Latest Movie :

ADDS1

ADDS2

Recent Movies

นมโรงเรียนหายไปไหน? คำถามคาใจผู้ปกครอง

 


เจาะลึกเบื้องหลัง ภาครัฐกำลังทำอะไรอยู่?

เกิดเป็นกระแสคำถามในแวดวงผู้ปกครองขึ้นมาว่า “นมโรงเรียนหายไปไหน?” หลังเปิดภาคการศึกษาประจำปี 2565 มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้ว แต่เด็ก ๆ ยังไม่ได้รับแจกนมเหมือนอย่างเคย แล้วภาครัฐกำลังทำอะไรอยู่? คงมีการตั้งคำถามกันขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อนมโรงเรียนเป็นหนึ่งในนโยบายของภาครัฐในการสนับสนุนอาหารแก่เด็กนักเรียน

ต่อการตอบคำถามในเรื่องนี้ เราจำเป็นต้องย้อนไปดูที่มาที่ไปของโครงการนมโรงเรียนกันก่อน โดยนมโรงเรียนเป็นนโยบายของรัฐบาลไทยที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2535 เพื่อแก้ปัญหาการขาดสารอาหารในเด็กวัยเรียน และสนับสนุนอุตสาหกรรมโคนมไทยโดยใช้น้ำนมดิบจากเกษตรกรในประเทศ นมโรงเรียนเป็นส่วนสำคัญของตลาดนมไทย โดยสัดส่วนน้ำนมดิบที่เข้าสู่โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนคิดเป็นร้อยละ 40 ของน้ำนมดิบที่ผลิตได้ทั้งหมดในประเทศไทย นมโรงเรียนทั้งนมยูเอชที และนมพาสเจอร์ไรส์ มีเฉพาะรสจืดเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันโครงการดำเนินบนหลักการที่กำหนดให้เด็กนักเรียนดื่มนมครบ 260 วัน/ปีการศึกษา

โดยในแต่ละปีจะมีการสรรหาผู้ประกอบการเพื่อเข้าร่วมในการผลิตนมโรงเรียน ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค เพื่อให้การจัดสรรนมเป็นไปอย่างทั่วถึงและถือเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กไปในตัว

ส่วนคำถามที่ว่า นมโรงเรียนหายไปไหน? จากข้อมูลฝั่งประธานในการประชุมคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เผยว่า สาเหตุที่ยังไม่สามารถแจกนมโรงเรียนได้ มาจากการที่ยังไม่สามารถจัดสรรพื้นที่จำหน่ายให้กับผู้ประกอบการนมโรงเรียนทั้ง 5 ภาคได้ เนื่องจากในปีนี้ กรมปศุสัตว์ ออกหลักเกณฑ์ไม่คุ้มครองสาขา โรงงาน 5 ตัน/วัน เนื่องจากไม่ใช่รายเล็ก แต่เป็นรายใหญ่ที่แตกสาขาเพื่อหวังได้พื้นที่จำหน่ายนมโรงเรียนเพิ่มขึ้น เป็นการเอาเปรียบรายอื่นอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งจะต้องตรวจสอบความโปร่งใสก่อน

นอกจากนี้ ในยังมีปัญหาผู้ประกอบการบางรายในบางพื้นที่ ไม่ให้ปศุสัตว์ไปตรวจน้ำนมดิบตั้งแต่ปี 2564 ส่งผลให้ตัวเลขการเก็บน้ำนมดิบจะไม่ครบถ้วน ซึ่งในหลักเกณฑ์ต้องตรวจน้ำนมดิบ 12 เดือน พร้อมมีหลักฐานที่มีหนังสือไม่ให้เข้าไปตรวจด้วยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา 

อีกทั้งยังมีปัญหาการไม่เปิดซองตรวจรับเอกสารในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ประกอบการโดยทันทีในวันรับสมัครของบางพื้นที่ ทำให้เกิดความล่าช้า ส่งผลให้จนถึง ณ วันนี้ยังไม่ได้กำหนดไทม์ไลน์วันที่เด็กจะได้ดื่มนม

ขณะที่หนึ่งในผู้ประกอบการจาก ‘ทุ่งกุลาแดรี่ฟูดส์’ ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ในวันที่ 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเปิดภาคเรียนการศึกษา ปี 2565 เด็กไม่ได้ดื่มนมตามประกาศหลักเกณฑ์ ในหมวดที่ 2  ข้อที่ 9.3 ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมต้องทำสัญญาซื้อขายเป็นหนังสือกับหน่วยงานจัดซื้อให้แล้วเสร็จอย่างน้อยภายใน 5 วันก่อนทำการเปิดภาคเรียนแม้แต่ละภาคเรียนการศึกษา

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าทำสัญญากับ อ.ส.ค. ได้ในทันทีที่ได้รับการจัดสรรสิทธิ์ปี 2565 แล้วเสร็จ คือ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ยังไม่คืนหลักทรัพย์ตามสัญญาเก่าปี 2564 ทำให้ไม่สามารถออกหนังสือค้ำประกันฉบับใหม่เพื่อค้ำประกันสัญญากับ อ.ส.ค. ในปี 2565 ทำให้ไม่สามารถทำสัญญา อ.ส.ค. ได้ตามประกาศหลักเกณฑ์ในหมวดที่ 4  เรื่องการทำสัญญาจัดส่งและการจัดเก็บนมในโครงการ ในข้อที่ 15, 16 และ 17

ในขณะเดียวกันก็จะทำให้ไม่สามารถเข้าเซ็นสัญญากับ อ.ส.ค. ได้ เนื่องจากการจัดสรรปีนี้ล่าช้า เด็กอาจได้ดื่มนมไม่ครบ 260 วัน ตามประกาศหลักเกณฑ์ปี 2565 และมติ ครม. ลงวันที่ 29 มีนาคม 2562  เรื่องขอทบทวนมติครม เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 เรื่องการทบทวนระบบบริหารจัดการนมโรงเรียน

จากปัญหาเหล่านี้ คงพอจะเป็นคำตอบให้ได้ว่านมโรงเรียนไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่ติดปัญหาในระหว่างการดำเนินการ ซึ่งก็คงมีคำถามต่อมาว่า แล้วเด็กจะได้ดื่มนมโรงเรียนเมื่อไหร่? แม้จะยังไม่ได้คำตอบที่แน่ชัด แต่จากข้อมูล พบว่าในการประชุมคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 3/2565 ในที่ประชุมเห็นชอบให้หน่วยจัดซื้อ/โรงเรียนเอกชนจัดซื้อนมโรงเรียนชดเชยตามจำนวนวันที่เด็กนักเรียนยังไม่ได้ดื่มนมโรงเรียน นับแต่วันเปิดภาคเรียน และจัดซื้อให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมโรงเรียนครบ 260 วัน/ปีการศึกษา โดยจะเร่งดำเนินการเพื่อให้เด็กได้ดื่มนมโรงเรียนได้เร็วที่สุด จากข้อมูลนี้ถือเป็นเรื่องดีที่นอกจากเด็ก ๆ จะได้รับนมในเร็ว ๆ นี้ ยังรวมไปถึงการได้รับนมเป็นการชดเชยในช่วงที่ขาดหายไปด้วย

ทั้งนี้ จากรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ปัจจุบันมีจำนวนเด็กเตี้ยเพิ่มมากขึ้นจากร้อยละ 9.7 เป็น 12.9 โดยส่วนสูงเฉลี่ยเด็กอายุ 12 ปี เพศชาย 147.1 เซนติเมตร เพศหญิง 148.1 เซนติเมตร ส่วนสูงเฉลี่ยอายุ 19 ปี เพศชาย 170.9 เซนติเมตร เพศหญิง 158.1 เซนติเมตร สอดคล้องกับข้อมูลเด็กไทยดื่มนมน้อย เฉลี่ยเพียงครึ่งแก้วต่อวัน วัยเรียนดื่มนมทุกวันเพียงร้อยละ 31.1 วัยรุ่นร้อยละ 14.9 เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ คนไทยดื่มนม 18 ลิตร/คน/ปี อินเดีย 59 ลิตร/คน/ปี ญี่ปุ่น 32 ลิตร/คน/ปี เกาหลีใต้ 30 ลิตร/คน/ปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยของคนเอเชีย อยู่ที่ 66 ลิตรต่อคนต่อปี และทั่วโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 113 ลิตรต่อคนต่อปี 

ที่มา : schoolmilkthai, องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย, สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, ฐานเศรษฐกิจ, www.dla.go.th, thaigov.go.th

เขียนและเรียบเรียง : เพชรรัตน์ แสงมณี

เครดิต Business+ 

มาเลเซียแอร์ไลน์ประเดิมบินไปกลับมาเลย์-สิงคโปร์ ด้วยเชื้อเพลิงยั่งยืนลดโลกร้อน

 


สายการบินแห่งชาติมาเลเซียประเดิมเที่ยวบินแรกตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลกเพื่อ โดยประกาศให้โลกรู้ว่าพวกเขาจะใช้พลังงานหมุนเวียนในเที่ยวบินมาเลย์-สิงคโปร์ ที่ทำจากน้ำมันประกอบอาหารและวัสดุเหลือใช้ ซึ่งสามารถช่วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 80%

The Sun Daily/Bernama รายงานว่า Malaysia Airlines จะดำเนินการเที่ยวบินโดยสารครั้งแรกโดยใช้เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) ระหว่างกัวลาลัมเปอร์และสิงคโปร์ในวันที่ 5 มิ.ย. ซึ่งตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลก

พอดี

บริษัทกล่าวว่า เที่ยวบินที่ขับเคลื่อนโดย SAF จากกัวลาลัมเปอร์ไปสิงคโปร์คือเที่ยวบิน MH603 และจากสิงคโปร์ไปยังกัวลาลัมเปอร์คือเที่ยวบิน MH606 เที่ยวบินเหล่านี้คือเครื่องบินโบอิ้ง 737-800 โดยใช้ส่วนผสมของ SAF ประมาณ 38% และเชื้อเพลิงเครื่องบินเจ็ตแบบธรรมดา

คำแถลงของ Malaysia Airlines ระบุว่า "ตัวเลือกเชื้อเพลิงที่ยั่งยืนนี้ ซึ่งทำจากของเสียหมุนเวียน 100% และวัตถุดิบตกค้าง (เช่น น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร) สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 80%” 

บริษัทชี้ว่า โครงการนี้่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของสายการบินแห่งชาติมาเลเซียที่มุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการบรรลุแหล่งเชื้อเพลิงที่สะอาดและใช้งานได้มากขึ้นสำหรับเที่ยวบินปกติภายในปี 2025

Malaysia Airlines เชิญแขกและผู้ให้การสนับสนุนด้านความยั่งยืนให้เดินทางในเที่ยวบินสำคัญ ๆ แขกสามารถจองได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 4 มิ.ย. เพื่อรับส่วนลดสูงสุดถึง 15% เมื่อเดินทางกับเที่ยวบินเหล่านี้

จากข้อมูลของ  Aviation: Benefits Beyond Borders ปัจจุบัน เครื่องบินขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงการบินเหลว ซึ่งส่วนใหญ่มาจากแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่มีเชื้อเพลิงชนิดใหม่ได้รับการพัฒนาขึ้นซึ่งมีศักยภาพในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิของการบินได้อย่างมาก

เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAFs) ซึ่งมักเรียกกันว่า "เชื้อเพลิงชีวภาพยุคหน้า" หรือ "เชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง" สามารถผสมกับน้ำมันก๊าดแบบเดิมและมีการใช้งานแล้วในเที่ยวบินเชิงพาณิชย์หลายแห่ง

การใช้ SAF ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมได้อย่างมากเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยในบางกรณีเกิน 80% ซึ่งรวมเอาการปล่อยมลพิษที่เกิดขึ้นในการผลิต SAFs แล้วด้วย

นอกจากนี้ คาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกดูดซับระหว่างการเติบโตของมวลชีวภาพเพื่อหมัก SAF จะเทียบเท่ากับปริมาณก๊าซที่เกิดขึ้นโดยประมาณเมื่อเชื้อเพลิงถูกเผาไหม้ในเครื่องยนต์สันดาปและกลับสู่บรรยากาศ  

ปัจจุบัน SAF มีราคาแพงกว่าเชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่นแบบเดิม มูลประมาณตั้งแต่ 2 เท่าหากผลิตจากของเสียบางส่วน ไปจนถึง 6-10 เท่าถ้าทำจากเชื้อเพลิงสังเคราะห์ที่ใช้การดักจับคาร์บอน 

ราคาที่แพงสาเหตุหลักมาจากการผลิตขนาดเล็ก และด้วยความที่มันยังใหม่และมีราคาแพงและยังมีปริมาณน้อย จึงมีอัตราส่วนการใช้แค่ 0.01% ของการใช้เชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่นทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีการสร้างโรงงานผลิต SAF เพิ่มขึ้น และสายการบินลงนามสัญญาซื้อเชื้อเพลิงแบบนี้มาใช้มากขึ้น ทุนที่ช่วยหนุนจะทำให้ SAF มีราคาถูกลงในอนาคต

https://www.igreenstory.co/malaysia-airlines-to-operate-first-passenger-flight-powered-by-sustainable-fuel/

ข้อมูลจาก

• "Malaysia Airlines to operate first passenger flight powered by sustainable fuel". (05- 30- 2022). The Sun Daily/Bernama.

• "What is sustainable aviation fuel?". aviationbenefits.org.

Tesla ถ้าขายไทยแบบ Official จะทุบราคาลง EV ลง 8 แสน

 


เตรียมรับแรงกระแทก! สื่อรายงานว่าหาก Tesla บุกไทยแบบ Official จะทำให้รถ​ EV ถูกลง 8 แสนบาท/คัน ส่วนค่ายอื่นได้รับผลกระทบด้วย

ประชาชาติธุรกิจ รายงานข้อมูลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหาก Tesla เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการ เนื่องจากมีการพบเบาะแสการจดทะเบียนบริษัทในไทย

รายงานเผยว่าหาก Tesla เข้ามาทำตลาดในไทยแบบ Official ก็จะทำให้ราคารถ EV ลดลงไปประมาณ 7-8 แสนบาท/คัน (อ้างอิงจากรายงานของ ส.อ.ท. : กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) เพราะ Tesla เป็นแบรนด์ใหญ่ กระตุ้นตลาดรถ EV ได้เป็นอย่างมาก

ไม่ว่า Tesla จะนำรถเข้ามาจำหน่าย หรือตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยก็จะทำให้ราคาขายต่ำลงแน่นอน เนื่องจากตอนนี้กลุ่ม Gray Market ต้องนำเข้าจากอังกฤษ, ฮ่องกง ทำให้มีราคาสูง

รถจาก 2 ประเทศดังกล่าวเป็นรถพวงมาลัยขวาทำให้ต้องเสียภาษีนำเข้า 80% แต่หาก Tesla นำเข้ามาเอง อาจจะนำเข้าจากจีน อินโดนิเซีย จะทำให้เข้าข้อตกลงภาษี 0% (FTA) 

เช่น Tesla Model 3 ที่ราคานำเข้าตลาด​ Gray Market อยู่ที่ราว ๆ 3 ล้านบาท ราคาก็จะถูกลงไป 7-8 แสนบาท

แน่นอนว่าหาก Tesla เข้ามาทำตลาดในไทยก็จะส่งแรงกระแทกไปยังค่ายรถญี่ปุ่น จีน ที่ต้องปรับราคาเพื่อการแข่งขันด้วย โดยรถยนต์สันดาปจะได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง ส่วนตลาดรถ EV ก็ต้องแข่งขันกันต่อไป

สำหรับมาตรการสนับสนุนรถ EV นั้น รายงานเผยว่ากรมฯ​ ได้หารือร่วมกับค่ายรถอีก 3-4 ค่ายที่สนใจเข้าร่วมมาตรการ ทำให้ตอนนี้จะมีค่ายรถหลายค่าเข้าร่วมโครงการส่วนลด เพิ่มทางเลือกให้ชาวไทยมากขึ้น

ที่มา : https://www.prachachat.net/motoring/news-942698

เรียบเรียงโดย - เต้นท์ iMoD


ได้ใจสาวก "Tesla" ได้จดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยเรียบร้อย

 


ข้อมูลจากเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า "บริษัท เทสลา (ประเทศไทย) จำกัด" ได้จดทะเบียนเรียบร้อยตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย. 2565 เพื่อประกอบธุรกิจอย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย ทำให้สาวกดีใจกันแบบเนื้อเต้น เพราะจะได้เป็นเจ้าของสินค้าภายใต้แบรนด์เทสล่าได้แบบไม่ยาก

ในข้อมูลระบุว่า เทสลา (ประเทศไทย) จดทะเบียนเป็นบริษัทประกอบกิจการขายรถยนต์ไฟฟ้า ระบบเก็บพลังงานแบบติดตั้งและอุปกรณ์ที่ใช้กับระบบเก็บพลังงานแบบติดตั้ง ระบบผลิตพลังงาน และอุปกรณ์ที่ใช้กับระบบพลังงาน อย่าง Tesla Powerwall ที่มีบริษัทไทยรับเป็นตัวแทนจำหน่ายก่อนหน้านี้ด้วย

นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับคนที่สนใจหรืออยากซื้อรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ในขณะนี้ เพราะถ้า Tesla นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเองโดยไม่ผ่านตัวแทนจำหน่าย เราอาจจะได้เห็นรถรุ่นฮิตอยาก Tesla Model S/X/Y ในราคาที่ไม่ไกลเกินเอื้อม แถมยังจะได้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกใหม่ ที่เข้ามาสู้ศึกรถยนต์ไฟฟ้าบ้านเราอีกด้วย

ถึงอย่างไรก็ตาม การจดทะเบียนบริษัท Tesla ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น และยังไม่ได้มีประกาศอย่างเป็นทางการออกมา เราอาจจะต้องติดตามกันต่อไปว่าทางบริษัทจะออกมายืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้ตอนไหน เพราะสังเกตจากการจดทะเบียนบริษัทในต่างประเทศก็ใช้เวลานานนับปีก่อนจะเริ่มจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าได้จริง


เชื่อมรถไฟ “จีน-ลาว-ไทย” 26 มิ.ย.นี้ วางรางเพื่อขนส่งสินค้าโดยเฉพาะ


เตรียมเชื่อม 2 โครงข่ายรางรถไฟ “ลาว-จีน” กับรถไฟ “ลาว-ไทย” ระยะทาง 4 กิโลเมตร กำหนดแล้วเสร็จ 26 มิถุนายนนี้ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการขนส่งสินค้าข้ามประเทศ โดยเฉพาะระหว่างจีนผ่านลาวเข้าไทย

วันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา สาคอน พิลางาม ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าบกท่านาแล้ง ซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการเวียงจันทน์ โลจิสติก พาร์ค ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนลาวและจีนว่า การเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟลาว-จีน กับโครงข่ายรถไฟลาว-ไทย ได้กำหนดให้แล้วเสร็จในวันที่ 26 มิถุนายน 2565 ซึ่งจากนั้นจะมีผลให้ท่าบก (dry port) ท่านาแล้ง เป็นศูนย์รวมการขนถ่ายสินค้าที่ซื้อขายกันระหว่างจีนกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะระหว่างจีนซึ่งใช้รางรถไฟกว้าง 1.435 เมตร กับไทยที่ใช้รางกว้าง 1 เมตร

การเชื่อมต่อ 2 โครงข่ายทางรถไฟดังกล่าว บริษัทท่าบกท่านาแล้ง ได้ลงทุนวางรางรถไฟจากสถานีท่านาแล้งขึ้นมายังท่าบกท่านาแล้ง ระยะทาง 1.2 กิโลเมตร ขณะเดียวกัน บริษัทรถไฟลาว-จีน ได้ลงทุนวางรางรถไฟสถานีสินค้าเวียงจันทน์ใต้ ลงมายังท่าบกท่านาแล้ง ระยะทาง 2.8 กิโลเมตร

สถานีท่านาแล้งเป็นต้นทางของโครงข่ายรถไฟลาว-ไทย ผ่านรางรถไฟที่วางจากลาวข้ามแม่น้ำโขงผ่านสะพานมิตรภาพไปยังสถานีรถไฟหนองคาย ส่วนสถานีสินค้าเวียงจันทน์ใต้ เป็นสถานีสุดท้ายของทางรถไฟลาว-จีน

อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าบกท่านาแล้ง กล่าวว่า การรางรถไฟที่วางจากสถานีเวียงจันทน์ใต้มายังท่าบกท่านาแล้ง จะใช้เพื่อขนส่งสินค้าเท่านั้น เพราะที่ผ่านมา เมื่อขบวนรถไฟลาว-จีน มาถึงปลายทางที่สถานีเวียงจันทน์ใต้แล้ว ต้องใช้รถบรรทุกขนสินค้าส่งต่อลงมายังท่าบกท่านาแล้งอีกทอดหนึ่ง เพื่อส่งต่อเข้าไปในไทยและประเทศอื่นๆ

การวางรางรถไฟเพื่อเชื่อมต่อสถานีเวียงจันทน์ใต้ ผ่านท่าบกท่านาแล้ง ไปยังสถานีท่านาแล้ง จะทำให้การขนส่งสินค้าที่ซื้อขายกันระหว่างจีนผ่านลาวเข้าไทย และต่อไปยังประเทศอื่นๆ หรือสินค้าที่ไทยส่งผ่านลาวขึ้นไปยังจีน สามารถทำได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

สาคอน กล่าวว่า นับแต่ท่าบกท่านาแล้งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2564 เป็นต้นมา ได้ให้บริการขนถ่ายสินค้าที่ส่งผ่านเส้นทางรถไฟลาว-จีนแล้ว 11,000 ตู้คอนเทนเนอร์ ในนี้ 80% เป็นสินค้าผ่านแดนจากจีนผ่านลาวข้ามไปยังไทย เพื่อส่งต่อไปยังพม่า กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ปุ๋ย เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม

เปิดตัวเครื่องบินไฮเปอร์โซนิก Talon-A ปล่อยตัวจากเครื่องบินขนาดใหญ่ที่สุดในโลก


บริษัท Stratolaunch ผู้พัฒนาเครื่องบินขนส่งจรวดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เปิดตัวเครื่องบินไฮเปอร์โซนิก Talon-A หรือ TA-0 หลังจากโครงการพัฒนาเครื่องบินรุ่นนี้ถูกเปิดเผยในปี 2020 บริษัทได้ใช้เวลาในการพัฒนาเครื่องต้นแบบ Talon-A ประมาณ 2 ปี กำหนดการทดสอบครั้งแรกในช่วงปลายปีนี้ โดยใช้วิธีปล่อยตัวจากเครื่องบิน Stratolaunch ที่ระดับความสูงประมาณ 10 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก

เครื่องบินไฮเปอร์โซนิก Talon-A หรือ TA-0 ที่ถูกเปิดตัวในครั้งเป็นเครื่องต้นแบบไม่ใช่รุ่นที่เสร็จสมบูรณ์ ระบบควบคุมใช้การควบคุมจากระยะไกลไม่มีนักบินที่เป็นมนุษย์อยู่บนเครื่องบิน ระบบขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงจรวด เครื่องบินไฮเปอร์โซนิก Talon-A จะถูกติดตั้งไว้ใต้ปีกของเครื่องบิน Stratolaunch ก่อนปล่อยตัวเพื่อทำภารกิจ ส่วนวิธีการลงจอดใช้การลงจอดคล้ายกับเครื่องบินลงจอดบนสนามบิน

ภารกิจหลักของเครื่องบินไฮเปอร์โซนิก Talon-A คือ การทดสอบการเดินทางด้วยเครื่องบินความเร็วเหนือเสียง 5 มัค หรือความเร็วประมาณ 6,174 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งในด้านของภารกิจทางการทหารและภารกิจด้านการทดลองวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันบริษัทยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับขีดความสามารถของเครื่องบินไฮเปอร์โซนิก Talon-A ทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเป้าหมายในการพัฒนา รวมไปถึงการทดสอบในระยะแรกเครื่องบินไฮเปอร์โซนิก Talon-A จะไม่มีการติดตั้งเครื่องยนต์จรวดอย่างเสร็จสมบูรณ์อาจเป็นการทดสอบบินร่อนลงจอดบนสนามบิน

สำหรับเครื่องบิน Stratolaunch หรือ Roc รูปทรงภายนอกคล้ายการนำเครื่องบิน 2 ลำ มาเชื่อมต่อกันด้วยปีกขนาดใหญ่ความกว้างวงปีก 117 เมตร ความยาวของเครื่องบิน 110 เมตร เครื่องบินใช้เครื่องยนต์ 6 เครื่อง แนวคิดหลักในการออกแบบเครื่องบินรุ่นนี้ คือ ใช้ปฏิบัติภารกิจบรรทุกไฮเปอร์โซนิกและจรวดขนส่งดาวเทียมน้ำหนัก 250-590 ตัน ไปที่ระดับความสูงประมาณ 11 กิโลเมตรเหนือพื้นโลกก่อนปล่อยจรวดขึ้นสู่อวกาศ โดยหลังเสร็จสิ้นการปล่อยตัวเครื่องบิน Stratolauch บินกลับมาลงจอดที่สนามบินเพื่อรอปฏิบัติภารกิจถัดไป

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/115116/

ที่มาของรูปภาพ stratolaunch.com

ทำไม Tesla ถึงมาแค่ขาย ยังไม่ปักหลักตั้งฐานผลิต EV ในไทย?

ไม่กี่วันที่ผ่านมามีเรื่องสั่นสะเทือนแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่อง หลังจากมีข้อมูลจากเว็บไซต์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยืนยันอย่างชัดเจนว่า บริษัท เทสลา (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิต-จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าของเศรษฐีคนดังอย่าง ‘อีลอน มัสก์’ ได้เข้ามาจัดตั้งบริษัทในไทยแล้วตั้งแต่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา

โดยที่การเข้ามาครั้งนี้ด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 3 ล้านบาท เพื่อนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาขายในไทยเท่านั้น ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนว่าจะเข้ามาสร้างฐานการผลิตอย่างที่ทำในประเทศจีน หรือกำลังจะเกิดขึ้นในอินโดนีเซีย ซึ่งในแง่ของผู้บริโภคจะได้รับผลดีเรื่องของตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น และมีโอกาสที่ราคารถยนต์ไฟฟ้าจะต่ำลงเมื่อมีการแข่งขันของผู้นำเข้าหลายเจ้า

แต่การที่เทสลายังไม่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย นั้น บ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมุมมอง และความกังวลที่มีต่อความสามารถทางการแข่งขันของไทยที่ไม่น่าสนใจ ทั้งในแง่ของเทคโนโลยีการผลิต แรงงาน รวมไปถึงด้านทรัพยากรของไทยที่ไม่ดึงดูด FDI ให้มาลงทุน

ตอกย้ำความคิดนี้ได้จากการที่ 'KKP Research' ประเมินในภาพรวมว่า ประเทศไทยอาจไม่ใช่แหล่งผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเหมือนที่เคยเป็นแหล่งผลิตยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน สาเหตุเป็นเพราะการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมไปเป็นการผลิตรถยนต์ EV ยังมีอุปสรรคมากและประสบความสำเร็จได้ยาก โดยมีหลายสัญญาณที่ทำให้ประเมินว่าการผลิตรถยนต์ไทยมีแนวโน้มเหลือเพียงการผลิตเพื่อขายในประเทศเท่านั้น หรือในกรณีเลวร้ายอาจต้องนำเข้าจากประเทศอื่นแทน

สำหรับในแง่ของการผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่เป็นหัวใจหลักของรถยนต์ไฟฟ้า พบว่าไทยจะไม่มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (Li-Ion Battery Supply Chain)

ซึ่งปัจจัยหลักที่จะทำให้ประเทศใดก็ตามในโลก สามารถก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่ได้ คือ เทคโนโลยี และทรัพยากร ซึ่งไทยไม่มีในทั้ง 2 ข้อ จึงทำให้เสียเปรียบคู่แข่งอย่างจีน และอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก

ในแง่ของ เทคโนโลยีแล้ว ไทยไม่มีเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ที่ทันสมัยเหมือนจีนจาก 3 เหตุผลหลัก คือ

- จีนเริ่มมีการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ไปแล้ว และครองห่วงโซ่การผลิตแบตเตอรี่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยจีนมีแหล่งทรัพยากรที่สำคัญอย่างลิเทียม โคบอลต์ และแร่หายาก บวกกับสามารถสกัดแร่ และผลิตแบตเตอรี่ได้มากถึง 80% และ 79% จากกำลังการผลิตทั่วโลก

- อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ยังเป็นตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดในการเข้าตลาดของบริษัทใหม่ที่สูง จาก เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต แรงงานทักษะสูง การที่มีผู้นำตลาดที่เป็นที่ยอมรับอยู่แล้วคือแบรนด์ใหญ่อย่าง CATL LGES BYD Panasonic ทำให้รายย่อยแข่งขันยาก และประสบกับปัญหา Economies of Scale เพราะการผลิตแบตเตอรี่มีต้นทุนสูง ทำให้ผู้เล่นรายใหม่ไม่สามารถขยายกำลังการผลิตเท่าผู้ผลิตรายใหญ่ได้ในระยะเวลาสั้น ๆ (ซึ่งขณะนี้บริษัทจีนเพียงบริษัทเดียวครองส่วนแบ่งการตลาดไปแล้วถึง 40%)

- ปัญหาเรื่องของการรีไซเคิล โดยอนาคตปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติถือเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และรถยนต์ EV เนื่องจากมีการคาดการณ์ไว้ว่าแร่สำคัญในการผลิตแบตเตอรี่อย่างนิเกิล และลิเทียมจะหมดในปี 2024-2026 ดังนั้น การรีไซเคิลแบตเตอรี่จึงมีความสำคัญมากในปัจจุบัน แม้ว่าในระยะต่อไปอาจมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ แทนการใช้แบตเตอรี่ลิเทียมแบบเดิม (ซึ่งจีนมีความได้เปรียบในเรื่องนี้เนื่องจากมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 80%)

ในแง่ของปัจจัยด้านทรัพยากร ไทยแพ้คู่แข่งอย่างราบคาบ เพราะอินโดนีเซียมีแหล่งนิเกิล (Nickel) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมากถึง 30% จากแหล่งแร่สำรองทั้งหมด ซึ่งการผลิตรถยนต์ EV ใช้แร่ธาตุมากกว่ารถยนต์สันดาบถึง 6 เท่า โดย Nickel เป็นแร่ที่ใช้มากเป็นอันดับ 2 รองจากลิเทียมในการผลิตแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมนิคเคิลแมงกานีสโคบอลท์ออกไซด์ (NMC) อีกทั้ง Nickel ยังเป็นแร่ที่มีผลต่อราคาแบตเตอรี่อย่างมาก เนื่องจากมีราคาสูงรองจากโคบอลต์และลิเทียมเท่านั้น

ขณะที่ในแง่ของต้นทุนแรงงาน ค่าแรงของอินโดนีเซียถูกกว่าไทย 3 เท่า และตลาดอินโดนีเซียใหญ่กว่าไทยเกือบ 4 เท่า แถมจำนวนประชากรในอินโดนีเซียมีมากถึง 273 ล้านคน ในขณะที่จำนวนประชากรไทยมีเพียง 69 ล้านคน ทำให้ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศอินโดนีเซียเฉลี่ยอยู่ที่ 1 ล้านคันต่อปี มากกว่าไทยที่มียอดขายภายในประเทศเฉลี่ยที่ 8.6 แสนคันต่อปี นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังอยู่ใกล้ฟิลิปปินส์อีกหนึ่งตลาดสำคัญที่มีประชากรถึง 109 ล้านคน และขยายตัวเร็วเฉลี่ย 10% ต่อปี

นอกจากข้อได้เปรียบด้านเทคโนโลยีของจีน กับทรัพยากรของอินโดนีเซีย ที่ไทยแพ้แบบหมดท่าแล้ว ยังมีส่วนของข้อตกลงทางการค้า FTA ที่ทำให้ไทยสามารถนำเข้ารถยนต์ EV จากจีนโดยไม่เสียภาษี

ซึ่งประเด็นนี้กลายเป็นแรงกดดันสำคัญอีกทางต่อการพัฒนาภาคการผลิตรถยนต์ EV ในไทย เนื่องจากผู้ผลิตจะสามารถส่งออกรถยนต์มายังไทยโดยไม่ต้องเสียภาษีได้จึงไม่จำเป็นต้องตั้งฐานการผลิตที่ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเทสลา ที่มีฐานการผลิตอยู่ในประเทศจีน

จากข้อได้เปรียบทางทรัพยากร แรงงาน ขนาดของตลาด และเทคโนโลยีของคู่แข่งอย่างจีน และอินโดนีเซีย ทำให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่า ไทยยังไม่เหมาะสำหรับการเข้ามาลงทุนเพื่อผลิตรถยนต์ในประเทศ จึงยังไม่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มเติม ถึงแม้ว่าการเข้ามาจัดตั้งบริษัทในครั้งนี้ของเทสลา หลายคนยังมองว่าเป็นใบเบิกทางสำหรับการลงทุนจัดตั้งฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าก็ตาม

ที่มา: KKP Research , IEA

เขียนและเรียบเรียง : พรรณรุ้ง คุ้มพงษ์พันธ์


"นั่งรถไฟไทยไปไต่หลังคาโลก"


จากสถานีกลางบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ขึ้นรถไฟความเร็วสูงซึ่งใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมงถึงเวียงจันทร์ (รถไฟความเร็วสูงจะเปิดให้บริการในอีก 5 ปีข้างหน้าหรือประมาณ พ.ศ.2568 ซึ่งระหว่างนี้สามารถนั่งรถไฟธรรมดาไปได้) โดยผ่านเมืองมรดกโลกอย่าง พระนครศรีอยุธยาตลอดสองข้างทางจะเห็นทุ่งนากว้างไกลสุดลูกหูลูกตาโดยเฉพาะฤดูเก็บเกี่ยว ท้องทุ่งสีทองช่างงดงามนัก จากทุ่งราบอู่ข้าวอู่น้ำภาคกลาง เราก็เข้าสู่ภาคอีสาน ผ่านมรดกทางธรรมชาติอย่างเขาใหญ่ ที่สถานีปากช่อง ผ่านเมืองใหญ่อย่าง นครราชสีมาและขอนแก่น หนองคาย ก่อนที่จะข้ามแม่น้ำโขงที่ สะพานมิตรภาพไทย -ลาว จากนั้นก็จะผ่านพรมแดนบริเวณท่านาแล้ง เวียงจันทร์ ผ่านวังเวียง เมืองมรดกโลก หลวงพระบาง และอีกเพียงไม่เกิน 8 ชั่วโมงก็เข้าถึงคุนหมิง พักที่เมืองนี้ 1-2 คืนเพื่อเที่ยวในเมืองโดยรอบอาทิ

#ตำหนักจินเตี้ยน ตำหนักแห่งนี้ถูกสร้างในช่วงราชวงศ์หมิง ผู้คนมักจะมาที่นี่เพื่อกราบไหว้ขอพรในด้านสุขภาพและการเงินให้ประสบผลสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่เก็บสะสมของโบราณล้ำค่ายุคสมัยก่อนไว้จนถึงทุกวันนี้

#ทะเลสาบชุ่ยหู เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่ถูกขนานนามว่า “สระมรกต” ตั้งอยู่ใจกลางเมืองคุนหมิงล้อมรอบด้วยบึงน้ำ และสวนสาธารณะ เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ

#อุทยานป่าหิน เป็นอีกสถานที่ชื่อดังของเมืองคุนหมิง ป่าหินโบราณที่มีอายุมากกว่า 300 ปี ซึ่งภายในเขตอุทยานป่าหินจะมีทั้งเสาหินปูนขนาดเล็ก ภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ และถ้ำหินปูนอยู่มากกว่า 100 ลูก นับว่าเป็นอุทยานหินปูนธรรมชาติที่หาดูได้ยากแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

หลังจากนั้นเดินทางต่อโดย รถไฟความเร็วสูงคุนหมิง - กุ้ยหยางใช้เวลา 2 ชั่วโมง ตลอดระยะทางสามารถสัมผัสกับทัศนียภาพอันงดงามของเทือกเขา อุโมงค์ และชุมชนชาวพื้นเมืองตลอดสองข้างทาง จากกุ้ยหยาง รถไฟหัวกระสุนความเร็วสูงมุ่งสู่ เฉิงตู ระหว่างทาง ผ่านเมืองต่างๆ ในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) บุกฝ่าเส้นทางที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน เพื่อมุ่งหน้าสู่นครเฉิงตู เมืองเอกของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) โดยใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง 58 นาที เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน ทางรถไฟความยาว 648 กิโลเมตรสายนี้ จึงสร้างบนสะพานยกสูงและลอดอุโมงค์ราวร้อยละ 85

พักเฉิงตู 2-3 คืน เพื่อเที่ยวบริเวณโดยรอบเมืองอาทิ

#พระใหญ่เล่อซาน (Leshan Grand Buddha) พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ณ หุบเขาเล่อซาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดของโลก ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองเฉิงตู อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเล่อซาน สร้างขึ้นในช่วงราชวงศ์ถัง (ปี ค.ศ. 713-803) มีความสูง 71 เมตร ยาว 8.3 เมตร หลังเท้ากว้าง 9 เมตร และช่วงไหล่กว้าง 24 เมตร

#วัดวูเฮา (Wuhou Temple) วัดที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองเฉิงตู สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่จูกัดเหลียง (Zhuge Liang) หรือขงเบ้ง บุคคลสำคัญในยุคสามก๊ก (ค.ศ. 220-280) ตั้งอยู่ชานเมืองทางตอนใต้ของเมืองเฉิงตู ส่วนหลักของวัดวูเฮาถูกแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ไล่ไปตั้งแต่ทางด้านใต้ขึ้นเหนือ คือส่วนของประตูทางเข้า, ประตูที่สอง, ส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับเล่าปี่, บริเวณทางเดิน และส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับขงเบ้ง

#ถนนโบราณจินหลี่ (Jinli Street)ถนนโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัดวูเฮา ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่ช่วงต้นราชวงศ์ฉิน (ปี ค.ศ. 221-206 ก่อนคริสตกาล) มีชื่อเสียงมากในเรื่องของการซื้อ-ขายผ้าเนื้อดี เป็นย่านการค้าที่รุ่งเรืองมากในช่วงอาณาจักร Shu (ปี ค.ศ. 221-263) และเพื่อเรียกคืนสู่ความรุ่งเรืองของถนนแห่งนี้อีกครั้ง จึงได้รับการบูรณะและเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าไปเที่ยวชมเมื่อปี ค.ศ. 2004

#ศูนย์วิจัยและเพาะเลี้ยงแพนด้า อยู่ห่างจากตัวเมืองเฉิงตูไปเพียง 6 กิโลเมตรเท่านั้น แถมยังมีสภาพแวดล้อมของธรรมชาติที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินชีวิตที่แท้จริงของแพนด้า เหมาะสมที่สุดในการที่จะเลี้ยงและทำการปรับปรุงพันธุ์เจ้าตัวอ้วนปุกปุยนี้ ตลอดจนการดูแลสัตว์ป่าหายาก เช่น นกกระสาคอดำ นกกระสาขาว แพนด้าเล็ก เป็นต้น

จากเฉิงตู นั่งรถไฟไปยัง ซีหนิง ใช้เวลา 10 ชม 13 นาที ซึ่งทิวทัศน์ตลอดระยะทาง เต็มไปด้วยป่าไม้ ภูเขาสูง โตรกธาร ทุ่งหญ้า และชุมชนชาวพื้นเมืองอยู่เป็นระยะ

จากซีหนิง ก็ถึงไฮไลท์ของการเดินทางครั้งนี้ เราจะไต่หลังคาโลกด้วย "ทางรถไฟสายชิงไห่-ทิเบต" เส้นทางรถไฟชิงไห่ – ทิเบต หรือ “ถนนบนท้องฟ้า” เป็นเส้นทางรถไฟบนที่ราบสูงที่สูงที่สุดและยาวที่สุดของโลก เริ่มต้นเดินทางจากนครซีหนิง เมืองหลวงของมณฑลชิงไห่ ถึงปลายทางนครลาซา เมืองหลวงของเขตปกครองตนเองทิเบต โดยมีความยาวทั้งสิ้น 1,956 กิโลเมตร ส่วนระยะทางที่ระดับความสูง 4,000 เมตรขึ้นไปราว 1,000 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 26 ชั่วโมง 23 นาที จุดที่สูงสุดของรถไฟเส้นนี้คือ ‘the Tanggula Pass’ มีความสูงถึง 5,068 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แน่นอนว่าในระดับที่สูงขนาดนี้เรื่องระดับออกซิเจนต้องเป็นปัญหาอย่างแน่นอน รถไฟสายนี้จะมีการจัดการเรื่องออกซิเจนแบ่งเป็น 2 แบบคือ ในขณะที่รถไฟกำลังไต่ระดับในพื้นที่ราบสูงรถไฟจะมีการปั๊มออกซิเจนไปยังตัวขบวนเอง และเมื่อขึ้นไปยังระดับที่สูงมากๆ แล้วผู้โดยสารรู้สึกไม่ค่อยดีก็สามารถสวมใส่สายออกซิเจนเพื่อช่วยในการหายใจได้ นั้นหมายความว่าในทุกๆที่นั่งของรถไฟสายนี้จะต้องมีแหล่งจ่ายออกซิเจนฉุกเฉิน และอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่จำเป็นอื่นๆ อีกทั้งยังมีคุณหมอประจำรถไฟด้วย ในกรณีที่อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ตลอดสองข้างทางจะพบกับทัศนียภาพของหลังคาโลกอันตระการตา อาทิ

#จุดกำเนิดแม่น้ำสายสำคัญของโลกถึง5สาย คือ หวงเหอ แยงซีเกียง โขง สาละวิน และพรหมบุตร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นต้นธารอารยธรรมสำคัญของโลก

#สะพานรถไฟผ่านดินบนน้ำแข็งบนที่ราบสูงที่ยาวที่สุดในโลก โดยมีความยาวถึง 11.7 กิโลเมตร เพราะสูงกว่า 4,600 เมตร หน้าหนาวอุณหภูมิต่ำสุดถึง -30 องศาเซลเซียส ปริมาณออกซิเจนลดถง 40% ทว่าอุดมด้วยสัตว์ป่านานาชนิด เช่น จามรีป่า จิ้งจอกหิมะฯลฯ วิศวกรรถไฟจีนจึงสร้างทางรถไฟยกระดับกหรือสะพานรถไฟ เพื่อไม่ให้กีดขวางเส้นทางอพยพย้ายถิ่นของสัตว์ป่า โดยทำช่องใต้สะพานไว้ให้สัตว์ลอดไปมาได้อย่างอิสระ

#สถานีถังกู่ลาซานเป็นสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในโลก โดยมีความสูง 5,068 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่เป็นสถานีที่ไม่มีผู้โดยสารขึ้น-ลง เพราะสูงจนไม่มีชุมชนอาศัยอยู่ มีแต่อุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับเจ้าหน้าที่การรถไฟจีนใช้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินเท่านั้น

#สถานีชว่อน่า ที่ความสูง 4,595 เมตร ตั้งอยู่ริมทะเลสาบชว่อน่า ทะเลสาบน้ำจืดที่สูงที่สุดของโลก แต่ที่สำคัญคือเป็นต้นกำเนิดของ “นู่เจียง” หรือ สาละวิน ซึ่งไหลออกไปออกทะเลอันดามันที่มะละแหม่ง เมืองเอกของรัฐมอญที่ในอดีต

#สถานีทงเทียนเหอ ที่ความสูง 4,600 เมตร สถานีนี้ตั้งอยู่ใกล้จุดกำเนิดของแม่น้ำแยงซีเกียง ซึ่งชาวทิเบตเรียก “ทงเทียนเหอ” แปลว่า สายธารจากสวรรค์ บริเวณนั้น มีกองหินประดับธงมนตราตั้งอยู่โดดเด่น ด้วยถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบต ชนชาติที่เคารพบูชาน้ำในฐานะที่เป็นบ่อเกิดชีวิต และเป็นเส้นทางนำพาดวงวิญญาณของพวกเขาไปสู่สรวงสวรรค์


พักเที่ยวลาซา 5-7 วัน ลาซาตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย ที่ราบสูงธิเบตที่สูงที่สุดในโลก จนได้รับฉายาว่า หลังคาโลก ลาซามีอากาศที่หนาวเย็นมาก และมีความกดอากาศและอ๊อกซิเจนที่ต่ำ ฉะนั้นผู้ที่จะมาในทิเบตจะต้องปรับสภาพร่างกายก่อน สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ

#พระราชวังโปตาลา ตั้งอยู่บนยอดเขาแดง บนความสูงประมาณ 300 เมตร พระราชวังโปตาลาแห่งนี้มีประวัติอันยาวนานมากว่า 1,300 ปี ที่มีความสวยงามและอลังการมาก มีห้องมากกว่า 1,000 ห้อง ซึ่งนับว่าเป็นศิลปสุดยอดฝีมือที่สวยงามที่สุดของทิเบต ภายในพระราชวังโปตาลานี้มีอาคาร 13 ชั้น สูงประมาณ 400 เมตร พระราชวังโปตาลา ถือว่าเป็นสถานที่ที่สำคัญที่สุด

#ตำหนักนอร์บุหลินฆา หรือ หลัวปู้หลินข่า ตั้งอยู่ชานเมืองด้านตะวันตกของกรุงลาซา คำว่า นอร์บุหลินฆา เป็นภาษาทิเบต แปลว่า สวนป่าที่วิเศษ หรือสวนป่ามหาสมบัติ ตำหนักแห่งนี้ สร้างใน ค.ศ.1750 โดยดาไลลามะ ที่ 7 เพื่อเป็นที่พักในยามชรา

#วัดโจคัง (Jokhang) หรือชาวจีนเรียกว่า ต้าเจ้าซื่อ (Dazhao Si ) เป็นวัดที่มีอายุมากกว่า 1,400 ปี สร้างขึ้นตั้งแต่ ประมาณ ปี ค.ศ. 639-647 ชาวทิเบตนับถือว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด

#ตลาดแปดเหลี่ยม หรือ ถนนแปดเหลี่ยม ชาวทิเบตมีความเชื่อว่า ถนนแปดเหลี่ยมนี้เป็นเส้นทางจงกรม จากชาตินี้สู่ชาติหน้าได้ มีคำกล่าวไว้ว่า หากท่านเดินทางมาทิเบตไม่ได้มาที่นี่ เปรียบเหมือนท่านไม่ได้ย่างสู่ทิเบต ถนนแปดเหลี่ยม ยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมือง ของที่ระลึกมากมาย รวมไปถึงงานฝีมือต่าง ๆ มากมายที่ชาวทิเบตนำมาวางขายรายรอบถนนสายนี้

#ทะเลสาบยัมดรกยัมโซ (Yamdrok Yam Tso) เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ศักดิ์สิทธิแห่งหนึ่งของทิเบต ทุก ๆ ปี ชาวทิเบตจะมาแสวงบุญที่นี่จำนวนมาก เขากราบอัษฎางคประดิษฐ์เป็นระยะทางอันยาวไกลเป็นร้อย ๆ กิโลเมตรเพื่อมาสักการะทะเลสาบอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ทะเลสาบยัมดรก ยัมโซอยู่ทางด้านใต้ของแม่น้ำพรหมบุตร (Yarlung Tsangpo River) ในเขตเมือง ชิกัสเซ (Shigase) เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของเทือกเขาหิมาลัย มีพื้นที่ 638 ตารางกิโลเมตร มีความยาว 130 กิโลเมตร กว้าง 70 กิโลเมตร ความลึกเฉลี่ย 20 - 40 เมตร ส่วนที่ลึกที่สุด 60 เมตร อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 4441 เมตร ทะเลสาบนี้สวยมาก น้ำใสสะอาดราวกับกระจก น้ำเป็นสีฟ้าปนเขียว(green jade) ห้อมล้อมด้วยเทือกเขาสูง ยามต้องแสงตะวันในระดับความลึกของน้ำต่าง ๆ กัน จะเปลี่ยนเป็นสีเข้ม สีอ่อนต่างกัน บนผิวน้ำที่ราบเรียบจะมองดูระยิบระยับ มีเงาของภูเขา และต้นไม้สะท้อนลงบนผิวน้ำ ที่สำคัญคือทะเลสาบแห่งนี้ยังบริสุทธิ์มาก

หวังว่าเพื่อนๆจะเพลิดเพลินกับทริปรถไฟสายบางซื่อ หลังคาโลก ทริปนี้นะรับ แล้วพบกันใหม่ ทริปหน้าครับ

ติดตามเรื่องราวดีๆได้ที่ เพจ Bangkok I Love You

https://www.facebook.com/BKkILoveYou

เรื่องและภาพโดย #สุริยะเนตรพรรณพนาไพร

จีนสร้าง 'เกราะกันทราย' ตามแนว 'ทางรถไฟรอบทะเลทราย' ในซินเจียง

 


จีนสร้าง 'เกราะกันทราย' ตามแนว 'ทางรถไฟรอบทะเลทราย' ในซินเจียง

เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ปลูกป่าสร้าง "ระเบียงสีเขียว" เป็นเกราะป้องกันทรายสำหรับทางรถไฟสายเหอเถียน-รั่วเชียง ซึ่งทอดยาวบริเวณขอบใต้ของทะเลทรายทากลามากัน

บริษัท การรถไฟซินเจียง เหอเถียน-รั่วเชียง เรลเวย์ จำกัด เผยว่ามีการปูหญ้าเป็นแนวตารางรวม 50 ล้านตารางเมตร รวมถึงเพาะปลูกไม้พุ่มและกล้าไม้ 13 ล้านต้น ตามแนวทางรถไฟคิดเป็นระยะ 300 กิโลเมตร โดยครอบคลุมพื้นที่ที่มีแนวโน้มเกิดพายุทรายมากที่สุด

นอกจากนั้นบริษัทฯ ระบุว่ามีการติดตั้งระบบชลประทานประหยัดน้ำอัจฉริยะเพื่อหล่อเลี้ยงพืชพรรณ โดยระบบนี้สามารถควบคุมผ่านโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์จากระยะไกลได้ด้วย

งานปลูกป่าดังกล่าวเริ่มต้นเดือนธันวาคม 2018 พร้อมกับการก่อสร้างทางรถไฟสายเหอเถียน-รั่วเชียง ซึ่งเป็นโครงการทางรถไฟระดับชาติ ความยาวกว่า 825 กิโลเมตร เชื่อมโยงเมืองเหอเถียนในแคว้นเหอเถียน กับอำเภอรั่วเชียง แคว้นปกครองตนเองปาอินกัวเหลิง กลุ่มชาติพันธุ์มองโกล

ทางรถไฟสายเหอเถียน-รั่วเชียง ซึ่งถูกสร้างล้อมรอบทะเลทรายทากลามากัน จะเปิดบริการในเดือนมิถุนายนนี้หลังจากเสร็จสิ้นงานสร้างส่วนสุดท้ายแล้ว โดยจะมีบทบาทส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคตอนใต้ของซินเจียง

(แฟ้มภาพซินหัว : ส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายเหอเถียน-รั่วเชียง ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้างในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน วันที่ 27 ก.ย. 2021)

อ่านข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ : www.xinhuathai.com

รถไฟพลังงานไบโอมีเทนจากขยะของเสียจากมนุษย์การเกษตรและเลี้ยงสัตว์

 


รถไฟพลังงานไบโอมีเทนจากขยะของเสียจากมนุษย์การเกษตรและเลี้ยงสัตว์

รถไฟเป็นรูปแบบการเดินทางขนส่งผู้โดยสารที่มีประสิทธิภาพสามารถขนส่งผู้โดยสารได้จำนวนมากในขบวนเดียว ล่าสุดบริษัท ULR Partners ประเทศอังกฤษเปิดตัวรถไฟพลังงานไบโอมีเทน (Biomethane) จากขยะของเสียจากมนุษย์การเกษตรและเลี้ยงสัตว์ ลดการใช้พลังงานน้ำมันและแก้ปัญหาขยะซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ

บริษัท ULR Partners ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนนวัตกรรมที่ยั่งยืนของรัฐบาลอังกฤษ 60,000 ปอนด์ หรือ 2,580,000 บาท เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟที่ใช้เชื้อเพลิงไบโอมีเทนขึ้นมา โดยรถไฟ 1 ตู้สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 120 ที่นั่ง ขนส่งผู้โดยสารระหว่างเมืองในอังกฤษ

ก่อนหน้านี้มีการนำไบโอมีเทน (Biomethane) มาใช้งานในเทคโนโลยีอื่น ๆ มาได้ระยะหนึ่งแล้ว ไบโอมีเทนมีลักษณะเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพชนิดหนึ่งที่ได้มาจากของเสียหลายชนิด กากตะกอนน้ำเสีย เศษพืชผลทางการเกษตร มูลสัตว์ และเศษอาหาร ถูกย่อยสลายและทำลายโดยแบคทีเรีย ในกระบวนการดังกล่าวทำให้เกิดก๊าซไบโอมีเทนขึ้นและสามารถนำไปจัดเก็บเพื่อรอการใช้งาน

แม้ว่าพลังงานจากไบโอมีเทนจะเป็นการใช้พลังงานจากขยะของเสียซึ่งมีส่วนช่วยสิ่งแวดล้อมแต่มีผู้แย้งว่ากระบวนการเผาไหม้ในเครื่องยนต์จากไบโอมีเทนก็ปล่อยคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ประโยชน์ที่แท้จริงของพลังงานจากไบโอมีเทนอาจเป็นการช่วยลดการใช้พลังงานจากน้ำมัน เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมายาวนาน

บริษัท ULR Partners ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอังกฤษและต้องการพัฒนาระบบการเดินทางขนส่งผู้โดยสารระหว่างเมือง ระบบรางรถไฟที่ใช้เป็นแบบรางเบา ใช้ต้นทุนในการก่อสร้างราคาถูกมีความทันสมัยมีความน่าเชื่อถือ ขนส่งผู้โดยสารเข้าสู่ระบบขนส่งรูปแบบอื่นในเมืองใหญ่และช่วยลดปัญหามลพิษในอากาศ 

จากการตรวจสอบประสิทธิภาพและประมาณการของ Sustainability West Midlands เครื่องยนต์ไบโอมีเทน (Biomethane) จะสามารถลดระดับมลพิษ PM2.5 ลงได้ 50 เปอร์เซ็นต์ และลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากมลพิษได้มากถึง 952 คน ในเขต West Midlands

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/114847/

ที่มาของรูปภาพ ulrpartners.com


Joby Aviation ได้รับใบอนุญาต Part 135 จาก FAA เตรียมเปิดบริการแท็กซี่บินในปี 2024

 


Joby Aviation ได้รับใบอนุญาต Part 135 จาก FAA เตรียมเปิดบริการแท็กซี่บินในปี 2024

ปัจจุบันแท็กซี่บินกลายเป็นเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วโดยบริษัทเอกชนชั้นนำในหลายประเทศ ล่าสุดบริษัทจ๊อบบี้ เอวิเอชัน (Joby Aviation) หนึ่งในบริษัทที่มีเทคโนโลยีแท็กซี่บินชั้นนำกำลังเตรียมเปิดให้บริการแท็กซี่บินขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ในปี 2024 หลังจากผ่านขั้นตอนแรกของการขอใบรับรองจากองค์การบริหารการบินแห่งชาติ (Federal Aviation Administration: FAA) ของสหรัฐฯ 

จ๊อบบี้ เอวิเอชัน (Joby Aviation) เป็นพันธมิตรกับบริษัทโตโยต้า ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ทางบริษัทยังได้พัฒนาเครื่องต้นแบบและทำการทดสอบร่วมกับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ในรูปของอากาศยานประเภท eVTOL (Electronic Vertical Take-off and Landing) ที่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบชาร์จซ้ำได้เป็นแหล่งพลังงาน ตัวเครื่องสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 320 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็นระยะทางประมาณ 248 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 รอบ และมีจุดเด่นสำคัญที่เสียงรบกวนจากการทำการบินที่ต่ำมาก แม้แต่ขณะอยู่ในระยะ 100 เมตรก็มีเสียงรบกวนแค่ 65 เดซิเบล (dB) ซึ่งไม่ต่างจากเสียงตอนใช้เครื่องดูดฝุ่นในบ้านแต่อย่างใด

ในตอนนี้ Joby Aviation ได้รับใบรับรองให้บริการขนส่งผู้โดยสารทางอากาศ (Part 135) จากองค์การบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐฯ (FAA) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนับเป็นใบอนุญาตฉบับแรกจากใบอนุญาตที่สำคัญทั้งหมด 3 ฉบับ เพื่อทำให้การเปิดบริการแท็กซี่บินขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ถูกต้องตามกฎหมาย ในขณะที่แผนแม่บทการพัฒนาของ Joby Aviation ตั้งเป้าเดินหน้าการผลิตเชิงอุตสาหกรรมและผลักดันการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการภายในปี 2024

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในด้านแท็กซี่บินมากที่สุด แต่ทั้ง Joby Aviation และบริษัทอื่น ๆ ก็ประสบปัญหาความล่าช้าจากการทำงานของ FAA ที่เปลี่ยนแปลงแนวทางการให้ใบรับรอง eVTOL ซึ่งมีผลต่อระยะเวลาในกระบวนการยื่นคำร้องขอของผู้ผลิต eVTOL รายต่าง ๆ ในสหรัฐฯ รวมถึง Joby Aviation ด้วยเช่นกัน รวมถึงมีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า Joby Aviation อาจจะไม่สามารถเปิดบริการในปี 2024 ได้ เพราะกระบวนการอนุญาตของ FAA อาจจะกินเวลามากกว่า 5 ปีนั่นเอง

ที่มาข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/115054/

ที่มารูปภาพ Joby Aviation


นิสสันเตรียมส่งรถยนต์ไฟฟ้าพิชิตเส้นทางขั้วโลกเหนือไปขั้วโลกใต้ระยะทาง 27,000 กิโลเมตร

 


นิสสันเตรียมส่งรถยนต์ไฟฟ้าพิชิตเส้นทางขั้วโลกเหนือไปขั้วโลกใต้ระยะทาง 27,000 กิโลเมตร

นิสสัน (Nissan) แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของญี่ปุ่นมีรุ่นรถที่เป็นตำนานอย่างลีฟ (LEAF) ที่เริ่มวางจำหน่ายในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2010 แสดงถึงความเป็นผู้นำในเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า และก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา นิสสัน (Nissan) ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าครอสโอเวอร์ Ariya ที่สามารถวิ่งได้ไกล 610 กิโลเมตรต่อรอบการชาร์จ 1ครั้ง และเพื่อพิสูจน์สมรรถนะของรถยนต์รุ่นใหม่นี้ นิสสันจึงได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า Ariya รุ่นปรับแต่งพิเศษทำภารกิจตะลุยเส้นทางขั้วโลกเหนือไปยังขั้วโลกใต้ 

รถยนต์ไฟฟ้า Ariya รุ่นปรับแต่งพิเศษนำเทคโนโลยี e-4orce เทคโนโลยีควบคุมและจัดสรรพลังงานในแต่ละล้ออย่างอิสระเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับที่องค์การสำรวจอวกาศแห่งญี่ปุ่น (JAXA) เลือกใช้ในรถสำรวจดวงจันทร์ ดังนั้น รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้จะมีระยะทางการวิ่งที่ไกลกว่ารุ่นมาตรฐานมากพอสมควร

การเดินทางเพื่อพิชิตเส้นทางขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้ในครั้งนี้ นิสสัน (Nissan) ได้จับมือกับคริส แรมซีย์ (Chris Ramsey) นักผจญภัยด้วยรถยนต์ไฟฟ้าชาวอังกฤษ ผู้ซึ่งได้รับบันทึกสถิติโลก (Guinness World Records) ด้วยการพิชิตมองโกลแรลลี (Mongol Rally) เส้นทางหฤโหดจากยุโรปสู่รัสเซียด้วยรถยนต์ไฟฟ้าตลอดเส้นทาง และแรมซีย์ (Ramsey) เองก็เป็นผู้วางแผนและออกแบบเส้นทางในการเดินทางจากขั้วโลกเหนือไปยังขั้วโลกใต้อีกด้วย

การเดินทางในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการพิสูจน์ประสิทธิภาพในการขับขี่แล้ว ยังเป็นการพิสูจน์ความทนทานของตัวรถยนต์ไฟฟ้า Ariya อีกด้วย เพราะว่าในบางจุดบนเส้นทางที่แรมซีย์ (Ramsey) วางแผนเอาไว้นั้นมีสภาพอากาศติดลบ 30 องศาเซลเซียส (℃) ซึ่งเป็นสภาวะที่ท้าทายการทำงานของมอเตอร์และตัวแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่คาดว่าจะมีขนาด 65 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ตามสเปกเดิมของตัวรถ

ในขณะนี้ทางนิสสัน (Nissan) ยังไม่ได้ประกาศรายละเอียดเส้นทางอย่างเป็นทางการ รวมถึงไม่ได้มีการเปิดเผยคุณสมบัติทางเทคนิคของตัวรถ Ariya อื่น ๆ นอกจากการระบุว่าตัวรถจะมีการนำเทคโนโลยีของนิสสัน (Nissan) อย่าง e-4orce มาใช้ อย่างไรก็ตาม ในการแถลงข่าวทางค่ายรถนั้นแจ้งว่าจะมีการปรับแต่งตัวรถโดยเฉพาะภายนอกที่จะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อเสริมโครงสร้างของตัวรถให้ทนทานสภาพอากาศสุดขั้วเมื่อต้องผ่านขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้อีกด้วย

ที่มาข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/114903/

ที่มารูปภาพ Nissan


การบินไทยไลฟ์สดขายเครื่องบิน โบอิ้ง 737-400 อีกหนึ่งตำนานคู่น่านฟ้าไทย

 


การบินไทยไลฟ์สดขายเครื่องบิน โบอิ้ง 737-400 อีกหนึ่งตำนานคู่น่านฟ้าไทย

การบินไทย เปิดประมูลขายเครื่องบิน (Airframe) รุ่นโบอิ้ง B737-400 โดยเป็นการขายโครงเครื่องบินเก่าสภาพดี ที่ได้ถอดเอาเครื่องยนต์และระบบภายในออกทั้งหมด สามารถนำไปดัดแปลงเป็นโครงสร้างคาเฟ่ หรือใช้ตกแต่งตามสถานที่ต่าง ๆ ได้ 

สำหรับเครื่องบินรุ่นโบอิ้ง B737-400 เป็นเครื่องบินโดยสารของการบินไทย ที่ได้นามพระราชทานว่า “ศรีสะเกษ” บินครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2535 และปลดประจำการจากการบินไทย ไปเมื่อ พ.ศ. 2560 หลังให้บริการมายาวนานเกือบสามสิบปี เรียกได้ว่าเครื่องบินลำนี้ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นอาชีพนักบินของหลาย ๆ คนเลยก็ว่าได้

เครื่องบินลำนี้ ยังถือว่าเป็นอีกหนึ่งตำนานของน่านฟ้าไทย เพราะเป็นเครื่องบินในนามของการบินไทยที่เคยให้บริการเส้นทางกรุงเทพ-สมุย และให้บริการเที่ยวบินในไทยและต่างประเทศมาแล้วหลากหลายเส้นทาง เช่น ลำปาง แพร่ หรือ ตรัง รวมถึงในต่างประเทศ เช่น ดานัง และพุทธคยา ตามที่ข้อมูลจากเพจ TG Warehouse Sale ระบุไว้

จุดเด่นที่น่าสนใจของเครื่องบินรุ่นนี้ คือ โครงสร้างที่กะทัดรัด ค่อนข้างเตี้ยติดพื้น มีบันไดติดตั้งภายในตัว ด้านบนห้องนักบินมีกระจก SunRoof หรือกระจกรับแสง และที่เป็นเอกลักษณ์มากคือ ฝาครอบเครื่องยนต์ใต้ปีก เรียกว่า แฮมสเตอร์ เพาช์ ไม่กลมแบบลำอื่น 

สำหรับพื้นที่ภายในเคบินของโครงเครื่องบินเปล่า รุ่นโบอิ้ง B737-400 นี้ จะมีความสูงประมาณ 2.2 เมตร ความยาววัดจากหัวถึงท้ายประมาณ 30 เมตร และความกว้างอยู่ที่ 3.5 เมตร โดยล่าสุดประกาศเปิดรับซองประมูลเสนอราคา จนถึง 10 มิถุนายนนี้ 

รายละเอียดเพิ่มเติมซองประมูลเสนอราคา https://thaiairways365-my.sharepoint.com/personal/raveewan_p_thaiairways_com/_layouts/15/onedrive.aspx?id=%2Fpersonal%2Fraveewan%5Fp%5Fthaiairways%5Fcom%2FDocuments%2FB737%2FHS%2DTDF&ga=1

ที่มาของรูปภาพและข้อมูล : ไลฟ์สด TG Warehouse Sale 

https://www.facebook.com/tgwarehousesale/videos/3117753175152965

https://www.facebook.com/tgwarehousesale/posts/473219507938605


.

ttb analytics คาดยอดขายรถ EV ในไทยปีนี้พุ่งแตะ 6.36 หมื่นคัน หรือโต 48% รับอานิสงส์มาตรการหนุนของภาครัฐ

ttb analytics คาดยอดขายรถ EV ในไทยปีนี้พุ่งแตะ 6.36 หมื่นคัน หรือโต 48% รับอานิสงส์มาตรการหนุนของภาครัฐ

ttb analytics คาดยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า (EV) ของไทยในปีนี้พุ่งแตะ 63,600 คัน หรือโต 48% จากอานิสงส์มาตรการส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศของภาครัฐ สวนทางกับกระแสรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง (ICE) ที่จะหดตัวจากปีที่ผ่านมาถึง 8.8% แนะธุรกิจเกี่ยวข้องเร่งปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี หรือ ttb analytics ออกบทวิเคราะห์ระบุว่า แผนการยกเลิกการใช้ยานยนต์ที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปภายในหลายประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้ความจุของแบตเตอรี่ (Battery Capacity) ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่าภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี จะส่งผลให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าจับต้องได้มากขึ้น และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในปีนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากในช่วงปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ซื้อรถใหม่จะพิจารณามากขึ้นในปีนี้ โดยที่ผ่านมารถยนต์ไฟฟ้าจะมีตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ซึ่งผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย ไปจนถึงผู้ที่อาศัยในเขตเมือง แต่ปัจจุบันผู้ซื้อรถใหม่เริ่มหันมาให้ความสนใจในการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น 

โดยล่าสุดภาครัฐของไทยได้ออกมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินอุดหนุนเพิ่มเติม การลดภาษีสรรพสามิตและภาษีอากรขาเข้าสำหรับรถยนต์ BEV รวมถึงมาตรการกระตุ้นยอดขายจากฝั่งผู้ผลิตในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้ราคาขายปลีกรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจับต้องได้มากขึ้น ทำให้แนวโน้มความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าขยายวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้รถยนต์ที่เป็นกลุ่มอีโคคาร์ ซึ่งมียอดขายรถใหม่เฉลี่ยอยู่ประมาณ 2-3 แสนคันต่อปี และอาจเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูงในระยะต่อไป

ttb analytics จึงประเมินว่า ยอดขายรถยนต์ BEV ในปี 2565 จะสูงถึง 10,203 คัน ส่วนยอดขายแบบ Hybrid และ PHEV จะอยู่ที่ 41,927 คันและ 11,469 คัน ตามลำดับ เหล่านี้เห็นได้จากตัวเลขยอดจองรถยนต์ EV ในงานมหกรรมมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม - 3 เมษายน 2565) ที่สูงเกิน 3,100 คัน หรือคิดเป็นกว่า 10% ของยอดจองรถ 33,936 คัน ประกอบกับแรงส่งในช่วงปลายปีนี้ที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศญี่ปุ่นจะส่งรถยนต์ BEV เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอีก

อย่างไรก็ดี ต้องจับตาเรื่องการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) และชิ้นส่วนที่สำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่คาดว่าจะยังคงลากยาวต่อไปจากปัญหา Supply Disruption หลังความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนส่อเค้ายืดเยื้อ และการคงมาตรการ Zero COVID ของจีน ซึ่งอาจกระทบต่อยอดการผลิตรถยนต์ในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ทำให้การส่งมอบอาจล่าช้าออกไปอย่างน้อย 6-12 เดือน 

ttb analytics ระบุอีกว่า แม้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยจะโตเร็ว แต่โอกาสที่จะกลายเป็นฐานผลิตรถยนต์ BEV ของภูมิภาคยังค่อนข้างยาก เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันจากค่ายรถยนต์จากจีนมากขึ้น ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ BEV ในไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็วส่วนหนึ่งมาจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทยยังค่อนข้างเล็ก และบริษัทผู้ผลิตหลักจากประเทศญี่ปุ่นยังไม่เดินหน้ารุกตลาด BEV อย่างเต็มที่ จึงทำให้จีนเร่งรุกตลาดสร้างฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้รถยนต์ BEV ที่วิ่งบนท้องถนนในปัจจุบันเกิน 80% เป็นผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศจีนทั้งสิ้น 

อย่างไรก็ดี การตั้งฐานผลิตรถยนต์ BEV ของค่ายรถจีนนอกประเทศก็อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่คุ้มค่านัก เนื่องจากปริมาณการผลิตรถยนต์ BEV ในโรงงานประเทศจีนมีขนาดใหญ่ จึงมีการผลิตสินค้าจำนวนมากในครั้งเดียวจนได้ต้นทุนที่ต่ำ หรือที่เรียกว่า การประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อคันถูกกว่าไทยค่อนข้างมาก อีกทั้งผู้ผลิตยังสามารถนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนมาขายในไทยโดยตรงผ่านสิทธิประโยชน์ด้านเขตการค้าเสรีไทย-จีน (FTA) แทนที่จะเข้าร่วมโครงการสนับสนุนจากภาครัฐที่ผู้ผลิตมีภาระผูกพันที่จะต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศอีกด้วย 

ttb analytics คาดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะเจอแรงกระเพื่อมจากการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าชัดเจนขึ้น ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์ ICE ที่เป็นซัพพลายเชนกลุ่ม Tier 2 และ 3 ในโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่อาจรวมถึงธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจให้บริการบำรุงรักษาและอะไหล่ซ่อมรถ ธุรกิจประกันภัยรถ ตลอดจนธุรกิจสถานีบริการน้ำมันและก๊าซ ที่จำเป็นจะต้องเร่งปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่ที่กำลังจะมาถึงนี้ 

อย่างไรก็ตาม ttb analytics คาดว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้า เช่น แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงธุรกิจสถานีชาร์จไฟฟ้า ธุรกิจติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในระยะแรก ธุรกิจติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (Wallbox EV Charger) จะมีแนวโน้มสดใสตามความต้องการของรถยนต์ BEV ที่นับวันจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อีกทั้งยังสามารถรองรับลูกค้ารถยนต์ PHEV ที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีตามการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย 

โดยปัจจุบันมีรถยนต์ BEV และ PHEV สะสมทั่วประเทศไทยแล้วถึง 35,000 คัน ทำให้ผู้ผลิตทั้งรายเล็กและรายใหญ่หันมาสนใจธุรกิจให้บริการติดตั้ง Wallbox EV Charger กันอย่างคึกคัก โดยจะตอบโจทย์ทั้งในแง่ของความรวดเร็วในการชาร์จ ความปลอดภัยในการใช้งาน อีกทั้งยังลดข้อจำกัดจากสถานีและหัวจ่ายไฟฟ้าที่ยังมีน้อย เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เองมักเป็นการใช้งานเพื่อเดินทางไป-กลับที่พักเป็นประจำ ทำให้การชาร์จไฟฟ้าในเวลากลางคืนก่อนออกจากบ้านนับว่าสะดวกมากกว่าที่จะต้องไปจอดเพื่อชาร์จที่สถานี รวมทั้งการชาร์จที่บ้านยังมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ถูกกว่าการชาร์จตามสถานีชาร์จไฟฟ้าถึงราว 1-3 เท่าอีกด้วย 

.

Cr TheStandardWealth

ลำไยไทยโด่งดัง ขนาดที่ผู้ประกอบการจากนครฉงชิ่ง เดินทางมาถึงจันทบุรี เพื่อจับมือร่วมทำธุรกิจ

 


ลำไยไทยโด่งดัง ขนาดที่ผู้ประกอบการจากนครฉงชิ่ง เดินทางมาถึงจันทบุรี เพื่อจับมือร่วมทำธุรกิจ

1/ จันทบุรี จังหวัดทางภาคตะวันออกของไทยที่ชาวจีนรู้จัก ในฐานะแหล่งเพาะปลูกผลไม้หลากหลายชนิดที่ชาวจีนชื่นชอบ หนึ่งในนั้นคือ ‘ลำไย’ ที่มีคุณภาพดี เนื้อแน่น เนื้อฉ่ำ

2/ ลำไยไทยโด่งดังขนาดที่ผู้ประกอบการจากนครฉงชิ่ง ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เดินทางมาถึงจันทบุรี เพื่อจับมือร่วมทำธุรกิจ หนึ่งในผู้ประกอบการจีนคือ ‘ฉงชิ่ง จินกั่วหยวน’ จับมือกับชาวสวนผลไม้จันทบุรีมาตั้งแต่ปี 2007 ส่งออกลำไยคุณภาพสูงสู่จีน นับถึงวันนี้ 15 ปีแล้ว 

3/ ‘ฉงชิ่ง จินกั่วหยวน’ เป็นผู้ส่งออกลำไยรายใหญ่ที่สุด สำหรับในภาพรวม ปริมาณลำไยทั้งหมดที่ส่งออกจากไทยไปจีน เฉลี่ยปีละ 4,100 ล้านบาท

4/ บริษัทฉงชิ่ง จินกั่วหยวน เลือกลำไยไทยเป็นอันดับแรก เพราะไทยมีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการปลูกลำไย ทำให้ได้ลำไยคุณภาพดี อีกทั้ง คนไทยเหมือนญาติพี่น้อง คนไทยซื่อสัตย์ การทำงานร่วมกับคนไทย จึงสบายใจมาก

5/ ย้อนกลับไปสิบกว่าปีที่แล้ว บริษัทฉงชิ่ง จินกั่วหยวน เคยเดินทางมาสำรวจตลาดผลไม้ไทย พบว่าลำไยจันทบุรีมีคุณภาพสูง ราคาไม่แพง เหมาะสมแก่การส่งออกไปจีน จากนั้น จึงร่วมมือกับชาวสวนไทยปรับปรุงเทคนิคการปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ

6/ จากนั้นมา ลำไยจันทบุรีส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น จากหลักหมื่นตันเป็นหลักแสนตันต่อปี ราคาลำไยเพิ่มขึ้น 25 บาทเป็น 40 บาทต่อกิโลฯ เพิ่มรายได้ เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีสู่ชาวสวนผลไม้ไทย

7/ สำหรับปี 2022 ปีที่เริ่มใช้ ‘ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค - RCEP’ บริษัทฉงชิ่ง จินกั่วหยวนมีแผนตั้งโรงงานแผ่นฟิล์มในไทย ตอบโจทย์ด้านบรรจุภัณฑ์ ส่งเสริมการผลิตลำไยส่งออกที่มีคุณภาพมากกว่าเดิม

8/ หน่วยงานของจีนและไทยมีส่วนร่วมสำคัญในการส่งเสริมการส่งออก-นำเข้าผลไม้ไทย เช่น หน่วยงานพาณิชย์ของฉงชิ่งมีมาตรการสนับสนุนตั้งแพลตฟอร์มเครือข่ายการตลาดระหว่างประเทศ ศุลกากรของไทยและจีนร่วมลงนามแผนปฏิบัติการโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ ส่งเสริมการนำเข้า-ส่งออก

9/ ความพร้อมในหลายๆด้านที่เกิดขึ้น สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า จะเป็นการส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยสู่จีน และไทยสามารถส่งออกผลไม้ รวมถึงสินค้าอื่นๆไปหลายๆประเทศมากขึ้น

------------------------------------------------------------------------

cr.China Report ASEAN - Thailand

รถไฟเชื่อมโลก!!

เมื่อทางรถไฟ ไทย- จีน ( กรุงเทพ เวียงจันทร์ คุณหมิง ) สร้างแล้วเสร็จ ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 4 - 5 ปี มิติใหม่ของการเดินทางท่องเที่ยวก็จะเกิดขึ้น ตลอดสองข้างทางรถไฟสายที่ยาวที่สุดในโลก 

  โดยที่รถไฟสายนี้จะมีจุดเริ่มต้นที่ สถานีรถไฟ Woodlands ในประเทศสิงคโปร์ ขึ้นเหนือผ่าน สถานีรถไฟเซ็นทรัลกัวลาลัมเปอร์ เลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน ผ่านพรมแดนประเทศไทยที่ ปาดังเบซา ผ่าน สงขลา ผ่านนครศรีธรรมราช 

เลียบอ่าวไทยขึ้นมา ผ่านสุราษฎร์ธานี ซึ่งสามารถต่อเรือไปเกาะสมุย เกาะพงัน เกาะเต่า ได้ ผ่านเมืองท่องเที่ยวอย่างหัวหิน ราชบุรี นครปฐม แล้วเข้าสู่ศูนย์กลางขนส่งทางรางของอาเซียนที่สถานีกลางบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจากที่นี่สามารถต่อรถไฟความเร็วสูงซึ่งใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมงถึงเวียงจันทร์ 

  โดยผ่านเมืองมรดกโลกอย่าง พระนครศรีอยุธยา และมรดกทางธรรมชาติอย่างเขาใหญ่ ที่สถานีปากช่อง และข้ามแม่น้ำโขงที่ หนองคาย จากนั้นก็จะผ่านพรมแดนบริเวณท่านาแร้ง เวียงจันทร์ ผ่านวังเวียง เมืองมรดกโลก หลวงพระบาง และอีกเพียงไม่เกิน 8 ชั่วโมงก็เข้าถึงคุนหมิง จากนั้นต่อ รถไฟความเร็วสูงสายปักกิ่ง - คุนหมิง ซึ่งเป็นทางรถไฟที่ยาวที่สุดของประเทศจีนด้วยความยาว 2,760 กิโลเมตร 

  ซึ่งจะวิ่งผ่านเมืองสำคัญหลายแห่ง เช่น เมืองสือจยาจวง มณฑลเหอเป่ย, เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนัน, เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย, เมืองฉางซาในมณฑลหูหนาน และนครกุ้ยหยังในมณฑลกุ้ยโจว และทีสำคัญที่คุนหมิงนี่เองสามารถเปลี่ยนเส้นทางไปทางรถไฟสายหลังคาโลก ต้าหลี่ ธิเบตได้ จากปักกิ่ง ขึ้นรถไฟสาย เส้นทางรถไฟสาย ทรานส์มองโกเลีย ช่วงเส้นทางระหว่างกรุงปักกิ่ง-อูลันบาตอร์ รถไฟจะไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และมุดเข้าไปอยู่ในเขตภูเขา เป็นภูเขาแนวยาวตลอดเส้นทางเลยทีเดียว ช่วงนี้จะมีอุโมงค์ที่เจาะทะลุภูเขากว่า 50-60 อุโมงค์ได้ 

  และทุกๆครั้งที่รถไฟโผล่พ้นจากอุโมงค์เราก็จะพบกับโตรกผาและแม่น้ำแบบอลังการตลอดเส้นทาง และที่พลาดไม่ได้ก็คือกำแพงเมืองจีนนั่นเอง จากนั้นก็จะเข้าสู่เขตทุ่งหญ้า กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา มี Ger District หรือที่อยู่อาศัยแบบเกอร์ของคนท้องถิ่น เป็นระยะๆ จากอุลานบาตอร์ เข้าสู่ประเทศรัสเซีย 

  รถไฟจะวิ่งเลาะ ทะเลสาบไบคาล (Lake Baikal) ทะเลสาบที่เก่าแก่และลึกที่สุดในโลก จากนั้น วิ่งผ่ากลางทุ่งน้ำแข็งไซบีเรีย ผ่านเทือกเขาอันไต ใช้เวลาประมาณ 7 วันก็เข้าสู่ กรุงมอสโก จากกรุงมอสโก ต่อรถไฟไปยังกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน และจากเคียฟ ต่อไปยังวอร์ซอ โปแลนด์ และเข้าสู่เยอรมันนี สถานีกลางเบอร์ลิน หรือ Berlin Hauptbahnhof อันเป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป 

จากนั้น ต่อรถไฟ อีเซเอ 3 ไปยังสถานีกลางบลัสเซลล์ Brussel-Centraal ประเทศเบลเยี่ยม จากนั้นเดินทางต่อเข้าปารีสถึง Paris Gare du Nord นั่ง metro ไปยัง สถานี Gare d'Austerlitz แล้วขึ้นรถไฟไปยัง Barcelona-Sants ประเทศ สเปน ซึ่งใช้เวลาเพียง 6 ชั่วโมง 25 นาทีผ่านเมืองเล็กๆที่สวยงาม ไร่องุ่น ทุ่งลาเวนเดอร์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส มุดอุโมงค์รอด เทือกเขาพิเรนีส ถึงบาเซโลนา 

จากนั้นต่อไปยัง สถานี Estación de Madrid Atocha กรุงมาดริด จากนั้นเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางของเราคือสถานี Lisboa Santa Apolónia กรุงลิสบอน โปรตุเกส ด้วยระยะทางกว่า 16,000 กิโลเมตร

ขอบคุณข้อมูลจาก Bangkok I Love You


Cr นักเรียนดี

บริษัทอิตาลีเปิดตัวอากาศยานรูปแบบใหม่ (Hybrid eVTOL) หวังเปลี่ยนแปลงการเดินทางทางอากาศ

 


บริษัทอิตาลีเปิดตัวอากาศยานรูปแบบใหม่ (Hybrid eVTOL) หวังเปลี่ยนแปลงการเดินทางทางอากาศ

แอนน์ (ANN) คือ อากาศยานประเภท Hybrid eVTOL (Electronic Vertical Take-off and Landing) หรืออากาศยานที่ใช้พลังงานผสมระหว่างพลังงานไฟฟ้าและพลังงานน้ำมัน เปิดตัวในปีช่วงปลายปีที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทได้ประกาศเปิดตัวโมเดลย่อยเพิ่มเติมจนเรียกได้ว่าเป็นอากาศยานในตระกูล ANN Family แผนการผลิตอากาศยานหลายรูปแบบ 

มันตา (Manta)  บริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอากาศยานสัญชาติอิตาลีที่มีฐานการผลิตอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เกิดขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงวิธีการเดินทางทางอากาศ บริษัทจึงเลือกออกแบบอากาศยานที่ผสมผสานระหว่างการขึ้นลงทางดิ่งแบบเฮลิคอปเตอร์และลักษณะการบินแบบเครื่องบิน โดยอาศัยการทำงานของเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมควบคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าจนออกมาเป็นอากาศยานในตระกูล ANN Family

สมาชิกรายแรกของตระกูลแอนน์ (ANN) คือ แอนน์ 2  (ANN2) ที่เป็น eVTOL แบบ 2 ที่นั่งที่ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เดินทางได้ไกลที่สุด 600 กิโลเมตร ในขณะที่แอนน์ 4 (ANN4) จะเป็น eVTOL 4 ที่นั่งที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon-fiber) ทั้งลำ เน้นการเดินทางเป็นครอบครัวหรือเพื่อการเดินทางเชิงธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ โดยทางบริษัทมันตา (Manta) ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลทางเทคนิคโดยละเอียดออกมาแต่อย่างใด

ส่วนสมาชิกน้องเล็กสุดของตระกูลแอนน์ (ANN) ก็คือ แอนน์โดรน (ANN-Drone) ที่ได้รับการออกแบบทรงเดียวกันกับรุ่นพี่ที่เป็นอากาศยานสำหรับคนนั่ง โครงสร้างเป็นคาร์บอนไฟเบอร์เหมือนกัน และสามารถควบคุมผ่านรีโมตหรือแม้แต่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง ทางมันตา (Manta) กล่าวว่าด้วยรูปทรงที่ผสมผสานกับเครื่องบินจะช่วยให้ ANN-Drone เป็น UAV (Unmanned Ariel Vehicle) ที่มีประสิทธิภาพในการบินเพิ่มขึ้น

ทั้ง 3 รุ่นของอากาศยานในตระกูล ANN Family นั้นมีจุดเด่นที่ระบบเครื่องยนต์แบบไฮบริด (Hybrid) ที่ใช้เชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนให้มอเตอร์ ส่งผลให้สามารถชาร์จแบตแบบย้อนกลับระหว่างทำการบินได้ และยังทำให้ไม่จำเป็นต้องรอคอยระยะเวลาการชาร์จแต่อย่างใด 

จุดเด่นของอากาศยานในตระกูล ANN Family ทำให้บริษัทมันตา (Manta) มองว่าอากาศยานของตนจะมีต้นทุนการบินที่ต่ำกว่าเฮลิคอปเตอร์ในระยะทางการบินที่เท่ากัน ซึ่งทำให้ผู้คนเข้าถึงการบินได้ง่ายมากขึ้นและเป็นส่วนตัวมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปสนามบินให้ยุ่งยากอีกต่อไป

ที่มาข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/114971/

ที่มารูปภาพ Manta Aircraft


อยากเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ต้องใช้เงินเท่าไหร่ ?

 


อยากเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ต้องใช้เงินเท่าไหร่ ?

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเทสลา (Tesla) กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในกลุ่มผู้ชื่นชอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากข่าวที่มีการจดทะเบียนบริษัท เทสลา (Tesla) ในประเทศไทย ซึ่งทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่บริษัทจะเข้ามาทำการตลาดและจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเทสลาในประเทศไทย แม้ว่ายังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากบริษัท 

สำหรับราคาของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเทสลาสามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ ราคาแตกต่างไปตามรุ่นของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรายละเอียดเพิ่มเติม โดยเนื้อหาในข่าวนี้จะเป็นการยกตัวอย่างราคาที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกาและเปรียบเทียบเป็นค่าเงินบาทไทย มิได้หมายถึงราคาจำหน่ายในประเทศไทย

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla Model S 

รถยนต์นั่งแบบซีดาน รองรับผู้โดยสาร 5 ที่นั่ง Tesla Model S แบบออกเป็น 2 รุ่น คือ รุ่น Model S ปกติและ Model S Plaid ซึ่งเป็นรุ่นที่สมรรถนะสูงสุดสามารถวิ่งได้ไกล 637.3 กิโลเมตรต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง ทำความเร็วสูงสุด 321 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วออกตัว 0-96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 1.99 วินาที ราคาจัดจำหน่ายเริ่มที่ 99,900 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 3,429,600 บาท

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla Model 3 

รถยนต์นั่งแบบซีดานมีขนาดเล็กกว่า Tesla Model S รองรับผู้โดยสาร 5 ที่นั่ง Tesla Model 3 แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย คือ รุ่น Standard Range, Long Range และ Performance ซึ่งเป็นรุ่นที่สมรรถนะสูงสุดสามารถวิ่งได้ไกล 547 กิโลเมตรต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง ทำความเร็วสูงสุด 261 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วออกตัว 0-96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 3.3 วินาที ราคาจัดจำหน่ายเริ่มที่ 46,990 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 1,613,600 บาท

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla Model X 

รถยนต์นั่งแบบ SUV ขนาดกลางรองรับผู้โดยสาร 6-7 ที่นั่ง ได้รับการพัฒนามาจากรุ่น Tesla Model S ประตูผู้โดยสารเปิดปิดในแนวตั้งแบบปีกนกเหยี่ยว (Falcon-wing) Tesla Model X แบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย คือ รุ่น Model X ปกติและ Model X Plaid ซึ่งเป็นรุ่นที่สมรรถนะสูงสุดสามารถวิ่งได้ไกล 535 กิโลเมตรต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง ทำความเร็วสูงสุด 262 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วออกตัว 0-96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 2.5 วินาที ราคาจัดจำหน่ายเริ่มที่ 114,990 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 3,947,000 บาท

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla Model Y 

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอเนกประสงค์แบบครอสโอเวอร์ขนาดกะทัดรัด รองรับผู้โดยสาร 5-7 ที่นั่ง ห้องโดยสารแบ่งได้เป็น 3 แถว หรือพับที่นั่งแถวสุดท้ายเป็นพื้นที่กว้างใช้วางสิ่งของ Tesla Model Y แบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย คือ Long Range และ Performance ซึ่งเป็นรุ่นที่สมรรถนะสูงสุดสามารถวิ่งได้ไกล 487 กิโลเมตรต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง ทำความเร็วสูงสุด 249 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วออกตัว 0-96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 3.5 วินาที 

ราคาจัดจำหน่ายเริ่มที่ 62,990 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 2,162,000 บาท

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla Roadster 

รถยนต์รุ่นสมรรถนะสูงสุดของบริษัท เทสลา (Tesla) เป็นรถยนต์เจเนอเรชัน 2 ของรุ่น Roadster บริษัทยืนยันว่าเป็นรถยนต์ในตลาดที่วิ่งได้เร็วสุดในประวัติศาสตร์ ทั้งการออกตัวและความเร็วสูงสุด สามารถวิ่งได้ไกล 997.79 กิโลเมตรต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง ทำความเร็วสูงสุด 402.336 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วออกตัว 0-96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 1.9 วินาที 

ราคาจัดจำหน่ายเริ่มที่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 6,865,000 ล้านบาท แต่สำหรับรถ 1,000 คันแรก ราคาจัดจำหน่ายเริ่มที่ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 8,580,600 ล้านบาท ปัจจุบันรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นนี้เปิดให้ผู้ที่สนใจสั่งจองล่วงหน้าไปแล้วโดยจะต้องจ่ายเงินมัดจำ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 1,716,000 บาท

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/114875/

ที่มาของรูปภาพ tesla.com


เรือเลี้ยงปลาอัจฉริยะลำแรกของโลก ใช้ทรัพยากร ‘น้ำทะเลคุณภาพสูง’ เพาะเลี้ยงปลา

เรือเลี้ยงปลาอัจฉริยะลำแรกของโลก ใช้ทรัพยากร ‘น้ำทะเลคุณภาพสูง’ เพาะเลี้ยงปลา

1/ เรือเลี้ยงปลาอัจฉริยะ ระวางน้ำหนัก 100,000 ตัน ลำแรกของโลก ฝีมือจีน เริ่มเดินเครื่องแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมาที่เมืองท่าชิงเต่า ตะวันออกของจีน

2/ เรือเลี้ยงปลาอัจฉริยะใช้เงินลงทุนก่อสร้างราว 2.31 พันล้านบาท เรือมีความยาว 249.9 เมตร มีห้องเลี้ยงปลา 15 ห้อง มีความจุน้ำ 90,000 ลูกบาศก์เมตร

3/ ตอนนี้ เลี้ยงปลาอยู่หลายสายพันธุ์ เช่น ปลาจวดเหลืองใหญ่ ปลาเก๋า ปลาแซลมอนแอตแลนติก ด้วยระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอัจฉริยะ ควบคุมแบบรวมศูนย์ มีระบบเฝ้าติดตามน้ำ ออกซิเจน แสง และให้อาหารแบบเรียลไทม์ด้วยจุดควบคุมบนเรือ 2,108 จุด

4/ ความหนาแน่นของปลาที่เลี้ยงในตู้ สูงกว่ากระชังเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบดั้งเดิม 4-6 เท่า ย่นระยะวงจรการเลี้ยงได้มากกว่า 1 ใน 4

5/ คาดการณ์ว่า เรือจะสร้างผลผลิตปลาคุณภาพดี 3,700 ตันต่อปี เท่ากับปริมาณผลผลิตปลาจากทะเลสาบฉากาน หนึ่งในทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของจีน และปลาคุณภาพดีเหล่านี้จะเข้าตลาดได้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.-ต.ค.) ปีนี้

6/ นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิทยาศาสตร์การประมงจีน กล่าว การมีเรือเลี้ยงปลาอัจฉริยะช่วยเพิ่มพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจากใกล้ชายฝั่งสู่ทะเลลึก ใช้ทรัพยากรน้ำทะเลคุณภาพสูงในการเพาะเลี้ยงปลา แหล่งโปรตีนจากทะเลที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยทดแทนอาหารเสริมได้

7/ ชมวิดีโอ จาก CCTV+ ได้ที่นี่ครับ https://www.youtube.com/watch?v=5AzuiyTus8s

ภาพและข้อมูล จาก...

-XINHUA | World's first 100,000-tonne intelligent aquaculture ship to supply fish this fall | https://english.news.cn/20220520/d12877cf4b994221b4496cf9826b6be1/c.html

-ChinaDaily | High-yield smart fish farming ship undocks in East China | https://www.chinadaily.com.cn/a/202202/10/WS6204cf94a310cdd39bc85e82.html


Tesla เลือกอินโดนีเซียสร้างโรงงานแบตเตอรี่และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

Tesla เลือกอินโดนีเซียสร้างโรงงานแบตเตอรี่และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

เทสลา (Tesla) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลก เลือกประเทศอินโดนีเซียเพื่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ความคืบหน้าดังกล่าวถูกเปิดเผยโดยหัวหน้าฝ่ายการลงทุนประเทศอินโดนีเซียและเกิดขึ้นหลังการพูดคุยเจรจาระหว่างประธานาธิบดีอินโดนีเซียโจโค วิโดโดและอีลอน มักส์ผู้บริหารบริษัทเทสลา (Tesla) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ข่าวการเจรจาต่อรองระหว่างบริษัทเทสลา (Tesla) และประเทศอินโดนีเซียมีออกมาอย่างต่อเนื่องนับจากปี 2020 เนื่องจากประเทศอินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตแร่นิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการใช้สร้างแบตเตอรี่สำหรับใช้งานในรถยนต์พลังงานไฟฟ้า นอกจากนี้บริษัทเทสลายังให้ความสำคัญกับการผลิตแบตเตอรี่โดยใช้ต้นทุนที่น้อยกว่าคู่แข่งจึงเป็นที่มาของแนวคิดการตั้งโรงงานผลิตในประเทศอินโดนีเซีย

ก่อนหน้านี้บริษัทเปิดตัวโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้ากิกา เท็กซัส (Giga Texas) โรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งที่ 4 ในสหรัฐอเมริกาของบริษัทเทสลา (Tesla) ไปเมื่อช่วงต้นปี 2022 นอกจากนี้บริษัทยังมีโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอยู่ในต่างประเทศ เช่น เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

ประเทศอินโดนีเซียกำลังกลายเป็นประเทศที่ 2 ในทวีปเอเชียต่อจากประเทศที่บริษัทเทสลาให้ความสนใจเข้าร่วมลงทุน นอกจากนี้บริษัทเทสลายังให้ความสนใจประเทศอินเดียเป็นอย่างมาก โดยในปี 2021 มีข่าวบริษัทให้ความสนใจเข้าไปลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศอินเดีย เนื่องจากประเทศอินเดียมีทรัพยากรบุคคลจำนวนมากและเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ นอกจากนี้คนอินเดียจำนวนมากมีความรู้ความชำนาญในด้านของซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีขั้นสูง

อย่างไรก็ตาม การยืนยันความร่วมมือก่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่และรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในอินโดนีเซียยังคงเป็นในระดับของการเจรจาระหว่างผู้นำประเทศอินโดนีเซียและบริษัทเทสลา กระบวนการทั้งหมดยังคงต้องรอการลงนามเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2022 โดยในช่วงปลายปี 2022 อีลอน มัสก์มีกำหนดการเดินทางไปประเทศอินโดนีเซียแต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดกำหนดการที่ชัดเจนออกมา

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/114398/

ที่มาของรูปภาพ reuters

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. True News เจาะลึกข่าวออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger