Latest Movie :

ADDS1

ADDS2

Recent Movies

ราชกิจจาฯ ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนด ‘เตาเผาศพ’ เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสีย

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดให้เตาเผาศพเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2565 ลงนามโดย นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


ประกาศดังกล่าวระบุว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงการกำหนดให้เตาเผาศพเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 68 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยคำแนะนำของคณะกรรมการควบคุมมลพิษ จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้


ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดให้เตาเผาศพเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 16 ต.ค. 2546


ข้อ 2 ในประกาศนี้ ‘เตาเผาศพ’ หมายความว่า สถานที่ที่จัดไว้สำหรับเผาศพ ตามกฎหมายว่าด้วยสุสานและฌาปนสถาน

‘ค่าความทึบแสง’ หมายความว่า จำนวนร้อยละของแสงที่ไม่สามารถส่องผ่านเขม่าควันจากปล่องเตาเผาศพ


ข้อ 3 ให้เตาเผาศพเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม


ข้อ 4 ห้ามมิให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองเตาเผาศพปล่อยทิ้งอากาศเสียออกสู่สิ่งแวดล้อมเว้นแต่จะได้ทำการควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานค่าความทึบแสงของเขม่าควันจากปล่องเตาเผาศพที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดมาตรฐานค่าความทึบแสงของเขม่าควันจากปล่องเตาเผาศพ แต่ทั้งนี้ ต้องไม่ใช้วิธีทำให้เจือจาง (Dilution)


ข้อ 5 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับกับเตาเผาศพในเขตพื้นที่ ดังต่อไปนี้

5.1 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา เขตเทศบาลนครและเขตเทศบาลเมือง ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

5.2 ในเขตพื้นที่อื่นนอกเหนือจากข้อ 5.1 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามปี นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป


ข้อ 6 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป


‘ปตท.’ จับมือ ARUN PLUS ร่วมติดตั้งระบบควบคุม-ติดตามรถโดยสาร EV



พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น และ อรุณ พลัส ลงนาม MOU เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการรถโดยสารไฟฟ้า หรือ E-Bus นำร่องศึกษาการใช้งานระบบกับรถ E-Bus ที่ให้บริการแก่พนักงานกลุ่ม ปตท. และผู้ใช้พื้นที่ในอาคาร EnCo หวังนำข้อมูลใช้งานมาเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมรองรับการเติบโตตลาด EV ในอนาคต


เทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด หรือ PTT Digital กล่าวว่า บริษัทและ บริษัท อรุณ พลัส จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจด้าน EV Value Chain ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการรถโดยสารไฟฟ้า (E-Bus) 


ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการด้วยการติดตั้งและพัฒนาระบบ Hermes Platform ซึ่งเป็นระบบควบคุมและติดตามยานพาหนะแบบครบวงจร ครอบคลุมฟังก์ชัน GPS Tracking เพื่อระบุตำแหน่งพิกัดรถโดยสาร ระยะเวลาที่รถโดยสารจะเข้าถึงสถานีจอดรับ รวมถึงติดตามพฤติกรรมของพนักงานขับรถ เพื่ออำนวยความสะดวก และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสาร 


ทั้งนี้ โดยจะนำร่องศึกษาการใช้งานระบบกับรถโดยสารไฟฟ้าที่ให้บริการแก่พนักงานกลุ่ม ปตท. และประชาชนทั่วไปที่มาติดต่องาน ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ (EnCo) เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาการให้บริการให้มีประสิทธิภาพมายิ่งขึ้น


“นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเป็นเทรนด์มาแรงทั่วโลก ด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจและพลังงาน รวมถึงความคุ้มค่าในการใช้งาน ด้วยความร่วมมือระหว่าง PTT Digital ในฐานะผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศระดับ Enterprise ของประเทศไทย ในการนำระบบบริหารจัดการการขนส่งเข้ามาใช้ทดลองสนับสนุนการให้บริการรถยนต์ไฟฟ้าภายในบริเวณ EnCo ที่ดำเนินการโดยบริษัท อรุณ พลัส ครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับการให้บริการรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ และก่อให้เกิดคุณค่าทางธุรกิจอย่างยั่งยืน” เทอดเกียรติกล่าว

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมายานยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Vehicles (EV) เป็นหนึ่งในเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจาการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและความต้องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคและองค์กรต่างๆ มีความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงนวัตกรรมด้านความปลอดภัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสอดรับกับนโยบายการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ของประเทศ


เอกชัย ยิ้มสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อรุณ พลัส จำกัด หรือ ARUN PLUS กล่าวว่า ARUN PLUS มุ่งมั่นที่จะร่วมสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในทุกมิติ ผ่านการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีให้ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค โดยได้นำรถโดยสาร E-Bus ที่ผลิตขึ้นใหม่ในประเทศ และผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งานสูงสุดเข้ามาให้บริการภายในศูนย์ EnCo โดยได้นำระบบ Hermes ที่ควบคุมและติดตามยานพาหนะ ออกแบบและพัฒนาโดยพีทีที ดิจิตอล มีฟังก์ชันรองรับการบริหารจัดการการขนส่งครบวงจร และมีความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ตามมาตรฐานระดับ Enterprise Standard เข้ามาติดตั้งในรถโดยสาร E-Bus ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และร่วมขับเคลื่อนระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งสาธารณะของไทยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจและตลาด EV ในอนาคต


ความร่วมมือทางธุรกิจในครั้งนี้ถือเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อใช้งานรถโดยสารไฟฟ้า อีกทั้งยังเป็นการปูทางสู่การให้บริการนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนอกจากการทดสอบระบบการใช้งานเพื่อนำข้อมูลไปพัฒนารถโดยสารไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นแล้ว ยังทำให้ EnCo ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอาคารสำนักงาน และผู้ให้บริการรถโดยสารรับ-ส่งนี้ สามารถติดตามรถและพฤติกรรมของพนักงานคนขับรถได้อย่างแม่นยำ เพิ่มความปลอดภัยในการขนส่ง อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนการเดินรถและใช้พลังงานได้อย่างเหมาะสม ในขณะที่พนักงานและประชาชนที่มาติดต่องานจะได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง และช่วยลดเวลาจากการเดินทางได้มากขึ้น 


โดยในอนาคต PTT Digital และ ARUN PLUS ยังมีแผนที่จะขยายการให้บริการยานยนต์ไฟฟ้า E-Bus สู่องค์กรภายนอก เพื่อขยายฐานธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้อีกด้วย


เวียดนามลุยเปิดศูนย์รถไฟฟ้า ในยุโรป 50 สาขา

 


เว็บไซต์ Hanoi times รายงานว่า บริษัทวินฟาสต์ ของเวียดนาม ก้าวหน้าไปไกลโดยเข้าไปเปิดศูนย์จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า 50 แห่งในเยอรมนีเนเธอร์แลนด์และฝรั่งเศส 


บริษัทวินฟาสต์ เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่สัญชาติเวียดนาม ได้พัฒนาโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ และทันสมัย ที่ไฮฟอง ใกล้กับฮานอย เมื่อปี 2560  โรงงานผลิตรถยนต์ของวินฟาสต์ ได้รับการพัฒนาจากผู้เชี่ยวชาญทั่วยุโรป เช่นระบบการผลิตใช้เทคโนโลยีเยอรมนี การออกแบบใช้เทคโนโลยีของอิตาลี่ เป็นต้น 


รถยนต์วินฟาสต์ประสบความสำเร็จอย่างสูง ปัจจุบันเน้นการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อจำหน่ายในต่างประเทศ รถยนต์ไฟฟ้าของวิฟาสต์ที่ผลิตขายในยุโรป เป็นรุ่น VF8 และ VF9 เปิดตัวครั้งแรกในยุโรปที่กรุงออสโส ประเทศนอร์เวย์  เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน รถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้จะนำออกไปจำหน่ายทั่วยุโรป โดยวางแผนเปิดศูนย์จำหน่าย 25 แห่ง ในเยอรมนี 

ที่แฟรงค์เฟิร์ต เบอร์ลิน โคโลญจ์ ฮัมบูร์ก โอเบอร์เฮาเซ็น

เปิดศูนย์ในฝรั่งเศส จำนวน 20 แห่ง

ในปารีส- มาร์เซย- นองต์- แรนส์- นีซ- มงต์เปลิเยร์- แอ็กซ์ ออง โปรวองซ์  

เปิดศูนย์ในเนเธอร์แลนด์อีก 5 แห่ง 

ในอัมสเตอร์ดัม และเม็ตซ์ 


เมืองหลัก ในยุโรปที่วินฟาสต์ เข้าไปเปิดศูนย์จำหน่ายนั้น พิจารณาจากสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยกับการใช้รถยนต์ไฟฟ้า โดยศูนย์จำหน่ายจะช่วยเสริมบริการหลังการขาย รวมทั้งการจำหน่าย โดยแต่ละศูนย์มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ของเมือง  


ทางด้านนาง เลทิทูที  รองประธานบริษัทวินกรุ๊ป เผยว่า บริษัทมีความมุ่งมั่นจะเปิดศูนย์จำหน่ายรถยนต์ในยุโรป โดยตั้งเป้าว่า บริษัทจะไม่เพียงขายรถยนต์ แต่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยจะสนับสนุนช่วยเหลือลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ของบริษัทไปใช้ อย่างต่อเนื่อง ตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ 


สำหรับการบุกตลาดต่างประเทศ หลังจากเปิดตัว รถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท ตั้งแต่ต้นปี 2565  เวลานี้มีใบจองสั่งซื้อเข้ามาทั้งหมดรวม 73,000 รายการ สำหรับราคาขายของรถยนต์รุ่น VF8 ในสหรัฐอเมริกา อยู่ที่คันละ 40,700 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,380,000 บาท 

ชายไทยวัย 23 ปี หลอนจากเสพกัญชา คิดว่าอวัยวะเพศบิดเบี้ยว ใช้กรรไกรขริบ จนตัดทิ้ง

 


เว็บไซต์ IFLScience รายงานโดยอ้างอิงรายงานการแพทย์ที่เผยแพร่ในวารสารรายงานเคสการแพทย์ของ BioMed Central เมื่อเดือน ม.ค. ว่ามีชายชาวไทยคนหนึ่ง อายุ 23 ปี ตัดอวัยวะเพศของตัวเองหลังหลอนจากการเสพกัญชา


ชายคนนี้เคยเสพกัญชามานาน 2 ปี แต่หยุดไป 3 เดือน หลังจากนั้นก็กลับมาเสพกัญชาอีก โดยครั้งนี้สูบราว 2 กรัมด้วยบ้องกัญชา 

ผลจากการสูบครั้งล่าสุดนี้ทำให้ชายคนดังกล่าวเกิดอาการอวัยวะเพศแข็งตัวโดยไม่มีอารมณ์ทางเพศ แต่เมื่อเวลาผ่านไปอวัยวะเพศก็ยังแข็งและนานจนรู้สึกเจ็บแปลบ ไม่ใช่แค่นั้นยังเห็นว่าหัวอวัยวะเพศดูบิดเบี้ยวอีกด้วย ชายคนดังกล่าวตัดสินใจขริบหนังอวัยวะเพศ ก่อนตัดอวัยวะเพศออกด้วยกรรไกร


ล่าสุด วันที่ 21 มิ.ย.65 พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยถึงเคสชายไทยอายุ 23 ปี เสพกัญชาจนเกิดอาการหลอนคิดว่าอวัยวะเพศของตัวเองผิดรูปและใช้กรรไกรขริบอวัยวะเพศจนขาดในที่สุดว่า อาการประสาทหลอนนี้เกิดจากการเสพสาร THC ในกัญชาที่ผู้ป่วยเสพเข้าเกินขนาด อาการหลอนและทำร้ายตัวเองไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก โดยเฉพาะกับร่างกายและอวัยวะตัวเอง ซึ่งตามหลักทางการแพทย์จะมีการรายงานเมื่อมีเคสที่น่าสนใจ และมีการแสดงออกแปลกๆ เช่น เคสนี้เป็นตัวอย่างที่น่าสะพรึงกลัว สุดโต่งร้ายแรง


พญ.อัมพร เผยว่า  การสูบกัญชาเข้าไปในร่างกาย ฤทธิ์ของกัญชาจะแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็วภายใน 2-3 นาที และจะออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทได้สูงสุดถึง 1 ชั่วโมง อาการโดยทั่วไปจะเซื่องซึมลงอย่างช้าๆ แต่บางรายก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้เสพกัญชาจะมีอาการเคลิ้มจิต ขั้นต้นๆ ของกัญชามักจะเป็นอาการกระตุ้นประสาท และบางคนจะมีอาการตึงเครียดทางใจหรืออาการกังวล ต่อมาก็มีอาการเคลิ้มจิตเคลิ้มใจ ทำให้ผู้สูบรู้สึกว่า บรรยากาศทั่วๆ ไปเงียบสงบ จากนั้นมักจะมีปฏิกิริยาที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เดี๋ยวหัวเราะลั่นเดี๋ยวสงบ นอกจากนี้ยังพบอาการอื่นๆ เช่น ผู้เสพจะรู้สึกล่องลอย ปากแห้ง สับสน อยากอาหาร ชีพจรเพิ่มขึ้น กัญชาและแอลกอฮอล์มีฤทธิ์คล้ายกัน คือในขั้นต้นนั้น ทั้งสองตัวมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท แต่หลังจากนั้นจะมีฤทธิ์กล่อมประสาท แพทย์จึงได้ออกมาเน้นย้ำเสมอว่า สาร THC ในกัญชายังเป็นยาเสพติดที่ห้ามนำไปใช้กับผู้ป่วยจิตเวช ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง 


ทำความรู้จัก CFMoto 300 GT-E จักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ตำรวจจีนเลือกใช้งาน

จักรยานยนต์ ถือเป็นยานพาหนะคู่ใจของตำรวจสายตรวจทั่วโลก เพราะทั้งเร็ว คล่องตัว และสามารถใช้งานได้ในทุกพื้นที่ เหมาะสำหรับการออกตรวจ ลาดตระเวน รวมถึงไล่จับผู้กระทำความผิดบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี และในประเทศจีน รัฐบาลจีนต้องการให้การใช้งานรถจักรยานยนต์ของตำรวจนั้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จึงได้คัดเลือก CFMoto ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ภายในประเทศให้สร้างรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่น CF 300 GT-E สำหรับตำรวจจีนโดยเฉพาะ


ซีเอฟโมโต (CFMoto) เป็นแบรนด์ที่คนไทยในกลุ่มรักการผจญภัยจะคุ้นชื่อในฐานะแบรนด์รถ ATV (All-Terrain Vehicle) มากกว่า เพราะการทำการตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยนั้นไปได้ไม่ดีเท่าใดนัก อย่างไรก็ตาม แบรนด์ CFMoto เป็นแบรนด์ใหญ่แบรนด์หนึ่งในประเทศจีน มีรถจักรยานยนต์หลากหลายรุ่นในกลุ่มเครื่องยนต์ 400 - 800 ซีซี แต่ว่า CF 300 GT-E ถือเป็นรุ่นแรกของบริษัทที่เป็นรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้า


CF 300 GT-E เป็นรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เทียบเท่ากับรถที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 300 - 400 ซีซี โดยมีมอเตอร์ขนาด 16.8 กิโลวัตต์ (kW) ให้แรงขับเคลื่อนสูงสุดที่ 22 แรงม้า อัตราเร็วสูงสุดอยู่ที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยสามารถวิ่งได้เป็นระยะทาง 150 กิโลเมตรต่อรอบการชาร์จ และมีน้ำหนักตัวรถที่รวมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็น 224 กิโลกรัม แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยขนาดของแบตเตอรี่ออกมาแต่อย่างใด


มีความเป็นไปได้ว่าน้ำหนักรวม 224 กิโลกรัมของตัวรถ CF 300 GT-E นั้นอาจจะเกิดจากการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการใช้งานของตำรวจ โดยเฉพาะอุปกรณ์สื่อสารที่เป็นแบบเข้ารหัสเพื่อเข้าถึงฐานข้อมูลตำรวจ อีกทั้งตัวรถยังมีหน้าจอสัมผัสแบบ TFT ขนาด 7 นิ้วเพื่อให้ตำรวจได้ใช้งาน พร้อมกับระบบสตาร์ตรถแบบไร้กุญแจ (Keyless Ignition) ให้ด้วย


CFMoto เชื่อว่ารถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นนี้จะตอบโจทย์การใช้งานของตำรวจตามเมืองใหญ่ต่าง ๆ ทั่วประเทศจีน ถึงแม้ว่าความเร็วสูงสุดจะไม่ได้สูงมาก แต่ก็เพียงพอในการไล่จับผู้กระทำความผิดในบางโอกาสได้เป็นอย่างดี โดยรถจักรยานยนต์รุ่นนี้จะผลิตให้สำหรับตำรวจเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จะมีการนำโครงสร้างตัวรถและการออกแบบบางส่วนมาปรับเป็นรุ่นสำหรับการวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์สำหรับพลเรือนในอนาคตต่อไป

ที่มาข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/117175/

ที่มารูปภาพ CFMoto


นิสสันตั้งไทยศูนย์กลางอาเซียน ผลิตแบตเตอรี่นอกญี่ปุ่น ขึ้นแท่นโรงงาน 1 ใน 4 แห่งทั่วโลก



นิสสันประกาศให้โรงงานไทยเป็นสายการประกอบแบตเตอรี่สำหรับเครื่องยนต์ อี-เพาเวอร์แห่งแรกนอกญี่ปุ่น และเป็น 1 ใน 4 แห่งทั่วโลก

เมื่อวานนี้ (23 มิ.ย.) ‘นายอิซาโอะ เซคิกุจิ’ ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยแผน Nissan NEXT ที่ทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญของนิสสันในอาเซียน หลังจากการลงทุนในปี 2563 เพื่อผลิตนิสสัน คิกส์ อี-เพาเวอร์ สำหรับตลาดในประเทศ และตลาดส่งออก ซึ่งรวมถึงการส่งออกไปสู่ประเทศญี่ปุ่น

นิสสันได้เริ่มการประกอบแบตเตอรี่สำหรับระบบขับเคลื่อนแบบ อี-เพาเวอร์ ในประเทศไทย สำหรับสายการผลิตที่ประกอบแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงสำหรับระบบขับเคลื่อน อี-เพาเวอร์ ณ โรงงานนิสสัน พาวเวอร์เทรน ประเทศไทย (NPT) ในสมุทรปราการ

โดยจะมีการจัดการควบคุมคุณภาพที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง ด้วยการประยุกต์ใช้ระบบการผลิตแบบ Interlocking 100% ทั้งระบบ มาพร้อมอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตและตรวจสอบคุณภาพที่มีความแม่นยำสูงที่ช่วยจัดการข้อผิดพลาดในการประกอบทุกขั้นตอนให้เป็นศูนย์ นอกจากนี้ยังมีการจัดการควบคุมการผลิตแบบเรียลไทม์และเก็บบันทึกข้อมูลการประกอบได้ 100% เพื่อสามารถตรวจสอบติดตามได้ในภายหลัง

สำหรับนิสสัน พาวเวอร์เทรน ประเทศไทย (NPT) มีความเชี่ยวชาญในการผลิตเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังมาตั้งแต่ปี 2531 ด้วยระบบการผลิตที่มีความยืดหยุ่น รองรับการผลิตเครื่องยนต์ได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.0 ลิตรใน นิสสัน อัลเมร่า และเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตรที่เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้าในนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ เครื่องยนต์ดีเซลแบบทวินเทอร์โบ 2.3 ลิตรในนิสสัน นาวารา และนิสสัน เทอร์ร่า ระบบส่งกำลังแบบเกียร์ธรรมดาในนิสสัน นาวารา และล่าสุด แบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงสำหรับระบบขับเคลื่อนแบบ อี-พาวเวอร์ โดยทางบริษัทฯ มีกำลังการผลิตเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังทุกรุ่นรวมสูงสุด 580,000 หน่วยต่อปี

อ้างอิง: https://www.prachachat.net/motoring/news-962041 

เปิดตัวต้นแบบมอเตอร์ไซค์บิน P2 Speeder รองรับการใช้งานหลายรูปแบบ

 


ปัจจุบันการพัฒนาอากาศยานบินรูปแบบต่าง ๆ ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ล่าสุดบริษัทเมย์แมน แอโรสเปซ (Mayman Aerospace) ได้ทำการเปิดตัวต้นแบบมอเตอร์ไซค์บินพี 2 สปีดเดอร์ (P2 Speeder) ภายในงาน Draper Venture Network CEO Summit งานสัมมนาบริษัทด้านนวัตกรรมใหม่ ๆ ในแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัทแห่งนี้เป็นบริษัทในเครือของ บริษัทเจ็ตแพ็ก เอวิเอชัน (Jetpack Aviation) ผู้นำด้านเทคโนโลยีชุดคนบินที่มีผลงานชุดคนบินไปแสดงยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

ต้นแบบมอเตอร์ไซค์บินพี 2 สปีดเดอร์ (P2 Speeder) ได้รับการออกแบบให้สามารถใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ระบบขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไอพ่น 8 ตัว ใช้พลังงานเชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuels หรือ SAF) ซึ่งเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล มีขีดความสามารถในการบินขึ้นลงในแนวดิ่ง (VTOL) ระบบการควบคุมรองรับการขับโดยนักบินที่เป็นมนุษย์และการบินแบบอัตโนมัติ

บริษัทต้องการให้ต้นแบบมอเตอร์ไซค์บินพี 2 สปีดเดอร์ (P2 Speeder) เป็นได้มากกว่าอากาศยานบินส่วนบุคคลแต่สามารถรองรับการทำภารกิจด้านการกู้ภัย ขนส่งสินค้าทางอากาศไปยังเรือบรรทุกสินค้ากลางทะเลและขนส่งพัสดุในเขตเมือง ดับเพลิง รวมไปถึงภารกิจด้านการทหารที่ต้องการความรวดเร็วในการขนส่งอาวุธเข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย

เป้าหมายการพัฒนาต้นแบบมอเตอร์ไซค์บินพี 2 สปีดเดอร์ (P2 Speeder) คือ เครื่องยนต์ไอพ่น 8 ตัว สามารถสร้างกำลังได้มากพอสำหรับพิสัยการบิน 644 กิโลเมตร และบินด้วยความเร็ว 805 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้ำหนักบรรทุก 450 กิโลกรัม ซึ่งนับว่าเป็นประสิทธิภาพที่มีความท้าทายทางด้านวิศวกรรมและหากทำได้สำเร็จจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของของเทคโนโลยีอากาศยานบิน บริษัทเตรียมทดสอบต้นแบบมอเตอร์ไซค์บินพี 2 สปีดเดอร์ (P2 Speeder) ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ 

สำหรับเหตุผลที่บริษัทเจ็ตแพ็ก เอวิเอชัน (Jetpack Aviation) ก่อตั้งบริษัทย่อยในเครือเป็นบริษัทเมย์แมน แอโรสเปซ (Mayman Aerospace) เนื่องจากต้องการให้บริษัทใหม่แห่งนี้พัฒนาอากาศยานบินรูปแบบ VTOL โดยเฉพาะรวมไปถึงสร้างนวัตกรรมการบินที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงไฮโดรเจน พัดลมไอพ่นไฟ้า ระบบการบินอัตโนมัติ รวมไปถึงเป้าหมายที่ท้าทายในอนาคต เช่น เครื่องบินความเร็วเหนือเสียง

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/116890/ 

ที่มาของรูปภาพ maymanaerospace.com 


'รื้อเขื่อน' กว่า 200 แห่ง ทั่วทวีปยุโรป แต่ไทยกลับมีโครงการอ่างเก็บน้ำผุดกลางป่าเกือบ 100 แห่ง

 ในอดีต การก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำถือเป็นนวัตกรรมที่สร้างคุณประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะช่วยกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง ป้องกันน้ำหลากในฤดูฝน และถือเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สำคัญให้กับโลก จนก่อเกิดนวัตกรรมที่ดีงามต่าง ๆ มากมาย

แต่ในทุกครั้งที่มีการก่อสร้างเขื่อนกลับต้องแลกมาด้วยการสูญเสียพื้นที่ป่า สัตว์ป่า หรือหากพูดให้ร่วมสมัยหน่อย ก็คือสูญเสียแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ต้นตอของวิกฤตโลกร้อนในปัจจุบัน

ฉะนั้น ในวันที่ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่าเริ่มลดน้อยลง แนวคิดเรื่องการก่อสร้างเขื่อนจึงเป็นสิ่งที่ถูกต่อต้านมากยิ่งขึ้น

พร้อม ๆ กับความรู้ที่เพิ่มพูนว่าการก่อสร้างเขื่อนก่อให้เกิดผลด้านลบมากมายแค่ไหน ในกรณีล่าสุด เพิ่งมีรายงานว่าเมื่อปีที่ผ่านมา ประเทศในโซนยุโรปได้ทำลายเขื่อนและฝายไปกว่า 200 แห่ง

หรือกล่าวเป็นตัวเลขตรง ๆ จะได้ว่า ในปี 2021 กำแพงกั้นน้ำ เขื่อน และฝาย 239 แห่งถูกรื้อถอนใน 17 ประเทศทั่วยุโรป

โดยในปีที่ผ่านมา ชาติที่ ‘รื้อเขื่อน’ มากที่สุดคือ สเปน ซึ่งทำลายแหล่งกีดขวางทางน้ำไปทั้งสิ้น 108 แห่ง ประเทศอย่างโปรตุเกส มอนเตเนโกร และสโลวาเกีย ก็เริ่มรื้อเขื่อนเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา

ย้อนกลับมามองที่ประเทศไทย เมื่อปีที่ผ่านมากลับพบว่ามีการผลักดันโครงการที่อาจกระทบต่อการทำลายผืนป่าในประเทศมากเกือบ 100 โครงการ

โดยมีโครงการขอใช้พื้นที่ป่าไม้เพื่อโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ มีมากถึง 77 โครงการ (ก่อนเหลือ 76 โครงการในภายหลัง)

นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ (หรือที่กักเก็บน้ำ) ในป่าอนุรักษ์แต่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในแผนงานดังกล่าวอีกหลายโครงการ เช่น โครงการอ่างเก็บน้ำ 7 แห่งในผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่

และยังมีโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองตาหลิว อ่างเก็บน้ำคลองตารอง ที่มีแผนจะก่อสร้างในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ในอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น รวมๆ แล้วนับได้ทั้งสิ้น 91 โครงการ

ภาพ: WWF Finland

ร่วมรักษาป่าใหญ่และสิ่งแวดล้อมกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร https://www.seub.or.th/support/donate/thai-qr-code/

ต่อลมหายใจ ‘เศษพลาสติก’ จากยานยนต์ สู่ ‘กราฟีน’

 


ฟอร์ด ร่วมกับคณะวิจัยจาก Rice University เปิดความเป็นไปได้ในการรีไซเคิลเศษพลาสติกจากยานยนต์เป็น ‘กราฟีน’ วัสดุสุดล้ำที่นำไปเพิ่มความทนต่อแรงตึงและการดูดซับเสียงให้กับ PU Foam ด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

.

กราฟีน (Graphene) คือ ผลึกคาร์บอนที่มีอะตอมเรียงตัวในรูปแบบหกเหลี่ยมรังผึ้ง เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติความทนทางสูง มีน้ำหนักเบา นำความร้อนและไฟฟ้าได้ดี

.

งานวิจัยนี้ได้ทำการรีไซเคิลชิ้นส่วนกันชน ปะเก็นฝาสูบ พรม เสื่อ เบาะนั่ง และที่หุ้มประตูจากรถฟอร์ด F-150 ที่หมดอายุการใช้งาน ด้วยกระบวนการ Flash Joule Heating Process ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากไม่ต้องใช้สารละลายและยังใช้พลังงานต่ำ

.

โดยในขั้นแรก ชิ้นส่วนพลาสติกจะถูกนำไปบดเป็นผง จากนั้นจึงผ่านไฟฟ้าแรงต่ำเป็นเวลา 10 - 16 วินาทีเพื่อเผาเป็นถ่าน (Carbonization) ซึ่งพลาสติกราว 30% จะกลายเป็นถ่าน ในขณะที่สารอื่น ๆ อีก 70% จะกลายเป๊นก๊าซ ขี้ผึ้งไฮโดรคาร์บอนสูง และน้ำมัน ซึ่งสามารถนำไปรีไซเคิลต่อได้

.

พลาสติกที่ถูกเผาเป็นถ่านแล้วจะนำไปผ่านกระบวนการ Flash Joule Heating Process อีกครั้งด้วยไฟฟ้าแรงสูง เพื่อแปรรูปพลาสติก 85% เป็นกราฟีน และแยกสารเจือปนไฮโดรเจน ออกซิเจน คลอรีน ซิลิกอน และโลหะออก

.

ที่ผ่านมา รถยนต์มีชิ้นส่วนที่ผลิตจากพลาสติกเพิ่มขึ้นมากถึง 75% เนื่องจากความต้องการลดน้ำหนักยานยนต์ให้เบาลงเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง ซึ่งการแยกพลาสติกเพื่อนำไปรีไซเคิลนับเป็นปัญหาในอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนาน

.

และปัญหานี้ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปที่อนุญาตให้ฝังกลบชิ้นส่วนได้ไม่เกิน 5% ของน้ำหนักทั้งหมด ซึ่งเป็นภาระต่อผู้ผลิตยานยนต์เป็นอย่างมาก

.

นับตั้งแต่ปี 2018 รถยนต์ของฟอร์ดมี PU Foam ที่มีกราฟีนเป็นส่วนผสมประมาณ 2 ปอนด์ หรือราว 0.9 กิโลกรัมต่อคัน ซึ่ง Alper Kiziltas ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคจากฟอร์ด เปิดเผยว่า เมื่อนำกราฟีนที่ได้จากการรีไซเคิลไปเป็นส่วนผสมในการผลิต PU Foam แล้ว พบว่ามีประสิทธิภาพดีกว่าที่ผ่านมาอย่างมาก

.

กราฟีนสามารถช่วยให้โฟมที่ได้มีความทนต่อแรงดึงเพิ่มขึ้น 34% และดูดซับเสียงได้มากขึ้น 25% เมื่อเทียบกับ PU Foam ทั่วไป โดยใช้กราฟีนเป็นส่วนประกอบเพียง 0.1% ของน้ำหนักทั้งหมดเท่านั้น


‘Lightyear 0’ รถพลังงานโซลาเซลล์คันแรก สัญชาติเนเธอร์แลนด์ เตรียมรุกตลาดในปลายปีนี้ วิ่งได้ 7 เดือน ไม่ต้องชาร์จไฟ แบตฯ เต็มวิ่งได้ 625 กม.

 


โลกของเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานทางเลือก กำลังเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ตลอดร้อยกว่าปีที่ผ่านมา รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลครองตลาดยาวนาน จนกระทั่งในปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ค่ายรถยนต์ใหม่ๆ ถือกำเนิดขึ้นเป็นดอกเห็ดไปพร้อมกับการแข่งขันเพื่อพัฒนานวัตกรรมให้ก้าวล้ำกว่าเดิม โดยเฉพาะการทำให้รถ EV สามารถวิ่งได้ไกลมากขึ้น แบตเตอรี่เก็บประจุไฟฟ้าได้มากขึ้น นานขึ้น หรือแม้แต่การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่เคยเป็นเพียงยานยนต์ในนวนิยายวิทยาศาสตร์ หรือยานยนต์ต้นแบบที่ดูแล้วจะทำไว้โชว์ไม่ได้มีไว้ใช้ ก็กำลังจะกลายเป็นของที่ใช้ได้จริงแล้ว

ใครจะเชื่อว่า รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์จะกำลังเข้าสู่ตลาดการค้าเชิงพาณิชย์ได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

‘Lightyear’ บริษัทสตาร์ตอัพด้านเทคโนโลยีจากเนเธอร์แลนด์ ได้เปิดตัวนวัตกรรมรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ที่พร้อมผลิตในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจังรุ่นแรกของโลกแล้ว ในรุ่น ‘Lightyear 0’ หลังจากใช้เวลายาวนานถึง 6 ปี ในการวิจัย พัฒนา การออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อสร้างรถต้นแบบและการทดสอบ พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการผลิตในช่วงเดือนกันยายนนี้

ความน่าสนใจคือ Lightyear 0 ใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาร์เซลล์โค้งที่ติดตั้งบนหลังคาซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของโซลาร์เซลล์ทั่วไป ติดตั้งยาวไปถึงท้ายรถ ช่วยให้สามารถดูดซับพลังงานได้มากขึ้น ซึ่งเป็นสิทธิบัตรการออกแบบเฉพาะของทางบริษัท ทำให้รถยนต์สามารถชาร์จไฟจากแสงแดดได้ตลอดเวลาเมื่อจอดรถไว้กลางแจ้ง

จากการทดสอบตลอดหลายปีรถยนต์รุ่นนี้สามารถดึงพลังงานจากโซลาเซลล์เพื่อใช้ในการขับขี่ได้ราว 70 กิโลเมตรต่อวันโดยไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟแบบรถ EV ทั่วไป ซึ่งนั่นเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้คน โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนที่แสดงแดดจัดตลอดทั้งปี ก็แทบไม่ต้องชาร์จไฟเลยได้ยาวนานสูงสุดถึง 7 เดือน 

ส่วนกรณีที่มีเมฆปกคลุม หรือมีแสงแดดอ่อนเช่นในประเทศเนเธอแลนด์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของแบรนด์ ก็จะวิ่งได้นานถึง 2 เดือน โดยไม่ต้องชาร์จ

นอกเหนือจากนี้ยังมีแบตเตอรี่ที่มีความจุสูง การชาร์ตเพียง 1 ครั้ง สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 625 กิโลเมตร ซึ่งมากกว่า Tesla Model 3 เล็กน้อยที่ 601 กิโลเมตร และมากกว่า Kia Niro Long Range ที่ 458 กิโลเมตร อย่างมาก

เพราะรถใช้พลังงานเพียง 10.5 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 ทำได้ภายในเวลา 10 วินาที ความเร็วสูงสุดทำได้ 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง และยังเป็นรถสำหรับครอบครัวที่มีประสิทธิภาพตามหลักอากาศพลศาสตร์สูงที่สุดในตลาดตอนนี้ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศอยู่ที่ 0.19

ทั้งนี้ Lightyear ตั้งเป้าที่จะผลิตรถยนต์รุ่นนี้ให้ได้สูงสุด 946 คันในราคา 250,000 ยูโร หรือราว 9.1 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถเริ่มส่งมอบให้กับผู้ที่สั่งจองได้ในปลายปีนี้ หรือต้นปี 2023

นอกจากนี้จะพัฒนารุ่นอื่นๆ ที่มีราคาถูกลง เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปได้มากขึ้นในช่วงปี 2024 – 2025 โดยคาดว่าราคาจะอยู่ที่ 30,000 ยูโร หรือ 1.1 ล้านบาท

ก็รอดูว่าค่ายรถยนต์หน้าใหม่ๆ ที่เข้าสู่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าจะทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยีได้รวดเร็วขนาดไหน เพราะตอนนี้โลกไม่ได้ผูกขาดผู้เล่นในตลาดยานยนต์ไว้กับค่ายใหญ่ๆ แบรนด์ดั้งเดิมเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว


มหาพีระมิดกีซ่า สิ่งก่อสร้างที่ลึกลับที่สุดในโลกา

เชื่อว่าไม่ว่าใครก็คงเคยได้เห็น ภาพของพีระมิดยิ่งใหญ่ตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้างกันทั้งนั้น และก็ใฝ่ฝันว่าสักครั้งจะไปชมของจริงให้ได้

และพีระมิดที่เคยผ่าน ๆ ตาคุ้นเคยกันดีนั้น เชื่อได้เลยว่า 80% เป็นภาพของ มหาพีระมิดแห่งกิซา  หรือ The Great Pyramid of Giza  ซึ่งถือเป็นพีระมิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

The Great Pyramid of Giza นั้นถูกสร้างขึ้นมาเมื่อราว 4,600 ปีที่แล้ว เรียกว่านานแสนนานจนจินตนาการไม่ถูกเลย ( เทียบกับกรุงโรมที่เก่าแก่มาก ๆ ยังอายุน้อยกว่าครึ่งของพีระมิดเสียอีก ) โดยพีระมิดแห่งกีซ่านี้ จริง ๆ ชาวอียิปต์เรียกว่า พีระมิดคูฟู เนื่องจากใช้เป็นที่เก็บพระศพของ ฟาโรห์คูฟู (Khufu) นั่นเอง  มีพีระมิดที่เล็กกว่าอยู่ข้าง ๆ อีกสองแห่งคือ  คาเฟร (Khafre) และเมนคาอูเร (Menkaure)

ความสุดยอดของมหาพีระมิดนี้มีมากมาย  สร้างสถิติขึ้นมานับไม่ถ้วน มีความสูง 147 เมตร  ครองอันดับสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกมายาวนานกว่า 4,300 ปี !!! คือข้ามกาลเวลามาก  การสร้างใช้หิน 2  ล้านก้อน น้ำหนักก้อนละ 2.5 ตัน รวมน้ำหนักที่ต้องใช้แรงคนขนเพื่อก่อสร้างกว่า 6 ล้านตัน  

ใครจะไปเยือนที่นี่ก็หาสายการบินไปลงที่กรุงไคโรอียิปต์ได้เลย สามารถเดินทางไปชมพีระมิดได้ไม่ยาก มีโรงแรม ร้านอาหารตั้งอยู่รอบ ๆ มากมาย

'ทางรถไฟวนรอบทะเลทราย' สายแรกของโลกในจีน พร้อมเปิดสัญจรตลอดสาย

วันพุธ (15 มิ.ย.) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัด (China State Railway Group) เปิดเผยว่าเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เตรียมเปิดดำเนินการทางรถไฟสายใหม่ในวันพฤหัสบดี (16 มิ.ย.) ซึ่งนับเป็นจุดสิ้นสุดโครงการก่อสร้างทางรถไฟความยาว 2,712 กิโลเมตรรอบทากลามากัน ทะเลทรายขนาดใหญ่ที่สุดของจีนและทะเลทรายเคลื่อนที่ขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก

ทางรถไฟระยะทาง 825 กิโลเมตรสายใหม่นี้ ซึ่งเริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนธันวาคม 2018 ทอดยาวไปทางตะวันออกจากเมืองเหอเถียนสู่อำเภอรั่วเชียง ตามแนวขอบใต้ของทะเลทรายทากลามากัน โดยร้อยละ 65 ของเส้นทางรถไฟตั้งอยู่ภายในพื้นที่ทะเลทรายผืนนี้

บริษัทฯ กล่าวว่าสะพานทางรถไฟ 5 แห่งที่ถูกสร้างขึ้นบนผืนทราย คิดเป็นระยะทางรวม 49.7 กิโลเมตร จะช่วยยกระดับทางรถไฟสายดังกล่าวเพื่อป้องกันผลกระทบที่เกิดจากพายุทราย

ทั้งนี้ การเปิดใช้งานทางรถไฟสายนี้จะทำให้รถไฟสามารถแล่นวนรอบทะเลทรายได้อย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรกของโลก ทั้งยังจะอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและขนส่งสินค้าท้องถิ่นของซินเจียง เช่น ฝ้าย วอลนัท พุทรา และแร่ธาตุ

(ภาพจากบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัด : รถไฟวิ่งทดสอบการเคลื่อนไหวบนสะพานรั่วเค่อหย่าเท่อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายเหอเถียน-รั่วเชียง)

อ่านข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ : www.xinhuathai.com

Sony และ Honda สองค่ายยักษ์ใหญ่!!! ประกาศร่วมจับมือคิดแผนทำธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าอิสระ เหนือการควบคุมนอกองค์กร!!!

 


เมื่อไม่นานมานี้ บริษัทสองค่ายชื่อดังอย่างบริษัท Sony ที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจด้านเทคโนโลยีอันดับต้นๆของหลายประเทศ และ บริษัท Honda บริษัทผู้ผลิตยานยนต์ชื่อดัง ได้มีการประกาศแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าร่วมกัน ซึ่งเป็นการร่วมมือและทำงานด้วยกันอย่างเป็นอิสระ แทนที่จะกำหนดให้อยู่ภายใต้การควบคุมของทาง Sony หรือ Honda เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

โดยที่บริษัท Honda จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการผลิต และทางบริษัท Sony กำลังสร้างแพลตฟอร์มการบริการแบบโมบิลิตี้ ส่วนทางด้าน Kenichiro Yoshida ประธานและซีอีโอของ Sony กล่าวกับสื่อมวลชนของ Nikkei ว่า " เราแบ่งปันมุมมองของเราในระยะยาวแล้ว จะดีกว่าถ้าเราจะทำให้ความร่วมมือนี้เป็นแบบอิสระ แทนที่จะเพียงแค่วางการควบคุมภายใต้แบรนด์ Sony หรือ Honda เพียงเท่านั้น "

ส่วนทางด้านบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสองบริษัท ได้ออกมาประกาศความร่วมมือกันทางธุรกิจเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยบริษัท Sony กล่าวว่าเป้าหมายของพวกเขาคือ " เติมเต็มโลกด้วยอารมณ์และความรู้สึก ด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยี " ซึ่งมีความนัยมาจากเรื่องการใช้คุณสมบัติภายในที่มีเทคโนโลยีสูงและระบบความบันเทิงขั้นสูง และยังพูดเสริมอีกว่า " ที่เน้นในเรื่องความปลอดภัย ความบันเทิง และทันยุคทันสมัย "

และเมื่อปีที่แล้วนั้น บริษัท Honda เองได้ประกาศแผนการที่จะแปลงรถยนต์ทุกรุ่นให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าและเซลล์เชื้อเพลิงภายในปี 2040 ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่กว่า 30 รุ่นภายในปี 2573 แต่ทั้งนี้ยังไม่ชัดเจนว่าแบรนด์ Sony จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการเหล่านี้อย่างไร แต่มีผู้คนบางกลุ่มต่างก็รู้ดีว่าบริษัท Honda ยังเดินหน้าช้ากว่าบริษัทคู่แข่งอยู่มาก อาจเป็นเพราะปัญหาด้านกระบวนการผลิต และมีอีกหลายผลิตภัณฑ์ที่บริษัท Honda ต่างก็ให้ความสนใจเช่นกัน

จากกรณีนี้เองบริษัท Sony มีความเชื่อที่ว่าบริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น Apple อาจจะเข้าร่วมสู่ตลาดนี้ในไม่ช้า ทั้งนี้ทางด้านบริษัท Sony ก็เสริมอีกว่า " เราต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในวิวัฒนาการของโมบิลิตี้ โดยการเป็นผู้จัดหาสิ่งพื้นฐานของฟังก์ชั่นเน็ตเวิร์ค " แต่อย่างไรก็ตามต้องติดตามกันต่อไปว่าการร่วมมือกันในอนาคตของทั้งสองค่ายบริษัท Sony และ Honda จะได้ผลตอบรับที่น่ายืนดีหรือไม่ และจะมีแนวทางการผลักดันให้ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าของพวกเขามีกราฟที่สูงขึ้นและอาจจะเป็นอิสระมากกว่าบริษัทอื่นอย่างไร เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ


แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าชนิดใหม่ อายุการใช้งาน 100 ปี

 


การวิจัยนี้เป็นผลงานจากบริษัท Tesla ร่วมกับ Jeff Dahn หนึ่งในผู้คิดค้นเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้งานกันในรถยนต์ไฟฟ้า ออกแบบแบตเตอรี่ชนิดใหม่ที่มีศักยภาพสูงขึ้น  โดยต้องการเพิ่มทั้งกำลังส่งจากแรงดันไฟฟ้า ปริมาณประจุที่เก็บกัก รวมถึงอายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้นานขึ้น

 ข้อจำกัดสำคัญของแบตเตอรี่ลิเธียมไออนคือ อัตราการส่งผ่านพลังงานจากแบตเตอรี่มาสู่ตัวรถไม่สูงเท่าน้ำมัน นั่นทำให้อัตราการจ่ายพลังงานรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันน้อยกว่ารถยนต์สันดาป ด้วยความหนาแน่นอนของพลังงานภายในเชื้อเพลิงที่มีน้อยกว่านับร้อยเท่า

นั่นทำให้เกิดเป็นแนวคิดการสร้างแบตเตอรี่ชนิดใหม่ โดยอาศัยวัสดุอย่างนิกเกิลเป็นแกนหลัก ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการจ่ายกำลังไฟโดยรวมให้แก่รถยนต์ไฟฟ้า เพราะนิกเกิลมีขีดความสามารถในการจ่ายพลังงานสูง ทำให้เราสามารถขับเคลื่อนรถยนต์ได้โดยกินกำลังไฟน้อยกว่าเดิม

นอกจากนั้นแบตเตอรี่ที่ผลิตจากนิกเกิลยังทีความทนทานที่สูงกว่า เพราะเมื่อมีอัตราการจ่ายพลังงานสูงขึ้นจะช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้งานได้ยาวนาน ลดอัตราการชาร์จซ้ำซึ่งเป็นหนึ่งในต้นเหตุสำคัญที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อม จากการทดลองพบว่า ภายในอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส แบตเตอรี่นิกเกิลอาจมีอายุใช้งานได้ถึง 100 ปีเลยทีเดียว

ถึงนี่จะเป็นแค่ตัวต้นแบบ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอยู่ภายในห้องทดลอง ต้องผ่านการทดลองอีกสักพักจึงสามารถนำมาใช้งานจริง แต่ล่าสุดทาง Tesla ได้ตกลงความร่วมมือกับ Jeff Dahn ว่าจะร่วมมือกับพัฒนาแบตเตอรี่ชนิดใหม่อีกหลายปี จึงน่าจะมีความเป็นไปได้ที่มีการนำมาใช้งานจริงๆ


Cr:https://next.nationtv.tv/innovation/1297?fbclid=IwAR2DbsKSSD57karUC-qlXfWVcDMU-HZyqdUbK1I9LQ9yF9eTeyPb8PNt3sg&fs=e&s=cl

        จริงอยู่รถยนต์ไฟฟ้ายังคงมีข้อเสียและข้อจำกัดหลายประการ ด้วยนี่คือเทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่งได้รับความใส่ใจในการพัฒนาไม่นานนัก แต่เห็นได้ชัดว่ารถยนต์ไฟฟ้าพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ทำให้ข้อเสียที่เคยมีในอดีตค่อยๆ หายไป

        ที่สำคัญเราต่างทราบว่าข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ยังช่วยให้เราประหยัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิง, มีอัตราเร่งที่สูง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงที่น้อยกว่า รถยนต์ไฟฟ้าจึงถือเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ หากต้องการรถคุณภาพดีไว้ใช้งานสักคัน

        จึงเหลือเพียงรอให้ผู้ใช้รถทั้งหลายเปิดใจและหันไปมองรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเท่านั้น

Infinity Train รถไฟขบวนแรกของโลกที่ใช้ "พลังงานแรงโน้มถ่วง"

 


บริษัทเหมืองแร่ของออสเตรเลีย Fortescue เข้าซื้อกิจการ Williams Advanced Engineering (WAE) โดยเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทในเครือ Fortescue Future Industries ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนฯ ตามเป้าหมายที่วางไว้ภายในปี 2030

วันนี้ทั้งสองบริษัทได้ประกาศโครงการแรกของพวกเขา นั่นก็คือ "รถไฟอินฟินิตี้" หรือ Infinity Train รถไฟที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ขบวนแรกของโลก ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ที่ออกแบบมาเพื่อเคลื่อนย้ายแร่เหล็กจำนวนมากโดยไม่จำเป็นต้องชาร์จไฟแต่ใช้พลังงานจากแรงโน้มถ่วงแทน!

“รถไฟอินฟินิตี้เป็นหัวรถจักรไฟฟ้าแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก” Elizabeth Gaines ซีอีโอของ Fortescue กล่าว “ด้วยเทคโนโลยีการใช้พลังงานแรงโน้มถ่วงจะทำให้ขณะที่รถไฟขับลงเนินเกิดการเก็บพลังงานนั้นกลับคืนมาใหม่ ทำให้ไม่จำเป็นต้องติดตั้งการผลิตพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟ ซึ่งนับว่าเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการไม่ใช้น้ำมันดีเซล ที่ทำให้รถไฟของเราไม่เกิดการปล่อยมลพิษ”

จากรายงานของ New Atlas ถึงแม้ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้ยังไม่ถูกเปิดเผยมากนัก แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในไซต์เหมืองแร่ของ Fortescue อย่างน้อยหนึ่งแห่ง ได้มีการลองคำนวณถึงความความลาดชันของเนินลงมีมากพอที่จะทำให้เกิดการเบรกเพื่อนำพลังงานชาร์จกลับไปที่แบตเตอรี่ในขณะที่บรรทุกแร่เหล็ก และเมื่อรถไฟได้ลำเลียงแร่เหล็กไปลงยังปลายทางเรียบร้อยแล้วก็จะยิ่งมีน้ำหนักเบาขึ้น ซึ่งเพียงพอต่อแบตเตอรีที่จะสามารถเดินทางกลับเหมืองได้โดยไม่จำเป็นต้องแวะชาร์จที่ไหน ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายลงไปได้อีก

เรียบเรียง: ผัดกระเพราไม่ใส่ถั่ว

ที่มา: https://newatlas.com/

จีนไม่ยอมน้อยหน้า! บริษัท Geely ยิงดาวเทียม 9 ดวง ขึ้นชั้นบรรยากาศ เพื่อใช้ช่วยนำทางรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

 จีนไม่ยอมน้อยหน้า! บริษัท Geely ยิงดาวเทียม 9 ดวง ขึ้นชั้นบรรยากาศ เพื่อใช้ช่วยนำทางรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

Geely บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของจีน ประสบความสำเร็จในการยิงดาวเทียมขึ้นชั้นบรรยากาศ เพื่อสร้างโครงข่าย ระบบนำทางรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ด้วยดาวเทียม 

โดยทางบริษัทมีแผนการที่จะยิงดาวเทียมเพิ่มอีก 63 ดวง ภายในปี 2025 และ วางแผนภาพรวมไว้ที่ 240 ดวง

ทั้งนี้ Geely เป็นบริษัทที่สอง ต่อจาก Tesla ที่มีกลยุทธ์ทางธุรกิจแบบนี้ โดยทาง Tesla เอง มีดาวเทียมมากกว่า 2,000 ดวง ในระบบ Starlink

ก็เป็นการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งทาง Geely เอง ไม่ได้มีจรวดของตัวเอง ก็อาศัยจรวดของรัฐบาลจีน ในการยิงดาวเทียม ซึ่งนอกจากนำระบบดาวเทียม มาใช้ในการนำทางรถยนต์แล้ว ก็ยังจะนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ ได้แก่ เป็นระบบสื่อสาร ช่วง Asian Games ในเดือนกันยายนนี้ อีกด้วย…

จีนยอมให้ Tesla ไปตั้งในจีน สักพัก ทำไปทำมา ทำเหมือน Tesla ได้เลย

นมโรงเรียนหายไปไหน? คำถามคาใจผู้ปกครอง

 


เจาะลึกเบื้องหลัง ภาครัฐกำลังทำอะไรอยู่?

เกิดเป็นกระแสคำถามในแวดวงผู้ปกครองขึ้นมาว่า “นมโรงเรียนหายไปไหน?” หลังเปิดภาคการศึกษาประจำปี 2565 มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้ว แต่เด็ก ๆ ยังไม่ได้รับแจกนมเหมือนอย่างเคย แล้วภาครัฐกำลังทำอะไรอยู่? คงมีการตั้งคำถามกันขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อนมโรงเรียนเป็นหนึ่งในนโยบายของภาครัฐในการสนับสนุนอาหารแก่เด็กนักเรียน

ต่อการตอบคำถามในเรื่องนี้ เราจำเป็นต้องย้อนไปดูที่มาที่ไปของโครงการนมโรงเรียนกันก่อน โดยนมโรงเรียนเป็นนโยบายของรัฐบาลไทยที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2535 เพื่อแก้ปัญหาการขาดสารอาหารในเด็กวัยเรียน และสนับสนุนอุตสาหกรรมโคนมไทยโดยใช้น้ำนมดิบจากเกษตรกรในประเทศ นมโรงเรียนเป็นส่วนสำคัญของตลาดนมไทย โดยสัดส่วนน้ำนมดิบที่เข้าสู่โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนคิดเป็นร้อยละ 40 ของน้ำนมดิบที่ผลิตได้ทั้งหมดในประเทศไทย นมโรงเรียนทั้งนมยูเอชที และนมพาสเจอร์ไรส์ มีเฉพาะรสจืดเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันโครงการดำเนินบนหลักการที่กำหนดให้เด็กนักเรียนดื่มนมครบ 260 วัน/ปีการศึกษา

โดยในแต่ละปีจะมีการสรรหาผู้ประกอบการเพื่อเข้าร่วมในการผลิตนมโรงเรียน ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค เพื่อให้การจัดสรรนมเป็นไปอย่างทั่วถึงและถือเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กไปในตัว

ส่วนคำถามที่ว่า นมโรงเรียนหายไปไหน? จากข้อมูลฝั่งประธานในการประชุมคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เผยว่า สาเหตุที่ยังไม่สามารถแจกนมโรงเรียนได้ มาจากการที่ยังไม่สามารถจัดสรรพื้นที่จำหน่ายให้กับผู้ประกอบการนมโรงเรียนทั้ง 5 ภาคได้ เนื่องจากในปีนี้ กรมปศุสัตว์ ออกหลักเกณฑ์ไม่คุ้มครองสาขา โรงงาน 5 ตัน/วัน เนื่องจากไม่ใช่รายเล็ก แต่เป็นรายใหญ่ที่แตกสาขาเพื่อหวังได้พื้นที่จำหน่ายนมโรงเรียนเพิ่มขึ้น เป็นการเอาเปรียบรายอื่นอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งจะต้องตรวจสอบความโปร่งใสก่อน

นอกจากนี้ ในยังมีปัญหาผู้ประกอบการบางรายในบางพื้นที่ ไม่ให้ปศุสัตว์ไปตรวจน้ำนมดิบตั้งแต่ปี 2564 ส่งผลให้ตัวเลขการเก็บน้ำนมดิบจะไม่ครบถ้วน ซึ่งในหลักเกณฑ์ต้องตรวจน้ำนมดิบ 12 เดือน พร้อมมีหลักฐานที่มีหนังสือไม่ให้เข้าไปตรวจด้วยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา 

อีกทั้งยังมีปัญหาการไม่เปิดซองตรวจรับเอกสารในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ประกอบการโดยทันทีในวันรับสมัครของบางพื้นที่ ทำให้เกิดความล่าช้า ส่งผลให้จนถึง ณ วันนี้ยังไม่ได้กำหนดไทม์ไลน์วันที่เด็กจะได้ดื่มนม

ขณะที่หนึ่งในผู้ประกอบการจาก ‘ทุ่งกุลาแดรี่ฟูดส์’ ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ในวันที่ 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเปิดภาคเรียนการศึกษา ปี 2565 เด็กไม่ได้ดื่มนมตามประกาศหลักเกณฑ์ ในหมวดที่ 2  ข้อที่ 9.3 ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมต้องทำสัญญาซื้อขายเป็นหนังสือกับหน่วยงานจัดซื้อให้แล้วเสร็จอย่างน้อยภายใน 5 วันก่อนทำการเปิดภาคเรียนแม้แต่ละภาคเรียนการศึกษา

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าทำสัญญากับ อ.ส.ค. ได้ในทันทีที่ได้รับการจัดสรรสิทธิ์ปี 2565 แล้วเสร็จ คือ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ยังไม่คืนหลักทรัพย์ตามสัญญาเก่าปี 2564 ทำให้ไม่สามารถออกหนังสือค้ำประกันฉบับใหม่เพื่อค้ำประกันสัญญากับ อ.ส.ค. ในปี 2565 ทำให้ไม่สามารถทำสัญญา อ.ส.ค. ได้ตามประกาศหลักเกณฑ์ในหมวดที่ 4  เรื่องการทำสัญญาจัดส่งและการจัดเก็บนมในโครงการ ในข้อที่ 15, 16 และ 17

ในขณะเดียวกันก็จะทำให้ไม่สามารถเข้าเซ็นสัญญากับ อ.ส.ค. ได้ เนื่องจากการจัดสรรปีนี้ล่าช้า เด็กอาจได้ดื่มนมไม่ครบ 260 วัน ตามประกาศหลักเกณฑ์ปี 2565 และมติ ครม. ลงวันที่ 29 มีนาคม 2562  เรื่องขอทบทวนมติครม เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 เรื่องการทบทวนระบบบริหารจัดการนมโรงเรียน

จากปัญหาเหล่านี้ คงพอจะเป็นคำตอบให้ได้ว่านมโรงเรียนไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่ติดปัญหาในระหว่างการดำเนินการ ซึ่งก็คงมีคำถามต่อมาว่า แล้วเด็กจะได้ดื่มนมโรงเรียนเมื่อไหร่? แม้จะยังไม่ได้คำตอบที่แน่ชัด แต่จากข้อมูล พบว่าในการประชุมคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 3/2565 ในที่ประชุมเห็นชอบให้หน่วยจัดซื้อ/โรงเรียนเอกชนจัดซื้อนมโรงเรียนชดเชยตามจำนวนวันที่เด็กนักเรียนยังไม่ได้ดื่มนมโรงเรียน นับแต่วันเปิดภาคเรียน และจัดซื้อให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมโรงเรียนครบ 260 วัน/ปีการศึกษา โดยจะเร่งดำเนินการเพื่อให้เด็กได้ดื่มนมโรงเรียนได้เร็วที่สุด จากข้อมูลนี้ถือเป็นเรื่องดีที่นอกจากเด็ก ๆ จะได้รับนมในเร็ว ๆ นี้ ยังรวมไปถึงการได้รับนมเป็นการชดเชยในช่วงที่ขาดหายไปด้วย

ทั้งนี้ จากรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ปัจจุบันมีจำนวนเด็กเตี้ยเพิ่มมากขึ้นจากร้อยละ 9.7 เป็น 12.9 โดยส่วนสูงเฉลี่ยเด็กอายุ 12 ปี เพศชาย 147.1 เซนติเมตร เพศหญิง 148.1 เซนติเมตร ส่วนสูงเฉลี่ยอายุ 19 ปี เพศชาย 170.9 เซนติเมตร เพศหญิง 158.1 เซนติเมตร สอดคล้องกับข้อมูลเด็กไทยดื่มนมน้อย เฉลี่ยเพียงครึ่งแก้วต่อวัน วัยเรียนดื่มนมทุกวันเพียงร้อยละ 31.1 วัยรุ่นร้อยละ 14.9 เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ คนไทยดื่มนม 18 ลิตร/คน/ปี อินเดีย 59 ลิตร/คน/ปี ญี่ปุ่น 32 ลิตร/คน/ปี เกาหลีใต้ 30 ลิตร/คน/ปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยของคนเอเชีย อยู่ที่ 66 ลิตรต่อคนต่อปี และทั่วโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 113 ลิตรต่อคนต่อปี 

ที่มา : schoolmilkthai, องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย, สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, ฐานเศรษฐกิจ, www.dla.go.th, thaigov.go.th

เขียนและเรียบเรียง : เพชรรัตน์ แสงมณี

เครดิต Business+ 

มาเลเซียแอร์ไลน์ประเดิมบินไปกลับมาเลย์-สิงคโปร์ ด้วยเชื้อเพลิงยั่งยืนลดโลกร้อน

 


สายการบินแห่งชาติมาเลเซียประเดิมเที่ยวบินแรกตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลกเพื่อ โดยประกาศให้โลกรู้ว่าพวกเขาจะใช้พลังงานหมุนเวียนในเที่ยวบินมาเลย์-สิงคโปร์ ที่ทำจากน้ำมันประกอบอาหารและวัสดุเหลือใช้ ซึ่งสามารถช่วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 80%

The Sun Daily/Bernama รายงานว่า Malaysia Airlines จะดำเนินการเที่ยวบินโดยสารครั้งแรกโดยใช้เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) ระหว่างกัวลาลัมเปอร์และสิงคโปร์ในวันที่ 5 มิ.ย. ซึ่งตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลก

พอดี

บริษัทกล่าวว่า เที่ยวบินที่ขับเคลื่อนโดย SAF จากกัวลาลัมเปอร์ไปสิงคโปร์คือเที่ยวบิน MH603 และจากสิงคโปร์ไปยังกัวลาลัมเปอร์คือเที่ยวบิน MH606 เที่ยวบินเหล่านี้คือเครื่องบินโบอิ้ง 737-800 โดยใช้ส่วนผสมของ SAF ประมาณ 38% และเชื้อเพลิงเครื่องบินเจ็ตแบบธรรมดา

คำแถลงของ Malaysia Airlines ระบุว่า "ตัวเลือกเชื้อเพลิงที่ยั่งยืนนี้ ซึ่งทำจากของเสียหมุนเวียน 100% และวัตถุดิบตกค้าง (เช่น น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร) สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 80%” 

บริษัทชี้ว่า โครงการนี้่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของสายการบินแห่งชาติมาเลเซียที่มุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการบรรลุแหล่งเชื้อเพลิงที่สะอาดและใช้งานได้มากขึ้นสำหรับเที่ยวบินปกติภายในปี 2025

Malaysia Airlines เชิญแขกและผู้ให้การสนับสนุนด้านความยั่งยืนให้เดินทางในเที่ยวบินสำคัญ ๆ แขกสามารถจองได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 4 มิ.ย. เพื่อรับส่วนลดสูงสุดถึง 15% เมื่อเดินทางกับเที่ยวบินเหล่านี้

จากข้อมูลของ  Aviation: Benefits Beyond Borders ปัจจุบัน เครื่องบินขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงการบินเหลว ซึ่งส่วนใหญ่มาจากแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่มีเชื้อเพลิงชนิดใหม่ได้รับการพัฒนาขึ้นซึ่งมีศักยภาพในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิของการบินได้อย่างมาก

เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAFs) ซึ่งมักเรียกกันว่า "เชื้อเพลิงชีวภาพยุคหน้า" หรือ "เชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง" สามารถผสมกับน้ำมันก๊าดแบบเดิมและมีการใช้งานแล้วในเที่ยวบินเชิงพาณิชย์หลายแห่ง

การใช้ SAF ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมได้อย่างมากเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยในบางกรณีเกิน 80% ซึ่งรวมเอาการปล่อยมลพิษที่เกิดขึ้นในการผลิต SAFs แล้วด้วย

นอกจากนี้ คาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกดูดซับระหว่างการเติบโตของมวลชีวภาพเพื่อหมัก SAF จะเทียบเท่ากับปริมาณก๊าซที่เกิดขึ้นโดยประมาณเมื่อเชื้อเพลิงถูกเผาไหม้ในเครื่องยนต์สันดาปและกลับสู่บรรยากาศ  

ปัจจุบัน SAF มีราคาแพงกว่าเชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่นแบบเดิม มูลประมาณตั้งแต่ 2 เท่าหากผลิตจากของเสียบางส่วน ไปจนถึง 6-10 เท่าถ้าทำจากเชื้อเพลิงสังเคราะห์ที่ใช้การดักจับคาร์บอน 

ราคาที่แพงสาเหตุหลักมาจากการผลิตขนาดเล็ก และด้วยความที่มันยังใหม่และมีราคาแพงและยังมีปริมาณน้อย จึงมีอัตราส่วนการใช้แค่ 0.01% ของการใช้เชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่นทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีการสร้างโรงงานผลิต SAF เพิ่มขึ้น และสายการบินลงนามสัญญาซื้อเชื้อเพลิงแบบนี้มาใช้มากขึ้น ทุนที่ช่วยหนุนจะทำให้ SAF มีราคาถูกลงในอนาคต

https://www.igreenstory.co/malaysia-airlines-to-operate-first-passenger-flight-powered-by-sustainable-fuel/

ข้อมูลจาก

• "Malaysia Airlines to operate first passenger flight powered by sustainable fuel". (05- 30- 2022). The Sun Daily/Bernama.

• "What is sustainable aviation fuel?". aviationbenefits.org.

Tesla ถ้าขายไทยแบบ Official จะทุบราคาลง EV ลง 8 แสน

 


เตรียมรับแรงกระแทก! สื่อรายงานว่าหาก Tesla บุกไทยแบบ Official จะทำให้รถ​ EV ถูกลง 8 แสนบาท/คัน ส่วนค่ายอื่นได้รับผลกระทบด้วย

ประชาชาติธุรกิจ รายงานข้อมูลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหาก Tesla เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการ เนื่องจากมีการพบเบาะแสการจดทะเบียนบริษัทในไทย

รายงานเผยว่าหาก Tesla เข้ามาทำตลาดในไทยแบบ Official ก็จะทำให้ราคารถ EV ลดลงไปประมาณ 7-8 แสนบาท/คัน (อ้างอิงจากรายงานของ ส.อ.ท. : กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) เพราะ Tesla เป็นแบรนด์ใหญ่ กระตุ้นตลาดรถ EV ได้เป็นอย่างมาก

ไม่ว่า Tesla จะนำรถเข้ามาจำหน่าย หรือตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยก็จะทำให้ราคาขายต่ำลงแน่นอน เนื่องจากตอนนี้กลุ่ม Gray Market ต้องนำเข้าจากอังกฤษ, ฮ่องกง ทำให้มีราคาสูง

รถจาก 2 ประเทศดังกล่าวเป็นรถพวงมาลัยขวาทำให้ต้องเสียภาษีนำเข้า 80% แต่หาก Tesla นำเข้ามาเอง อาจจะนำเข้าจากจีน อินโดนิเซีย จะทำให้เข้าข้อตกลงภาษี 0% (FTA) 

เช่น Tesla Model 3 ที่ราคานำเข้าตลาด​ Gray Market อยู่ที่ราว ๆ 3 ล้านบาท ราคาก็จะถูกลงไป 7-8 แสนบาท

แน่นอนว่าหาก Tesla เข้ามาทำตลาดในไทยก็จะส่งแรงกระแทกไปยังค่ายรถญี่ปุ่น จีน ที่ต้องปรับราคาเพื่อการแข่งขันด้วย โดยรถยนต์สันดาปจะได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง ส่วนตลาดรถ EV ก็ต้องแข่งขันกันต่อไป

สำหรับมาตรการสนับสนุนรถ EV นั้น รายงานเผยว่ากรมฯ​ ได้หารือร่วมกับค่ายรถอีก 3-4 ค่ายที่สนใจเข้าร่วมมาตรการ ทำให้ตอนนี้จะมีค่ายรถหลายค่าเข้าร่วมโครงการส่วนลด เพิ่มทางเลือกให้ชาวไทยมากขึ้น

ที่มา : https://www.prachachat.net/motoring/news-942698

เรียบเรียงโดย - เต้นท์ iMoD


ได้ใจสาวก "Tesla" ได้จดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยเรียบร้อย

 


ข้อมูลจากเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า "บริษัท เทสลา (ประเทศไทย) จำกัด" ได้จดทะเบียนเรียบร้อยตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย. 2565 เพื่อประกอบธุรกิจอย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย ทำให้สาวกดีใจกันแบบเนื้อเต้น เพราะจะได้เป็นเจ้าของสินค้าภายใต้แบรนด์เทสล่าได้แบบไม่ยาก

ในข้อมูลระบุว่า เทสลา (ประเทศไทย) จดทะเบียนเป็นบริษัทประกอบกิจการขายรถยนต์ไฟฟ้า ระบบเก็บพลังงานแบบติดตั้งและอุปกรณ์ที่ใช้กับระบบเก็บพลังงานแบบติดตั้ง ระบบผลิตพลังงาน และอุปกรณ์ที่ใช้กับระบบพลังงาน อย่าง Tesla Powerwall ที่มีบริษัทไทยรับเป็นตัวแทนจำหน่ายก่อนหน้านี้ด้วย

นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับคนที่สนใจหรืออยากซื้อรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ในขณะนี้ เพราะถ้า Tesla นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเองโดยไม่ผ่านตัวแทนจำหน่าย เราอาจจะได้เห็นรถรุ่นฮิตอยาก Tesla Model S/X/Y ในราคาที่ไม่ไกลเกินเอื้อม แถมยังจะได้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกใหม่ ที่เข้ามาสู้ศึกรถยนต์ไฟฟ้าบ้านเราอีกด้วย

ถึงอย่างไรก็ตาม การจดทะเบียนบริษัท Tesla ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น และยังไม่ได้มีประกาศอย่างเป็นทางการออกมา เราอาจจะต้องติดตามกันต่อไปว่าทางบริษัทจะออกมายืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้ตอนไหน เพราะสังเกตจากการจดทะเบียนบริษัทในต่างประเทศก็ใช้เวลานานนับปีก่อนจะเริ่มจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าได้จริง


 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. True News เจาะลึกข่าวออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger