จากกรณีที่มีการจับกุมผู้ดองเหล้าบ๊วย โดยวันเกิดเหตุ ได้นำบ๊วยมาดองเหล้า (ดองเหล้าบ๊วย) เพื่อทดลองสูตรต่างๆ ที่เขาทดลองทุกปีในฤดูบ๊วย โดยใช้เหล้าแปลกๆ แพงๆ มาดอง จึงโดนข้อหา ลเปลี่ยนแปลงภาชนะบรรจุสุราเพื่อการค้า” ตามมาตรา 157 และมีโทษปรับตามมาตรา 196 เสียค่าปรับรวม 10,000 บาท
ส่วนใครที่ดองเหล้าบ๊วยไว้ดื่มที่บ้าน ก็จะไม่ถูกข้อหาทั้งสองนี้ เพราะไม่ได้ทำเพื่อการค้า แต่อาจโดนข้อหา “มีไว้ในครอบครองซึ่งสุราที่ผลิตโดยไม่ได้รับอนุญาต” ที่มีค่าปรับสูงสุด 10,000 บาท
ทั้งหมดนี้ทำให้เราเห็นถึงความไม่เป็นธรรมของกฎหมายไทยที่อุ้มนายทุนแต่รังแกคนตัวเล็ก ไม่เปิดโอกาสให้คราฟท์เบียร์ เหล้าทางเลือก เป็นทางออกและทางรอดของ soft power ไทย ทำให้นายทุนใหญ่ในวงการเหล้าเบียร์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ความคิดสร้างสรรค์ของคนตัวเล็กกลับถูกกดทับเรื่อยๆ
เรากำลังปล่อยให้อุตสาหกรรมเหล้าเบียร์ถูกผูกขาดอยู่โดยกลุ่มทุนไม่กี่เจ้า เรากำลังปล่อยให้เม็ดเงินในอุตสาหกรรมเหล้าเบียร์ตกอยู่กับกลุ่มทุนใหญ่เพียงไม่กี่เจ้า รัฐบาลไม่ยอมทุบหม้อข้าวหม้อแกงตรงนี้ เพื่อให้คนตัวเล็กสามารถเข้ามามีส่วนแบ่งทางการตลาดในอุตสาหกรรมเหล้าเบียร์ เพื่อให้เม็ดเงินในอุตสาหกรรมเหล้าเบียร์กระจายไปอย่างผู้ผลิตรายย่อยมากขึ้น
ประเทศไทยกำลังกดทับความคิดสร้างสรรค์ ประเทศไทยกำลังกดทับความสามารถในการผลิตเหล้าเบียร์ทางเลือกของคนไทย ซึ่งนอกจากจะซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและผูกขาดตลาดไปที่กลุ่มทุนเพียงไม่กี่รายแล้ว ยังทำให้ soft power ของไทยไม่เติบโตและขาดการสนับสนุน
รัฐต้องเปลี่ยน mindset จากการควบคุมกำกับประชาชน ผูกขาดตลาดอุตสาหกรรมเหล้าเบียร์ไว้ให้นายทุนเพียงไม่กี่ราย และเลิกมองว่าเหล้าเบียร์เป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อประชาชน มาเป็นการกระจายเม็ดเงินของอุตสาหกรรมเหล้าเบียร์ไปให้ผู้ผลิตรายย่อย ส่งเสริมให้ธุรกิจของคนตัวเล็กสามารถเข้าถึงตลาดอุตสาหกรรมเหล้าเบียร์ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งคอยสนับสนุนให้อุตสาหกรรมเหล้าเบียร์ได้ต่อยอด soft power ของไทยต่อไป
หากรัฐใช้กฏหมายอย่างเป็นธรรมต่อประชาชน ประเทศจะสามารถพัฒนาไปข้างหน้าได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ครับ
ดร.ปิติพงศ์ เต็มเจริญ
หัวหน้าพรรคเป็นธรรม




แสดงความคิดเห็น