยอทะยาน , งานสร้าง มันคงดีมากๆ ถ้าผมได้มีส่วนร่วมกับมันครับ”

เรียกได้ว่าตอบแบบไม่ปิดโอกาสกันเลยทีเดียวครับ และหากย้อนกลับไปในปี 2019 ประธานของ Marvel อย่าง Kevin Feige เคยออกปากเองครับว่า เจ้าตัวได้มีการพูดคุยกับ Keanu Reeves อยู่หลายครั้ง และจะพยายามหาวิธีที่ใช่ในการดึง Keanu Reeves เข้าสู่ MCU ให้ได้ ต้องมารอดูกันต่อไปครับว่า จอห์น วิค จะได้บุกจักรวาล MCU จริงๆ หรือไม่

จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ลือลั่นสนั่นเน็ตไปแล้ว


จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ลือลั่นสนั่นเน็ตไปแล้ว สำหรับข่าวการนัดเจอกันระหว่าง Taylor Swift กับดาราดังชาวเกาหลีใต้ Gong Yoo (กง ยู) ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่งในนิวยอร์ค เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งหลายคนคาดว่าอาจเป็นการมาพูดคุยเรื่องแสดงมิวสิควิดีโอ

โดยต้นตอข่าวลือนี้มาจาก บัญชีซุบซิบคนดัง Deuxmoi ที่โพสต์เรื่องราวลงใน Instagram เกี่ยวกับอีเมลที่ส่งต่อถึงพวกเขา บอกเล่าว่าพนักงานเสิร์ฟของร้านอาหารในนิวยอร์ค ได้เห็น Gong Yoo และ Taylor Swift มารับประทานอาหารกลางวันร่วมกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จากนั้นข่าวนี้ก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว แต่จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ คงต้องติดตาม เดี๋ยวผลงานออกมาก็คงได้รู้กัน

#อัพเดท: ต้นสังกัด Gong Yoo ออกมาปฏิเสธข่าวแล้วว่า ช่วงนี้เขาไม่ได้ไปอเมริกา แต่อย่างใด

Source: https://www.cosmo.ph/entertainment/gong-yoo-taylor-swift-meet-up-nyc-a254-20211125

Britney ลั่น อิสระครั้งนี้จะใช้ให้เต็มที่เลย


Britney ลั่น อิสระครั้งนี้จะใช้ให้เต็มที่เลย

แฟนๆ คึกกันใหญ่ Britney ออกมาอัพเดตชีวิตล่าสุดผ่าน Instagram ว่าได้รับอิสระในการใช้ชีวิตแล้วหลังจากที่พยายามต่อสู้กับการถูกควบคุมมานานถึง 13 ปี

Britney ยังบอกอีกว่าอิสระในครั้งนี้ขอใช้มันให้คุ้มค่า เพราะนางจะไม่รับงานใดๆทั้งสิ้น จะอยู่อย่างคนธรรมดาทั่วไปให้ได้หายใจหายคอสะดวกซักที แถมยังปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับ Oprah พิธีกรชื่อดังอีกด้วย เนื่องจากอิสระที่พึ่งได้รับมานั้นเป็นสิ่งที่นางต้องการมานานและไม่อยากทำให้เรื่องของตัวเองนั้นวุ่นวายอีกแล้ว

อีกทั้ง Britney ยังได้พูดขอบคุณแฟนๆที่ทุ่มเทและผลักดันให้เกิด #FreeBritney จนเจ้าตัวได้หลุดพ้นจากการถูกควบคุม 100 % ตบท้ายด้วยมุขตลกแบบกรุบกริบที่ว่า “ถึงจะมี FreeBritney แต่ตัวชั้นนั้นมันแพงมากนะจ้ะ ”

Jeremy Renner ยกย่องให้ Robert Downey Jr. เป็นสุดยอดที่ปรึกษาของจักรวาล MCU


Jeremy Renner ยกย่องให้ Robert Downey Jr. เป็นสุดยอดที่ปรึกษาของจักรวาล MCU

ในการสัมภาษณ์กับ Entertainment Tonight, Jeremy Renner ได้พูดถึง Robert Downey Jr. ว่า RDJ เป็นคนที่คอยให้คำปรึกษา คอยช่วยเหลือ และแนะนำสิ่งต่างๆให้กับเขามาตลอด ตั้งแต่เขาได้มาเข้าร่วมใน MCU รวมถึงคอยช่วยเหลือนักแสดงคนอื่นๆอีกด้วย หลังจากที่ Ironman เปิดตัวใน MCU

Robert Downey Jr. เป็นนักแสดงที่อยู่มานานที่สุดใน MCU และเป็นฮีโร่คนแรกของจักรวาล MCU เขารับบท Ironman มาเป็นเวลา 11 ปีและปรากฏตัวในภาพยนตร์ 10 เรื่อง ดังนั้นนอกเหนือจากการเปิดตัวของ MCU บนจอหนังแล้ว เขายังได้รับมอบหมายให้เป็นตัวอย่างและคนที่คอยให้คำแนะนำกับน้องใหม่ที่เข้ามาใน MCU อีกด้วย

นอกจากนี้ RDJ มักจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันระหว่างการถ่ายทำในโปรเจคต่างๆของ Marvel เพื่อให้ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้นนอกการถ่ายทำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และบางครั้งเขาก็มีส่วนสำคัญในขั้นตอนการคัดเลือกนักแสดงอีกด้วย อย่างที่เขาเคยช่วยพูดให้ Chris Evans มารับบท Captain America และช่วยเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการรับบท Spider-Man ของ Tom Holland

Spotify นำปุ่ม shuffle ออกจากแอป ตามคำขอร้องของ Adele


ล่าสุด Spotify ได้มีการถอดฟังก์ชันสุ่มเล่นเพลงออกจากหน้าอัลบั้มเพลงทุกอัลบั้มบนแพลตฟอร์ม ตามคำแนะนำของ Adele ที่ได้ออกมาเรียกร้องผ่านทาง Twitter ของตัวเอง

โดย Adele ได้มีการโพสต์ว่า “ศิลปินไม่ได้สร้างอัลบั้มเพลงที่มีการเอาใจใส่และความตั้งใจอย่างไร้เหตุผล ศิลปะของพวกเรานั้นคือการเล่าเรื่องราวและเรื่องราวของเรานั้นก็ควรที่จะถูกได้ยินตามที่เราได้ตั้งใจเรียบเรียงไว้ให้”

ซึ่งหลังจากนั้น Spotify ก็ได้มีการแถลงการณ์ออกมาถึงการปรับใช้งานว่า “ฟีเจอร์พรีเมี่ยมใหม่นั้นก็คือ ให้ปุ่มการเล่นเพลงนั้นเป็นปุ่มพื้นฐานสำหรับอัลบั้มเพลงทุกอัลบั้ม” Spotify ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ใช้งานยังคงสามารถทำการ Shuffle เพลงในอัลบั้มได้ แต่ระบบจะเล่นเพลงตามลำดับที่ศิลปินได้เลือกวางไว้เป็นพื้นฐาน หรือเมื่อกดเล่นเพลงแต่ละอัลบั้มแล้ว เพลงจะเล่นเรียงกันเป็นลำดับโดยอัตโนมัติ ถ้าต้องการจะให้มีการสุ่มเล่น ผู้ใช้งานก็จะต้องกด Shuffle เพิ่มเองทีหลัง

ผู้กำกับ ฯ รอว์สัน มาร์แชลล์ เธอร์เบอร์ วางแผนสร้างภาคต่อ Red Notice อีกสองภาค


ผู้กำกับเผย Red Notice อาจถ่ายทำภาค 2 และ 3 แบบต่อเนื่องกัน

ภาพยนตร์เรื่อง Red Notice เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่รวมเอานักแสดงตัวท็อปของวงการอย่าง Dwayne Johnson , Ryan Reynolds และ Gal Gadot มาขึ้นจอพร้อมกัน หลังจากการออกฉายก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากด้วยการกวาดยอดผู้ชมไปได้ถึง 148 ล้านชั่วโมงบนแพล็ตฟอร์มอย่าง Netflix

ในตอนจบของภาพยนตร์นั้นมีการวางรากฐานสำหรับภาคต่อเอาไว้อย่างชัดเจนครับ และล่าสุดผู้กำกับภาพยนตร์อย่าง Rawson Marshall Thurber ก็ได้ไปให้สัมภาษณ์กับ The Hollywood Reporter และเจ้าตัวก็ถูกถามถึงภาคต่อของ Red Notice เจ้าตัวก็ได้ตอบว่า

“มันก็มีความเป็นไปได้นะ และถ้าเราต้องทำภาคต่อจริงๆ ผมคงเลือกจะถ่ายทำภาค 2-3 แบบต่อเนื่องกันรวดเดียวเลย เพราะมันคืองานสร้างระดับยักษ์ ซึ่งถ้าคุณสามารถรวมทุกอย่างให้อยู่ในการถ่ายทำครั้งเดียวได้ มันจะดีมากๆ สำหรับทุกคน รวมถึงดีต่อสุขภาพจิตของผมด้วยน่ะนะ”

แม้ว่านักวิจารณ์หลายสำนักจะไม่ชอบ Red Notice เท่าไรนัก แต่ด้วยพลังของนักแสดงหลักทั้ง 3 คนรวมถึงความย่อยง่ายของภาพยนตร์ก็สามารถสร้างความบันเทิงให้กับฝั่งผู้ชมได้ไม่ยากนัก ต้องมารอลุ้นกันครับว่า Red Notice จะกลายเป็นแฟรนไชส์ใหม่ของ Netflix ได้หรือไม่

“ไดสุงิ” (Daisugi) เป็นเทคนิคการปลูก และการผลิตไม้ที่มีมาแต่โบราณของญี่ปุ่นที่สืบต่อกันมากว่า 700 ปี


“ไดสุงิ” (Daisugi) เป็นเทคนิคการปลูก และการผลิตไม้ที่มีมาแต่โบราณของญี่ปุ่น ที่สืบต่อกันมากว่า 700 ปี โดยวิธีการนี้เป็นการใช้ประโยชน์จากต้นไม้ และพื้นที่ที่มีอย่างจำกัดในประเทศญี่ปุ่นให้ถึงที่สุด

โดยการปลูกต้นสุงิ (Sugi) หรือต้นสนซีดาร์ญี่ปุ่น (Japanese Cedar) โดยการตัดแต่งกิ่งที่ต้นหลักอย่างระมัดระวัง โดยเมื่อมีการแตกกิ่งใหม่ ก็จะตัดแต่งกิ่งให้เหลือเพียงกิ่งด้านบนที่ชูขึ้นสูง ราวกับว่ากำลังตัดแต่งบอนไซขนาดใหญ่เลย

นอกจากนี้กิ่งที่ขึ้นด้านบนจะมีลักษณะตั้งตรงขึ้นไป อย่างไรก็ตามการตัดแต่งกิ่งก็จะทำเป็นประจำในทุก ๆ 2 ปี เพื่อให้ได้ไม้ที่ตั้งตรง และใช้ระยะเวลาในการเติบโตราว 20 ปีก่อนจะเก็บเกี่ยว โดยเพียงต้นเดียวก็สามารถเก็บเกี่ยวไม้ได้ถึงร้อยกิ่ง โดยการตัดออกมาเพียงกิ่งไม้ที่ตั้งขึ้นไป หลังจากนั้นก็ปล่อยให้กิ่งใหม่โตขึ้นมาเช่นเดิม

เพียงปลูกต้นเดียว ก็เหมือนได้ไม้มาเป็นร้อยต้น ในเวลาเพียง 20 ปี ซึ่งนอกจากไม่ต้องโค่นต้นไม้ลง และไม่ต้องปลูกต้นไม้ใหม่มาทดแทนแล้ว ยังเป็นการใช้พื้นที่ตามแนวเชิงเขาที่มีความลาดชันและเพาะปลูกได้ยากมาก

โดยวิธีนี้นอกจากจะทำให้ใช้พื้นที่เท่าเดิม แต่ได้ปริมาณไม้เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังได้ไม้ที่มีคุณภาพ และรวดเร็วกว่าการปลูกใหม่ทั้งหมดอีกด้วย

ซึ่งปัจจุบันสามารถพบได้ในหมู่บ้านคิตายามะ (Kitayama) ในพื้นที่ภูเขาทางเหนือของเมืองเกียวโต ( Kyoto)

Ref : Boredpanda, Thewildchronicles, 
Wikipedia Pic : iszkt2g, KyotoNaraDreamTrips

GWM เปิดตัว All New HAVAL JOLION Hybrid SUV คันแรกของโลก


จอมยุทธ์ ปะทะ ซามูไร! เจาะตลาด B-SUV เมื่อแบรนด์จีน MG และ Haval ขอตีค่ายญี่ปุ่นให้แตกพ่าย
ในที่สุดตลาด B-SUV หรือรถ SUV ขนาดเล็ก จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะเมื่อต้นสัปดาห์ Honda เพิ่งเปิดตัว Honda HR-V โฉมใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ Hybrid ทุกรุ่นย่อย

จากนั้นไม่กี่วัน Great Wall Motor เปิดตัว Haval Jolion แถมมากับเครื่องยนต์ Hybrid เหมือนกัน  เรียกว่าชิงดำกันสุด ๆ เพราะทั้งคู่เผยโฉมรถยนต์รุ่นใหม่กันก่อน และต่างไม่บอกราคาอย่างเป็นทางการ นี่ยังไม่นับ Toyota, Mazda, Nissan และ Subaru ที่ยังลุยตลาดนี้ต่อเนื่อง กลายเป็นศึกระหว่างแบรนด์จีน และญี่ปุ่น ที่น่าจะสู้กันมันที่สุดเมื่อเทียบกับรถยนต์กลุ่มอื่น ๆ

ผลจะออกมาเป็นอย่างไรลองมาวิเคราะห์ไปด้วยกัน

1) B-SUV ที่ทุกค่ายหันมาจับตลาด B-SUV กลายเป็นกลุ่มรถยนต์ที่ทุกค่ายหันมาจริงจังในการทำตลาด เพราะเดี๋ยวนี้คนไทยซื้อรถคันหนึ่งต้องเอาให้คุ้ม นั่งสบาย ประหยัดน้ำมัน ขนาดไม่ใหญ่เกินไป อยู่บนถนนแล้วดูดี คือปัจจัยในการตัดสินใจซื้อ

เมื่อรวมปัจจัยทั้งหมด B-SUV จึงค่อนข้างตอบโจทย์ ผ่านราคาราว ๆ 1 ล้านบาท นั่ง 5 คนยังพอสบาย แถมด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่มากจึงขับขี่ในเมืองสะดวก และประหยัดน้ำมัน ที่สำคัญคือออกแบบเท่ ๆ ถูกใจวัยรุ่น คนเริ่มทำงาน และคนที่พึ่งมีครอบครัว

6-7 ปีก่อน ตลาดนี้ถูกครองโดยแบรนด์ญี่ปุ่นเบ็ดเสร็จ มี Honda HR-V ผู้นำ ตามมาด้วย Mazda CX-3 อาจมี Nissan Juke แซม ๆ มาบ้าง และช่วงหลังเริ่มมี Toyota C-HR เข้ามาแย่งส่วนแบ่ง

แต่พอเข้าปลายปี 2017 เกิดการเขย่าตลาดครั้งใหญ่ด้วยการมาถึงของ MG กับรุ่น MG ZS ที่มากับราคาเริ่มต้น 6.79 แสนบาท

แม้จะติดเรื่องปัญหาความเชื่อมั่น แต่ราคาขนาดนี้ก็ดึงดูดลูกค้าที่อยากครอบครอง B-SUV ไปได้มาก ดัน MG ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง B-SUV ได้หลายช่วงเวลา

จนการมาของแบรนด์เจ้าตลาด กับรุ่น Toyota Corolla Cross ที่เอาจริงทั้งเรื่องการตลาด และสเปก ทำให้เฉือน MG ZS ขึ้นเป็น B-SUV รุ่นที่มียอดขายอันดับ 1 ในปี 2020 และครองตำแหน่งนี้ไว้ในปี 2021 เช่นกัน

2) Honda กลับมา แต่ GWM ก็มาด้วย

หลังปล่อยให้แบรนด์จีน และ Toyota สนุกสนานกับการขาย B-SUV วันที่ 5 พ.ย. 2021 Honda ขอกลับมาทวงตำแหน่งผู้นำด้วย Honda HR-V e:HEV โฉมใหม่ในรอบกว่า 7 ปี

e:HEV ไม่ใช่ศัพท์เทคนิคอะไรมาก เพราะมันคือเทคโนโลยีเครื่องยนต์ Hybrid เหมือนที่ Honda ใช้ในรุ่นต่าง ๆ

ที่น่าสนใจคือ HR-V มาพร้อมเครื่อง Hybrid ทุกรุ่นย่อย ส่วนราคาทางการยังไม่เปิดเผย มีแค่ข้อมูลว่าเริ่มต้นต่ำกว่า 9.90 แสนบาท และตัวท็อปต่ำกว่า 1.2 ล้านบาท มี 3 รุ่นย่อย เปิดให้จองแล้ว

งานนี้ต้องรอเปิดราคาวันที่ 19 พ.ย. 2021 ว่ากระแสจะออกมาดีหรือไม่

แต่วันที่ 10 พ.ย. 2021 Great Wall Motor ค่ายรถจากจีนน้องใหม่ในตลาดไทย ก็เปิดตัว Haval Jolion รถ B-SUV ที่จะมาต่อยอดความสำเร็จของรุ่นพี่ Haval H6

Haval Jolion มากับเครื่องยนต์ Hybrid เหมือนกัน ส่วนราคา และวันวางจำหน่ายยังไม่เปิดเผย  ส่วนตัวเชื่อว่าศึกนี้สนุกแน่ เพราะ B-SUV ในตลาดที่ใช้เครื่อง Hybrid จะมีให้เลือกหลายรุ่น  ไล่ตั้งแต่ Toyota Corolla Cross กับ C-HR, Honda HR-V, Nissan Kicks และล่าสุด Haval Jolion

ส่วนถ้านับรวม B-SUV ในตลาดจะมีให้เลือกซื้อเกือบ 10 รุ่น ตามความต้องการ และกำลังทรัพย์ของแต่ละคน

3) ศึกหนักระหว่างจอมยุทธ์ กับซามูไร

เมื่อเทียบกับรถยนต์กลุ่มอื่น ๆ B-SUV ถือเป็นตลาดที่แบรนด์จีน กับญี่ปุ่นน่าจะแข่งขันกันดุเดือดที่สุด  ราวกับการปะทะกันของจอมยุทธ์ กับซามูไร

ฝั่งจีน MG ZS และ Haval Jolion มาพร้อมกระบวนท่าที่หลากหลาย เปรียบได้กับสเปกที่ใส่มาแบบจัดเต็มไม่มีกั๊ก แถมมีหมัดตายอย่าง ราคา ที่สู้กับแบรนด์ญี่ปุ่นได้แน่ ๆ

ส่วนญี่ปุ่นที่นำโดย Toyota, Honda และ Mazda อาจมากับความนิ่งสงบแบบซามูไร มั่นใจว่าดาบตัวเองคมอยู่แล้ว ฟันอะไรก็ขาด

แต่จากความคิดนี้ แบรนด์ญี่ปุ่นก็สูญเสียส่วนแบ่งในตลาด B-SUV ให้กับแบรนด์จีนไปเยอะพอสมควร แถมก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ MG เจ้าเดียว

หลังจากสิ้นปี 2021 เป็นต้นไป จะมีแบรนด์จีนถึง 2 เจ้า คนที่เหนื่อยน่าจะเป็นแบรนด์รอง ๆ ในตลาด B-SUV ถ้าแบรนด์จีนแก้ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นได้  ความมั่นใจในคมดาบคงซามูไรคงไม่มีอีกแล้ว  และน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของค่ายญี่ปุ่นแน่นอน

เก็บพลังงานอย่างยั่งยืน ด้วยแบตเตอรี่จากรากถั่ว


เก็บพลังงานอย่างยั่งยืน ด้วยแบตเตอรี่จากรากถั่ว

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์จาก Linköping University ในสวีเดน นำโดย Dr. Eleni Stavrinidou รองศาสตราจารย์และผู้ตรวจสอบหลักในกลุ่ม Electronic Plants Group ที่ห้องปฏิบัติการ Organic Electronics ได้เปลี่ยนรากของพืชที่มีชีวิตให้เป็นแบตเตอรี่

ผู้เขียนของงานวิจัยใหม่นี้ใช้พืชที่มีชีวิต พวกเขานำถั่วธรรมดามาและรดน้ำด้วยสารละลายน้ำที่มีคอนจูเกต ETE-S ซึ่งถูกดูดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อราก ทำให้เกิดฟิล์มพอลิเมอร์ที่เป็นสื่อกระแสไฟฟ้า

นักชีววิทยายังคงรดน้ำต้นไม้ต่อไปจนกระทั่งมันเติบโต เบ่งบาน และเริ่มออกผล ระหว่างการทำงาน เมล็ดถั่วจะมีชีวิตอยู่ตามวัฏจักรธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกัน ส่วนบนดินและรากก็เริ่มนำไฟฟ้า

รากของพืชยังคงนำไฟฟ้าได้ประมาณหนึ่งเดือน ค่าการนำไฟฟ้าเท่ากับ 10 ซีเมนส์ต่อเซนติเมตร นักวิทยาศาสตร์ได้ตรวจสอบว่ารากมีประสิทธิภาพในการกักเก็บพลังงานอย่างไร เพื่อทดสอบสิ่งนี้ พวกเขาได้สร้าง supercapacitor ซึ่งรากทำหน้าที่เป็นอิเล็กโทรดระหว่างการชาร์จและการคายประจุ

เมื่อต้นปี 2015 การทดลองดังกล่าวได้ดำเนินการกับดอกกุหลาบ เมื่อเทียบกับดอกไม้ ถั่วได้เพิ่มพลังงานที่เก็บไว้ 100 เท่า นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าวิธีการของพวกเขาจะช่วยเก็บพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

ตามที่ผู้เขียนกล่าว ถั่วมีระบบรากที่มีเส้นใยที่พัฒนาขึ้นซึ่งเหมาะกับงานหลักอย่างสมบูรณ์นั่นคือการสะสมของประจุ

พืชพัฒนาระบบรากที่ซับซ้อนมากขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม มันไม่ส่งผลกระทบใด ๆ: มันยังคงเติบโตและผลิตถั่ว

ผลลัพธ์ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ Materials Horizons มีความสำคัญอย่างมาก ไม่เพียงแต่สำหรับการพัฒนาการจัดเก็บพลังงานที่ยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาระบบไบโอไฮบริดใหม่ เช่น วัสดุเชิงฟังก์ชันและคอมพอสิต รากอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการสื่อสารที่ไร้รอยต่อระหว่างระบบอิเล็กทรอนิกส์และระบบชีวภาพอีกด้วย

ที่มา : https://usfreenews.com/swedish-biologists-have-made-a-battery-from-the-roots-of-beans/

https://phys.org/news/2021-11-energy-electronic-roots.html

https://www.biotecnika.com/plants-with-electronic-roots-serves-as-energy-storage/

เครือข่ายสถานีวิทยุใหญ่อเมริกา ประกาศจะเปิดเพลงของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ เวอร์ชันอัดใหม่ที่เธอเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้น


เครือข่ายสถานีวิทยุที่ใหญ่สุดในอเมริกา ประกาศว่าต่อไปจะเปิดแต่เพลง Taylor Swift เวอร์ชันอัดใหม่ที่เธอเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้น

เป็นที่รู้กันดีว่าศิลปินสาวคนเก่ง Taylor Swift (เทย์เลอร์ สวิฟต์) กำลังมีภารกิจในการอัดเสียงอัลบั้มเก่าทั้ง 6 ชุดของเธอใหม่อีกครั้ง หลังจากที่มีปัญหาคาราคาซังเรื่องลิขสิทธิ์เพลงของเธอเอง

แน่นอนว่าชาว Swifties ต่างก็พร้อมที่จะสนับสนุนผลงานอัดใหม่กันอย่างเต็มที่ แต่นอกจากเหล่าแฟนคลับแล้ว เครือข่ายสถานีวิทยุที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาอย่าง iHeartRadio ก็ออกตัวสนับสนุนเพลงเวอร์ชันใหม่ของนักร้องสาวเช่นกัน โดยพวกเขาจะเปิดเพลงของ Taylor ในเวอร์ชันรีเรคอร์ด หรือที่เรียกกันว่า Taylor’s Version เท่านั้น

Tom Poleman ที่รับตำแหน่ง Chief Programming Officer ของ iHeartRadio ได้แถลงการณ์ว่า “เมื่อไรก็ตามที่ Taylor อัดเพลงของตัวเองใหม่ เราจะเอามันมาแทนเวอร์ชันเก่าทันที สถานีของเราจะส่งมอบบทเพลงที่ศิลปินจะกระตือรือร้นที่จะแบ่งปันและเพลงที่แฟนๆ อยากจะฟังเสมอ เหล่าคอเพลงได้ทำให้เราได้รู้ว่าพวกเขาอดใจรอไม่ไหวที่จะฟังเพลง Taylor’s Version ในแต่ละเพลง เรามีความยินดีเป็นอย่างมากที่มีแพลตฟอร์มสำหรับการแชร์สิ่งเหล่านั้นกับพวกเขา เช่นเดียวกับเรื่องราวเบื้องหลังเพลงเหล่านั้นของ Taylor”

ภายในปีนี้ปีเดียว Taylor Swift ได้ปล่อยอัลบั้ม Fearless (Taylor’s Version) ตามมาด้วย Red (Taylor’s Version) ออกมาแล้ว ซึ่งอัลบั้ม Red เวอร์ชันใหม่ก็ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายด้วยการทุบสถิติกลายเป็นศิลปินหญิงที่มียอดสตรีมมิงผ่าน Spotify สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ใน 24 ชั่วโมงแรก โค่นแชมป์เก่าอย่างอัลบั้ม Folklore ของตัวเธอเองได้สำเร็จอย่างงดงาม

ภาพ: Dimitrios Kambouris/Getty Images

อ้างอิง: https://www.nme.com/.../largest-us-radio-network-to-only...

เตรียมตัวอย่างไรก่อนติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในบ้าน


เตรียมตัวอย่างไรก่อนติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในบ้าน

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยอำนวยความสะดวกการเตรียมตัวก่อนติดตั้ง EV Charger ภายในบ้าน โดยสามารถติดต่อการไฟฟ้าในพื้นที่ เนื่องจากจะต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้าน โดยจะแบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้
1. หากสามารถปรับปรุงระบบไฟฟ้าภายในบ้านได้ แนะนำเป็นการเพิ่มขนาดมิเตอร์ 
2. หากไม่สะดวกปรับปรุงระบบไฟฟ้าภายในบ้าน สามารถขอติดตั้งมิเตอร์เครื่องที่ 2 เพื่อแยกระบบไฟฟ้าได้ 

โดยการให้บริการจะเป็นลักษณะเดียวกับการให้บริการติดตั้งมิเตอร์ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหม่ โดย 1 บ้านเลขที่ มี 2 หมายเลขผู้ใช้ไฟฟ้า (CA) โดยมิเตอร์เครื่องที่ 1 และมิเตอร์เครื่องที่ 2 ให้กำหนดเป็นประเภทผู้ใช้ไฟเดียวกัน (เช่น มิเตอร์เครื่องที่ 1 เป็นผู้ใช้ไฟประเภทกิจการขนาดเล็ก มิเตอร์เครื่องที่ 2 ต้องเป็นประเภทกิจการขนาดเล็ก) แต่สามารถเลือกใช้คนละอัตราค่าไฟได้ (อัตราปกติกับอัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาของการใช้: TOU)

ส่วนข้อกำหนดการขอมิเตอร์เครื่องที่ 2 เพื่อติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) สำหรับบ้านอยู่อาศัย หรือกิจการขนาดเล็ก (ที่ไม่ใช่เพื่อการพาณิชย์) ผู้ขอมิเตอร์เครื่องที่ 2 ต้องติดตั้งระบบไฟฟ้าภายในแยกจากระบบไฟฟ้าภายในของมิเตอร์เครื่องที่ 1 และติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตามมาตรฐานของ PEA ไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้วงจรที่จ่ายไฟฟ้าให้เครื่องชาร์จต้องแยกต่างหากจากการจ่ายไฟให้กับโหลดอื่นๆ ทั้งนี้ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1129 ตลอด 24 ชั่วโมง

นักบินอวกาศสหรัฐเห็นยูเอฟโอกว่า 100 ลำในเยอรมนี และถ่าย UFO ลงจอดในแคลิฟอร์เนีย ปี 1957


นักบินอวกาศสหรัฐเห็นยูเอฟโอกว่า 100 ลำในเยอรมนี และถ่าย UFO ลงจอดในแคลิฟอร์เนีย ปี 1957

โดยVicky Verma 23 ธันวาคม 2020

ผู้บุกเบิกอวกาศ Leroy Gordon Cooper ซึ่งเสียชีวิตในปี 2547 เชื่อในการดำรงอยู่ของมนุษย์ต่างดาวที่เดินทางจากที่อื่นที่อาศัยอยู่ได้มายังโลก ไม่เพียงแต่เขาเชื่อในมนุษย์ต่างดาวเท่านั้น แต่ยังอ้างว่าเขาได้พบกับยูเอฟโอและปรากฏการณ์ที่อธิบายไม่ได้อื่นๆ เป็นการส่วนตัวขณะบินด้วยเครื่องบินขับไล่ในเยอรมนีในช่วงต้นทศวรรษ 1950

Cooper เป็นหนึ่งในเจ็ดนักบินอวกาศของ Project Mercury ซึ่งเป็นโครงการอวกาศของมนุษย์กลุ่มแรกที่จะพามนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ก่อนสหภาพโซเวียต เขาเดินทางไปยังอวกาศโดยเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจควบคุมเมอร์คิวรี-แอตลาส 9 ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2506 จากนั้นในปี 2499 เขาได้สร้างสถิติความอดทนในอวกาศใหม่โดยการเดินทาง 3.3 ล้านไมล์บนเรือเจมิไน 5 เพื่อพิสูจน์ว่านักบินอวกาศสามารถอยู่รอดในอวกาศได้ การเดินทางไปยังดวงจันทร์และกลับสู่โลก

เขาออกจาก NASA ในปี 1970 และใช้เวลาที่เหลือในการศึกษาวัตถุบินที่ไม่ปรากฏชื่อ คูเปอร์เชื่อในยูเอฟโอก่อนที่เขาจะเข้าไปในโครงการอวกาศ หลังจากการเผชิญหน้ากับยูเอฟโอในเยอรมนี เขาก็กลายเป็นผู้สนับสนุนสมมติฐานของการมีอยู่ของอารยธรรมนอกโลกอย่างแข็งขัน

Cooper กล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่าเขาเห็นยูเอฟโอเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาในช่วงต้นทศวรรษ 1950 เมื่อเขาถูกโพสต์ที่ฐานทัพอากาศ Landstuhl ประเทศเยอรมนีตะวันตก เขากล่าวว่าในช่วงเวลานั้น MiG-15 ของรัสเซียมักจะบินไปที่ฐานของเขา ดังนั้น เมื่อเขาบินได้ในระยะ 15,000 เมตร และเห็นยานพาหนะแปลก ๆ ที่บินในรูปแบบที่สูงกว่าและเร็วกว่าเครื่องบินของพวกเขามาก เขาอ้างว่าเป็นแผ่นโลหะที่มีปลอกหุ้ม

จากนั้นในปี 1957 เมื่อ Cooper ทำหน้าที่เป็นนักบินทดสอบที่ฐานทัพอากาศ Edwards ในแคลิฟอร์เนีย เขาเห็นจานบินที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 เมตร ซึ่งลอยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงและตกลงบนทะเลสาบที่แห้งแล้ง

เขากล่าวว่า:“ ฉันมีทีมงานกล้องถ่ายทำการติดตั้งเมื่อพวกเขาเห็นจานรอง พวกเขาถ่ายตอนที่มันบินอยู่เหนือศีรษะ จากนั้นก็ลอยโฉบ กางขาสามขาเป็นเกียร์ลงจอด แล้วค่อยๆ ลงมาบนพื้นทะเลสาบที่แห้งแล้ง”

หลังจากนั้นคูเปอร์ส่งบันทึกไปที่วอชิงตันและยื่นรายงานการเผชิญหน้ายูเอฟโอ

โดยพื้นฐานแล้วยานพาหนะแบบแผนเดียวกันคือจานรองเลนส์คู่ หากคุณกำลังจะเข้าและออกจากชั้นบรรยากาศเช่นโลกหรือที่อื่น ๆ คุณอาจต้องใช้ยานพาหนะประเภทแอโรไดนามิกมากกว่านี้เล็กน้อย และจานรองมีความสามารถในการลอยขึ้นไปในอากาศด้วยความเร็วที่มหาศาล และจัดการกับคันธนูและคลื่นตามหลังโดยไม่ทำให้เกิดคลื่นกระแทก ดังนั้นจึงสามารถเงียบมากในขณะที่เดินทางด้วยความเร็วสูงผ่านชั้นบรรยากาศ”

กอร์ดอนยังเชื่อในการตกของยานอวกาศเอเลี่ยนในเมืองรอสเวลล์ รัฐนิวเม็กซิโกในปี 1947 และกองทัพก็พบมนุษย์ต่างดาวหลายตัวที่จุดเกิดเหตุ

“ฉันมีเพื่อนที่ดีที่รอสเวลล์ เพื่อนเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง เขาต้องระวังในสิ่งที่เขาพูด แต่ไม่ใช่บอลลูนอากาศเหมือนเรื่องปกของกองทัพอากาศ เขาอธิบายให้ฉันทราบอย่างชัดเจนว่าสิ่งที่ชนเป็นยานที่มาจากต่างดาว และสมาชิกในทีมก็หายดีแล้ว”

ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งของเขา คูเปอร์โต้เถียงซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามนุษย์ต่างดาวที่มาเยือนโลกของเราในภารกิจวิจัยนั้นมีความก้าวหน้าทางเทคนิคมากกว่ามนุษย์มาก นักบินอวกาศเชื่อว่าองค์การสหประชาชาติควรบันทึกรายงานทั้งหมดเกี่ยวกับยูเอฟโออย่างระมัดระวัง และมั่นใจว่ารัฐบาลของประเทศต่างๆ กำลังซ่อนข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตนอกโลก

ในปี 2550 David Morrison ผู้อำนวยการชั่วคราวของ NLSI ได้ออกแถลงการณ์ซึ่งเขาปฏิเสธข้อเรียกร้องทั้งหมดที่ Gordon Cooper เรียกร้องเกี่ยวกับยูเอฟโอและชีวิตมนุษย์ต่างดาว เขากล่าวว่า: “ขออภัย แต่ไม่มีหลักฐานที่น่าสนใจสำหรับมนุษย์ต่างดาวในอวกาศ และแน่นอนว่าไม่ได้มาจากนักบินอวกาศของ NASA”

กอร์ดอนไม่ใช่คนเดียวที่เชื่อในการมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาวและยูเอฟโอ Edgar Mitchell และ Helen Sharman เป็นนักบินอวกาศที่มีชื่อเสียงสองคนที่เชื่อในสิ่งมีชีวิตนอกโลก

ตามที่เอ็ดการ์กล่าว มนุษย์ต่างดาวได้ติดต่อกับผู้คนหลายครั้ง และยูเอฟโอได้มาเยือนโลกของเราเป็นเวลานานแล้ว

“รัฐบาลของเราทุกคนปกปิดไว้อย่างดีในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา แต่ค่อยๆ รั่วไหลออกมา และพวกเราบางคนได้รับเกียรติให้ได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้บางส่วน”

ในทางกลับกัน เฮเลน ชาร์แมนกล่าวว่า: “มนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริง ไม่มีสองวิธีในเรื่องนี้” เธอเริ่มอาชีพด้านอวกาศของเธอในปี 1989 เมื่อเธอผ่านการคัดเลือกที่ยากลำบากในหมู่นักบินอวกาศคนอื่นๆ และยืนยันความสามารถของเธอ โดยได้เข้าร่วมโครงการร่วมโครงการแรกในสหราชอาณาจักรและสหภาพโซเวียต

ปตท.จับมือ 'โฮซอน' ค่ายรถจีน เล็งจำหน่าย EV พวงมาลัยขวา Neta V ขยายธุรกิจยานยนไฟฟ้าแบบครบวงจร


ปตท. จับมือ Hozon ค่ายรถ EV จากจีน ขยายตลาดยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรในไทย

ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อศึกษาความเป็นไปได้สำหรับโอกาสทางธุรกิจและการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย ในรูปแบบเสมือนจริง (Virtual Strategic Co-Operation MOU Signing Ceremony) ระหว่าง บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้น 100% สำหรับดำเนินธุรกิจในด้าน EV Value Chain และ บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ ออโต้โมบิล จำกัด (Hozon New Energy Automobile Co., Ltd; Hozon) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน

โดยมีนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และนายจาง หย่ง ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โฮซอน (Mr. Zhang Yong, Co-Founder and Chief Executive Officer of Hozon) และนายบุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ ปตท. ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี พร้อมด้วยนายนพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน ปตท. และนายเฉิน เอี้ยวกวง ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน โฮซอน (Mr. Chen Yaoguang, Co-Founder and Chief Investment Officer of Hozon)

ร่วมลงนาม ความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายโอกาสทางธุรกิจ EV แบบครบวงจร อาทิ ให้บริการเช่า หรือ จัดจำหน่าย EV พวงมาลัยขวารุ่นแรกของแบรนด์ Neta V ผลิตโดย Hozon และบริการหลังการขายที่เกี่ยวข้องผ่าน EVme ดิจิทัลแพลตฟอร์มของ ARUN PLUS รวมถึงความเป็นไปได้ในการขยายฐานการผลิต EV มายังประเทศไทย ผ่านบริษัทร่วมทุนระหว่าง ARUN PLUS กับ บริษัท หงไห่ พริซิชั่น อินดัสทรี จำกัด หรือ ฟ็อกซ์คอนน์ (Foxconn) เป็นต้น เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ ส่งเสริมภาคการผลิตและเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมดันไทยสู่สังคม Low Carbon และการเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตเต็มรูปแบบ



ม.หิดล ชี้ให้จับตา ประชาชนรุ่นเกิดล้าน ที่เกิดระหว่าง พ.ศ. 2506 - 2526 เป็นทิศทางโจทย์วิจัยสนองอนาคตสังคมสูงวัย


ม.มหิดล ชวนจับตา ‘สึนามิผู้สูงวัย’ จากประชากรรุ่นเกิดล้าน พ.ศ. 2506-2526 แนะระวังเรื่องสุขภาพ-การใช้จ่าย และให้ออมเงิน

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) ศ.เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า นับเป็นเวลาครึ่งศตวรรษแล้วที่สถาบันฯ ได้รับใช้ประเทศชาติด้วยการเป็นปัญญาของแผ่นดิน ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล สร้างองค์ความรู้จากงานวิจัยที่เกิดขึ้นจากการสำรวจติดตามการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรไทย ไม่ว่าจะเป็นการเกิด การตาย และการย้ายถิ่น ฯลฯ ซึ่งที่ผ่านมามีนักวิจัยของสถาบันฯ ได้เป็นคณะทำงานร่วมจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในทุกฉบับ เพื่อการขับเคลื่อนสู่นโยบายของประเทศไทย

สำหรับ ‘ประชากรรุ่นเกิดล้าน’ ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2506-2526 นโยบายของประเทศไทยในขณะนั้นมุ่งไปที่การวางแผนครอบครัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั่วโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าคนรุ่นใหม่นิยมอยู่เป็นโสด ไม่แต่งงาน และมีลูกกันน้อยลง อัตราเกิดของประชากรไทยจึงลดต่ำลงไปด้วย

จึงเกิดคำถามว่า เราจะเตรียมพร้อมนโยบายทางประชากรของประเทศไทยให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรของไทยอย่างไร เมื่อประชากรรุ่นเกิดล้านที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2506-2526 จะกลายเป็น ‘สึนามิประชากร’ ที่เคลื่อนสู่ฝั่งผู้สูงวัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ศ.เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์ กล่าวต่อไปว่า การแก้ปัญหาอัตราเกิดต่ำด้วยการส่งเสริมให้ประชากรมีลูกกันมากขึ้น อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีนักสำหรับสังคมไทย หากไม่ได้พิจารณาถึงคุณภาพของการเกิดหรือเกิดด้วยความไม่พร้อม ซึ่งตัวเลขการเกิดของประชากรไทยในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นปีล่าสุด อยู่ที่ประมาณ 587,000 คน และอาจมีแนวโน้มต่ำลงไปอีกประมาณ 2-3 หมื่นคนตามวิกฤตโควิดที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยการประกาศจำนวนเกิดของประชากรไทยในแต่ละปีจะนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคมของปีนั้นๆ แล้วจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในอีกประมาณ 2-3 เดือนถัดไป

“ปัญหาที่เร่งด่วนมากกว่าปัญหาอัตราเกิดฮวบต่ำลงในขณะนี้ คือการเตรียมพร้อมอย่างไรเมื่อสังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งประชากรที่เกิดในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2506-2526 ถือเป็นต้นแบบที่ดีที่สุดในการนำมาพิจารณาเป็นโจทย์เพื่อการศึกษาวิจัยให้ตอบสนองทิศทางความต้องการของผู้สูงวัยไทยในอนาคต โดยควรเน้นให้เตรียมพร้อมเรื่องสุขภาพ และระวังการใช้จ่าย หมั่นเก็บออมไว้เพื่ออนาคต” ศ.เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.อารี จำปากลาย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจของสถาบันฯ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อประเทศไทยใน 50 ปีที่ผ่านมานั้น ไม่ได้มีเพียงงานวิจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรเท่านั้น ยังมีงานวิจัยเพื่อติดตามพฤติกรรมทางสุขภาพของประชากร ความเท่าเทียมทางการศึกษา ความเท่าเทียมทางเพศ แรงงานย้ายถิ่น หรือแม้แต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ฯลฯ ที่ตอบโจทย์เกือบทุกเป้าหมาย SDGs เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ

ซึ่งนอกจากเพื่อการขับเคลื่อนสู่นโยบายในระดับชาติแล้ว ยังได้ขยายผลสู่การสร้างความร่วมมือในระดับนานาชาติต่อไปอีกด้วย โดยสถาบันฯ พร้อมเดินหน้ารับใช้ประชาชน สร้างสรรค์งานวิจัยเพื่อส่งเสริมคุณภาพประชากรไทย และร่วมทำโลกนี้ให้มีอนาคตที่ยั่งยืนต่อไป


Kopiko การตลาดสร้าง Awareness ผ่านการส่งออกซีรีส์เกาหลี


Kopiko การตลาดสร้าง Awareness ผ่านการส่งออกซีรีส์เกาหลี

สำหรับคอซีรีส์เกาหลีใน Netflix เราคงเห็นภาพ Tie-in ลูกอม Kopiko ปรากฏอยู่ในซีรีส์เรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Vincenzo, Mine หรือแม้แต่ Hometown Cha Cha Cha ที่เพิ่งจบไป

เมื่อเราเห็น Kopiko ปรากฏอยู่ในซีรีส์เกาหลีอยู่บ่อยครั้ง จนเราเริ่มคิดว่า หรือ Kopiko จะเป็นลูกอมกาแฟแบรนด์เกาหลี

แต่ความจริงไม่ใช่เลย เพราะ Kopiko คือลูกอมกาแฟจากประเทศอินโดนีเซีย ของบริษัท Mayora

บริษัท Mayora ถือเป็นยักษ์ในวงการขนมในประเทศอินโดนีเซีย มีแบรนด์ขนมที่คนไทยรู้จักดีเช่นเวเฟอร์ Beng-Beng ชอกโกแลต Choki Choki ที่ช่วงเวลาเราเด็กๆ ชอบกินมาก

แต่ทำไม บริษัทลูกอมจากอินโดนีเซีย ถึงมา Tie-in อยู่ในซีรีส์เกาหลีหละ

1.สร้าง Awareness ระดับโลกผ่านปืนนัดเดียว

ซีรีส์เกาหลี ที่โกปิโก้เลือก Tie-in เช่น Vincenzo, Mine หรือแม้แต่ Hometown Cha Cha Cha เป็นหนึ่งในซีรีส์อันดับต้นๆ ใน Netflix ที่ได้รับความนิยมในหลากหลายประเทศ

เรามองว่าการเลือกซีรีส์เกาหลีใน Netflix เป็นช่องทางในการสื่อสารแบรนด์ผ่านการ Tie-in ว่าลูกอมกาแฟโกปิโก้สามารถอมแก้ง่วงแทนกาแฟได้ เป็นหนึ่งในแนวการตลาดที่ต้องการสร้าง Awareness ไปยังกลุ่มเป้าหมายทั่วโลกเพื่อบอกว่าลูกอมกาแฟโกปิโก้คือลูกอมกาแฟที่สามารถอมแก้ง่วงได้ในเวลาพร้อมๆ กัน ผ่านการลงทุนเพียงครั้งเดียว เพราะในปัจจุบันโกปิโก้จำหน่ายอยู่ในกว่า 100 ประเทศ ส่วน Netflix ให้บริการใน 190 ประเทศ

และยังเป็นการเสริมภาพลักษณ์โกปิโก้คือลูกอมกาแฟของคนรุ่นใหม่อีกด้วย

เพราะที่ผ่านมาลูกอมโกปิโก้เป็นลูกอมที่มีอายุในตลาดมากถึง 39 ปี ทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์ในบางประเทศอาจจะดูเชย หรือดูเป็นผู้ใหญ่ไปตามกาลเวลา

การสร้าง Awareness ผ่านซีรีส์เกาหลีที่สื่อสารผ่านนักแสดงรุ่นใหม่และเนื้อหาซีรีส์ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เป็นหนึ่งแนวทางที่ทำให้แบรนด์มีความเด็กลงอีกด้วย

2.ต้องการเจาะกลุ่มแฟนคลับ K-Pop ในอินโดนีเซีย

อ้างอิงจากข้อมูลของ Statista ที่สำรวจคนอินโดนีเซียอายุ 15-59 ปี พบว่า 49.2% ของกลุ่มตัวอย่างมองว่าซีรีส์เกาหลีเป็นซีรีส์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และ 39.2% มองว่าค่อนข้างเป็นที่นิยม โดยข้อมูลนี้สำรวจในเดือนตุลาคมปี2019

เมื่อคนอินโดนีเซียมีความนิยม K-Pop และซีรีส์เกาหลี การที่โกปิโก้ Tie-in สินค้าในซีรีส์เกาหลี นอกเหนือจากการเข้าถึงกลุ่มแฟนคลับ K-Pop แล้ว ยังสร้างพลังในการบอกต่อสินค้าโกปิโก้ที่ปรากฏอยู่ในซีรีส์ไปยังเพื่อนในโซเชียล และชวนกันโกปิโก้ทานเหมือนกับที่ Tie-in ซีรีส์ เนื่องจากมองว่าแบรนด์โกปิโก้เป็นแบรนด์ที่เข้าถึงพวกเขาผ่านซีรีส์และดาราเกาหลีที่พวกเขาชื่นชอบ

ส่วนประเทศไทยโกปิโก้เข้ามาทำตลาดในประเทศเป็นเวลายาวนานผ่านลูกอมกาแฟรสคลาสสิก ก่อนที่จะขยายตลาดไปยังรสคาปูชิโน พร้อมออกสินค้ากาแฟพร้อมดื่ม โกปิโก้ คอฟฟี่ กาแฟปรุงสำเร็จเข้ามาสร้างรายได้ให้เติบโตมากขึ้นในปัจจุบัน .

ถ้ามองไปที่ตลาดลูกอมในประเทศไทยในปัจจุบันตลาดลูกอมมีมูลค่า11,000 ล้านบาท

ถือว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงจากลูกอมทั้งแบรนด์เก่า และแบรนด์ใหม่ในตลาดที่พัฒนาต่อยอดลูกอมรสต่างๆ ออกมาจับตลาดอยู่เสมอ

ซึ่งการแข่งขันนี้แม้โกปิโก้จะมีจุดแข็งคือลูกอมกาแฟที่อยู่ในตลาดไทยอย่างยาวนาน แต่ก็เผชิญกับความท้าทายในตลาด เพราะในตลาดลูกอมกาแฟในประเทศไทยนอกจากโกปิโก้แล้วยังมีแบรนด์ X.O. ซึ่งเป็นลูกอมกาแฟเม็ดแข็งเหมือนกับโกปิโก้ ยังมีคูก้า ลูกอมรสกาแฟสอดไส้ช็อกโกแลต, เวเธอร์ ลูกอมรสครีมกาแฟ และอื่นๆ แข่งขันในตลาดด้วย

อย่างไรก็ดีการเข้ามาทำตลาดของโกปิโก้ในประเทศไทย (และสินค้าอื่นๆ ในเครือ Mayora เป็นการทำตลาดผ่าน บริษัท อินบิสโก้ (ประเทศไทย) จำกัด

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อินบิสโก้ (ประเทศไทย) มีผลประกอบการดังนี้

2018 รายได้ 2,040.48 ล้านบาท ขาดทุน 0.98 ล้านบาท

2019 รายได้1,981.88 ล้านบาท กำไร 78.45 ล้านบาท

2020 รายได้2,229.86 ล้านบาท กำไร 102.41 ล้านบาท

ส่วน Mayora มีผลประกอบการในปีที่ผ่านมา 56,815.99 ล้านบาท (แปลงจากเงินรูเปียห์เรต 1 รูเปียห์ = 0.0023 บาท)

เป็นรายได้มากจาก

อินโดนีเซีย 33,339.96 ล้านบาท

เอเชีย 22,548.82 ล้านบาท

อื่นๆ 927.20 ล้านบาท

เมื่อพูดถึง Mayora และโกปิโก้แล้วเราขอเล่าประวัติของบริษัทสักเล็กน้อย

Mayora เป็นบริษัทที่มีจุดเริ่มต้นมาจากขนมบิสกิต โฮมเมด ของครอบครัวชาวอิหร่านที่อพยพไปยังอินโดนีเซีย เมื่อปี 1948 ก่อนที่จะตั้งชื่อบิสกิตแบรนด์ตัวเองว่า Roma ในปี 1976 และจัดตั้งเป็นบริษัท Mayora ในปี 1977

ส่วนโกปิโก้เกิดขึ้นในปี 1982 ชื่อแบรนด์โกปิโก้มาจากคำว่า Kōpiko แปลว่ากาแฟป่า ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำท้องถิ่นในฮาวาย เพื่อสื่อถึงความเป็นกาแฟที่แท้จริงที่บรรจุอยู่ในลูกอมโกปิโก้นั่นเอง

ส่องทิศทาง 2 ค่ายมือถือยักษ์ หลังทรู-ดีแทคปิดดีลควบรวมกิจการ


2 ปี เครือซีพี ปิด 2 ดีลยักษ์

นับตั้งแต่ 2563 เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ เครือซีพี ประสบความสำเร็จในการควบรวมกิจการในกลุ่มธุรกิจการค้าขนาดใหญ่ถึง 2 ธุรกิจ ขณะที่สังคมตั้งข้อสังเกตว่าการรุกคืบดังกล่าวจะนำไปสู่การสร้างอำนาจเหนือตลาดหรือไม่

ย้อนเมื่อเดือน พ.ย. ปีที่ผ่านมา ธุรกิจค้าปลีกในเครือซีพี ได้รับความสนใจในสังคมอย่างมากจากการควบรวมกิจการกับเทสโก้โลตัส ทำให้ในส่วนธุรกิจค้าปลีกของเครือซีพีครอบคลุมธุรกิจค้าปลีกมากขึ้น ซึ่งเดิมมี ซีพี ออลล์ ที่บริหารร้านสะดวกซื้อ "เซเว่นอีเลฟเว่น" และ สยามแม็คโคร ผู้บริหารห้างค้าส่งรายใหญ่อยู่แล้ว

หากพิจารณารายได้รวมจาก 3 บริษัทดังกล่าวในปีที่แล้ว ค้าปลีกเครือซีพีมีมูลค่าธุรกิจรวมเป็น 953,308 ล้านบาท (รายได้นี้ยังไม่รวมกับรายได้จากร้านค้าซีพี เฟรซมาร์ท 360 สาขา)

ปัจจุบัน ธุรกิจค้าปลีกในเครือซีพีมีอะไรบ้าง

- เซเว่นอีเลฟเว่น 12,432 สาขา รายได้รวมปี 2563 มูลค่า 546,590 ล้านบาท 
- แม็คโคร 138 สาขา รายได้รวมปี 2563 มูลค่า 218,760 ล้านบาท 
- เทสโก้ โลตัส 2,164 สาขา รายได้รวมในปี 2563 มูลค่า 187,958 ล้านบาท 

ล่าสุด บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมในเครือซีพีได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 8/2564 เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ได้มีมติเกี่ยวกับการศึกษาความเป็นไปได้ในการควบบริษัทกับ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค พร้อมกับการเสนอซื้อหุ้นโดยสมัครใจแบบมีเงื่อนไข

ด้านสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ ติดตามกระแสข่าวเรื่องเทเลนอร์มีแผนการจะถอนการลงทุนจากไทย รวมทั้งการซื้อขายกิจการของทรูและดีแทคมาตั้งแต่ปี 2563 วิเคราะห์ว่า หากพิจารณาจากตัวเลขผู้ใช้บริการและส่วนแบ่งการตลาดของเอไอเอส ทรู และดีแทคที่ปรากฏต่อสาธารณะ เป็นที่ชัดเจนว่าถ้าทรูซื้อดีแทค บริษัทที่เกิดจากการรวมกิจการนี้จะกลายเป็นเจ้าตลาดรายใหม่และเป็นรายใหญ่อันดับ 1 แซงหน้าเอไอเอส และตลาดผู้ให้บริการมือถือและอินเทอร์เน็ตจะเหลือแค่ 2 เจ้า คือ เอไอเอสกับทรู-ดีแทค ซึ่งทำให้การแข่งขันในตลาดลดลงอย่างชัดเจน

สหรัฐฯ เชิญ 110 ชาติร่วมประชุมสุดยอดค่ายประชาธิปไตย แต่ไม่มีไทย


ประชุมสุดยอดประชาธิปไตยทางออนไลน์ 110 ประเทศ มีชื่อไต้หวันได้รับเชิญ แต่ไม่มีชื่อจีน รัสเซีย รวมถึงไทยด้วย

เว็บไซต์ข่าว Taiwan News รายงานว่า เมื่อวานนี้ (23 พฤศจิกายน) สหรัฐฯ ได้เปิดเผยรายชื่อประเทศทั้งหมด 110 ประเทศ ที่ได้รับเชิญจากสหรัฐฯ ให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดประชาธิปไตยทางออนไลน์ของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ โดยไต้หวันเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับเชิญด้วย

แต่ในรายชื่อดังกล่าวในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก ตามที่ Taiwan News รายงาน ไม่มีชื่อของจีน และไม่มีชื่อไทยด้วย

นอกจากนี้ ยังไม่มีชื่อของสิงคโปร์, เมียนมา, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, บรูไน, บังคลาเทศ, ศรีลังกา และภูฏานด้วย ในขณะที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ได้รับเชิญให้เข้าร่วม รวมไปถึงญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, อินเดีย ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และติมอร์-เลสเต

ในส่วนของยุโรป ไม่มีชื่อของรัสเซียในรายชื่อประเทศที่ได้รับเชิญ ส่วนมหาอำนาจยุโรปที่ได้รับเชิญรวมถึงสหราชอาณาจักร, เยอรมนี, ฝรั่งเศส, อิตาลี และเนเธอร์แลนด์

นอกจากนี้ 9 ใน 15 ประเทศ ที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน ได้รับเชิญจากสหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย คือ หมู่เกาะมาร์แชล, นาอูรู, ปาเลา, ทูวาลู, เบลิซ, ปารากวัย, เซนต์ คิตส์ แอนด์ เนวิส, เซนต์ ลูเซีย และเซนต์วินเซนต์ แอนด์ เดอะ เกรนาดีนส์

แม้กระทั่งลิทัวเนีย ประเทศล่าสุดที่ไต้หวันเพิ่งไปเปิดสำนักงานตัวแทนทางการทูตเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็ได้รับเชิญด้วย การประชุมดังกล่าวจะจัดขึ้นแบบทางไกลผ่านออนไลน์ เป็นเวลา 2 วันในวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้ 

โดยสหรัฐฯ จะใช้เวทีนี้หารือกับผู้เชี่ยวชาญจาก 110 ประเทศ ที่มาจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน องค์กรพหุภาคี องค์กรภาคสังคม และองค์การช่วยเหลือทางการกุศลต่าง ๆ ใน 3 ประเด็นหลักคือ การต่อต้านลัทธิเผด็จการนิยม การจัดการและการสู้กับปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน และการส่งเสริมการเคารพในสิทธิมนุษยชน

———— 
ภาพ: Reuters

T-Pop ยกระดับอุตสาหกรรมเพลงไทยไประดับโลก


ฉายภาพอุตสาหกรรมเพลงไทย 1,400 ล้านบาท กับโอกาสที่ T-Pop จะไปเขย่าโลกเหมือนญี่ปุ่น-เกาหลี

หลังจากทรง ๆ มาระยะหนึ่ง ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเพลงไทยเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ผ่านศิลปินอินดี้ และค่ายเพลงหน้าใหม่ที่สร้างผลงานดีต่อเนื่อง รวมถึงการเข้ามาสนับสนุนจากภาครัฐ และเอกชนอย่างจริงจัง

ทำให้ปี 2020 มูลค่าอุตสาหกรรมเพลงไทยเติบโตแตะ 1,400 ล้านบาท และเริ่มเห็นการวางแผนส่ง T-Pop ไปโลดแล่นในระดับโลกอีกครั้ง แต่มันจะสำเร็จหรือไม่ และมีใครบ้างเป็นผู้เกี่ยวข้อง ติดตามได้หลังบรรทัดถัดนี้

1) ความชัดเจนอีกครั้งของ T-Pop กระแส T-Pop เริ่มมีความชัดเจนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผ่านการเกิดขึ้นของ BNK48 วงไอดอลที่สร้างการรับรู้ไปทั่วประเทศ รวมถึง Black Pink วง Girl Group จากเกาหลีที่มีคนไทยเป็นหนึ่งในสมาชิก ซึ่งจากความโด่งดังของทั้งสองวงนี้ ทำให้มีวงไอดอล กับ Boy & Girl Group เกิดใหม่เป็นจำนวนมาก

ในทางกลับกัน 2-3 ปีที่ผ่านมา วงดนตรีอินดี้ กับศิลปินจากค่ายเพลงเล็ก ๆ ต่างทำผลงานดีกว่าเดิม เช่น Paradise Molam Bangkok International Band กับ Phum Viphurit โด่งดังจนไปขึ้นแสดงในเวทีโลก ส่วนในไทยมี Polycat, Safeplanet, Yellow fang และ TELEx TELEXs ที่ขยับตัวจากศิลปินเล็ก ๆ เป็นศิลปินเบอร์ต้น ๆ ได้

จุดนี้เองทำให้แผนการนำ T-Pop ไปเขย่าอุตสาหกรรมเพลงในระดับโลกเริ่มชัดเจนขึ้นอีกครั้ง ผ่านการนำจุดเด่นเรื่อง ความหลากหลายทางดนตรี ที่ผสานเสียงเพลงระดับท้องถิ่น และสากลเข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดี ประกอบกับการมีหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนเข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจัง

2) Workpoint กับการเข้ามาสนับสนุนในฐานะตัวกลาง หนึ่งในบริษัทเอกชนที่เข้ามาสนับสนุน T-Pop คือกลุ่ม Workpoint ผ่านการพัฒนา T-Pop Stage รายการแสดงดนตรีรูปแบบใหม่ รวมถึงแอปพลิเคชัน T-Pop เพื่อช่วยกระตุ้นการรับรู้ และเป็นช่องทางใหม่ในการนำเสนอผลงานเพลงของศิลปินจากค่ายเล็ก, ค่ายใหญ่ รวมถึงศิลปินอิสระ

ชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานดิจิทัล บมจ. เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ เล่าให้ฟังว่าวงการเพลงเกาหลีได้รับการพัฒนาจนสามารถค้นพบซาวนด์ของตัวเองที่เป็นเอกลักษณ์ไปขายทั่วโลก T-Pop เอง เมื่อถึงวันหนึ่งก็จะค้นพบซาวนด์ที่เป็นเอกลักษณ์ไปขายทั่วโลกได้เช่นกัน

T-Pop Stage จึงเหมือนเป็นตัวเร่งทำให้ทุกคนมาช่วยกันหาว่า T-Pop ต้อง “ป๊อป” ประมาณไหนที่จะถือเป็นมาตรฐานของเพลงไทยที่สามารถไป “ป๊อป” ในระดับสากลได้ ทั้งนี้ หากต้องการผลักดัน T-Pop ให้ประสบความสำเร็จเหมือนที่เกาหลีทำ รัฐต้องมีนโยบายผลักดัน T-Pop ให้สามารถไปได้เป็นมวลรวมเช่นกัน

3) CEA หน่วยงานรัฐที่เข้ามาสนับสนุนเรื่องนี้ ด้าน อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA เสริมว่า องค์กรมีแผนที่จะใช้อุตสาหกรรมดนตรี และอุตสาหกรรม Creative Content (ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ การกระจายเสียง การพิมพ์ และเกม) เป็น Soft Power ในการใช้ Emotional Value เพื่อเพิ่ม Economic Value ให้ทุกอุตสาหกรรม

ไล่ตั้งแต่อาหาร ท่องเที่ยว และแพทย์แผนไทย รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ ผ่านการผลักดันคอนเท้นต์ที่เป็นจุดแข็งของประเทศคือ Spiritual ซีรีย์วาย และ T-Pop สู่กลุ่มเป้าหมายในประเทศ CLMVT, อาเซียน, จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่มีประชากรคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของโลก

เบื้องต้น CEA กำหนด 4 ยุทธศาสตร์ในการใช้ T-Pop ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอื่น ๆ ประกอบด้วย

1. ส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญาของอุตสาหกรรมดนตรี 
2. สนับสนุนการเติบโตของ อุตสาหกรรมดนตรีทั้งใน และต่างประเทศ 
3. ยกระดับความสามารถในการ สร้างสรรค์ผลงานทางดนตรีให้ ก้าวทันโลก 
4. สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการ ขับเคลื่อนความหลากหลายของ ธุรกิจดนตรี 

ในปี 2020 มูลค่าอุตสาหกรรมดนตรีในประเทศไทยอยู่ที่ 1,400 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 6.5% ต่อปี แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ ค่ายเพลงขนาดใหญ่, ค่ายขนาดกลาง และขนาดเล็ก ตามด้วยศิลปินอิสระ ส่วน K-Pop ที่กำลังเติบโตต่อเนื่อง ทำให้เกาหลีเป็นตลาดดนตรีที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 6 ของโลก มีมูลค่าตลาดราว 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

T-Pop จะปังไม่ปัง ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของทุกภาคส่วน เพราะถึงศิลปินจะผลิตงานออกมาดีขนาดไหน แต่ถ้าช่องทางในการปล่อยเพลงไม่ไปถึงระดับโลก ก็ยากที่จะนำ T-Pop ไปโลดแล่นได้เหมือนญี่ปุ่น และเกาหลี ดังนั้นต้องติดตามกันว่า การสนับสนุนวงการเพลงไทยครั้งนี้จะทำให้ฝันในการไประดับโลกของ T-Pop เป็นจริงได้หรือไม่

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. True News เจาะลึกข่าวออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger