Latest Movie :

ADDS1

ADDS2

Recent Movies

Boeing ผิดหวังที่หลายสายการบินยักษ์ใหญ่จากจีนสั่งซื้อเครื่องบินจาก Airbus รวมเกือบ 300 ลำ

หลังจากมีข่าวการสั่งซื้อเครื่องบินครั้งใหญ่จากสายการบินยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ซึ่งประกอบไปด้วย Air China, China Eastern, China Southern และ Shenzhen Airlines สั่งซื้อเครื่องบินในตระกูล Airbus A320 รวมทั้งหมด 292 ลำ เพิ่มเติมจากฝูงบินของรวม Airbus ในประเทศจีน ณ ปัจจุบัน (ข้อมูลเดือนพฤษภาคม 2022) ที่มีมากกว่า 2,000 ลำ ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของตลาดสายการบินจากประเทศจีนของ Airbus 

จากคำสั่งซื้อดังกล่าว สำนักข่าว Reuters รายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับท่าทีของ Boeing บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินสัญชาติอเมริกา ซึ่งถือเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Airbus โดย Boeing ได้ออกมาแสดงความ "ผิดหวัง" ต่อการสั่งซื้อครั้งนี้ และยังได้กล่าวถึงความขัดแย้งในประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ (คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการกีดกันทางการค้า-ผู้เขียนเพิ่มเติม) ที่ปัจจุบันยังคงส่งผลกระทบต่อการส่งออกเครื่องบินของผู้ผลิตจากสหรัฐอเมริกาไปยังประเทศจีน

นอกจากนี้ Boeing ยังเปิดเผยว่า บริษัทฯจะผลักดันให้เกิดการเจรจาในประเด็นนี้ระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลจีนให้สามารถหาทางออกได้เร็วที่สุด

https://www.reuters.com/business/aerospace-defense/boeing-disappointed-after-chinas-top-three-airlines-buy-300-airbus-planes-2022-07-01/

แบตเตอรี่ LFP – ลิเธียม ไอออน ฟอสเฟต ขุมพลังงาน EV ที่กำลังมาทดแทน แบตเตอรี่ ที่มีนิกเกิลและโคบอลต์ ที่มีราคาแพงขึ้นหลายเท่าตัว


รายงานระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาความต้องการนิกเกิลและโคบอลต์เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์กำลังใช้กลยุทธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากตลาดที่ปั่นป่วน เริ่มต้นจากเทสลาซึ่งกล่าวในเดือนเมษายนว่าเกือบครึ่งหนึ่งของรถยนต์ที่ขายในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้จะไม่มีนิกเกิลหรือโคบอลต์รวมอยู่ด้วย 

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรถ EV ก็มีแรงขับเคลื่อนให้เลิกใช้ นิกเกิลและโคบอลต์มากขึ้น เมื่อ Angus Media บริษัทวิจัยข้อมูลในอังกฤษเปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ว่า ความต้องการแบตเตอรี่เพื่อใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาแร่ลิเธียม โลหะหายากที่เป็นส่วนสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่แบบชาร์จไฟได้เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่านับตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2021 ขณะที่แร่โลหะตัวอื่น ๆ เช่น โคบอลด์ และนิกเกิล ที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งแบตเตอรี่คิดเป็นสัดส่วนราว 30-40% ของต้นทุนโดยรวมในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน 

ขณะเดียวกัน Argus พบว่า ราคาลิเธียมซึ่งนิยมซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยสกุลเงินหยวนของจีน เพราะอุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่ส่วนใหญ่อยู่ในจีน ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 89,000 หยวนต่อตันในเดือนเมษายนปีที่แล้วเป็น 486,000 หยวนต่อตันแล้วในเวลานี้ ขณะที่ราคาของแร่โคบอลต์ก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.8 เท่า ส่วนนิกเกิลเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า

ทั้งนี้ แบตเตอรี่อย่างที่ไรลีย์คิดไว้กำลังได้รับความนิยม เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์สนใจที่จะหลีกเลี่ยงนิกเกิลและโคบอลต์มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่แบตเตอรี่แบบที่ไม่มีนิกเกิลและโคบอลค์ก็นับได้ว่าหายากพอ ๆ กัน 

สถานีโทรทัศน์ CNN รายงานว่า เทสลาและผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น ๆ เช่น BYD ของจีนหันมาใช้แบตเตอรี่ LFP ซึ่งพัฒนาขึ้นในอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ภายหลังส่วนใหญ่เลิกใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าของสหรัฐฯ โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเทคโนโลยีอาจทำให้เทสลาได้เปรียบเหนือคู่แข่งที่ไม่ได้ใช้แบตเตอรี่ดังกล่าว

รายงานระบุว่า โลหะของแบตเตอรี่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมยานยนต์เช่นเดียวกับน้ำมัน โดยแบตเตอรี่เป็นเพียงอุปกรณ์ที่เก็บพลังงานเคมีเพื่อแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าในภายหลัง และเคมีที่ใช้ในแบตเตอรีประเภทต่าง ๆ จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อต้นทุน ความปลอดภัย พลังงาน และอายุการใช้งานที่ยาวนาน

รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม ไอออนที่ต้องใช้โคบอลต์และนิกเกิลในการทำงาน ในขณะที่ลิเธียมเป็นโลหะที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ แต่ทั้งโคบอลต์และนิกเกิลนั้นกลับเป็นแร่หายาก มีราคาแพง และเป็นประเด็นถกเถียงด้านสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น แบตเตอรี่นิกเกิลต้องผ่านกระบวนการทำเหมืองที่ทำลายสิ่งแวดล้อม แถมเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ราคานิกเกิลในตลาดก็มีความผันผวนอย่างมาก โดยราคานิกเกิลพุ่งขึ้นจาก 29,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเป็น 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ในส่วนของการขุดโคบอลต์ ในบางประเทศ เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ก็มีรายงานร้องเรียนว่ามีการใช้แรงงานเด็กในการขุด ทั้งยังขาดอุปกรณ์ป้องกันด้านความปลอดภัยที่เหมาะสม 

แม้จะมีปัจจัยข้างต้น แต่ความต้องการโลหะนิกเกิลและโคบอลต์เพื่อผลิตแบตเตอรี่กลับมีการคาดการณ์กันว่าจะเพิ่มขึ้นราว 60-70% ในอีก 20 ปีข้างหน้า ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ EV บางรายเริ่มดำเนินการทำข้อตกลงการจัดหาแร่เหล่านี้โดยตรงกับคนงานเหมือง เนื่องจากการขาดแคลนจะทำให้ธุรกิจเสียหายได้ 

ขณะที่ แบตเตอรี่ lithium iron phosphate ที่เทสลาได้ตัดสินใจลงทุนในท้ายที่สุดมีคุณสมบัติทางเคมีของแบตเตอรี่ที่ต่างออกไป ซึ่งจำเป็นต้องสร้างขั้วบวกของแบตเตอรี่ในระหว่างการคายประจุ เรียกว่าแคโทด (cathode) โดยแม้แบตเตอรีจะยังต้องการลิเธียม แต่กลับใช้เหล็กซึ่งมีปริมาณมากและราคาถูก แทนโลหะอย่างโคบอลต์และนิกเกิล

ทั้งนี้ แบตเตอรี่ LFP เกิดขึ้นในปี 1997 จากห้องปฏิบัติการของศาสตราจารย์ จอห์น กู๊ดอินัฟ (John Goodenough) แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส ซึ่งต่อมาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีจากการวิจัยเกี่ยวกับแบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน

แม้ว่าในตอนแรก LFP จะจุดประกายความตื่นเต้นและการลงทุนในสตาร์ทอัพอย่างระบบ A123 ของไรลีย์ แต่ความสนใจกลับชืดชาลงเรื่อย ๆ เนื่องจากในช่วงเวลานั้น เทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ LFP ยังล้าหลังมากเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียม ไอออนในแง่ของกำลังที่สามารถเก็บได้ ดังนั้น จำนวนระยะทางที่คนขับสามารถเดินทางด้วยการชาร์จเพียงครั้งเดียวของแบตเตอรี่ LFP จึงน้อยกว่า ลิเธียม ไอออน

ด้วยเหตุดังกล่าว ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกันจึงหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีนี้เป็นส่วนใหญ่ โดยก่อนหน้านี้ ทางเจนเนอรัล มอเตอร์ส ใช้แบตเตอรี่ LFP ในเชฟโรเลต สปาร์ค ไฟฟ้า ซึ่งเริ่มจำหน่ายในสหรัฐในปี 2013 และเลิกผลิตไปแล้ว ปัจจุบัน เชฟโรเลต โบลต์ ซึ่งเป็นผู้สืบทอดรุ่นปัจจุบันของสปาร์ค ใช้แบตเตอรี่ที่มีนิกเกิลและโคบอลต์ เป็นส่วนประกอบหลัก 

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตรถยนต์ในจีนยังคงยึดมั่นอยู่กับ LFP ส่วนหนึ่งเนื่องจากแบตเตอรี่นั้นดีเพียงพอสำหรับการใช้งานระยะสั้น โดยผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่หลายคนระบุว่า ทาง BYD บริษัทผู้ผลิตอีวีสัญชาติจีน แก้ข้อบกพร่องด้วยการบรรจุเซลล์แบตเตอรี่ LFP ให้หนาแน่นขึ้นโดยการแกะตัวบรรจุภัณฑ์ออก

(BYD ถือเป็นผู้ผลิตรถยนต์อีวีที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับสองของจีน ในปี 2021 สามารถขายรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดได้ 593,745 คัน มูลค่าเกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ปัจจุบัน จีน ได้ชื่อว่าเป็นผู้ครองตลาด LFP โดยตามรายงานของ Benchmark Mineral Intelligence ซึ่งศึกษาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ พบว่า ขณะนี้ 44% ของรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในจีนใช้แบตเตอรี่ LFP ในขณะที่ 6% อยู่ในยุโรป และ 3% ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา 

ผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่ ระบุว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ LFP ได้ขยายขอบเขตมากขึ้น โดย รอดนีย์ ฮูเปอร์ หุ้นส่วน RK Equity ผู้ให้บริการปรึกษาแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับลิเธียมและแบตเตอรี่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่ประเมินความสามารถในการปรับปรุง LFP ต่ำไป 

ปัจจุบัน Tesla ใช้แบตเตอรี่ LFP ในรถยนต์ช่วงมาตรฐานส่วนใหญ่ รุ่นโมเดล 3 ที่ติดตั้งแบตเตอรี่ LFP มีระยะทาง 267 ไมล์ (ราว 430 กิโลเมตร) ซึ่งพอ ๆ กับระยะทาง 280 ไมล์ (ราว 450 กิโลเมตร) ของรถ ID 4 ของ โฟล์กสวาเกน ซึ่งใช้แบตเตอรี่ลิเธียม ไอออนที่มีนิกเกิลและโคบอลต์

นอกเหนือจากประโยชน์ของการหลีกเลี่ยงการสกัดโคบอลต์และนิกเกิลในการผลิตแล้ว แบตเตอรี่ LFP ยังมีข้อดีหลายประการคือ มีความเสถียรและมีโอกาสเกิดไฟไหม้น้อยกว่าแบตเตอรี่ที่มีนิกเกิลและโคบอลต์ ดังนั้นทำให้การใช้ตัวป้องกันน้อยลง

ยิ่งไปกว่านั้น โดยทั่วไปแล้ว LFP สามารถชาร์จได้มากขึ้น ซึ่งจะขยายอายุการใช้งาน โดยสามารถชาร์จได้ 100% เป็นประจำ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่แนะนำสำหรับรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่นิกเกิลและโคบอลต์ เนื่องจากการชาร์จจนเต็มซ้ำหลายครั้งอาจทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ลดลงได้ 

นอกจากนี้ จากข้อมูลของ จาร็อด เคลลี (Jarod Kelly) ผู้ศึกษาความยั่งยืนที่ Argonne National Laboratory ซึ่งเป็นแหล่งวิจัยแบตเตอรี่ พบว่า LFPs มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยพลังงานน้อยกว่า 20% เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่นิกเกิลและโคบอลต์ทั่วไป

อย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่ LFP ก็มีข้อเสียตรงที่ตัวแบตเตอรี่ทำงานได้ไม่ดีในสภาพอากาศหนาวเย็น และการรีไซเคิล LFP นั้นไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจเท่ากับการรีไซเคิลแบตเตอรี่นิกเกิลและโคบอลต์

สำหรับผู้สนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าที่มักยึดมั่นในแนวทาง ของ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” ซึ่งหมายรวมถึงการที่แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแบบเก่าจะถูกรีไซเคิลและเปลี่ยนเป็นแบตเตอรี่ใหม่ ทำให้โลกมีความยั่งยืนมากขึ้น ดังนั้น ถ้ายานพาหนะไฟฟ้าเปลี่ยนไปใช้ LFP โอกาสรีไซเคิลย่อมเกิดขึ้นได้น้อยกว่าตามที่ผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่กล่าว 

ทั้งนี้ โดยทั่วไปแล้ว ผู้รีไซเคิลมักมุ่งเน้นไปที่นิกเกิลและโคบอลต์ เนื่องจากราคาคุ้มค่าและความขาดแคลนทำให้น่าสนใจในการรีไซเคิล

อาเจย์ โคชฮาร์ (Ajay Kochhar) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของ Li-Cycle โรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่กล่าวว่า การรีไซเคิลเป็นสิ่งสำคัญ แต่ต้องมีเหตุผลที่เหมาะสมมารองรับการรีไซเคิลนั้น ๆ ด้วย ในแง่ของเหตุผลด้วย หากเหมืองเหล็กใหม่ยังคงมีราคาถูกลง ก็แทบไม่มีแรงจูงใจที่จะนำเหล็กกลับมาใช้ใหม่จากแบตเตอรี่ที่ใช้แล้ว รัฐบาลหรือผู้บริโภคอาจต้องจ่ายเงินเพื่อนำ LFP กลับมาใช้ใหม่

นอกจากนี้ การนำ LFP มาใช้อาจทำให้ธุรกิจอเมริกันต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์จากจีนมากขึ้น เพราะเป็นผู้ครองการผลิต LFP โดย ดรูว์ บักลิโน ผู้บริหารของเทสลา กล่าวว่าเป้าหมายของผู้ผลิตรถยนต์คือการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์หลักในพื้นที่ท้องถิ่นที่โรงงานผลิตตั้งอยู่ 

กระนั้น ผู้ผลิตรถยนต์ EV นอกเหนือจากเทสลาต่างแสดงความสนใจในเทคโนโลยี LFP โดย Rivian หนึ่งในผู้ผลิตอีวีของสหรัฐฯ กล่าวกับทาง CNN ฺBusiness ว่า เมื่อได้เห็น “ศักยภาพที่เหลือเชื่อ” ของ LFP ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว บริษัทก็มีแผนที่จะใช้ LFP ขณะที่โฟล์กสวาเกนระบุว่า อาจจะใช้ LFP ในรถยนต์ขนาดเล็ก ส่วนฟอร์ดเผยว่า “กำลังพิจารณา” LFP อยู่ 

ในฐานะที่ไทย และอินโดนีเซียกำลังจะกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรีให้กับยักษ์ใหญ่อย่างเทสลา การเร่งทำความเข้าใจเทคโนโลยีแบตเตอรี่และตัดสินใจต่อยอดพัฒนาแบตเตอรี่ให้สามารถตอบโจทย์ตลาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็น่าจะช่วยให้ไทยสามารถเป็นฟันเฟืองที่สำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าโลกได้ 

ที่มา: CNN, Kyodo News, Global Times, TechWire Asia, Prestige

Cr: the story thailand

บลูมเบิร์ก คาดปี 2568 ยอดขาย EV ทั่วโลก 21 ล้านคัน ทำความต้องการใช้น้ำมันหายไป 400 ล้านลิตร/วัน

บลูมเบิร์ก เปิดเผยรายงาน Long-Term Electric Vehicle Outlook: EVO มีข้อมูลว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกในปี 2568 จะอยู่ที่ 21 ล้านคัน และวิ่งอยู่บนถนนรวม 71 ล้านคัน ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลง 2.5 ล้านบาร์เรล/วัน หรือราว 400 ล้านลิตร

1) รถยนต์ไฟฟ้าเติบโต ส่งผลเสียกับตลาดน้ำมัน

อ้างอิงข้อมูลรายงาน Long-Term Electric Vehicle Outlook: EVO ของ บลูมเบิร์ก พบว่า ยอดขายรถยนต์โดยสารไฟฟ้าจะเติบโตอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเพิ่มขึ้นจาก 6.6 ล้านคันในปี 2564 เป็น 21 ล้านในปี 2568 ตามความเป็นไปได้ของการขับเคลื่อนโดยการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ

ส่วนจำนวนรถไฟฟ้าที่วิ่งบนถนนทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นเป็น 77 ล้านคันในปี 2568 และ 229 ล้านคันในปี 2573 เพิ่มจาก 16 ล้านคัน เมื่อสิ้นปี 2564 ซึ่งสะท้อนความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานสู่รถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมาจนถึงปัจจุบัน

การเติบโตครั้งนี้ส่งผลความต้องการใช้น้ำมันลดลง 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน หรือราว 238 ล้านลิตร โดยส่วนใหญ่จะเป็นการปรับลดจากรถยนต์ไฟฟ้าสองล้อและสามล้อในภูมิภาคเอเชีย แต่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าโดยสารที่กำลังเพิ่มขึ้นทำให้อัตราการลดลงของการใช้น้ำมันต่อวันเร็วขึ้นเป็น 2.5 ล้านบาเรล/วัน หรือราว 400 ล้านลิตร ภายในปี 2568

2) ช่วยโลกก้าวสู่การทำ Net Zero ได้จริง

โคลิน แมคเคอร์ราเชอร์ หัวหน้าทีมวิจัยการขนส่งล้ำยุคและนักเขียนหลักของรายงานฉบับนี้ กล่าวว่า รถยนต์ไฟฟ้าเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับโลกจากการภาคการขนส่ง มีสัญญาณที่เป็นบวกอย่างยิ่งว่าตลาดกำลังปรับไปในทิศทางที่ถูกต้อง แต่ว่าต้องมีนโยบายที่จะผลักดันเพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วและองค์กรในระดับนานาชาติควรที่จะรวมการลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้า การให้สิทธิประโยชน์ และการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชาร์จ เข้าสู่แผนงานด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในระดับโลก

บลูมเบิร์ก คาดว่า ในปี 2035 การใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกคาดว่าจะมีจำนวน 469 ล้านคัน แต่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกต้องเพิ่มเป็น 612 ล้านคันภายในช่วงเวลาเดียวกันหากขับเคลื่อนโดยการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ ซึ่งความแตกต่างนี้จะสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

3) รถยนต์สาธารณะคืออีกปัจจัยในการขับเคลื่อน

แบตเตอร์รี่ หรือ รถยนต์ไฟฟ้าแบบ Fuel Cell จะเป็นทางออกที่ดีกว่าสำหรับการขนส่งสินค้าในระยะทางไกลของรถบรรทุกขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกรณีการใช้งานที่จำกัดปริมาณ การให้พลังงานไฟฟ้าผ่านแบตเตอรี่โดยตรงจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและได้ผลคุมค่ามากที่สุดในการที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของการขนส่งทางถนน

อย่างไรก็ตามการจะไป Net Zero ได้ การใช้การขนส่งสาธารณะ การเดิน ขี่จักรยาน หรือมาตรการอื่น ๆ เท่าที่จะทำได้คืออีกตัวแปรสำคัญ และการลดลงของการเดินทางด้วยรถยนต์ 10% ภายในปี 2593 จะทำให้มีจำนวนรถบนถนนลดลง 200 ล้านคัน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมเป็น 2.25 กิกะตันด้วย

สุดท้ายแล้วปัจจัยที่กำลังส่งผลให้ต้นทุนแบตเตอรี่สูงขึ้น เช่น สงคราม เงินเฟ้อ หรือความตึงเครียดทางการค้า กำลังผลักดันให้ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคมีความสนใจในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และเพิ่มโอกาสการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายผู้ผลิตต่าง ๆ เช่นกัน

Lightyear 0 รถยนต์โซลาร์เซลล์ วิ่งโดยไม่ชาร์จไฟได้ 7 เดือน

 


แม้ว่าจะเปิดตัวด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง แต่รถยนต์พลังงานโซลาร์เซลล์ Lightyear 0 ก็อาจเป็นความหวังให้กับคนใช้รถยนต์ที่ต้องเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ตัวรถยนต์ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานที่มีอย่างไม่จำกัด จึงทำให้รถวิ่งได้นานถึง 7 เดือน โดยไม่ต้องจอดแวะเพื่อเติมพลังงานเพิ่ม

Lightyear 0 (อ่านว่า Lightyear Zero) เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์มาช่วยในการขับเคลื่อน ผลิตโดย Atlas Technologies บริษัทด้านเทคโนโลยีจากประเทศเนเธอแลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Lightyear ทีมผู้ผลิตได้ใช้เวลากว่า 6 ปี ในการออกแบบ พัฒนารถยนต์ตัวต้นแบบ และทดสอบ จนได้รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน และจะเริ่มผลิตอย่างเป็นทางการภายในปี 2022 คาดว่ารถยนต์จะออกมาวิ่งบนท้องถนนได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

ความสามารถในการวิ่งได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องจอดแวะเพื่อชาร์จพลังงาน ได้กลายเป็นจุดแข็งที่มีมากกว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้ารูปแบบอื่น รถยนต์ Lightyear 0 มีพื้นที่รับแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ จึงทำให้วิ่งได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่รถยนต์จะวิ่งได้ถึง 7 เดือน แม้ไม่ได้ชาร์จพลังงานเพิ่ม 

รถยนต์ Lightyear 0 จะรับแสงอาทิตย์ผ่านแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อนำมาผลิตพลังงานสำหรับขับเคลื่อนรถยนต์ ซึ่งพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับในแต่ละวัน จะช่วยให้รถยนต์ขับต่อไปได้อีก 70 กิโลเมตรต่อวัน การชาร์จพลังงานจากแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้รถยนต์ Lightyear 0 มีพลังงานใช้ไม่มีวันหมด แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณของแสงแดดที่จะนำมาเป็นพลังงานด้วยเช่นกัน หากวันไหนมีแดดน้อยก็อาจจะทำให้รถยนต์ได้รับพลังงานไม่เต็มที่

การชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์จนเต็ม 1 ครั้ง จะช่วยให้รถยนต์วิ่งไปได้ไกลถึง 625 กิโลเมตร โดยใช้กำลังไฟที่ 10.5 kWh ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร แม้ว่ารถยนต์ Lightyear 0 จะมีข้อดีในการใช้งานมาก แต่ก็มาพร้อมกับราคาที่ค่อนข้างสูง คนใช้รถที่ต้องการประหยัดพลังงาน ก็อาจจะต้องคิดและรอเวลากันไปก่อน

📌ที่มา : https://thaip.bs/i7lyKCW

Airbus A330 ของ ITA Airways ชนเครื่องบิน Boeing 777 ของ Air France ก่อนบินกลับโรม

 


เหตุการณ์ที่แปลกประหลาดและน่ากังวลเกิดขึ้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี นิวยอร์ก เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนเครื่องบินแบบ Airbus A330-200 ของสายการบิน ITA Airways ถูกรายงานว่าได้ชนกับเข้ากับเครื่องบิน Boeing 777-200 ของสายการบิน Air France ขณะวิ่งบนทางขับก่อนออกเดินทาง และลงจอดอย่างปลอดภัยที่กรุงโรม

ในวันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน เครื่องบินของ ITA Airways กำลังเริ่มต้นออกเดินทางในเที่ยวบิน AZ611 จากนิวยอร์กไปยังท่าอากาศยานนานาชาติ เลโอนาร์โด ดา วินชี-ฟีอูมีชีโน กรุงโรม โดยเครื่องบินลำดังกล่าวเป็นเครื่องบินแบบ Airbus A330-200 ทะเบียน EI-EJL อายุประมาณ 10 ปี ขณะที่วิ่งไปบนทางขับไปยังทางวิ่ง เครื่องบินได้วิ่งผ่านเครื่องบินแบบ Boeing 777-200 ทะเบียน F-GSPQ ของสายการบิน Air France ซึ่งเดินทางมากจากท่าอากาศยานนานาชาติปารีส-ชาร์ล เดอ โกล 

ในขณะที่นักบินและลูกเรือของ ITA Airways ไม่ได้ตระหนักถึงความผิดปกติที่เกินขึ้น แต่นักบินของ Air France ได้ตระหนักถึงความผิดปกติและตอบสนองอย่างรวดเร็ว นักบินของ Air France ได้ติดต่อไปยังหอควบคุมการจราจรทางอากาศและบอกว่าเกิดการเฉี่ยวชนขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาที่ ATC เข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอันตราย เครื่องบิน A330 ของ ITA Airways ก็ขึ้นบินไปในอากาศแล้ว และกำลังจะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ATC ติดต่อเครื่องบินของ ITA Airways และถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว แต่นักบินลูกเรือปฏิเสธว่าไม่ได้มีความผิดปกติและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ใดๆ ขณะวิ่งไปบนทางขับก่อนวิ่งขึ้น 

ตามรายงานของ ABC News เมื่อเครื่องบินลงจอดที่กรุงโรม พบความเสียหายของปีกบนเครื่องบิน A330 ของ ITA Airways รายละเอียดของความเสียหายไม่ได้รับการเปิดเผย แต่เครื่องบินของ Air France ยังคงจอดอยู่ที่ New York JFK เป็นเวลากว่า 8 วันแล้ว ซึ่งอาจบ่งบอกถึงความเสียหายร้ายแรงต่อ Boeing 777 แต่สำหรับ A330 ของ ITA Airways จอดเพื่อทำการซ่อมแซมเพียง 2 วัน ก่อนกลับให้บริการอีกครั้ง ซึ่งอาจหมายถึงได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย

จอห์น แนนซ์ นักวิเคราะห์ด้านการบินให้สัมภาษณ์กับ ABC News กล่าวว่า ความรับผิดชอบของนักบินของ ITA Airways นั้นควรมีมากกว่านี้ เมื่อได้รับแจ้งการชนกัน "เขาควรจะหันเครื่องบินกลับไปที่ JFK เพื่อทำการตรวจสอบ" ด้วยเครื่องบินพาณิชย์ที่ให้บริการระยะไกลที่มีขนาดใหญ่ นักบินอาจไม่ทันได้สังเกตเห็นเหตุการณ์ใดๆ ที่มีขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเครื่องบิน A330 ออกเดินทางพร้อมผู้โดยสารเต็มลำ จึงน่าสนใจที่ไม่มีผู้โดยสารรายใดสังเกตเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว หรือหากพวกเขาสังเกตเห็น แต่อาจไม่สามารถแจ้งให้ลูกเรือของสายการบินให้ทราบได้

FAA และ ITA Airways กำลังสืบสวนเหตุการณ์นี้

https://simpleflying.com/ita-airways-air-france-collision-jfk/

จีนเปิดตัว แบตเตอรี่ 1,000 Km. ชาร์จ/ครั้ง

 


จีนเปิดตัว ‘แบตเตอรี่’ รถยนต์ไฟฟ้า ชาร์จครั้งเดียว วิ่งได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร เตรียมวางจำหน่ายปี 2023

ฝูโจว - บริษัท คอนเทมโพรารี แอมเพอเร็กซ์ เทคโนโลยี จำกัด หรือซีเอทีแอล (CATL) ผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนสำหรับยานยนต์ชั้นนำของจีน เปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร ด้วยการชาร์จเพียงครั้งเดียว

บริษัท คอนเทมโพรารี แอมเพอเร็กซ์ เทคโนโลยี ระบุว่าแบตเตอรี่ ‘ฉีหลิน’ (Qilin) ซึ่งใช้เทคโนโลยีซีทีพี (CTP) รุ่นที่ 3 มีประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากความจุร้อยละ 72 และความหนาแน่นพลังงานสำหรับระบบแบตเตอรี่เทอร์นารีสูงถึง 255 วัตต์ชั่วโมงต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับบูรณาการสูงที่สุดในโลก โดยแบตเตอรี่ฉีหลินนี้ ได้รับการตั้งชื่อตาม ‘กิเลน’ สัตว์ในตำนานของจีน

ทั้งนี้ เทคโนโลยีซีทีพีมุ่งปรับปรุงความหนาแน่นของพลังงานระบบ ลดความซับซ้อนในการผลิต และช่วยปรับลดต้นทุน ผ่านการผสานเซลล์ในชุดแบตเตอรี่โดยตรงโดยไม่มีโมดูล โดยแบตเตอรี่ฉีหลินยังมีจุดเด่นในด้านการปรับปรุงอายุการใช้งาน ความปลอดภัย ความรวดเร็วในการชาร์จ และการทำงานในอุณหภูมิต่ำ

นอกจากนั้น แบตเตอรี่รุ่นใหม่ยังได้รับการพัฒนาความน่าเชื่อถือของอายุการใช้งาน การต้านทานแรงกระแทกและการสั่นสะเทือน ผ่านหน่วยพลังงานแบบบูรณาการ ซึ่งประกอบด้วยเซลล์ และวัสดุคั่นกลางยืดหยุ่นอเนกประสงค์

รายงานยังระบุว่าแบตเตอรี่ฉีหลินมีเสถียรภาพทางความร้อนและความปลอดภัย ทำให้เข้ากันได้กับวัสดุที่มีความหนาแน่นพลังงานสูงกว่าสำหรับการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ โดยเซลล์แบตเตอรี่สามารถเย็นตัวอย่างรวดเร็วในสภาพแวดล้อมสุดขั้ว ซึ่งช่วยป้องกันการนำความร้อนที่ผิดปกติระหว่างเซลล์ได้ ขณะที่การชาร์จจะใช้เวลาเพียง 10 นาที ในโหมดชาร์จเร็ว

อนึ่ง บริษัทฯ คาดการณ์ว่าแบตเตอรี่ฉีหลินจะเข้าสู่กระบวนการผลิตขนานใหญ่และออกวางจำหน่ายสู่ตลาดในปี 2023

ที่มา: สำนักข่าวซินหัว

แฟ้มภาพซินหัว: สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในเมืองชิงเต่า มณฑลซานตงทางตะวันออกของจีน


Cr:TheReports

เรือพลังงานไฟฟ้า P-12 Shuttle เตรียมทดสอบขนส่งผู้โดยสารในกรุงสตอกโฮล์ม

 


บริษัทแคนเดลา (Candela) ผู้พัฒนาเรือพลังงานไฟฟ้าในประเทศสวีเดนเปิดเผยแบบดีไซน์ล่าสุดของเรือพลังงานไฟฟ้าสำหรับขนส่งผู้โดยสารในกรุงสตอกโฮล์ม โดยมีการปรับปรุงดีไซน์ของเรือแตกต่างจากแบบดีไซน์เดิมของเรือลำนี้ที่เคยมีชื่อว่า P-30 บริษัทเปิดเผยว่าสำหรับดีไซน์ล่าสุดเป็นแบบสุดท้ายที่จะถูกใช้สร้างขึ้นเพื่อทดสอบขนส่งผู้โดยสาร

เรือพลังงานไฟฟ้า P-12 Shuttle ถูกออกแบบให้ขณะตัวเรือแล่นบนผิวน้ำตัวเรือจะยกตัวเหนือผิวน้ำเพื่อลดแรงกระแทกกับผิวน้ำ สามารถทำความเร็วมากถึง 30 นอต แต่ความเร็วในการเดินทางขนส่งผู้โดยสารอยู่ที่ 25 นอต เนื่องจากต้องการรักษาระดับความปลอดภัยและสอดคล้องกับกฎหมายการขนส่งผู้โดยสารในตัวเมือง

ระบบขับเคลื่อนใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบไดรฟ์ C-Pod จำนวน 2 ตัว และปีกใต้ท้องเรือที่เรียกว่าฟอยล์คาร์บอน (Carbon Fiber Foil) จำนวน 3 ตัว โครงสร้างของเรือมีความยาว 11.99 เมตร ระบบพลังงานไฟฟ้ารองรับการวิ่งบนผิวน้ำระยะทาง 111 กิโลเมตรต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง  

บริษัทวางแผนการทดสอบเรือพลังงานไฟฟ้า P-12 Shuttle ลำแรกในช่วงปลายปีหน้า โดยจะเป็นการทดสอบให้บริการขนส่งผู้โดยสารระหว่างชานเมืองเข้าสู่ใจกลางกรุงสตอกโฮล์มด้วยเรือพลังงานไฟฟ้า P-12 Shuttle รุ่นใหม่นี้จำนวนอย่างน้อย 5 ลำ มีเรือให้บริการจอดเทียบท่าในทุก ๆ 11 นาที สำหรับในเส้นทางเดินเรือดังกล่าวปัจจุบันมีเรือโดยสารพลังงานน้ำมันดีเซลล์ให้บริการขนส่งผู้โดยสารอยู่

นับเป็นแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจในการนำเทคโนโลยีเรือพลังงานไฟฟ้าเข้ามาให้บริการขนส่งผู้โดยสาร นอกจากเดินทางด้วยความรวดเร็ว ยังสามารถลดมลพิษด้านเสียงจากการทำงานของเครื่องยนต์เรือ มลพิษทางอากาศจากการปล่อยควันพิษและ ปีกใต้ท้องเรือที่เรียกว่าฟอยล์คาร์บอน (Carbon Fiber Foil) ยังสามารถลดการเกิดคลื่นน้ำรบกวนผู้ที่อยู่อาศัยบริเวณริมชายฝั่งของแม่น้ำได้เป็นอย่างดี 

บริษัทหวังเป็นอย่างยิ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จเรือพลังงานไฟฟ้า P-12 Shuttle จะสามารถเข้ามาให้บริการทดแทนเรือขนส่งผู้โดยสารพลังงานน้ำมันได้ประมาณ 70 ลำ ซึ่งกำลังให้บริการอยู่ในปัจจุบัน

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/117613/

ที่มาของรูปภาพ Candela


เช้านี้คุณเดินทางยังไง ซีอีโอหนุ่มเผยนั่ง eVTOL ขับมาทำงานเป็นรายแรกของโลก

 


พัฒนาทั้งทีก็ใช้ซะ Jetson บริษัทสตาร์ทอัพไฟแรงจากสวีเดน ที่พัฒนา Jetson One เป็น eVTOL ยานพาหนะบินขึ้นและลงจอดในแนวตั้ง (หรือรถบินได้) ล่าสุด Tomasz Patan ซีอีโอของบริษัท โชว์คลิปขับ Jetson One เดินทางมาทำงานด้วยตัวเอง 

Jetson One เป็น eVTOL หนึ่งที่่นั่ง มาพร้อมใบพัดถึง 8 ตัว ซึ่งสามารถบินได้เร็วถึง 102 กม./ชม. และบินได้นานสุงสุด 20 นาที จุดเด่นคือความคล่องตัว ทั้งมีการออกแบบให้ควบคุมการบินด้วย 'จอยสติ๊ก' และ 'คันเร่ง' เพื่อความสนุกสนานในการขับเคลื่อนโดยเฉพาะ

ถามว่าบินสนุกยังไง ? ทางซีอีโอของบริษัทเลยจัดเต็ม ถ่ายคลิปการบินของตัว Jetson One ให้เห็นกันชัด ๆ ไปเลย ตั้งแต่ขึ้นบินจากสนามหลังบ้านตัวเองแบบชิว ๆ บินผ่านป่าพร้อมชมวิวหุบเขางาม ๆ จนในที่สุดก็ไปลงจอดตรงที่ทำงานแบบเท่ ๆ

จากนั้นก็ 'ขิง' ด้วยการตั้งชื่อคลิปว่า "World's First EVTOL Commute to Work" เดินทางไปทำงานด้วย EVTOL เป็นรายแรกของโลก

ปัจจุบันตัว Jetson One เปิดให้สั่งจองในราคา 92,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 3,256,800 บาท ซึ่งล่าสุดกำลังเตรียมผลิตล็อตใหม่ประจำปี 2023 เร็ว ๆ นี้ ส่วนปี 2022 ขายหมดเรียบร้อยแล้ว... ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.jetsonaero.com/

ที่มา : https://newatlas.com/aircraft/jetson-evtol-commute/


รถยนต์พลังงานไฟฟ้า VISION EQXX ประสิทธิภาพสูงจากค่าย Mercedes-Benz ชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง วิ่งได้ระยะทางไกล 1,200 กิโลเมตร

 


รถยนต์พลังงานไฟฟ้า VISION EQXX ประสิทธิภาพสูงจากค่าย Mercedes-Benz ชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง วิ่งได้ระยะทางไกล 1,200 กิโลเมตร

Mercedes-Benz หนึ่งในบริษัทเทคโนโลยียานยนต์ที่กำลังปรับเข้าสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ล่าสุดบริษัทเปิดเผยความคืบหน้าในการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้า VISION EQXX ที่สามารถวิ่งได้ระยะทาง 1,200 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางทีไกลกว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากบริษัทคู่แข่ง เช่น Tesla และแบรนด์รถยนต์พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ในตลาด ณ ปัจจุบัน

การออกแบบโครงสร้างของตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า VISION EQXX ถือเป็นจุดเด่นของรถยนต์รุ่นนี้ด้วยการคำนึงถึงหลักอากาศพลศาสตร์ ลดแรงต้านของอากาศปล่อยให้อากาศไหลผ่านได้รวดเร็วที่สุด มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านที่ 0.17 ซึ่งวิธีการดังกล่าวส่งผลให้รถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยลงและวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้นนั่นเอง  


โครงสร้างของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า VISION EQXX มีความยาว 4.97 เมตร กว้าง 1.87 เมตร ความสูง 1.34 เมตร หนักตัวรถประมาณ 1,755 กิโลกรัม ระบบพลังงานไฟฟ้าใช้แบตเตอรี่ขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) แรงดันไฟฟ้า 900 โวลต์ การใช้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย 8.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ต่อ 100 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุดจำกัดที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน บริษัทได้ทำการทดสอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นนี้ในประเทศเยอรมัน โดยการวิ่งจากเมืองซินเดลฟิงเงนไปบนถนนออโต้บาห์น ข้ามบริเวณเทือกเขาแอลป์สวิสเซอร์แลนและอิตาลีตอนเหนือไปยังเมืองแคสซิล เฟรนซ์ริเวียร่า ระยะทาง 1,000 กิโลเมตร   

ล่าสุดบริษัทประสบความสำเร็จอีกครั้งด้วยการทดสอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า VISION EQXX วิ่งจากเมืองสตุทท์การ์ดต (Stuttgart) ไปยังสนามแข่งซิลเวอร์สโดนในสหราชอาณาจักรหรือประเทศอังกฤษ ผ่านตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส ลอดอุโมงค์ยูโร โดยมีระยะทางทั้งหมด 1,202 กิโลเมตร นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้านั่งส่วนบุคคลจากค่าย Mercedes-Benz

ที่มาของข้อมูล https://electrek.co/2022/06/23/mercedes-benzs-ultra-efficient-vision-eqxx-electric-car-traveled-750-miles-1200-km-range/

ที่มาของรูปภาพ Mercedes-Benz 

เตรียมเลิกจายเครื่องยนต์สันดาป ภายในปี 2035 พร้อมบังคับรถยนต์ไฟฟ้า 100% แทน



⏳ ซึ่งเหลือระยะเวลาอีก 13 ปี นับจากนี้ไป เครื่องยนต์สันดาปหรือรถยนต์ที่ใช้น้ำมันต้องยุติการผลิต/ขายออกในปี 2035 เพราะเนื่องจาก มีผลโหวตจากโครงการที่เกี่ยวกับการรักษาและพัฒนาสิ่งแวดล้อมและฝั่งยุโรปที่ได้ตั้งเป้าหมายที่จะลดการก่อคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยการเลิกขายเครื่องยนต์สันดาปและหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า 100% แทน

✅ ซึ่งผลโหวตนั้นก็ชนะไปกว่า 339 คะแนน ต่อ 249 คะแนนและแน่นอนว่าผู้ผลิตรถยนต์ทุกค่ายต้องมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงกันอย่างมากเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

อีกทั้ง ผู้ผลิตรถยนต์อย่าง Ford และ Volvo ได้สนับสนุนแผนของสหภาพยุโรปที่จะยุติการขายเครื่องยนต์สันดาปภายในปี 2035 ในขณะที่ Volkswagen ก็ได้ตั้งเป้าที่จะหยุดขายเครื่องยนต์สันดาปในยุโรปภายในวันที่ดังกล่าวเช่นกัน

👉 ทั้งนี้ Oliver Zipse ประธานสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งยุโรป (ACEA) และ CEO ของ BMW ได้กล่าวว่า อุตสาหกรรมของเขาอยู่ท่ามกลางแรงผลักดันในวงกว้างจากรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีรถรุ่นใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งเขามองว่า ด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่ทั้งโลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันนั้น ยังเร็วไปที่จะสร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ มาบังคับใช้ในระยะยาวเกินทศวรรษนี้

🇹🇭 นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้ว กระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมมีการร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด อีวี) โดยตั้งเป้าหมายเพื่อลดการใช้เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำและผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญของโลก

ข้อมูลจาก reuters

วอลโว่เปิดตัวรถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนเตรียมจำหน่ายปี 2025


รถที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนในรูปแบบเชื้อเพลิง (Hydrogen Fuel Cell) เป็นกระแสข่าวใหญ่ทั่วโลกในช่วงปี 2010 แต่ว่าก็จางหายไปและถูกทดแทนด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแทน ในตอนนั้น วอลโว่ (Volvo) แบรนด์รถยนต์จากสวีเดนประกาศแผนพัฒนาการนำไฮโดรเจนมาเพิ่มระยะทางให้กับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของตน และก็เช่นเดียวกับกระแสหลัก ข่าวคราวเรื่องพลังงานไฮโดรเจนก็ห่างหายไป จนกระทั่งเมื่อ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา วอลโว่ (Volvo) ปัดฝุ่นการนำพลังงานไฮโดรเจนมาใช้งานอีกครั้งในรูปแบบรถบรรทุก

รถบรรทุกรุ่นใหม่ของวอลโว่ (Volvo) ยังไม่มีชื่อรุ่นอย่างเป็นทางการ แต่ตัวรถที่ใช้ทดสอบมีชื่อว่ารถบรรทุกเซลล์เชื้อเพลิงไฟฟ้า (Volvo Fuel Cell Electric Truck) เพราะในขณะนี้เป็นเพียงรถยนต์ที่ผลิตขึ้นมาทดสอบเท่านั้น โดยทางค่ายรถจากสวีเดนมองว่าการใช้เซลล์เชื้อเพลิงจากไฮโดรเจนเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าจะช่วยแก้ปัญหาการสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าที่มีค่าใช้จ่ายสูง และเข้าถึงได้ยากในพื้นที่ห่างไกล อีกทั้งยังสะดวกเมื่อเทียบกับการชาร์จด้วยไฟฟ้าที่เสียเวลามากกว่า และที่สำคัญที่สุดคือสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเพื่อสิ่งแวดล้อม เพราะรถพลังงานไฮโดรเจนจะปล่อยไอน้ำออกมาเท่านั้น

รถบรรทุกรุ่นใหม่นี้ได้รับการออกแบบให้มีสมรรถนะการขับขี่แบบเดียวกับรถบรรทุกที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง โดยใช้มอเตอร์ที่สร้างกำลังไฟฟ้า 300 กิโลวัตต์ (kW) ให้ระยะทางสูงสุดต่อการเติมไฮโดรเจนแต่ละครั้งอยู่ที่ประมาณ 1,000 กิโลเมตร รวมถึงยังใช้เวลาในการเติมไฮโดรเจนเพียง 15 นาที เท่านั้น ซึ่งไม่ต่างจากการเติมน้ำมันดีเซลของรถบรรทุกวอลโว่ (Volvo) ทั่วไปเท่าใดนัก

โรเจอร์ อาล์ม (Roger Alm) ประธานฝ่ายรถบรรทุกของวอลโว่ (Volvo Trucks) กล่าวว่าทางบริษัทได้พัฒนาเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนสำหรับรถบรรทุกมาหลายปี และเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่ารถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนคันแรกของบริษัทประสบความสำเร็จในการวิ่งทดสอบ

โรเจอร์ อาล์ม (Roger Alm) ยังกล่าวอีกด้วยว่า บริษัทนั้นไม่ได้นำเสนอสิ่งใหม่ แต่ออกจะสายเกินไปด้วยซ้ำในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อโลก ดังนั้น เราจึงอยากส่งสาส์นไปยังบริษัทขนส่งทุก ๆ บริษัทให้ช่วยกันตั้งแต่ตอนนี้ในทุกหนทาง ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า หรือแม้แต่รถบรรทุกที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพก็ตาม และในอนาคตรถบรรทุกเซลล์เชื้อเพลิงไฟฟ้าจะเข้ามาเป็นกลไกสำคัญในอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้

วอลโว่ (Volvo) ยังไม่ได้ระบุอย่างเป็นทางการว่าจะเริ่มวางจำหน่ายรถบรรทุกเซลล์เชื้อเพลิงไฟฟ้าในปีใด แต่จะเริ่มการตลาดเพื่อหาลูกค้ากลุ่มแรก (Customer Pilot) ในประมาณ 2 - 3 ปีต่อจากนี้ ก่อนที่จะเริ่มทำการตลาดอย่างเป็นทางการในครึ่งหลังของทศวรรษนี้ หรือประมาณปี 2025 ในลำดับต่อไป

ที่มาข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/117514/

ที่มารูปภาพ Volvo


ถึงเวลาของ EVERGREEN กับสถิติใหม่ของโลก EVER ALOT 24,004 TEU

 


เป็นที่เรียบร้อยในการส่งมอบ สำหรับเรือตู้สินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง EVER ALOT ให้กับสายการเดินเรือ EVERGREEN LINE โดยเป็นผลงานชิ้นเอกจากอู่ต่อเรือสัญชาติจีน CSSC’s Hudong-Zhonghua shipyard. และเป็นเรือสินค้าที่ใหญ่ที่สุด ที่อู่แห่งนี้ทำการต่อเรือมา คือ 24,004 TEU

เรือ EVER ALOT คือ 1 จากทั้งหมด 13 ลำ ในกองเรือประเภท A Class ที่ EVERGREEN LINE สั่งต่อจากอู่ต่อเรือสามแห่ง คือ SAMSUNG HEAVY INDUSTRIES (South Korea)/ JIANGNAN SHIPYARD (China)/ HUDONG-ZHONGHUA SHIPYARD (China) เพื่อพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการบริการ

EVER ALOT นั่นถือว่าเป็นเรือตู้สินค้าประเภท ULCS (Ultra Large Container Ship) หรือเรือสินค้าที่มีระวางบรรทุกตู้สินค้าเกินกว่า 20,000 TEU ตามข้อกำหนดของ Prokopowicz and Berg-Andreassen โดยมีความยาวหรือ Length 399.9 เมตร และมีความกว้างหรือ Beam 61.5 เมตร หรือ 24แถว

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ดาดฟ้า 24,000 ตารางเมตร หรือเกือบเท่า 4 สนามฟุตบอลมาตรฐาน และสามารถวางเทินกองตู้สินค้าแนวตั้งหรือ Tier ได้ 25ชั้น หรือเท่ากับความสูงของตึก 22 ชั้น

ซึ่งอันที่จริงแล้ว EVER ALOT มีขนาดของตัวลำเรือเท่ากันแทบจะทุกประการ เมื่อเทียบกับเรือพี่สาวของเธออย่าง EVER ACE ที่ผ่านการออกแบบโดยวิศวกรต่อเรือเกาหลีใต้และปล่อยลงน้ำไปก่อนหน้านี้ หากแต่ด้วยการออกแบบของทีมวิศวกรของจีนซึ่งมีการเก็บรายละเอียดและเพิ่มข้อปลีกย่อยในการออกแบบ จึงทำให้เธอสามารถรับการบรรทุกได้ถึง 24,004 TEU ในขณะที่พี่สาวของเธอ รับบรรทุกได้ 23,992 TEU

ทั้งนี้อู่ต่อเรือดังกล่าว ยังมีแผนที่จะทำการส่งมอบเรือน้องสาวของเธอที่ชื่อ EVER ARIA ให้กับ EVERGREEN LINE ซึ่งเป็นลำที่ 2จากสัญญาการสั่งต่อทั้งหมด 4ลำโดยอู่ต่อเรือแห่งนี้ หากแต่ติดขัดและล่าช้า เนื่องจากปัญหาการล็อคดาวน์ในประเทศจีน 


รถยนต์ไฟฟ้า Toyota bZ4x หลุดราคา 1.836 ล้านบาท วิ่งไกล 516 กม./ชาร์จ


Toyota bZ4x รถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายสามห่วงล่าสุดได้มีการหลุดราคาที่จะขายในไทยออกมาแล้วครับอยู่ที่ 1,836,000 บาท (หักส่วนลดเงินสนับสนุนจากรัฐแล้ว)


ทั้งนี้ราคาดังกล่าว ทาง Toyota ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ทาง Brand Inside ได้เผยว่าหลุดมาจากเอกสารของกรมสรรพสามิตที่อัปโหลดขึ้นเฟสบุ๊ก แต่ล่าสุดก็ได้ลบภาพไปแล้ว

สำหรับสเปคของ Toyota bZ4X ที่เปิดตัวออกมาที่ตลาดโลกก่อนหน้านั้น จะมี 2 รุ่นด้วยกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ

รุ่นมอเตอร์เดี่ยว

– กำลัง 201 แรงม้า แรงบิด 256 นิวตัน-เมตร

– อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.4 วินาที

– ระยะทางวิ่ง 516 กม./ชาร์จแบตเต็มหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน WLTP)

รุ่นมอเตอร์คู่

– กำลัง 215 แรงม้า แรงบิด 336 นิวตัน-เมตร

– อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.7 วินาที

– ระยะทางวิ่ง 470 กม./ชาร์จแบตเต็มหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน WLTP)

นอกจากนี้ยังมีการระบุว่า Toyota bZ4X เตรียมจะเปิดตัวในไทยช่วงเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ด้วย อดใจรอกันไว้ได้เลยครับ

(ทั้งนี้ก็ขอย้ำอีกครั้งว่าราคาที่กล่าวไป Toyota ยังไม่ได้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ก็ต้องติดตามรอดูการเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้งครับ)

ที่มา :

- https://brandinside.asia/toyota-bz4x-thai-price/

- https://autolifethailand.tv/leaked-price-toyota-bz4x-thailand/

ราชกิจจาฯ ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนด ‘เตาเผาศพ’ เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสีย

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดให้เตาเผาศพเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2565 ลงนามโดย นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


ประกาศดังกล่าวระบุว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงการกำหนดให้เตาเผาศพเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 68 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมมลพิษ จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้


ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดให้เตาเผาศพเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 16 ต.ค. 2546


ข้อ 2 ในประกาศนี้ ‘เตาเผาศพ’ หมายความว่า สถานที่ที่จัดไว้สำหรับเผาศพ ตามกฎหมายว่าด้วยสุสานและฌาปนสถาน

‘ค่าความทึบแสง’ หมายความว่า จำนวนร้อยละของแสงที่ไม่สามารถส่องผ่านเขม่าควันจากปล่องเตาเผาศพ


ข้อ 3 ให้เตาเผาศพเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม


ข้อ 4 ห้ามมิให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองเตาเผาศพปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อมเว้นแต่จะได้ทำการควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานค่าความทึบแสงของเขม่าควันจากปล่องเตาเผาศพที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดมาตรฐานค่าความทึบแสงของเขม่าควันจากปล่องเตาเผาศพ แต่ทั้งนี้ ต้องไม่ใช้วิธีทำให้เจือจาง (Dilution)


ข้อ 5 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับกับเตาเผาศพในเขตพื้นที่ ดังต่อไปนี้

5.1 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา เขตเทศบาลนครและเขตเทศบาลเมือง ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

5.2 ในเขตพื้นที่อื่นนอกเหนือจากข้อ 5.1 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามปี นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป


ข้อ 6 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป


‘ปตท.’ จับมือ ARUN PLUS ร่วมติดตั้งระบบควบคุม-ติดตามรถโดยสาร EV



พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น และ อรุณ พลัส ลงนาม MOU เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการรถโดยสารไฟฟ้า หรือ E-Bus นำร่องศึกษาการใช้งานระบบกับรถ E-Bus ที่ให้บริการแก่พนักงานกลุ่ม ปตท. และผู้ใช้พื้นที่ในอาคาร EnCo หวังนำข้อมูลใช้งานมาเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมรองรับการเติบโตตลาด EV ในอนาคต


เทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด หรือ PTT Digital กล่าวว่า บริษัทและ บริษัท อรุณ พลัส จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจด้าน EV Value Chain ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการรถโดยสารไฟฟ้า (E-Bus) 


ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการด้วยการติดตั้งและพัฒนาระบบ Hermes Platform ซึ่งเป็นระบบควบคุมและติดตามยานพาหนะแบบครบวงจร ครอบคลุมฟังก์ชัน GPS Tracking เพื่อระบุตำแหน่งพิกัดรถโดยสาร ระยะเวลาที่รถโดยสารจะเข้าถึงสถานีจอดรับ รวมถึงติดตามพฤติกรรมของพนักงานขับรถ เพื่ออำนวยความสะดวก และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสาร 


ทั้งนี้ โดยจะนำร่องศึกษาการใช้งานระบบกับรถโดยสารไฟฟ้าที่ให้บริการแก่พนักงานกลุ่ม ปตท. และประชาชนทั่วไปที่มาติดต่องาน ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ (EnCo) เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาการให้บริการให้มีประสิทธิภาพมายิ่งขึ้น


“นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเป็นเทรนด์มาแรงทั่วโลก ด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจและพลังงาน รวมถึงความคุ้มค่าในการใช้งาน ด้วยความร่วมมือระหว่าง PTT Digital ในฐานะผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศระดับ Enterprise ของประเทศไทย ในการนำระบบบริหารจัดการการขนส่งเข้ามาใช้ทดลองสนับสนุนการให้บริการรถยนต์ไฟฟ้าภายในบริเวณ EnCo ที่ดำเนินการโดยบริษัท อรุณ พลัส ครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับการให้บริการรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ และก่อให้เกิดคุณค่าทางธุรกิจอย่างยั่งยืน” เทอดเกียรติกล่าว

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมายานยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Vehicles (EV) เป็นหนึ่งในเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจาการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและความต้องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคและองค์กรต่างๆ มีความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงนวัตกรรมด้านความปลอดภัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสอดรับกับนโยบายการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ของประเทศ


เอกชัย ยิ้มสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อรุณ พลัส จำกัด หรือ ARUN PLUS กล่าวว่า ARUN PLUS มุ่งมั่นที่จะร่วมสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในทุกมิติ ผ่านการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีให้ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค โดยได้นำรถโดยสาร E-Bus ที่ผลิตขึ้นใหม่ในประเทศ และผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานสูงสุดเข้ามาให้บริการภายในศูนย์ EnCo โดยได้นำระบบ Hermes ที่ควบคุมและติดตามยานพาหนะ ออกแบบและพัฒนาโดยพีทีที ดิจิตอล มีฟังก์ชันรองรับการบริหารจัดการการขนส่งครบวงจร และมีความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ตามมาตรฐานระดับ Enterprise Standard เข้ามาติดตั้งในรถโดยสาร E-Bus ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และร่วมขับเคลื่อนระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งสาธารณะของไทยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจและตลาด EV ในอนาคต


ความร่วมมือทางธุรกิจในครั้งนี้ถือเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อใช้งานรถโดยสารไฟฟ้า อีกทั้งยังเป็นการปูทางสู่การให้บริการนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนอกจากการทดสอบระบบการใช้งานเพื่อนำข้อมูลไปพัฒนารถโดยสารไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นแล้ว ยังทำให้ EnCo ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอาคารสำนักงาน และผู้ให้บริการรถโดยสารรับ-ส่งนี้ สามารถติดตามรถและพฤติกรรมของพนักงานคนขับรถได้อย่างแม่นยำ เพิ่มความปลอดภัยในการขนส่ง อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนการเดินรถและใช้พลังงานได้อย่างเหมาะสม ในขณะที่พนักงานและประชาชนที่มาติดต่องานจะได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง และช่วยลดเวลาจากการเดินทางได้มากขึ้น 


โดยในอนาคต PTT Digital และ ARUN PLUS ยังมีแผนที่จะขยายการให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า E-Bus สู่องค์กรภายนอก เพื่อขยายฐานธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้อีกด้วย


เวียดนามลุยเปิดศูนย์รถไฟฟ้า ในยุโรป 50 สาขา

 


เว็บไซต์ Hanoi times รายงานว่า บริษัทวินฟาสต์ ของเวียดนาม ก้าวหน้าไปไกลโดยเข้าไปเปิดศูนย์จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า 50 แห่งในเยอรมนีเนเธอร์แลนด์และฝรั่งเศส 


บริษัทวินฟาสต์ เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สัญชาติเวียดนาม ได้พัฒนาโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ และทันสมัย ที่ไฮฟอง ใกล้กับฮานอย เมื่อปี 2560  โรงงานผลิตรถยนต์ของวินฟาสต์ ได้รับการพัฒนาจากผู้เชี่ยวชาญทั่วยุโรป เช่นระบบการผลิตใช้เทคโนโลยีเยอรมนี การออกแบบใช้เทคโนโลยีของอิตาลี่ เป็นต้น 


รถยนต์วินฟาสต์ประสบความสำเร็จอย่างสูง ปัจจุบันเน้นการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อจำหน่ายในต่างประเทศ รถยนต์ไฟฟ้าของวิฟาสต์ที่ผลิตขายในยุโรป เป็นรุ่น VF8 และ VF9 เปิดตัวครั้งแรกในยุโรปที่กรุงออสโส ประเทศนอร์เวย์  เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน รถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้จะนำออกไปจำหน่ายทั่วยุโรป โดยวางแผนเปิดศูนย์จำหน่าย 25 แห่ง ในเยอรมนี 

ที่แฟรงค์เฟิร์ต เบอร์ลิน โคโลญจ์ ฮัมบูร์ก โอเบอร์เฮาเซ็น

เปิดศูนย์ในฝรั่งเศส จำนวน 20 แห่ง

ในปารีส- มาร์เซย- นองต์- แรนส์- นีซ- มงต์เปลิเยร์- แอ็กซ์ ออง โปรวองซ์  

เปิดศูนย์ในเนเธอร์แลนด์อีก 5 แห่ง 

ในอัมสเตอร์ดัม และเม็ตซ์ 


เมืองหลัก ในยุโรปที่วินฟาสต์ เข้าไปเปิดศูนย์จำหน่ายนั้น พิจารณาจากสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยกับการใช้รถยนต์ไฟฟ้า โดยศูนย์จำหน่ายจะช่วยเสริมบริการหลังการขาย รวมทั้งการจำหน่าย โดยแต่ละศูนย์มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ของเมือง  


ทางด้านนาง เลทิทูที  รองประธานบริษัทวินกรุ๊ป เผยว่า บริษัทมีความมุ่งมั่นจะเปิดศูนย์จำหน่ายรถยนต์ในยุโรป โดยตั้งเป้าว่า บริษัทจะไม่เพียงขายรถยนต์ แต่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยจะสนับสนุนช่วยเหลือลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ของบริษัทไปใช้ อย่างต่อเนื่อง ตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ 


สำหรับการบุกตลาดต่างประเทศ หลังจากเปิดตัว รถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท ตั้งแต่ต้นปี 2565  เวลานี้มีใบจองสั่งซื้อเข้ามาทั้งหมดรวม 73,000 รายการ สำหรับราคาขายของรถยนต์รุ่น VF8 ในสหรัฐอเมริกา อยู่ที่คันละ 40,700 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,380,000 บาท 

ชายไทยวัย 23 ปี หลอนจากเสพกัญชา คิดว่าอวัยวะเพศบิดเบี้ยว ใช้กรรไกรขริบ จนตัดทิ้ง

 


เว็บไซต์ IFLScience รายงานโดยอ้างอิงรายงานการแพทย์ที่เผยแพร่ในวารสารรายงานเคสการแพทย์ของ BioMed Central เมื่อเดือน ม.ค. ว่ามีชายชาวไทยคนหนึ่ง อายุ 23 ปี ตัดอวัยวะเพศของตัวเองหลังหลอนจากการเสพกัญชา


ชายคนนี้เคยเสพกัญชามานาน 2 ปี แต่หยุดไป 3 เดือน หลังจากนั้นก็กลับมาเสพกัญชาอีก โดยครั้งนี้สูบราว 2 กรัมด้วยบ้องกัญชา 

ผลจากการสูบครั้งล่าสุดนี้ทำให้ชายคนดังกล่าวเกิดอาการอวัยวะเพศแข็งตัวโดยไม่มีอารมณ์ทางเพศ แต่เมื่อเวลาผ่านไปอวัยวะเพศก็ยังแข็งและนานจนรู้สึกเจ็บแปลบ ไม่ใช่แค่นั้นยังเห็นว่าหัวอวัยวะเพศดูบิดเบี้ยวอีกด้วย ชายคนดังกล่าวตัดสินใจขริบหนังอวัยวะเพศ ก่อนตัดอวัยวะเพศออกด้วยกรรไกร


ล่าสุด วันที่ 21 มิ.ย.65 พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยถึงเคสชายไทยอายุ 23 ปี เสพกัญชาจนเกิดอาการหลอนคิดว่าอวัยวะเพศของตัวเองผิดรูปและใช้กรรไกรขริบอวัยวะเพศจนขาดในที่สุดว่า อาการประสาทหลอนนี้เกิดจากการเสพสาร THC ในกัญชาที่ผู้ป่วยเสพเข้าเกินขนาด อาการหลอนและทำร้ายตัวเองไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก โดยเฉพาะกับร่างกายและอวัยวะตัวเอง ซึ่งตามหลักทางการแพทย์จะมีการรายงานเมื่อมีเคสที่น่าสนใจ และมีการแสดงออกแปลกๆ เช่น เคสนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสะพรึงกลัว สุดโต่งร้ายแรง


พญ.อัมพร เผยว่า  การสูบกัญชาเข้าไปในร่างกาย ฤทธิ์ของกัญชาจะแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็วภายใน 2-3 นาที และจะออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทได้สูงสุดถึง 1 ชั่วโมง อาการโดยทั่วไปจะเซื่องซึมลงอย่างช้าๆ แต่บางรายก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้เสพกัญชาจะมีอาการเคลิ้มจิต ขั้นต้นๆ ของกัญชามักจะเป็นอาการกระตุ้นประสาท และบางคนจะมีอาการตึงเครียดทางใจหรืออาการกังวล ต่อมาก็มีอาการเคลิ้มจิตเคลิ้มใจ ทำให้ผู้สูบรู้สึกว่า บรรยากาศทั่วๆ ไปเงียบสงบ จากนั้นมักจะมีปฏิกิริยาที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เดี๋ยวหัวเราะลั่นเดี๋ยวสงบ นอกจากนี้ยังพบอาการอื่นๆ เช่น ผู้เสพจะรู้สึกล่องลอย ปากแห้ง สับสน อยากอาหาร ชีพจรเพิ่มขึ้น กัญชาและแอลกอฮอล์มีฤทธิ์คล้ายกัน คือในขั้นต้นนั้น ทั้งสองตัวมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท แต่หลังจากนั้นจะมีฤทธิ์กล่อมประสาท แพทย์จึงได้ออกมาเน้นย้ำเสมอว่า สาร THC ในกัญชายังเป็นยาเสพติดที่ห้ามนำไปใช้กับผู้ป่วยจิตเวช ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง 


ทำความรู้จัก CFMoto 300 GT-E จักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ตำรวจจีนเลือกใช้งาน

จักรยานยนต์ ถือเป็นยานพาหนะคู่ใจของตำรวจสายตรวจทั่วโลก เพราะทั้งเร็ว คล่องตัว และสามารถใช้งานได้ในทุกพื้นที่ เหมาะสำหรับการออกตรวจ ลาดตระเวน รวมถึงไล่จับผู้กระทำความผิดบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี และในประเทศจีน รัฐบาลจีนต้องการให้การใช้งานรถจักรยานยนต์ของตำรวจนั้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงได้คัดเลือก CFMoto ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ภายในประเทศให้สร้างรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่น CF 300 GT-E สำหรับตำรวจจีนโดยเฉพาะ


ซีเอฟโมโต (CFMoto) เป็นแบรนด์ที่คนไทยในกลุ่มรักการผจญภัยจะคุ้นชื่อในฐานะแบรนด์รถ ATV (All-Terrain Vehicle) มากกว่า เพราะการทำการตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยนั้นไปได้ไม่ดีเท่าใดนัก อย่างไรก็ตาม แบรนด์ CFMoto เป็นแบรนด์ใหญ่แบรนด์หนึ่งในประเทศจีน มีรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่นในกลุ่มเครื่องยนต์ 400 - 800 ซีซี แต่ว่า CF 300 GT-E ถือเป็นรุ่นแรกของบริษัทที่เป็นรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้า


CF 300 GT-E เป็นรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เทียบเท่ากับรถที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 300 - 400 ซีซี โดยมีมอเตอร์ขนาด 16.8 กิโลวัตต์ (kW) ให้แรงขับเคลื่อนสูงสุดที่ 22 แรงม้า อัตราเร็วสูงสุดอยู่ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยสามารถวิ่งได้เป็นระยะทาง 150 กิโลเมตรต่อรอบการชาร์จ และมีน้ำหนักตัวรถที่รวมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็น 224 กิโลกรัม แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยขนาดของแบตเตอรี่ออกมาแต่อย่างใด


มีความเป็นไปได้ว่าน้ำหนักรวม 224 กิโลกรัมของตัวรถ CF 300 GT-E นั้นอาจจะเกิดจากการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการใช้งานของตำรวจ โดยเฉพาะอุปกรณ์สื่อสารที่เป็นแบบเข้ารหัสเพื่อเข้าถึงฐานข้อมูลตำรวจ อีกทั้งตัวรถยังมีหน้าจอสัมผัสแบบ TFT ขนาด 7 นิ้วเพื่อให้ตำรวจได้ใช้งาน พร้อมกับระบบสตาร์ตรถแบบไร้กุญแจ (Keyless Ignition) ให้ด้วย


CFMoto เชื่อว่ารถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นนี้จะตอบโจทย์การใช้งานของตำรวจตามเมืองใหญ่ต่าง ๆ ทั่วประเทศจีน ถึงแม้ว่าความเร็วสูงสุดจะไม่ได้สูงมาก แต่ก็เพียงพอในการไล่จับผู้กระทำความผิดในบางโอกาสได้เป็นอย่างดี โดยรถจักรยานยนต์รุ่นนี้จะผลิตให้สำหรับตำรวจเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จะมีการนำโครงสร้างตัวรถและการออกแบบบางส่วนมาปรับเป็นรุ่นสำหรับการวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์สำหรับพลเรือนในอนาคตต่อไป

ที่มาข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/117175/

ที่มารูปภาพ CFMoto


นิสสันตั้งไทยศูนย์กลางอาเซียน ผลิตแบตเตอรี่นอกญี่ปุ่น ขึ้นแท่นโรงงาน 1 ใน 4 แห่งทั่วโลก



นิสสันประกาศให้โรงงานไทยเป็นสายการประกอบแบตเตอรี่สำหรับเครื่องยนต์ อี-เพาเวอร์แห่งแรกนอกญี่ปุ่น และเป็น 1 ใน 4 แห่งทั่วโลก

เมื่อวานนี้ (23 มิ.ย.) ‘นายอิซาโอะ เซคิกุจิ’ ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยแผน Nissan NEXT ที่ทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญของนิสสันในอาเซียน หลังจากการลงทุนในปี 2563 เพื่อผลิตนิสสัน คิกส์ อี-เพาเวอร์ สำหรับตลาดในประเทศ และตลาดส่งออก ซึ่งรวมถึงการส่งออกไปสู่ประเทศญี่ปุ่น

นิสสันได้เริ่มการประกอบแบตเตอรี่สำหรับระบบขับเคลื่อนแบบ อี-เพาเวอร์ ในประเทศไทย สำหรับสายการผลิตที่ประกอบแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงสำหรับระบบขับเคลื่อน อี-เพาเวอร์ ณ โรงงานนิสสัน พาวเวอร์เทรน ประเทศไทย (NPT) ในสมุทรปราการ

โดยจะมีการจัดการควบคุมคุณภาพที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง ด้วยการประยุกต์ใช้ระบบการผลิตแบบ Interlocking 100% ทั้งระบบ มาพร้อมอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตและตรวจสอบคุณภาพที่มีความแม่นยำสูงที่ช่วยจัดการข้อผิดพลาดในการประกอบทุกขั้นตอนให้เป็นศูนย์ นอกจากนี้ยังมีการจัดการควบคุมการผลิตแบบเรียลไทม์และเก็บบันทึกข้อมูลการประกอบได้ 100% เพื่อสามารถตรวจสอบติดตามได้ในภายหลัง

สำหรับนิสสัน พาวเวอร์เทรน ประเทศไทย (NPT) มีความเชี่ยวชาญในการผลิตเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังมาตั้งแต่ปี 2531 ด้วยระบบการผลิตที่มีความยืดหยุ่น รองรับการผลิตเครื่องยนต์ได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.0 ลิตรใน นิสสัน อัลเมร่า และเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตรที่เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้าในนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ เครื่องยนต์ดีเซลแบบทวินเทอร์โบ 2.3 ลิตรในนิสสัน นาวารา และนิสสัน เทอร์ร่า ระบบส่งกำลังแบบเกียร์ธรรมดาในนิสสัน นาวารา และล่าสุด แบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงสำหรับระบบขับเคลื่อนแบบ อี-พาวเวอร์ โดยทางบริษัทฯ มีกำลังการผลิตเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังทุกรุ่นรวมสูงสุด 580,000 หน่วยต่อปี

อ้างอิง: https://www.prachachat.net/motoring/news-962041 

เปิดตัวต้นแบบมอเตอร์ไซค์บิน P2 Speeder รองรับการใช้งานหลายรูปแบบ

 


ปัจจุบันการพัฒนาอากาศยานบินรูปแบบต่าง ๆ ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ล่าสุดบริษัทเมย์แมน แอโรสเปซ (Mayman Aerospace) ได้ทำการเปิดตัวต้นแบบมอเตอร์ไซค์บินพี 2 สปีดเดอร์ (P2 Speeder) ภายในงาน Draper Venture Network CEO Summit งานสัมมนาบริษัทด้านนวัตกรรมใหม่ ๆ ในแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัทแห่งนี้เป็นบริษัทในเครือของ บริษัทเจ็ตแพ็ก เอวิเอชัน (Jetpack Aviation) ผู้นำด้านเทคโนโลยีชุดคนบินที่มีผลงานชุดคนบินไปแสดงยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

ต้นแบบมอเตอร์ไซค์บินพี 2 สปีดเดอร์ (P2 Speeder) ได้รับการออกแบบให้สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ระบบขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไอพ่น 8 ตัว ใช้พลังงานเชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuels หรือ SAF) ซึ่งเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล มีขีดความสามารถในการบินขึ้นลงในแนวดิ่ง (VTOL) ระบบการควบคุมรองรับการขับโดยนักบินที่เป็นมนุษย์และการบินแบบอัตโนมัติ

บริษัทต้องการให้ต้นแบบมอเตอร์ไซค์บินพี 2 สปีดเดอร์ (P2 Speeder) เป็นได้มากกว่าอากาศยานบินส่วนบุคคลแต่สามารถรองรับการทำภารกิจด้านการกู้ภัย ขนส่งสินค้าทางอากาศไปยังเรือบรรทุกสินค้ากลางทะเลและขนส่งพัสดุในเขตเมือง ดับเพลิง รวมไปถึงภารกิจด้านการทหารที่ต้องการความรวดเร็วในการขนส่งอาวุธเข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย

เป้าหมายการพัฒนาต้นแบบมอเตอร์ไซค์บินพี 2 สปีดเดอร์ (P2 Speeder) คือ เครื่องยนต์ไอพ่น 8 ตัว สามารถสร้างกำลังได้มากพอสำหรับพิสัยการบิน 644 กิโลเมตร และบินด้วยความเร็ว 805 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้ำหนักบรรทุก 450 กิโลกรัม ซึ่งนับว่าเป็นประสิทธิภาพที่มีความท้าทายทางด้านวิศวกรรมและหากทำได้สำเร็จจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของของเทคโนโลยีอากาศยานบิน บริษัทเตรียมทดสอบต้นแบบมอเตอร์ไซค์บินพี 2 สปีดเดอร์ (P2 Speeder) ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ 

สำหรับเหตุผลที่บริษัทเจ็ตแพ็ก เอวิเอชัน (Jetpack Aviation) ก่อตั้งบริษัทย่อยในเครือเป็นบริษัทเมย์แมน แอโรสเปซ (Mayman Aerospace) เนื่องจากต้องการให้บริษัทใหม่แห่งนี้พัฒนาอากาศยานบินรูปแบบ VTOL โดยเฉพาะรวมไปถึงสร้างนวัตกรรมการบินที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงไฮโดรเจน พัดลมไอพ่นไฟ้า ระบบการบินอัตโนมัติ รวมไปถึงเป้าหมายที่ท้าทายในอนาคต เช่น เครื่องบินความเร็วเหนือเสียง

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/116890/ 

ที่มาของรูปภาพ maymanaerospace.com 


 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. True News เจาะลึกข่าวออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger