Latest Movie :

ADDS1

ADDS2

Recent Movies

จีนเปิดตัว แบตเตอรี่ 1,000 Km. ชาร์จ/ครั้ง

 


จีนเปิดตัว ‘แบตเตอรี่’ รถยนต์ไฟฟ้า ชาร์จครั้งเดียว วิ่งได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร เตรียมวางจำหน่ายปี 2023

ฝูโจว - บริษัท คอนเทมโพรารี แอมเพอเร็กซ์ เทคโนโลยี จำกัด หรือซีเอทีแอล (CATL) ผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนสำหรับยานยนต์ชั้นนำของจีน เปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร ด้วยการชาร์จเพียงครั้งเดียว

บริษัท คอนเทมโพรารี แอมเพอเร็กซ์ เทคโนโลยี ระบุว่าแบตเตอรี่ ‘ฉีหลิน’ (Qilin) ซึ่งใช้เทคโนโลยีซีทีพี (CTP) รุ่นที่ 3 มีประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากความจุร้อยละ 72 และความหนาแน่นพลังงานสำหรับระบบแบตเตอรี่เทอร์นารีสูงถึง 255 วัตต์ชั่วโมงต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับบูรณาการสูงที่สุดในโลก โดยแบตเตอรี่ฉีหลินนี้ ได้รับการตั้งชื่อตาม ‘กิเลน’ สัตว์ในตำนานของจีน

ทั้งนี้ เทคโนโลยีซีทีพีมุ่งปรับปรุงความหนาแน่นของพลังงานระบบ ลดความซับซ้อนในการผลิต และช่วยปรับลดต้นทุน ผ่านการผสานเซลล์ในชุดแบตเตอรี่โดยตรงโดยไม่มีโมดูล โดยแบตเตอรี่ฉีหลินยังมีจุดเด่นในด้านการปรับปรุงอายุการใช้งาน ความปลอดภัย ความรวดเร็วในการชาร์จ และการทำงานในอุณหภูมิต่ำ

นอกจากนั้น แบตเตอรี่รุ่นใหม่ยังได้รับการพัฒนาความน่าเชื่อถือของอายุการใช้งาน การต้านทานแรงกระแทกและการสั่นสะเทือน ผ่านหน่วยพลังงานแบบบูรณาการ ซึ่งประกอบด้วยเซลล์ และวัสดุคั่นกลางยืดหยุ่นอเนกประสงค์

รายงานยังระบุว่าแบตเตอรี่ฉีหลินมีเสถียรภาพทางความร้อนและความปลอดภัย ทำให้เข้ากันได้กับวัสดุที่มีความหนาแน่นพลังงานสูงกว่าสำหรับการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ โดยเซลล์แบตเตอรี่สามารถเย็นตัวอย่างรวดเร็วในสภาพแวดล้อมสุดขั้ว ซึ่งช่วยป้องกันการนำความร้อนที่ผิดปกติระหว่างเซลล์ได้ ขณะที่การชาร์จจะใช้เวลาเพียง 10 นาที ในโหมดชาร์จเร็ว

อนึ่ง บริษัทฯ คาดการณ์ว่าแบตเตอรี่ฉีหลินจะเข้าสู่กระบวนการผลิตขนานใหญ่และออกวางจำหน่ายสู่ตลาดในปี 2023

ที่มา: สำนักข่าวซินหัว

แฟ้มภาพซินหัว: สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในเมืองชิงเต่า มณฑลซานตงทางตะวันออกของจีน


Cr:TheReports

เรือพลังงานไฟฟ้า P-12 Shuttle เตรียมทดสอบขนส่งผู้โดยสารในกรุงสตอกโฮล์ม

 


บริษัทแคนเดลา (Candela) ผู้พัฒนาเรือพลังงานไฟฟ้าในประเทศสวีเดนเปิดเผยแบบดีไซน์ล่าสุดของเรือพลังงานไฟฟ้าสำหรับขนส่งผู้โดยสารในกรุงสตอกโฮล์ม โดยมีการปรับปรุงดีไซน์ของเรือแตกต่างจากแบบดีไซน์เดิมของเรือลำนี้ที่เคยมีชื่อว่า P-30 บริษัทเปิดเผยว่าสำหรับดีไซน์ล่าสุดเป็นแบบสุดท้ายที่จะถูกใช้สร้างขึ้นเพื่อทดสอบขนส่งผู้โดยสาร

เรือพลังงานไฟฟ้า P-12 Shuttle ถูกออกแบบให้ขณะตัวเรือแล่นบนผิวน้ำตัวเรือจะยกตัวเหนือผิวน้ำเพื่อลดแรงกระแทกกับผิวน้ำ สามารถทำความเร็วมากถึง 30 นอต แต่ความเร็วในการเดินทางขนส่งผู้โดยสารอยู่ที่ 25 นอต เนื่องจากต้องการรักษาระดับความปลอดภัยและสอดคล้องกับกฎหมายการขนส่งผู้โดยสารในตัวเมือง

ระบบขับเคลื่อนใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบไดรฟ์ C-Pod จำนวน 2 ตัว และปีกใต้ท้องเรือที่เรียกว่าฟอยล์คาร์บอน (Carbon Fiber Foil) จำนวน 3 ตัว โครงสร้างของเรือมีความยาว 11.99 เมตร ระบบพลังงานไฟฟ้ารองรับการวิ่งบนผิวน้ำระยะทาง 111 กิโลเมตรต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง  

บริษัทวางแผนการทดสอบเรือพลังงานไฟฟ้า P-12 Shuttle ลำแรกในช่วงปลายปีหน้า โดยจะเป็นการทดสอบให้บริการขนส่งผู้โดยสารระหว่างชานเมืองเข้าสู่ใจกลางกรุงสตอกโฮล์มด้วยเรือพลังงานไฟฟ้า P-12 Shuttle รุ่นใหม่นี้จำนวนอย่างน้อย 5 ลำ มีเรือให้บริการจอดเทียบท่าในทุก ๆ 11 นาที สำหรับในเส้นทางเดินเรือดังกล่าวปัจจุบันมีเรือโดยสารพลังงานน้ำมันดีเซลล์ให้บริการขนส่งผู้โดยสารอยู่

นับเป็นแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจในการนำเทคโนโลยีเรือพลังงานไฟฟ้าเข้ามาให้บริการขนส่งผู้โดยสาร นอกจากเดินทางด้วยความรวดเร็ว ยังสามารถลดมลพิษด้านเสียงจากการทำงานของเครื่องยนต์เรือ มลพิษทางอากาศจากการปล่อยควันพิษและ ปีกใต้ท้องเรือที่เรียกว่าฟอยล์คาร์บอน (Carbon Fiber Foil) ยังสามารถลดการเกิดคลื่นน้ำรบกวนผู้ที่อยู่อาศัยบริเวณริมชายฝั่งของแม่น้ำได้เป็นอย่างดี 

บริษัทหวังเป็นอย่างยิ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จเรือพลังงานไฟฟ้า P-12 Shuttle จะสามารถเข้ามาให้บริการทดแทนเรือขนส่งผู้โดยสารพลังงานน้ำมันได้ประมาณ 70 ลำ ซึ่งกำลังให้บริการอยู่ในปัจจุบัน

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/117613/

ที่มาของรูปภาพ Candela


เช้านี้คุณเดินทางยังไง ซีอีโอหนุ่มเผยนั่ง eVTOL ขับมาทำงานเป็นรายแรกของโลก

 


พัฒนาทั้งทีก็ใช้ซะ Jetson บริษัทสตาร์ทอัพไฟแรงจากสวีเดน ที่พัฒนา Jetson One เป็น eVTOL ยานพาหนะบินขึ้นและลงจอดในแนวตั้ง (หรือรถบินได้) ล่าสุด Tomasz Patan ซีอีโอของบริษัท โชว์คลิปขับ Jetson One เดินทางมาทำงานด้วยตัวเอง 

Jetson One เป็น eVTOL หนึ่งที่่นั่ง มาพร้อมใบพัดถึง 8 ตัว ซึ่งสามารถบินได้เร็วถึง 102 กม./ชม. และบินได้นานสุงสุด 20 นาที จุดเด่นคือความคล่องตัว ทั้งมีการออกแบบให้ควบคุมการบินด้วย 'จอยสติ๊ก' และ 'คันเร่ง' เพื่อความสนุกสนานในการขับเคลื่อนโดยเฉพาะ

ถามว่าบินสนุกยังไง ? ทางซีอีโอของบริษัทเลยจัดเต็ม ถ่ายคลิปการบินของตัว Jetson One ให้เห็นกันชัด ๆ ไปเลย ตั้งแต่ขึ้นบินจากสนามหลังบ้านตัวเองแบบชิว ๆ บินผ่านป่าพร้อมชมวิวหุบเขางาม ๆ จนในที่สุดก็ไปลงจอดตรงที่ทำงานแบบเท่ ๆ

จากนั้นก็ 'ขิง' ด้วยการตั้งชื่อคลิปว่า "World's First EVTOL Commute to Work" เดินทางไปทำงานด้วย EVTOL เป็นรายแรกของโลก

ปัจจุบันตัว Jetson One เปิดให้สั่งจองในราคา 92,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 3,256,800 บาท ซึ่งล่าสุดกำลังเตรียมผลิตล็อตใหม่ประจำปี 2023 เร็ว ๆ นี้ ส่วนปี 2022 ขายหมดเรียบร้อยแล้ว... ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.jetsonaero.com/

ที่มา : https://newatlas.com/aircraft/jetson-evtol-commute/


รถยนต์พลังงานไฟฟ้า VISION EQXX ประสิทธิภาพสูงจากค่าย Mercedes-Benz ชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง วิ่งได้ระยะทางไกล 1,200 กิโลเมตร

 


รถยนต์พลังงานไฟฟ้า VISION EQXX ประสิทธิภาพสูงจากค่าย Mercedes-Benz ชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง วิ่งได้ระยะทางไกล 1,200 กิโลเมตร

Mercedes-Benz หนึ่งในบริษัทเทคโนโลยียานยนต์ที่กำลังปรับเข้าสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ล่าสุดบริษัทเปิดเผยความคืบหน้าในการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้า VISION EQXX ที่สามารถวิ่งได้ระยะทาง 1,200 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางทีไกลกว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากบริษัทคู่แข่ง เช่น Tesla และแบรนด์รถยนต์พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่ในตลาด ณ ปัจจุบัน

การออกแบบโครงสร้างของตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า VISION EQXX ถือเป็นจุดเด่นของรถยนต์รุ่นนี้ด้วยการคำนึงถึงหลักอากาศพลศาสตร์ ลดแรงต้านของอากาศปล่อยให้อากาศไหลผ่านได้รวดเร็วที่สุด มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านที่ 0.17 ซึ่งวิธีการดังกล่าวส่งผลให้รถยนต์ใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยลงและวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้นนั่นเอง  


โครงสร้างของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า VISION EQXX มีความยาว 4.97 เมตร กว้าง 1.87 เมตร ความสูง 1.34 เมตร หนักตัวรถประมาณ 1,755 กิโลกรัม ระบบพลังงานไฟฟ้าใช้แบตเตอรี่ขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) แรงดันไฟฟ้า 900 โวลต์ การใช้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย 8.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ต่อ 100 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุดจำกัดที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน บริษัทได้ทำการทดสอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นนี้ในประเทศเยอรมัน โดยการวิ่งจากเมืองซินเดลฟิงเงนไปบนถนนออโต้บาห์น ข้ามบริเวณเทือกเขาแอลป์สวิสเซอร์แลนและอิตาลีตอนเหนือไปยังเมืองแคสซิล เฟรนซ์ริเวียร่า ระยะทาง 1,000 กิโลเมตร   

ล่าสุดบริษัทประสบความสำเร็จอีกครั้งด้วยการทดสอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า VISION EQXX วิ่งจากเมืองสตุทท์การ์ดต (Stuttgart) ไปยังสนามแข่งซิลเวอร์สโดนในสหราชอาณาจักรหรือประเทศอังกฤษ ผ่านตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส ลอดอุโมงค์ยูโร โดยมีระยะทางทั้งหมด 1,202 กิโลเมตร นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้านั่งส่วนบุคคลจากค่าย Mercedes-Benz

ที่มาของข้อมูล https://electrek.co/2022/06/23/mercedes-benzs-ultra-efficient-vision-eqxx-electric-car-traveled-750-miles-1200-km-range/

ที่มาของรูปภาพ Mercedes-Benz 

เตรียมเลิกจายเครื่องยนต์สันดาป ภายในปี 2035 พร้อมบังคับรถยนต์ไฟฟ้า 100% แทน



⏳ ซึ่งเหลือระยะเวลาอีก 13 ปี นับจากนี้ไป เครื่องยนต์สันดาปหรือรถยนต์ที่ใช้น้ำมันต้องยุติการผลิต/ขายออกในปี 2035 เพราะเนื่องจาก มีผลโหวตจากโครงการที่เกี่ยวกับการรักษาและพัฒนาสิ่งแวดล้อมและฝั่งยุโรปที่ได้ตั้งเป้าหมายที่จะลดการก่อคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยการเลิกขายเครื่องยนต์สันดาปและหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า 100% แทน

✅ ซึ่งผลโหวตนั้นก็ชนะไปกว่า 339 คะแนน ต่อ 249 คะแนนและแน่นอนว่าผู้ผลิตรถยนต์ทุกค่ายต้องมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงกันอย่างมากเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

อีกทั้ง ผู้ผลิตรถยนต์อย่าง Ford และ Volvo ได้สนับสนุนแผนของสหภาพยุโรปที่จะยุติการขายเครื่องยนต์สันดาปภายในปี 2035 ในขณะที่ Volkswagen ก็ได้ตั้งเป้าที่จะหยุดขายเครื่องยนต์สันดาปในยุโรปภายในวันที่ดังกล่าวเช่นกัน

👉 ทั้งนี้ Oliver Zipse ประธานสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งยุโรป (ACEA) และ CEO ของ BMW ได้กล่าวว่า อุตสาหกรรมของเขาอยู่ท่ามกลางแรงผลักดันในวงกว้างจากรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีรถรุ่นใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งเขามองว่า ด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่ทั้งโลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันนั้น ยังเร็วไปที่จะสร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ มาบังคับใช้ในระยะยาวเกินทศวรรษนี้

🇹🇭 นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้ว กระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมมีการร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด อีวี) โดยตั้งเป้าหมายเพื่อลดการใช้เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำและผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญของโลก

ข้อมูลจาก reuters

วอลโว่เปิดตัวรถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนเตรียมจำหน่ายปี 2025


รถที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนในรูปแบบเชื้อเพลิง (Hydrogen Fuel Cell) เป็นกระแสข่าวใหญ่ทั่วโลกในช่วงปี 2010 แต่ว่าก็จางหายไปและถูกทดแทนด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแทน ในตอนนั้น วอลโว่ (Volvo) แบรนด์รถยนต์จากสวีเดนประกาศแผนพัฒนาการนำไฮโดรเจนมาเพิ่มระยะทางให้กับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของตน และก็เช่นเดียวกับกระแสหลัก ข่าวคราวเรื่องพลังงานไฮโดรเจนก็ห่างหายไป จนกระทั่งเมื่อ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา วอลโว่ (Volvo) ปัดฝุ่นการนำพลังงานไฮโดรเจนมาใช้งานอีกครั้งในรูปแบบรถบรรทุก

รถบรรทุกรุ่นใหม่ของวอลโว่ (Volvo) ยังไม่มีชื่อรุ่นอย่างเป็นทางการ แต่ตัวรถที่ใช้ทดสอบมีชื่อว่ารถบรรทุกเซลล์เชื้อเพลิงไฟฟ้า (Volvo Fuel Cell Electric Truck) เพราะในขณะนี้เป็นเพียงรถยนต์ที่ผลิตขึ้นมาทดสอบเท่านั้น โดยทางค่ายรถจากสวีเดนมองว่าการใช้เซลล์เชื้อเพลิงจากไฮโดรเจนเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าจะช่วยแก้ปัญหาการสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าที่มีค่าใช้จ่ายสูง และเข้าถึงได้ยากในพื้นที่ห่างไกล อีกทั้งยังสะดวกเมื่อเทียบกับการชาร์จด้วยไฟฟ้าที่เสียเวลามากกว่า และที่สำคัญที่สุดคือสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเพื่อสิ่งแวดล้อม เพราะรถพลังงานไฮโดรเจนจะปล่อยไอน้ำออกมาเท่านั้น

รถบรรทุกรุ่นใหม่นี้ได้รับการออกแบบให้มีสมรรถนะการขับขี่แบบเดียวกับรถบรรทุกที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง โดยใช้มอเตอร์ที่สร้างกำลังไฟฟ้า 300 กิโลวัตต์ (kW) ให้ระยะทางสูงสุดต่อการเติมไฮโดรเจนแต่ละครั้งอยู่ที่ประมาณ 1,000 กิโลเมตร รวมถึงยังใช้เวลาในการเติมไฮโดรเจนเพียง 15 นาที เท่านั้น ซึ่งไม่ต่างจากการเติมน้ำมันดีเซลของรถบรรทุกวอลโว่ (Volvo) ทั่วไปเท่าใดนัก

โรเจอร์ อาล์ม (Roger Alm) ประธานฝ่ายรถบรรทุกของวอลโว่ (Volvo Trucks) กล่าวว่าทางบริษัทได้พัฒนาเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนสำหรับรถบรรทุกมาหลายปี และเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่ารถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนคันแรกของบริษัทประสบความสำเร็จในการวิ่งทดสอบ

โรเจอร์ อาล์ม (Roger Alm) ยังกล่าวอีกด้วยว่า บริษัทนั้นไม่ได้นำเสนอสิ่งใหม่ แต่ออกจะสายเกินไปด้วยซ้ำในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อโลก ดังนั้น เราจึงอยากส่งสาส์นไปยังบริษัทขนส่งทุก ๆ บริษัทให้ช่วยกันตั้งแต่ตอนนี้ในทุกหนทาง ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า หรือแม้แต่รถบรรทุกที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพก็ตาม และในอนาคตรถบรรทุกเซลล์เชื้อเพลิงไฟฟ้าจะเข้ามาเป็นกลไกสำคัญในอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้

วอลโว่ (Volvo) ยังไม่ได้ระบุอย่างเป็นทางการว่าจะเริ่มวางจำหน่ายรถบรรทุกเซลล์เชื้อเพลิงไฟฟ้าในปีใด แต่จะเริ่มการตลาดเพื่อหาลูกค้ากลุ่มแรก (Customer Pilot) ในประมาณ 2 - 3 ปีต่อจากนี้ ก่อนที่จะเริ่มทำการตลาดอย่างเป็นทางการในครึ่งหลังของทศวรรษนี้ หรือประมาณปี 2025 ในลำดับต่อไป

ที่มาข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/117514/

ที่มารูปภาพ Volvo


ถึงเวลาของ EVERGREEN กับสถิติใหม่ของโลก EVER ALOT 24,004 TEU

 


เป็นที่เรียบร้อยในการส่งมอบ สำหรับเรือตู้สินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง EVER ALOT ให้กับสายการเดินเรือ EVERGREEN LINE โดยเป็นผลงานชิ้นเอกจากอู่ต่อเรือสัญชาติจีน CSSC’s Hudong-Zhonghua shipyard. และเป็นเรือสินค้าที่ใหญ่ที่สุด ที่อู่แห่งนี้ทำการต่อเรือมา คือ 24,004 TEU

เรือ EVER ALOT คือ 1 จากทั้งหมด 13 ลำ ในกองเรือประเภท A Class ที่ EVERGREEN LINE สั่งต่อจากอู่ต่อเรือสามแห่ง คือ SAMSUNG HEAVY INDUSTRIES (South Korea)/ JIANGNAN SHIPYARD (China)/ HUDONG-ZHONGHUA SHIPYARD (China) เพื่อพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการบริการ

EVER ALOT นั่นถือว่าเป็นเรือตู้สินค้าประเภท ULCS (Ultra Large Container Ship) หรือเรือสินค้าที่มีระวางบรรทุกตู้สินค้าเกินกว่า 20,000 TEU ตามข้อกำหนดของ Prokopowicz and Berg-Andreassen โดยมีความยาวหรือ Length 399.9 เมตร และมีความกว้างหรือ Beam 61.5 เมตร หรือ 24แถว

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ดาดฟ้า 24,000 ตารางเมตร หรือเกือบเท่า 4 สนามฟุตบอลมาตรฐาน และสามารถวางเทินกองตู้สินค้าแนวตั้งหรือ Tier ได้ 25ชั้น หรือเท่ากับความสูงของตึก 22 ชั้น

ซึ่งอันที่จริงแล้ว EVER ALOT มีขนาดของตัวลำเรือเท่ากันแทบจะทุกประการ เมื่อเทียบกับเรือพี่สาวของเธออย่าง EVER ACE ที่ผ่านการออกแบบโดยวิศวกรต่อเรือเกาหลีใต้และปล่อยลงน้ำไปก่อนหน้านี้ หากแต่ด้วยการออกแบบของทีมวิศวกรของจีนซึ่งมีการเก็บรายละเอียดและเพิ่มข้อปลีกย่อยในการออกแบบ จึงทำให้เธอสามารถรับการบรรทุกได้ถึง 24,004 TEU ในขณะที่พี่สาวของเธอ รับบรรทุกได้ 23,992 TEU

ทั้งนี้อู่ต่อเรือดังกล่าว ยังมีแผนที่จะทำการส่งมอบเรือน้องสาวของเธอที่ชื่อ EVER ARIA ให้กับ EVERGREEN LINE ซึ่งเป็นลำที่ 2จากสัญญาการสั่งต่อทั้งหมด 4ลำโดยอู่ต่อเรือแห่งนี้ หากแต่ติดขัดและล่าช้า เนื่องจากปัญหาการล็อคดาวน์ในประเทศจีน 


รถยนต์ไฟฟ้า Toyota bZ4x หลุดราคา 1.836 ล้านบาท วิ่งไกล 516 กม./ชาร์จ


Toyota bZ4x รถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายสามห่วงล่าสุดได้มีการหลุดราคาที่จะขายในไทยออกมาแล้วครับอยู่ที่ 1,836,000 บาท (หักส่วนลดเงินสนับสนุนจากรัฐแล้ว)


ทั้งนี้ราคาดังกล่าว ทาง Toyota ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ทาง Brand Inside ได้เผยว่าหลุดมาจากเอกสารของกรมสรรพสามิตที่อัปโหลดขึ้นเฟสบุ๊ก แต่ล่าสุดก็ได้ลบภาพไปแล้ว

สำหรับสเปคของ Toyota bZ4X ที่เปิดตัวออกมาที่ตลาดโลกก่อนหน้านั้น จะมี 2 รุ่นด้วยกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ

รุ่นมอเตอร์เดี่ยว

– กำลัง 201 แรงม้า แรงบิด 256 นิวตัน-เมตร

– อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.4 วินาที

– ระยะทางวิ่ง 516 กม./ชาร์จแบตเต็มหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน WLTP)

รุ่นมอเตอร์คู่

– กำลัง 215 แรงม้า แรงบิด 336 นิวตัน-เมตร

– อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.7 วินาที

– ระยะทางวิ่ง 470 กม./ชาร์จแบตเต็มหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน WLTP)

นอกจากนี้ยังมีการระบุว่า Toyota bZ4X เตรียมจะเปิดตัวในไทยช่วงเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ด้วย อดใจรอกันไว้ได้เลยครับ

(ทั้งนี้ก็ขอย้ำอีกครั้งว่าราคาที่กล่าวไป Toyota ยังไม่ได้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ก็ต้องติดตามรอดูการเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้งครับ)

ที่มา :

- https://brandinside.asia/toyota-bz4x-thai-price/

- https://autolifethailand.tv/leaked-price-toyota-bz4x-thailand/

ราชกิจจาฯ ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนด ‘เตาเผาศพ’ เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสีย

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดให้เตาเผาศพเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2565 ลงนามโดย นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


ประกาศดังกล่าวระบุว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงการกำหนดให้เตาเผาศพเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 68 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมมลพิษ จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้


ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดให้เตาเผาศพเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 16 ต.ค. 2546


ข้อ 2 ในประกาศนี้ ‘เตาเผาศพ’ หมายความว่า สถานที่ที่จัดไว้สำหรับเผาศพ ตามกฎหมายว่าด้วยสุสานและฌาปนสถาน

‘ค่าความทึบแสง’ หมายความว่า จำนวนร้อยละของแสงที่ไม่สามารถส่องผ่านเขม่าควันจากปล่องเตาเผาศพ


ข้อ 3 ให้เตาเผาศพเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม


ข้อ 4 ห้ามมิให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองเตาเผาศพปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อมเว้นแต่จะได้ทำการควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานค่าความทึบแสงของเขม่าควันจากปล่องเตาเผาศพที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดมาตรฐานค่าความทึบแสงของเขม่าควันจากปล่องเตาเผาศพ แต่ทั้งนี้ ต้องไม่ใช้วิธีทำให้เจือจาง (Dilution)


ข้อ 5 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับกับเตาเผาศพในเขตพื้นที่ ดังต่อไปนี้

5.1 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา เขตเทศบาลนครและเขตเทศบาลเมือง ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

5.2 ในเขตพื้นที่อื่นนอกเหนือจากข้อ 5.1 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามปี นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป


ข้อ 6 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป


‘ปตท.’ จับมือ ARUN PLUS ร่วมติดตั้งระบบควบคุม-ติดตามรถโดยสาร EV



พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น และ อรุณ พลัส ลงนาม MOU เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการรถโดยสารไฟฟ้า หรือ E-Bus นำร่องศึกษาการใช้งานระบบกับรถ E-Bus ที่ให้บริการแก่พนักงานกลุ่ม ปตท. และผู้ใช้พื้นที่ในอาคาร EnCo หวังนำข้อมูลใช้งานมาเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมรองรับการเติบโตตลาด EV ในอนาคต


เทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด หรือ PTT Digital กล่าวว่า บริษัทและ บริษัท อรุณ พลัส จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจด้าน EV Value Chain ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการรถโดยสารไฟฟ้า (E-Bus) 


ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการด้วยการติดตั้งและพัฒนาระบบ Hermes Platform ซึ่งเป็นระบบควบคุมและติดตามยานพาหนะแบบครบวงจร ครอบคลุมฟังก์ชัน GPS Tracking เพื่อระบุตำแหน่งพิกัดรถโดยสาร ระยะเวลาที่รถโดยสารจะเข้าถึงสถานีจอดรับ รวมถึงติดตามพฤติกรรมของพนักงานขับรถ เพื่ออำนวยความสะดวก และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสาร 


ทั้งนี้ โดยจะนำร่องศึกษาการใช้งานระบบกับรถโดยสารไฟฟ้าที่ให้บริการแก่พนักงานกลุ่ม ปตท. และประชาชนทั่วไปที่มาติดต่องาน ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ (EnCo) เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาการให้บริการให้มีประสิทธิภาพมายิ่งขึ้น


“นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเป็นเทรนด์มาแรงทั่วโลก ด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจและพลังงาน รวมถึงความคุ้มค่าในการใช้งาน ด้วยความร่วมมือระหว่าง PTT Digital ในฐานะผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศระดับ Enterprise ของประเทศไทย ในการนำระบบบริหารจัดการการขนส่งเข้ามาใช้ทดลองสนับสนุนการให้บริการรถยนต์ไฟฟ้าภายในบริเวณ EnCo ที่ดำเนินการโดยบริษัท อรุณ พลัส ครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับการให้บริการรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ และก่อให้เกิดคุณค่าทางธุรกิจอย่างยั่งยืน” เทอดเกียรติกล่าว

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมายานยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Vehicles (EV) เป็นหนึ่งในเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจาการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและความต้องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคและองค์กรต่างๆ มีความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงนวัตกรรมด้านความปลอดภัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสอดรับกับนโยบายการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ของประเทศ


เอกชัย ยิ้มสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อรุณ พลัส จำกัด หรือ ARUN PLUS กล่าวว่า ARUN PLUS มุ่งมั่นที่จะร่วมสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในทุกมิติ ผ่านการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีให้ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค โดยได้นำรถโดยสาร E-Bus ที่ผลิตขึ้นใหม่ในประเทศ และผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานสูงสุดเข้ามาให้บริการภายในศูนย์ EnCo โดยได้นำระบบ Hermes ที่ควบคุมและติดตามยานพาหนะ ออกแบบและพัฒนาโดยพีทีที ดิจิตอล มีฟังก์ชันรองรับการบริหารจัดการการขนส่งครบวงจร และมีความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ตามมาตรฐานระดับ Enterprise Standard เข้ามาติดตั้งในรถโดยสาร E-Bus ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และร่วมขับเคลื่อนระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งสาธารณะของไทยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจและตลาด EV ในอนาคต


ความร่วมมือทางธุรกิจในครั้งนี้ถือเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อใช้งานรถโดยสารไฟฟ้า อีกทั้งยังเป็นการปูทางสู่การให้บริการนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนอกจากการทดสอบระบบการใช้งานเพื่อนำข้อมูลไปพัฒนารถโดยสารไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นแล้ว ยังทำให้ EnCo ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอาคารสำนักงาน และผู้ให้บริการรถโดยสารรับ-ส่งนี้ สามารถติดตามรถและพฤติกรรมของพนักงานคนขับรถได้อย่างแม่นยำ เพิ่มความปลอดภัยในการขนส่ง อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนการเดินรถและใช้พลังงานได้อย่างเหมาะสม ในขณะที่พนักงานและประชาชนที่มาติดต่องานจะได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง และช่วยลดเวลาจากการเดินทางได้มากขึ้น 


โดยในอนาคต PTT Digital และ ARUN PLUS ยังมีแผนที่จะขยายการให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า E-Bus สู่องค์กรภายนอก เพื่อขยายฐานธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้อีกด้วย


เวียดนามลุยเปิดศูนย์รถไฟฟ้า ในยุโรป 50 สาขา

 


เว็บไซต์ Hanoi times รายงานว่า บริษัทวินฟาสต์ ของเวียดนาม ก้าวหน้าไปไกลโดยเข้าไปเปิดศูนย์จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า 50 แห่งในเยอรมนีเนเธอร์แลนด์และฝรั่งเศส 


บริษัทวินฟาสต์ เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สัญชาติเวียดนาม ได้พัฒนาโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ และทันสมัย ที่ไฮฟอง ใกล้กับฮานอย เมื่อปี 2560  โรงงานผลิตรถยนต์ของวินฟาสต์ ได้รับการพัฒนาจากผู้เชี่ยวชาญทั่วยุโรป เช่นระบบการผลิตใช้เทคโนโลยีเยอรมนี การออกแบบใช้เทคโนโลยีของอิตาลี่ เป็นต้น 


รถยนต์วินฟาสต์ประสบความสำเร็จอย่างสูง ปัจจุบันเน้นการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อจำหน่ายในต่างประเทศ รถยนต์ไฟฟ้าของวิฟาสต์ที่ผลิตขายในยุโรป เป็นรุ่น VF8 และ VF9 เปิดตัวครั้งแรกในยุโรปที่กรุงออสโส ประเทศนอร์เวย์  เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน รถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้จะนำออกไปจำหน่ายทั่วยุโรป โดยวางแผนเปิดศูนย์จำหน่าย 25 แห่ง ในเยอรมนี 

ที่แฟรงค์เฟิร์ต เบอร์ลิน โคโลญจ์ ฮัมบูร์ก โอเบอร์เฮาเซ็น

เปิดศูนย์ในฝรั่งเศส จำนวน 20 แห่ง

ในปารีส- มาร์เซย- นองต์- แรนส์- นีซ- มงต์เปลิเยร์- แอ็กซ์ ออง โปรวองซ์  

เปิดศูนย์ในเนเธอร์แลนด์อีก 5 แห่ง 

ในอัมสเตอร์ดัม และเม็ตซ์ 


เมืองหลัก ในยุโรปที่วินฟาสต์ เข้าไปเปิดศูนย์จำหน่ายนั้น พิจารณาจากสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยกับการใช้รถยนต์ไฟฟ้า โดยศูนย์จำหน่ายจะช่วยเสริมบริการหลังการขาย รวมทั้งการจำหน่าย โดยแต่ละศูนย์มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ของเมือง  


ทางด้านนาง เลทิทูที  รองประธานบริษัทวินกรุ๊ป เผยว่า บริษัทมีความมุ่งมั่นจะเปิดศูนย์จำหน่ายรถยนต์ในยุโรป โดยตั้งเป้าว่า บริษัทจะไม่เพียงขายรถยนต์ แต่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยจะสนับสนุนช่วยเหลือลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ของบริษัทไปใช้ อย่างต่อเนื่อง ตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ 


สำหรับการบุกตลาดต่างประเทศ หลังจากเปิดตัว รถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท ตั้งแต่ต้นปี 2565  เวลานี้มีใบจองสั่งซื้อเข้ามาทั้งหมดรวม 73,000 รายการ สำหรับราคาขายของรถยนต์รุ่น VF8 ในสหรัฐอเมริกา อยู่ที่คันละ 40,700 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,380,000 บาท 

ชายไทยวัย 23 ปี หลอนจากเสพกัญชา คิดว่าอวัยวะเพศบิดเบี้ยว ใช้กรรไกรขริบ จนตัดทิ้ง

 


เว็บไซต์ IFLScience รายงานโดยอ้างอิงรายงานการแพทย์ที่เผยแพร่ในวารสารรายงานเคสการแพทย์ของ BioMed Central เมื่อเดือน ม.ค. ว่ามีชายชาวไทยคนหนึ่ง อายุ 23 ปี ตัดอวัยวะเพศของตัวเองหลังหลอนจากการเสพกัญชา


ชายคนนี้เคยเสพกัญชามานาน 2 ปี แต่หยุดไป 3 เดือน หลังจากนั้นก็กลับมาเสพกัญชาอีก โดยครั้งนี้สูบราว 2 กรัมด้วยบ้องกัญชา 

ผลจากการสูบครั้งล่าสุดนี้ทำให้ชายคนดังกล่าวเกิดอาการอวัยวะเพศแข็งตัวโดยไม่มีอารมณ์ทางเพศ แต่เมื่อเวลาผ่านไปอวัยวะเพศก็ยังแข็งและนานจนรู้สึกเจ็บแปลบ ไม่ใช่แค่นั้นยังเห็นว่าหัวอวัยวะเพศดูบิดเบี้ยวอีกด้วย ชายคนดังกล่าวตัดสินใจขริบหนังอวัยวะเพศ ก่อนตัดอวัยวะเพศออกด้วยกรรไกร


ล่าสุด วันที่ 21 มิ.ย.65 พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยถึงเคสชายไทยอายุ 23 ปี เสพกัญชาจนเกิดอาการหลอนคิดว่าอวัยวะเพศของตัวเองผิดรูปและใช้กรรไกรขริบอวัยวะเพศจนขาดในที่สุดว่า อาการประสาทหลอนนี้เกิดจากการเสพสาร THC ในกัญชาที่ผู้ป่วยเสพเข้าเกินขนาด อาการหลอนและทำร้ายตัวเองไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก โดยเฉพาะกับร่างกายและอวัยวะตัวเอง ซึ่งตามหลักทางการแพทย์จะมีการรายงานเมื่อมีเคสที่น่าสนใจ และมีการแสดงออกแปลกๆ เช่น เคสนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสะพรึงกลัว สุดโต่งร้ายแรง


พญ.อัมพร เผยว่า  การสูบกัญชาเข้าไปในร่างกาย ฤทธิ์ของกัญชาจะแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็วภายใน 2-3 นาที และจะออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทได้สูงสุดถึง 1 ชั่วโมง อาการโดยทั่วไปจะเซื่องซึมลงอย่างช้าๆ แต่บางรายก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้เสพกัญชาจะมีอาการเคลิ้มจิต ขั้นต้นๆ ของกัญชามักจะเป็นอาการกระตุ้นประสาท และบางคนจะมีอาการตึงเครียดทางใจหรืออาการกังวล ต่อมาก็มีอาการเคลิ้มจิตเคลิ้มใจ ทำให้ผู้สูบรู้สึกว่า บรรยากาศทั่วๆ ไปเงียบสงบ จากนั้นมักจะมีปฏิกิริยาที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เดี๋ยวหัวเราะลั่นเดี๋ยวสงบ นอกจากนี้ยังพบอาการอื่นๆ เช่น ผู้เสพจะรู้สึกล่องลอย ปากแห้ง สับสน อยากอาหาร ชีพจรเพิ่มขึ้น กัญชาและแอลกอฮอล์มีฤทธิ์คล้ายกัน คือในขั้นต้นนั้น ทั้งสองตัวมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท แต่หลังจากนั้นจะมีฤทธิ์กล่อมประสาท แพทย์จึงได้ออกมาเน้นย้ำเสมอว่า สาร THC ในกัญชายังเป็นยาเสพติดที่ห้ามนำไปใช้กับผู้ป่วยจิตเวช ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง 


ทำความรู้จัก CFMoto 300 GT-E จักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ตำรวจจีนเลือกใช้งาน

จักรยานยนต์ ถือเป็นยานพาหนะคู่ใจของตำรวจสายตรวจทั่วโลก เพราะทั้งเร็ว คล่องตัว และสามารถใช้งานได้ในทุกพื้นที่ เหมาะสำหรับการออกตรวจ ลาดตระเวน รวมถึงไล่จับผู้กระทำความผิดบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี และในประเทศจีน รัฐบาลจีนต้องการให้การใช้งานรถจักรยานยนต์ของตำรวจนั้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงได้คัดเลือก CFMoto ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ภายในประเทศให้สร้างรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่น CF 300 GT-E สำหรับตำรวจจีนโดยเฉพาะ


ซีเอฟโมโต (CFMoto) เป็นแบรนด์ที่คนไทยในกลุ่มรักการผจญภัยจะคุ้นชื่อในฐานะแบรนด์รถ ATV (All-Terrain Vehicle) มากกว่า เพราะการทำการตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยนั้นไปได้ไม่ดีเท่าใดนัก อย่างไรก็ตาม แบรนด์ CFMoto เป็นแบรนด์ใหญ่แบรนด์หนึ่งในประเทศจีน มีรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่นในกลุ่มเครื่องยนต์ 400 - 800 ซีซี แต่ว่า CF 300 GT-E ถือเป็นรุ่นแรกของบริษัทที่เป็นรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้า


CF 300 GT-E เป็นรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เทียบเท่ากับรถที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 300 - 400 ซีซี โดยมีมอเตอร์ขนาด 16.8 กิโลวัตต์ (kW) ให้แรงขับเคลื่อนสูงสุดที่ 22 แรงม้า อัตราเร็วสูงสุดอยู่ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยสามารถวิ่งได้เป็นระยะทาง 150 กิโลเมตรต่อรอบการชาร์จ และมีน้ำหนักตัวรถที่รวมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็น 224 กิโลกรัม แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยขนาดของแบตเตอรี่ออกมาแต่อย่างใด


มีความเป็นไปได้ว่าน้ำหนักรวม 224 กิโลกรัมของตัวรถ CF 300 GT-E นั้นอาจจะเกิดจากการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการใช้งานของตำรวจ โดยเฉพาะอุปกรณ์สื่อสารที่เป็นแบบเข้ารหัสเพื่อเข้าถึงฐานข้อมูลตำรวจ อีกทั้งตัวรถยังมีหน้าจอสัมผัสแบบ TFT ขนาด 7 นิ้วเพื่อให้ตำรวจได้ใช้งาน พร้อมกับระบบสตาร์ตรถแบบไร้กุญแจ (Keyless Ignition) ให้ด้วย


CFMoto เชื่อว่ารถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นนี้จะตอบโจทย์การใช้งานของตำรวจตามเมืองใหญ่ต่าง ๆ ทั่วประเทศจีน ถึงแม้ว่าความเร็วสูงสุดจะไม่ได้สูงมาก แต่ก็เพียงพอในการไล่จับผู้กระทำความผิดในบางโอกาสได้เป็นอย่างดี โดยรถจักรยานยนต์รุ่นนี้จะผลิตให้สำหรับตำรวจเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จะมีการนำโครงสร้างตัวรถและการออกแบบบางส่วนมาปรับเป็นรุ่นสำหรับการวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์สำหรับพลเรือนในอนาคตต่อไป

ที่มาข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/117175/

ที่มารูปภาพ CFMoto


นิสสันตั้งไทยศูนย์กลางอาเซียน ผลิตแบตเตอรี่นอกญี่ปุ่น ขึ้นแท่นโรงงาน 1 ใน 4 แห่งทั่วโลก



นิสสันประกาศให้โรงงานไทยเป็นสายการประกอบแบตเตอรี่สำหรับเครื่องยนต์ อี-เพาเวอร์แห่งแรกนอกญี่ปุ่น และเป็น 1 ใน 4 แห่งทั่วโลก

เมื่อวานนี้ (23 มิ.ย.) ‘นายอิซาโอะ เซคิกุจิ’ ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยแผน Nissan NEXT ที่ทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญของนิสสันในอาเซียน หลังจากการลงทุนในปี 2563 เพื่อผลิตนิสสัน คิกส์ อี-เพาเวอร์ สำหรับตลาดในประเทศ และตลาดส่งออก ซึ่งรวมถึงการส่งออกไปสู่ประเทศญี่ปุ่น

นิสสันได้เริ่มการประกอบแบตเตอรี่สำหรับระบบขับเคลื่อนแบบ อี-เพาเวอร์ ในประเทศไทย สำหรับสายการผลิตที่ประกอบแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงสำหรับระบบขับเคลื่อน อี-เพาเวอร์ ณ โรงงานนิสสัน พาวเวอร์เทรน ประเทศไทย (NPT) ในสมุทรปราการ

โดยจะมีการจัดการควบคุมคุณภาพที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง ด้วยการประยุกต์ใช้ระบบการผลิตแบบ Interlocking 100% ทั้งระบบ มาพร้อมอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตและตรวจสอบคุณภาพที่มีความแม่นยำสูงที่ช่วยจัดการข้อผิดพลาดในการประกอบทุกขั้นตอนให้เป็นศูนย์ นอกจากนี้ยังมีการจัดการควบคุมการผลิตแบบเรียลไทม์และเก็บบันทึกข้อมูลการประกอบได้ 100% เพื่อสามารถตรวจสอบติดตามได้ในภายหลัง

สำหรับนิสสัน พาวเวอร์เทรน ประเทศไทย (NPT) มีความเชี่ยวชาญในการผลิตเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังมาตั้งแต่ปี 2531 ด้วยระบบการผลิตที่มีความยืดหยุ่น รองรับการผลิตเครื่องยนต์ได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.0 ลิตรใน นิสสัน อัลเมร่า และเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตรที่เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้าในนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ เครื่องยนต์ดีเซลแบบทวินเทอร์โบ 2.3 ลิตรในนิสสัน นาวารา และนิสสัน เทอร์ร่า ระบบส่งกำลังแบบเกียร์ธรรมดาในนิสสัน นาวารา และล่าสุด แบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงสำหรับระบบขับเคลื่อนแบบ อี-พาวเวอร์ โดยทางบริษัทฯ มีกำลังการผลิตเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังทุกรุ่นรวมสูงสุด 580,000 หน่วยต่อปี

อ้างอิง: https://www.prachachat.net/motoring/news-962041 

เปิดตัวต้นแบบมอเตอร์ไซค์บิน P2 Speeder รองรับการใช้งานหลายรูปแบบ

 


ปัจจุบันการพัฒนาอากาศยานบินรูปแบบต่าง ๆ ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ล่าสุดบริษัทเมย์แมน แอโรสเปซ (Mayman Aerospace) ได้ทำการเปิดตัวต้นแบบมอเตอร์ไซค์บินพี 2 สปีดเดอร์ (P2 Speeder) ภายในงาน Draper Venture Network CEO Summit งานสัมมนาบริษัทด้านนวัตกรรมใหม่ ๆ ในแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัทแห่งนี้เป็นบริษัทในเครือของ บริษัทเจ็ตแพ็ก เอวิเอชัน (Jetpack Aviation) ผู้นำด้านเทคโนโลยีชุดคนบินที่มีผลงานชุดคนบินไปแสดงยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

ต้นแบบมอเตอร์ไซค์บินพี 2 สปีดเดอร์ (P2 Speeder) ได้รับการออกแบบให้สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ระบบขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไอพ่น 8 ตัว ใช้พลังงานเชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuels หรือ SAF) ซึ่งเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล มีขีดความสามารถในการบินขึ้นลงในแนวดิ่ง (VTOL) ระบบการควบคุมรองรับการขับโดยนักบินที่เป็นมนุษย์และการบินแบบอัตโนมัติ

บริษัทต้องการให้ต้นแบบมอเตอร์ไซค์บินพี 2 สปีดเดอร์ (P2 Speeder) เป็นได้มากกว่าอากาศยานบินส่วนบุคคลแต่สามารถรองรับการทำภารกิจด้านการกู้ภัย ขนส่งสินค้าทางอากาศไปยังเรือบรรทุกสินค้ากลางทะเลและขนส่งพัสดุในเขตเมือง ดับเพลิง รวมไปถึงภารกิจด้านการทหารที่ต้องการความรวดเร็วในการขนส่งอาวุธเข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย

เป้าหมายการพัฒนาต้นแบบมอเตอร์ไซค์บินพี 2 สปีดเดอร์ (P2 Speeder) คือ เครื่องยนต์ไอพ่น 8 ตัว สามารถสร้างกำลังได้มากพอสำหรับพิสัยการบิน 644 กิโลเมตร และบินด้วยความเร็ว 805 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้ำหนักบรรทุก 450 กิโลกรัม ซึ่งนับว่าเป็นประสิทธิภาพที่มีความท้าทายทางด้านวิศวกรรมและหากทำได้สำเร็จจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของของเทคโนโลยีอากาศยานบิน บริษัทเตรียมทดสอบต้นแบบมอเตอร์ไซค์บินพี 2 สปีดเดอร์ (P2 Speeder) ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ 

สำหรับเหตุผลที่บริษัทเจ็ตแพ็ก เอวิเอชัน (Jetpack Aviation) ก่อตั้งบริษัทย่อยในเครือเป็นบริษัทเมย์แมน แอโรสเปซ (Mayman Aerospace) เนื่องจากต้องการให้บริษัทใหม่แห่งนี้พัฒนาอากาศยานบินรูปแบบ VTOL โดยเฉพาะรวมไปถึงสร้างนวัตกรรมการบินที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงไฮโดรเจน พัดลมไอพ่นไฟ้า ระบบการบินอัตโนมัติ รวมไปถึงเป้าหมายที่ท้าทายในอนาคต เช่น เครื่องบินความเร็วเหนือเสียง

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/116890/ 

ที่มาของรูปภาพ maymanaerospace.com 


'รื้อเขื่อน' กว่า 200 แห่ง ทั่วทวีปยุโรป แต่ไทยกลับมีโครงการอ่างเก็บน้ำผุดกลางป่าเกือบ 100 แห่ง

 ในอดีต การก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำถือเป็นนวัตกรรมที่สร้างคุณประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะช่วยกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง ป้องกันน้ำหลากในฤดูฝน และถือเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สำคัญให้กับโลก จนก่อเกิดนวัตกรรมที่ดีงามต่าง ๆ มากมาย

แต่ในทุกครั้งที่มีการก่อสร้างเขื่อนกลับต้องแลกมาด้วยการสูญเสียพื้นที่ป่า สัตว์ป่า หรือหากพูดให้ร่วมสมัยหน่อย ก็คือสูญเสียแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ต้นตอของวิกฤตโลกร้อนในปัจจุบัน

ฉะนั้น ในวันที่ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่าเริ่มลดน้อยลง แนวคิดเรื่องการก่อสร้างเขื่อนจึงเป็นสิ่งที่ถูกต่อต้านมากยิ่งขึ้น

พร้อม ๆ กับความรู้ที่เพิ่มพูนว่าการก่อสร้างเขื่อนก่อให้เกิดผลด้านลบมากมายแค่ไหน ในกรณีล่าสุด เพิ่งมีรายงานว่าเมื่อปีที่ผ่านมา ประเทศในโซนยุโรปได้ทำลายเขื่อนและฝายไปกว่า 200 แห่ง

หรือกล่าวเป็นตัวเลขตรง ๆ จะได้ว่า ในปี 2021 กำแพงกั้นน้ำ เขื่อน และฝาย 239 แห่งถูกรื้อถอนใน 17 ประเทศทั่วยุโรป

โดยในปีที่ผ่านมา ชาติที่ ‘รื้อเขื่อน’ มากที่สุดคือ สเปน ซึ่งทำลายแหล่งกีดขวางทางน้ำไปทั้งสิ้น 108 แห่ง ประเทศอย่างโปรตุเกส มอนเตเนโกร และสโลวาเกีย ก็เริ่มรื้อเขื่อนเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา

ย้อนกลับมามองที่ประเทศไทย เมื่อปีที่ผ่านมากลับพบว่ามีการผลักดันโครงการที่อาจกระทบต่อการทำลายผืนป่าในประเทศมากเกือบ 100 โครงการ

โดยมีโครงการขอใช้พื้นที่ป่าไม้เพื่อโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ มีมากถึง 77 โครงการ (ก่อนเหลือ 76 โครงการในภายหลัง)

นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ (หรือที่กักเก็บน้ำ) ในป่าอนุรักษ์แต่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในแผนงานดังกล่าวอีกหลายโครงการ เช่น โครงการอ่างเก็บน้ำ 7 แห่งในผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่

และยังมีโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองตาหลิว อ่างเก็บน้ำคลองตารอง ที่มีแผนจะก่อสร้างในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ในอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น รวมๆ แล้วนับได้ทั้งสิ้น 91 โครงการ

ภาพ: WWF Finland

ร่วมรักษาป่าใหญ่และสิ่งแวดล้อมกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร https://www.seub.or.th/support/donate/thai-qr-code/

ต่อลมหายใจ ‘เศษพลาสติก’ จากยานยนต์ สู่ ‘กราฟีน’

 


ฟอร์ด ร่วมกับคณะวิจัยจาก Rice University เปิดความเป็นไปได้ในการรีไซเคิลเศษพลาสติกจากยานยนต์เป็น ‘กราฟีน’ วัสดุสุดล้ำที่นำไปเพิ่มความทนต่อแรงตึงและการดูดซับเสียงให้กับ PU Foam ด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

.

กราฟีน (Graphene) คือ ผลึกคาร์บอนที่มีอะตอมเรียงตัวในรูปแบบหกเหลี่ยมรังผึ้ง เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติความทนทางสูง มีน้ำหนักเบา นำความร้อนและไฟฟ้าได้ดี

.

งานวิจัยนี้ได้ทำการรีไซเคิลชิ้นส่วนกันชน ปะเก็นฝาสูบ พรม เสื่อ เบาะนั่ง และที่หุ้มประตูจากรถฟอร์ด F-150 ที่หมดอายุการใช้งาน ด้วยกระบวนการ Flash Joule Heating Process ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากไม่ต้องใช้สารละลายและยังใช้พลังงานต่ำ

.

โดยในขั้นแรก ชิ้นส่วนพลาสติกจะถูกนำไปบดเป็นผง จากนั้นจึงผ่านไฟฟ้าแรงต่ำเป็นเวลา 10 - 16 วินาทีเพื่อเผาเป็นถ่าน (Carbonization) ซึ่งพลาสติกราว 30% จะกลายเป็นถ่าน ในขณะที่สารอื่น ๆ อีก 70% จะกลายเป๊นก๊าซ ขี้ผึ้งไฮโดรคาร์บอนสูง และน้ำมัน ซึ่งสามารถนำไปรีไซเคิลต่อได้

.

พลาสติกที่ถูกเผาเป็นถ่านแล้วจะนำไปผ่านกระบวนการ Flash Joule Heating Process อีกครั้งด้วยไฟฟ้าแรงสูง เพื่อแปรรูปพลาสติก 85% เป็นกราฟีน และแยกสารเจือปนไฮโดรเจน ออกซิเจน คลอรีน ซิลิกอน และโลหะออก

.

ที่ผ่านมา รถยนต์มีชิ้นส่วนที่ผลิตจากพลาสติกเพิ่มขึ้นมากถึง 75% เนื่องจากความต้องการลดน้ำหนักยานยนต์ให้เบาลงเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง ซึ่งการแยกพลาสติกเพื่อนำไปรีไซเคิลนับเป็นปัญหาในอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนาน

.

และปัญหานี้ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปที่อนุญาตให้ฝังกลบชิ้นส่วนได้ไม่เกิน 5% ของน้ำหนักทั้งหมด ซึ่งเป็นภาระต่อผู้ผลิตยานยนต์เป็นอย่างมาก

.

นับตั้งแต่ปี 2018 รถยนต์ของฟอร์ดมี PU Foam ที่มีกราฟีนเป็นส่วนผสมประมาณ 2 ปอนด์ หรือราว 0.9 กิโลกรัมต่อคัน ซึ่ง Alper Kiziltas ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคจากฟอร์ด เปิดเผยว่า เมื่อนำกราฟีนที่ได้จากการรีไซเคิลไปเป็นส่วนผสมในการผลิต PU Foam แล้ว พบว่ามีประสิทธิภาพดีกว่าที่ผ่านมาอย่างมาก

.

กราฟีนสามารถช่วยให้โฟมที่ได้มีความทนต่อแรงดึงเพิ่มขึ้น 34% และดูดซับเสียงได้มากขึ้น 25% เมื่อเทียบกับ PU Foam ทั่วไป โดยใช้กราฟีนเป็นส่วนประกอบเพียง 0.1% ของน้ำหนักทั้งหมดเท่านั้น


‘Lightyear 0’ รถพลังงานโซลาเซลล์คันแรก สัญชาติเนเธอร์แลนด์ เตรียมรุกตลาดในปลายปีนี้ วิ่งได้ 7 เดือน ไม่ต้องชาร์จไฟ แบตฯ เต็มวิ่งได้ 625 กม.

 


โลกของเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานทางเลือก กำลังเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ตลอดร้อยกว่าปีที่ผ่านมา รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลครองตลาดยาวนาน จนกระทั่งในปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ค่ายรถยนต์ใหม่ๆ ถือกำเนิดขึ้นเป็นดอกเห็ดไปพร้อมกับการแข่งขันเพื่อพัฒนานวัตกรรมให้ก้าวล้ำกว่าเดิม โดยเฉพาะการทำให้รถ EV สามารถวิ่งได้ไกลมากขึ้น แบตเตอรี่เก็บประจุไฟฟ้าได้มากขึ้น นานขึ้น หรือแม้แต่การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่เคยเป็นเพียงยานยนต์ในนวนิยายวิทยาศาสตร์ หรือยานยนต์ต้นแบบที่ดูแล้วจะทำไว้โชว์ไม่ได้มีไว้ใช้ ก็กำลังจะกลายเป็นของที่ใช้ได้จริงแล้ว

ใครจะเชื่อว่า รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์จะกำลังเข้าสู่ตลาดการค้าเชิงพาณิชย์ได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

‘Lightyear’ บริษัทสตาร์ตอัพด้านเทคโนโลยีจากเนเธอร์แลนด์ ได้เปิดตัวนวัตกรรมรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ที่พร้อมผลิตในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจังรุ่นแรกของโลกแล้ว ในรุ่น ‘Lightyear 0’ หลังจากใช้เวลายาวนานถึง 6 ปี ในการวิจัย พัฒนา การออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อสร้างรถต้นแบบและการทดสอบ พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการผลิตในช่วงเดือนกันยายนนี้

ความน่าสนใจคือ Lightyear 0 ใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาร์เซลล์โค้งที่ติดตั้งบนหลังคาซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของโซลาร์เซลล์ทั่วไป ติดตั้งยาวไปถึงท้ายรถ ช่วยให้สามารถดูดซับพลังงานได้มากขึ้น ซึ่งเป็นสิทธิบัตรการออกแบบเฉพาะของทางบริษัท ทำให้รถยนต์สามารถชาร์จไฟจากแสงแดดได้ตลอดเวลาเมื่อจอดรถไว้กลางแจ้ง

จากการทดสอบตลอดหลายปีรถยนต์รุ่นนี้สามารถดึงพลังงานจากโซลาเซลล์เพื่อใช้ในการขับขี่ได้ราว 70 กิโลเมตรต่อวันโดยไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟแบบรถ EV ทั่วไป ซึ่งนั่นเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้คน โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนที่แสดงแดดจัดตลอดทั้งปี ก็แทบไม่ต้องชาร์จไฟเลยได้ยาวนานสูงสุดถึง 7 เดือน 

ส่วนกรณีที่มีเมฆปกคลุม หรือมีแสงแดดอ่อนเช่นในประเทศเนเธอแลนด์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของแบรนด์ ก็จะวิ่งได้นานถึง 2 เดือน โดยไม่ต้องชาร์จ

นอกเหนือจากนี้ยังมีแบตเตอรี่ที่มีความจุสูง การชาร์ตเพียง 1 ครั้ง สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 625 กิโลเมตร ซึ่งมากกว่า Tesla Model 3 เล็กน้อยที่ 601 กิโลเมตร และมากกว่า Kia Niro Long Range ที่ 458 กิโลเมตร อย่างมาก

เพราะรถใช้พลังงานเพียง 10.5 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 ทำได้ภายในเวลา 10 วินาที ความเร็วสูงสุดทำได้ 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง และยังเป็นรถสำหรับครอบครัวที่มีประสิทธิภาพตามหลักอากาศพลศาสตร์สูงที่สุดในตลาดตอนนี้ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศอยู่ที่ 0.19

ทั้งนี้ Lightyear ตั้งเป้าที่จะผลิตรถยนต์รุ่นนี้ให้ได้สูงสุด 946 คันในราคา 250,000 ยูโร หรือราว 9.1 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถเริ่มส่งมอบให้กับผู้ที่สั่งจองได้ในปลายปีนี้ หรือต้นปี 2023

นอกจากนี้จะพัฒนารุ่นอื่นๆ ที่มีราคาถูกลง เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปได้มากขึ้นในช่วงปี 2024 – 2025 โดยคาดว่าราคาจะอยู่ที่ 30,000 ยูโร หรือ 1.1 ล้านบาท

ก็รอดูว่าค่ายรถยนต์หน้าใหม่ๆ ที่เข้าสู่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าจะทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยีได้รวดเร็วขนาดไหน เพราะตอนนี้โลกไม่ได้ผูกขาดผู้เล่นในตลาดยานยนต์ไว้กับค่ายใหญ่ๆ แบรนด์ดั้งเดิมเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว


มหาพีระมิดกีซ่า สิ่งก่อสร้างที่ลึกลับที่สุดในโลกา

เชื่อว่าไม่ว่าใครก็คงเคยได้เห็น ภาพของพีระมิดยิ่งใหญ่ตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้างกันทั้งนั้น และก็ใฝ่ฝันว่าสักครั้งจะไปชมของจริงให้ได้

และพีระมิดที่เคยผ่าน ๆ ตาคุ้นเคยกันดีนั้น เชื่อได้เลยว่า 80% เป็นภาพของ มหาพีระมิดแห่งกิซา  หรือ The Great Pyramid of Giza  ซึ่งถือเป็นพีระมิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

The Great Pyramid of Giza นั้นถูกสร้างขึ้นมาเมื่อราว 4,600 ปีที่แล้ว เรียกว่านานแสนนานจนจินตนาการไม่ถูกเลย ( เทียบกับกรุงโรมที่เก่าแก่มาก ๆ ยังอายุน้อยกว่าครึ่งของพีระมิดเสียอีก ) โดยพีระมิดแห่งกีซ่านี้ จริง ๆ ชาวอียิปต์เรียกว่า พีระมิดคูฟู เนื่องจากใช้เป็นที่เก็บพระศพของ ฟาโรห์คูฟู (Khufu) นั่นเอง  มีพีระมิดที่เล็กกว่าอยู่ข้าง ๆ อีกสองแห่งคือ  คาเฟร (Khafre) และเมนคาอูเร (Menkaure)

ความสุดยอดของมหาพีระมิดนี้มีมากมาย  สร้างสถิติขึ้นมานับไม่ถ้วน มีความสูง 147 เมตร  ครองอันดับสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกมายาวนานกว่า 4,300 ปี !!! คือข้ามกาลเวลามาก  การสร้างใช้หิน 2  ล้านก้อน น้ำหนักก้อนละ 2.5 ตัน รวมน้ำหนักที่ต้องใช้แรงคนขนเพื่อก่อสร้างกว่า 6 ล้านตัน  

ใครจะไปเยือนที่นี่ก็หาสายการบินไปลงที่กรุงไคโรอียิปต์ได้เลย สามารถเดินทางไปชมพีระมิดได้ไม่ยาก มีโรงแรม ร้านอาหารตั้งอยู่รอบ ๆ มากมาย

'ทางรถไฟวนรอบทะเลทราย' สายแรกของโลกในจีน พร้อมเปิดสัญจรตลอดสาย

วันพุธ (15 มิ.ย.) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัด (China State Railway Group) เปิดเผยว่าเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เตรียมเปิดดำเนินการทางรถไฟสายใหม่ในวันพฤหัสบดี (16 มิ.ย.) ซึ่งนับเป็นจุดสิ้นสุดโครงการก่อสร้างทางรถไฟความยาว 2,712 กิโลเมตรรอบทากลามากัน ทะเลทรายขนาดใหญ่ที่สุดของจีนและทะเลทรายเคลื่อนที่ขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก

ทางรถไฟระยะทาง 825 กิโลเมตรสายใหม่นี้ ซึ่งเริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนธันวาคม 2018 ทอดยาวไปทางตะวันออกจากเมืองเหอเถียนสู่อำเภอรั่วเชียง ตามแนวขอบใต้ของทะเลทรายทากลามากัน โดยร้อยละ 65 ของเส้นทางรถไฟตั้งอยู่ภายในพื้นที่ทะเลทรายผืนนี้

บริษัทฯ กล่าวว่าสะพานทางรถไฟ 5 แห่งที่ถูกสร้างขึ้นบนผืนทราย คิดเป็นระยะทางรวม 49.7 กิโลเมตร จะช่วยยกระดับทางรถไฟสายดังกล่าวเพื่อป้องกันผลกระทบที่เกิดจากพายุทราย

ทั้งนี้ การเปิดใช้งานทางรถไฟสายนี้จะทำให้รถไฟสามารถแล่นวนรอบทะเลทรายได้อย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรกของโลก ทั้งยังจะอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและขนส่งสินค้าท้องถิ่นของซินเจียง เช่น ฝ้าย วอลนัท พุทรา และแร่ธาตุ

(ภาพจากบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัด : รถไฟวิ่งทดสอบการเคลื่อนไหวบนสะพานรั่วเค่อหย่าเท่อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายเหอเถียน-รั่วเชียง)

อ่านข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ : www.xinhuathai.com

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. True News เจาะลึกข่าวออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger