Latest Movie :

ADDS1

ADDS2

Recent Movies

"นั่งรถไฟไทยไปไต่หลังคาโลก"


จากสถานีกลางบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ขึ้นรถไฟความเร็วสูงซึ่งใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมงถึงเวียงจันทร์ (รถไฟความเร็วสูงจะเปิดให้บริการในอีก 5 ปีข้างหน้าหรือประมาณ พ.ศ.2568 ซึ่งระหว่างนี้สามารถนั่งรถไฟธรรมดาไปได้) โดยผ่านเมืองมรดกโลกอย่าง พระนครศรีอยุธยาตลอดสองข้างทางจะเห็นทุ่งนากว้างไกลสุดลูกหูลูกตาโดยเฉพาะฤดูเก็บเกี่ยว ท้องทุ่งสีทองช่างงดงามนัก จากทุ่งราบอู่ข้าวอู่น้ำภาคกลาง เราก็เข้าสู่ภาคอีสาน ผ่านมรดกทางธรรมชาติอย่างเขาใหญ่ ที่สถานีปากช่อง ผ่านเมืองใหญ่อย่าง นครราชสีมาและขอนแก่น หนองคาย ก่อนที่จะข้ามแม่น้ำโขงที่ สะพานมิตรภาพไทย -ลาว จากนั้นก็จะผ่านพรมแดนบริเวณท่านาแล้ง เวียงจันทร์ ผ่านวังเวียง เมืองมรดกโลก หลวงพระบาง และอีกเพียงไม่เกิน 8 ชั่วโมงก็เข้าถึงคุนหมิง พักที่เมืองนี้ 1-2 คืนเพื่อเที่ยวในเมืองโดยรอบอาทิ

#ตำหนักจินเตี้ยน ตำหนักแห่งนี้ถูกสร้างในช่วงราชวงศ์หมิง ผู้คนมักจะมาที่นี่เพื่อกราบไหว้ขอพรในด้านสุขภาพและการเงินให้ประสบผลสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่เก็บสะสมของโบราณล้ำค่ายุคสมัยก่อนไว้จนถึงทุกวันนี้

#ทะเลสาบชุ่ยหู เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่ถูกขนานนามว่า “สระมรกต” ตั้งอยู่ใจกลางเมืองคุนหมิงล้อมรอบด้วยบึงน้ำ และสวนสาธารณะ เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ

#อุทยานป่าหิน เป็นอีกสถานที่ชื่อดังของเมืองคุนหมิง ป่าหินโบราณที่มีอายุมากกว่า 300 ปี ซึ่งภายในเขตอุทยานป่าหินจะมีทั้งเสาหินปูนขนาดเล็ก ภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ และถ้ำหินปูนอยู่มากกว่า 100 ลูก นับว่าเป็นอุทยานหินปูนธรรมชาติที่หาดูได้ยากแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

หลังจากนั้นเดินทางต่อโดย รถไฟความเร็วสูงคุนหมิง - กุ้ยหยางใช้เวลา 2 ชั่วโมง ตลอดระยะทางสามารถสัมผัสกับทัศนียภาพอันงดงามของเทือกเขา อุโมงค์ และชุมชนชาวพื้นเมืองตลอดสองข้างทาง จากกุ้ยหยาง รถไฟหัวกระสุนความเร็วสูงมุ่งสู่ เฉิงตู ระหว่างทาง ผ่านเมืองต่างๆ ในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) บุกฝ่าเส้นทางที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน เพื่อมุ่งหน้าสู่นครเฉิงตู เมืองเอกของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) โดยใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง 58 นาที เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน ทางรถไฟความยาว 648 กิโลเมตรสายนี้ จึงสร้างบนสะพานยกสูงและลอดอุโมงค์ราวร้อยละ 85

พักเฉิงตู 2-3 คืน เพื่อเที่ยวบริเวณโดยรอบเมืองอาทิ

#พระใหญ่เล่อซาน (Leshan Grand Buddha) พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ณ หุบเขาเล่อซาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดของโลก ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองเฉิงตู อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเล่อซาน สร้างขึ้นในช่วงราชวงศ์ถัง (ปี ค.ศ. 713-803) มีความสูง 71 เมตร ยาว 8.3 เมตร หลังเท้ากว้าง 9 เมตร และช่วงไหล่กว้าง 24 เมตร

#วัดวูเฮา (Wuhou Temple) วัดที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองเฉิงตู สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่จูกัดเหลียง (Zhuge Liang) หรือขงเบ้ง บุคคลสำคัญในยุคสามก๊ก (ค.ศ. 220-280) ตั้งอยู่ชานเมืองทางตอนใต้ของเมืองเฉิงตู ส่วนหลักของวัดวูเฮาถูกแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ไล่ไปตั้งแต่ทางด้านใต้ขึ้นเหนือ คือส่วนของประตูทางเข้า, ประตูที่สอง, ส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับเล่าปี่, บริเวณทางเดิน และส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับขงเบ้ง

#ถนนโบราณจินหลี่ (Jinli Street)ถนนโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัดวูเฮา ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่ช่วงต้นราชวงศ์ฉิน (ปี ค.ศ. 221-206 ก่อนคริสตกาล) มีชื่อเสียงมากในเรื่องของการซื้อ-ขายผ้าเนื้อดี เป็นย่านการค้าที่รุ่งเรืองมากในช่วงอาณาจักร Shu (ปี ค.ศ. 221-263) และเพื่อเรียกคืนสู่ความรุ่งเรืองของถนนแห่งนี้อีกครั้ง จึงได้รับการบูรณะและเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าไปเที่ยวชมเมื่อปี ค.ศ. 2004

#ศูนย์วิจัยและเพาะเลี้ยงแพนด้า อยู่ห่างจากตัวเมืองเฉิงตูไปเพียง 6 กิโลเมตรเท่านั้น แถมยังมีสภาพแวดล้อมของธรรมชาติที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินชีวิตที่แท้จริงของแพนด้า เหมาะสมที่สุดในการที่จะเลี้ยงและทำการปรับปรุงพันธุ์เจ้าตัวอ้วนปุกปุยนี้ ตลอดจนการดูแลสัตว์ป่าหายาก เช่น นกกระสาคอดำ นกกระสาขาว แพนด้าเล็ก เป็นต้น

จากเฉิงตู นั่งรถไฟไปยัง ซีหนิง ใช้เวลา 10 ชม 13 นาที ซึ่งทิวทัศน์ตลอดระยะทาง เต็มไปด้วยป่าไม้ ภูเขาสูง โตรกธาร ทุ่งหญ้า และชุมชนชาวพื้นเมืองอยู่เป็นระยะ

จากซีหนิง ก็ถึงไฮไลท์ของการเดินทางครั้งนี้ เราจะไต่หลังคาโลกด้วย "ทางรถไฟสายชิงไห่-ทิเบต" เส้นทางรถไฟชิงไห่ – ทิเบต หรือ “ถนนบนท้องฟ้า” เป็นเส้นทางรถไฟบนที่ราบสูงที่สูงที่สุดและยาวที่สุดของโลก เริ่มต้นเดินทางจากนครซีหนิง เมืองหลวงของมณฑลชิงไห่ ถึงปลายทางนครลาซา เมืองหลวงของเขตปกครองตนเองทิเบต โดยมีความยาวทั้งสิ้น 1,956 กิโลเมตร ส่วนระยะทางที่ระดับความสูง 4,000 เมตรขึ้นไปราว 1,000 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 26 ชั่วโมง 23 นาที จุดที่สูงสุดของรถไฟเส้นนี้คือ ‘the Tanggula Pass’ มีความสูงถึง 5,068 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แน่นอนว่าในระดับที่สูงขนาดนี้เรื่องระดับออกซิเจนต้องเป็นปัญหาอย่างแน่นอน รถไฟสายนี้จะมีการจัดการเรื่องออกซิเจนแบ่งเป็น 2 แบบคือ ในขณะที่รถไฟกำลังไต่ระดับในพื้นที่ราบสูงรถไฟจะมีการปั๊มออกซิเจนไปยังตัวขบวนเอง และเมื่อขึ้นไปยังระดับที่สูงมากๆ แล้วผู้โดยสารรู้สึกไม่ค่อยดีก็สามารถสวมใส่สายออกซิเจนเพื่อช่วยในการหายใจได้ นั้นหมายความว่าในทุกๆที่นั่งของรถไฟสายนี้จะต้องมีแหล่งจ่ายออกซิเจนฉุกเฉิน และอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่จำเป็นอื่นๆ อีกทั้งยังมีคุณหมอประจำรถไฟด้วย ในกรณีที่อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ตลอดสองข้างทางจะพบกับทัศนียภาพของหลังคาโลกอันตระการตา อาทิ

#จุดกำเนิดแม่น้ำสายสำคัญของโลกถึง5สาย คือ หวงเหอ แยงซีเกียง โขง สาละวิน และพรหมบุตร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นต้นธารอารยธรรมสำคัญของโลก

#สะพานรถไฟผ่านดินบนน้ำแข็งบนที่ราบสูงที่ยาวที่สุดในโลก โดยมีความยาวถึง 11.7 กิโลเมตร เพราะสูงกว่า 4,600 เมตร หน้าหนาวอุณหภูมิต่ำสุดถึง -30 องศาเซลเซียส ปริมาณออกซิเจนลดถง 40% ทว่าอุดมด้วยสัตว์ป่านานาชนิด เช่น จามรีป่า จิ้งจอกหิมะฯลฯ วิศวกรรถไฟจีนจึงสร้างทางรถไฟยกระดับกหรือสะพานรถไฟ เพื่อไม่ให้กีดขวางเส้นทางอพยพย้ายถิ่นของสัตว์ป่า โดยทำช่องใต้สะพานไว้ให้สัตว์ลอดไปมาได้อย่างอิสระ

#สถานีถังกู่ลาซานเป็นสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในโลก โดยมีความสูง 5,068 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่เป็นสถานีที่ไม่มีผู้โดยสารขึ้น-ลง เพราะสูงจนไม่มีชุมชนอาศัยอยู่ มีแต่อุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับเจ้าหน้าที่การรถไฟจีนใช้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินเท่านั้น

#สถานีชว่อน่า ที่ความสูง 4,595 เมตร ตั้งอยู่ริมทะเลสาบชว่อน่า ทะเลสาบน้ำจืดที่สูงที่สุดของโลก แต่ที่สำคัญคือเป็นต้นกำเนิดของ “นู่เจียง” หรือ สาละวิน ซึ่งไหลออกไปออกทะเลอันดามันที่มะละแหม่ง เมืองเอกของรัฐมอญที่ในอดีต

#สถานีทงเทียนเหอ ที่ความสูง 4,600 เมตร สถานีนี้ตั้งอยู่ใกล้จุดกำเนิดของแม่น้ำแยงซีเกียง ซึ่งชาวทิเบตเรียก “ทงเทียนเหอ” แปลว่า สายธารจากสวรรค์ บริเวณนั้น มีกองหินประดับธงมนตราตั้งอยู่โดดเด่น ด้วยถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบต ชนชาติที่เคารพบูชาน้ำในฐานะที่เป็นบ่อเกิดชีวิต และเป็นเส้นทางนำพาดวงวิญญาณของพวกเขาไปสู่สรวงสวรรค์


พักเที่ยวลาซา 5-7 วัน ลาซาตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย ที่ราบสูงธิเบตที่สูงที่สุดในโลก จนได้รับฉายาว่า หลังคาโลก ลาซามีอากาศที่หนาวเย็นมาก และมีความกดอากาศและอ๊อกซิเจนที่ต่ำ ฉะนั้นผู้ที่จะมาในทิเบตจะต้องปรับสภาพร่างกายก่อน สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ

#พระราชวังโปตาลา ตั้งอยู่บนยอดเขาแดง บนความสูงประมาณ 300 เมตร พระราชวังโปตาลาแห่งนี้มีประวัติอันยาวนานมากว่า 1,300 ปี ที่มีความสวยงามและอลังการมาก มีห้องมากกว่า 1,000 ห้อง ซึ่งนับว่าเป็นศิลปสุดยอดฝีมือที่สวยงามที่สุดของทิเบต ภายในพระราชวังโปตาลานี้มีอาคาร 13 ชั้น สูงประมาณ 400 เมตร พระราชวังโปตาลา ถือว่าเป็นสถานที่ที่สำคัญที่สุด

#ตำหนักนอร์บุหลินฆา หรือ หลัวปู้หลินข่า ตั้งอยู่ชานเมืองด้านตะวันตกของกรุงลาซา คำว่า นอร์บุหลินฆา เป็นภาษาทิเบต แปลว่า สวนป่าที่วิเศษ หรือสวนป่ามหาสมบัติ ตำหนักแห่งนี้ สร้างใน ค.ศ.1750 โดยดาไลลามะ ที่ 7 เพื่อเป็นที่พักในยามชรา

#วัดโจคัง (Jokhang) หรือชาวจีนเรียกว่า ต้าเจ้าซื่อ (Dazhao Si ) เป็นวัดที่มีอายุมากกว่า 1,400 ปี สร้างขึ้นตั้งแต่ ประมาณ ปี ค.ศ. 639-647 ชาวทิเบตนับถือว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด

#ตลาดแปดเหลี่ยม หรือ ถนนแปดเหลี่ยม ชาวทิเบตมีความเชื่อว่า ถนนแปดเหลี่ยมนี้เป็นเส้นทางจงกรม จากชาตินี้สู่ชาติหน้าได้ มีคำกล่าวไว้ว่า หากท่านเดินทางมาทิเบตไม่ได้มาที่นี่ เปรียบเหมือนท่านไม่ได้ย่างสู่ทิเบต ถนนแปดเหลี่ยม ยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมือง ของที่ระลึกมากมาย รวมไปถึงงานฝีมือต่าง ๆ มากมายที่ชาวทิเบตนำมาวางขายรายรอบถนนสายนี้

#ทะเลสาบยัมดรกยัมโซ (Yamdrok Yam Tso) เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ศักดิ์สิทธิแห่งหนึ่งของทิเบต ทุก ๆ ปี ชาวทิเบตจะมาแสวงบุญที่นี่จำนวนมาก เขากราบอัษฎางคประดิษฐ์เป็นระยะทางอันยาวไกลเป็นร้อย ๆ กิโลเมตรเพื่อมาสักการะทะเลสาบอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ทะเลสาบยัมดรก ยัมโซอยู่ทางด้านใต้ของแม่น้ำพรหมบุตร (Yarlung Tsangpo River) ในเขตเมือง ชิกัสเซ (Shigase) เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของเทือกเขาหิมาลัย มีพื้นที่ 638 ตารางกิโลเมตร มีความยาว 130 กิโลเมตร กว้าง 70 กิโลเมตร ความลึกเฉลี่ย 20 - 40 เมตร ส่วนที่ลึกที่สุด 60 เมตร อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 4441 เมตร ทะเลสาบนี้สวยมาก น้ำใสสะอาดราวกับกระจก น้ำเป็นสีฟ้าปนเขียว(green jade) ห้อมล้อมด้วยเทือกเขาสูง ยามต้องแสงตะวันในระดับความลึกของน้ำต่าง ๆ กัน จะเปลี่ยนเป็นสีเข้ม สีอ่อนต่างกัน บนผิวน้ำที่ราบเรียบจะมองดูระยิบระยับ มีเงาของภูเขา และต้นไม้สะท้อนลงบนผิวน้ำ ที่สำคัญคือทะเลสาบแห่งนี้ยังบริสุทธิ์มาก

หวังว่าเพื่อนๆจะเพลิดเพลินกับทริปรถไฟสายบางซื่อ หลังคาโลก ทริปนี้นะรับ แล้วพบกันใหม่ ทริปหน้าครับ

ติดตามเรื่องราวดีๆได้ที่ เพจ Bangkok I Love You

https://www.facebook.com/BKkILoveYou

เรื่องและภาพโดย #สุริยะเนตรพรรณพนาไพร

จีนสร้าง 'เกราะกันทราย' ตามแนว 'ทางรถไฟรอบทะเลทราย' ในซินเจียง

 


จีนสร้าง 'เกราะกันทราย' ตามแนว 'ทางรถไฟรอบทะเลทราย' ในซินเจียง

เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ปลูกป่าสร้าง "ระเบียงสีเขียว" เป็นเกราะป้องกันทรายสำหรับทางรถไฟสายเหอเถียน-รั่วเชียง ซึ่งทอดยาวบริเวณขอบใต้ของทะเลทรายทากลามากัน

บริษัท การรถไฟซินเจียง เหอเถียน-รั่วเชียง เรลเวย์ จำกัด เผยว่ามีการปูหญ้าเป็นแนวตารางรวม 50 ล้านตารางเมตร รวมถึงเพาะปลูกไม้พุ่มและกล้าไม้ 13 ล้านต้น ตามแนวทางรถไฟคิดเป็นระยะ 300 กิโลเมตร โดยครอบคลุมพื้นที่ที่มีแนวโน้มเกิดพายุทรายมากที่สุด

นอกจากนั้นบริษัทฯ ระบุว่ามีการติดตั้งระบบชลประทานประหยัดน้ำอัจฉริยะเพื่อหล่อเลี้ยงพืชพรรณ โดยระบบนี้สามารถควบคุมผ่านโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์จากระยะไกลได้ด้วย

งานปลูกป่าดังกล่าวเริ่มต้นเดือนธันวาคม 2018 พร้อมกับการก่อสร้างทางรถไฟสายเหอเถียน-รั่วเชียง ซึ่งเป็นโครงการทางรถไฟระดับชาติ ความยาวกว่า 825 กิโลเมตร เชื่อมโยงเมืองเหอเถียนในแคว้นเหอเถียน กับอำเภอรั่วเชียง แคว้นปกครองตนเองปาอินกัวเหลิง กลุ่มชาติพันธุ์มองโกล

ทางรถไฟสายเหอเถียน-รั่วเชียง ซึ่งถูกสร้างล้อมรอบทะเลทรายทากลามากัน จะเปิดบริการในเดือนมิถุนายนนี้หลังจากเสร็จสิ้นงานสร้างส่วนสุดท้ายแล้ว โดยจะมีบทบาทส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคตอนใต้ของซินเจียง

(แฟ้มภาพซินหัว : ส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายเหอเถียน-รั่วเชียง ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้างในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน วันที่ 27 ก.ย. 2021)

อ่านข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ : www.xinhuathai.com

รถไฟพลังงานไบโอมีเทนจากขยะของเสียจากมนุษย์การเกษตรและเลี้ยงสัตว์

 


รถไฟพลังงานไบโอมีเทนจากขยะของเสียจากมนุษย์การเกษตรและเลี้ยงสัตว์

รถไฟเป็นรูปแบบการเดินทางขนส่งผู้โดยสารที่มีประสิทธิภาพสามารถขนส่งผู้โดยสารได้จำนวนมากในขบวนเดียว ล่าสุดบริษัท ULR Partners ประเทศอังกฤษเปิดตัวรถไฟพลังงานไบโอมีเทน (Biomethane) จากขยะของเสียจากมนุษย์การเกษตรและเลี้ยงสัตว์ ลดการใช้พลังงานน้ำมันและแก้ปัญหาขยะซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ

บริษัท ULR Partners ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนนวัตกรรมที่ยั่งยืนของรัฐบาลอังกฤษ 60,000 ปอนด์ หรือ 2,580,000 บาท เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟที่ใช้เชื้อเพลิงไบโอมีเทนขึ้นมา โดยรถไฟ 1 ตู้สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 120 ที่นั่ง ขนส่งผู้โดยสารระหว่างเมืองในอังกฤษ

ก่อนหน้านี้มีการนำไบโอมีเทน (Biomethane) มาใช้งานในเทคโนโลยีอื่น ๆ มาได้ระยะหนึ่งแล้ว ไบโอมีเทนมีลักษณะเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพชนิดหนึ่งที่ได้มาจากของเสียหลายชนิด กากตะกอนน้ำเสีย เศษพืชผลทางการเกษตร มูลสัตว์ และเศษอาหาร ถูกย่อยสลายและทำลายโดยแบคทีเรีย ในกระบวนการดังกล่าวทำให้เกิดก๊าซไบโอมีเทนขึ้นและสามารถนำไปจัดเก็บเพื่อรอการใช้งาน

แม้ว่าพลังงานจากไบโอมีเทนจะเป็นการใช้พลังงานจากขยะของเสียซึ่งมีส่วนช่วยสิ่งแวดล้อมแต่มีผู้แย้งว่ากระบวนการเผาไหม้ในเครื่องยนต์จากไบโอมีเทนก็ปล่อยคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ประโยชน์ที่แท้จริงของพลังงานจากไบโอมีเทนอาจเป็นการช่วยลดการใช้พลังงานจากน้ำมัน เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมายาวนาน

บริษัท ULR Partners ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอังกฤษและต้องการพัฒนาระบบการเดินทางขนส่งผู้โดยสารระหว่างเมือง ระบบรางรถไฟที่ใช้เป็นแบบรางเบา ใช้ต้นทุนในการก่อสร้างราคาถูกมีความทันสมัยมีความน่าเชื่อถือ ขนส่งผู้โดยสารเข้าสู่ระบบขนส่งรูปแบบอื่นในเมืองใหญ่และช่วยลดปัญหามลพิษในอากาศ 

จากการตรวจสอบประสิทธิภาพและประมาณการของ Sustainability West Midlands เครื่องยนต์ไบโอมีเทน (Biomethane) จะสามารถลดระดับมลพิษ PM2.5 ลงได้ 50 เปอร์เซ็นต์ และลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากมลพิษได้มากถึง 952 คน ในเขต West Midlands

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/114847/

ที่มาของรูปภาพ ulrpartners.com


Joby Aviation ได้รับใบอนุญาต Part 135 จาก FAA เตรียมเปิดบริการแท็กซี่บินในปี 2024

 


Joby Aviation ได้รับใบอนุญาต Part 135 จาก FAA เตรียมเปิดบริการแท็กซี่บินในปี 2024

ปัจจุบันแท็กซี่บินกลายเป็นเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วโดยบริษัทเอกชนชั้นนำในหลายประเทศ ล่าสุดบริษัทจ๊อบบี้ เอวิเอชัน (Joby Aviation) หนึ่งในบริษัทที่มีเทคโนโลยีแท็กซี่บินชั้นนำกำลังเตรียมเปิดให้บริการแท็กซี่บินขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ในปี 2024 หลังจากผ่านขั้นตอนแรกของการขอใบรับรองจากองค์การบริหารการบินแห่งชาติ (Federal Aviation Administration: FAA) ของสหรัฐฯ 

จ๊อบบี้ เอวิเอชัน (Joby Aviation) เป็นพันธมิตรกับบริษัทโตโยต้า ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ทางบริษัทยังได้พัฒนาเครื่องต้นแบบและทำการทดสอบร่วมกับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ในรูปของอากาศยานประเภท eVTOL (Electronic Vertical Take-off and Landing) ที่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบชาร์จซ้ำได้เป็นแหล่งพลังงาน ตัวเครื่องสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 320 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็นระยะทางประมาณ 248 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 รอบ และมีจุดเด่นสำคัญที่เสียงรบกวนจากการทำการบินที่ต่ำมาก แม้แต่ขณะอยู่ในระยะ 100 เมตรก็มีเสียงรบกวนแค่ 65 เดซิเบล (dB) ซึ่งไม่ต่างจากเสียงตอนใช้เครื่องดูดฝุ่นในบ้านแต่อย่างใด

ในตอนนี้ Joby Aviation ได้รับใบรับรองให้บริการขนส่งผู้โดยสารทางอากาศ (Part 135) จากองค์การบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐฯ (FAA) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนับเป็นใบอนุญาตฉบับแรกจากใบอนุญาตที่สำคัญทั้งหมด 3 ฉบับ เพื่อทำให้การเปิดบริการแท็กซี่บินขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ถูกต้องตามกฎหมาย ในขณะที่แผนแม่บทการพัฒนาของ Joby Aviation ตั้งเป้าเดินหน้าการผลิตเชิงอุตสาหกรรมและผลักดันการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการภายในปี 2024

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในด้านแท็กซี่บินมากที่สุด แต่ทั้ง Joby Aviation และบริษัทอื่น ๆ ก็ประสบปัญหาความล่าช้าจากการทำงานของ FAA ที่เปลี่ยนแปลงแนวทางการให้ใบรับรอง eVTOL ซึ่งมีผลต่อระยะเวลาในกระบวนการยื่นคำร้องขอของผู้ผลิต eVTOL รายต่าง ๆ ในสหรัฐฯ รวมถึง Joby Aviation ด้วยเช่นกัน รวมถึงมีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า Joby Aviation อาจจะไม่สามารถเปิดบริการในปี 2024 ได้ เพราะกระบวนการอนุญาตของ FAA อาจจะกินเวลามากกว่า 5 ปีนั่นเอง

ที่มาข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/115054/

ที่มารูปภาพ Joby Aviation


นิสสันเตรียมส่งรถยนต์ไฟฟ้าพิชิตเส้นทางขั้วโลกเหนือไปขั้วโลกใต้ระยะทาง 27,000 กิโลเมตร

 


นิสสันเตรียมส่งรถยนต์ไฟฟ้าพิชิตเส้นทางขั้วโลกเหนือไปขั้วโลกใต้ระยะทาง 27,000 กิโลเมตร

นิสสัน (Nissan) แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของญี่ปุ่นมีรุ่นรถที่เป็นตำนานอย่างลีฟ (LEAF) ที่เริ่มวางจำหน่ายในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2010 แสดงถึงความเป็นผู้นำในเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า และก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา นิสสัน (Nissan) ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าครอสโอเวอร์ Ariya ที่สามารถวิ่งได้ไกล 610 กิโลเมตรต่อรอบการชาร์จ 1ครั้ง และเพื่อพิสูจน์สมรรถนะของรถยนต์รุ่นใหม่นี้ นิสสันจึงได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า Ariya รุ่นปรับแต่งพิเศษทำภารกิจตะลุยเส้นทางขั้วโลกเหนือไปยังขั้วโลกใต้ 

รถยนต์ไฟฟ้า Ariya รุ่นปรับแต่งพิเศษนำเทคโนโลยี e-4orce เทคโนโลยีควบคุมและจัดสรรพลังงานในแต่ละล้ออย่างอิสระเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับที่องค์การสำรวจอวกาศแห่งญี่ปุ่น (JAXA) เลือกใช้ในรถสำรวจดวงจันทร์ ดังนั้น รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้จะมีระยะทางการวิ่งที่ไกลกว่ารุ่นมาตรฐานมากพอสมควร

การเดินทางเพื่อพิชิตเส้นทางขั้วโลกเหนือขั้วโลกใต้ในครั้งนี้ นิสสัน (Nissan) ได้จับมือกับคริส แรมซีย์ (Chris Ramsey) นักผจญภัยด้วยรถยนต์ไฟฟ้าชาวอังกฤษ ผู้ซึ่งได้รับบันทึกสถิติโลก (Guinness World Records) ด้วยการพิชิตมองโกลแรลลี (Mongol Rally) เส้นทางหฤโหดจากยุโรปสู่รัสเซียด้วยรถยนต์ไฟฟ้าตลอดเส้นทาง และแรมซีย์ (Ramsey) เองก็เป็นผู้วางแผนและออกแบบเส้นทางในการเดินทางจากขั้วโลกเหนือไปยังขั้วโลกใต้อีกด้วย

การเดินทางในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการพิสูจน์ประสิทธิภาพในการขับขี่แล้ว ยังเป็นการพิสูจน์ความทนทานของตัวรถยนต์ไฟฟ้า Ariya อีกด้วย เพราะว่าในบางจุดบนเส้นทางที่แรมซีย์ (Ramsey) วางแผนเอาไว้นั้นมีสภาพอากาศติดลบ 30 องศาเซลเซียส (℃) ซึ่งเป็นสภาวะที่ท้าทายการทำงานของมอเตอร์และตัวแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่คาดว่าจะมีขนาด 65 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ตามสเปกเดิมของตัวรถ

ในขณะนี้ทางนิสสัน (Nissan) ยังไม่ได้ประกาศรายละเอียดเส้นทางอย่างเป็นทางการ รวมถึงไม่ได้มีการเปิดเผยคุณสมบัติทางเทคนิคของตัวรถ Ariya อื่น ๆ นอกจากการระบุว่าตัวรถจะมีการนำเทคโนโลยีของนิสสัน (Nissan) อย่าง e-4orce มาใช้ อย่างไรก็ตาม ในการแถลงข่าวทางค่ายรถนั้นแจ้งว่าจะมีการปรับแต่งตัวรถโดยเฉพาะภายนอกที่จะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อเสริมโครงสร้างของตัวรถให้ทนทานสภาพอากาศสุดขั้วเมื่อต้องผ่านขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้อีกด้วย

ที่มาข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/114903/

ที่มารูปภาพ Nissan


การบินไทยไลฟ์สดขายเครื่องบิน โบอิ้ง 737-400 อีกหนึ่งตำนานคู่น่านฟ้าไทย

 


การบินไทยไลฟ์สดขายเครื่องบิน โบอิ้ง 737-400 อีกหนึ่งตำนานคู่น่านฟ้าไทย

การบินไทย เปิดประมูลขายเครื่องบิน (Airframe) รุ่นโบอิ้ง B737-400 โดยเป็นการขายโครงเครื่องบินเก่าสภาพดี ที่ได้ถอดเอาเครื่องยนต์และระบบภายในออกทั้งหมด สามารถนำไปดัดแปลงเป็นโครงสร้างคาเฟ่ หรือใช้ตกแต่งตามสถานที่ต่าง ๆ ได้ 

สำหรับเครื่องบินรุ่นโบอิ้ง B737-400 เป็นเครื่องบินโดยสารของการบินไทย ที่ได้นามพระราชทานว่า “ศรีสะเกษ” บินครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2535 และปลดประจำการจากการบินไทย ไปเมื่อ พ.ศ. 2560 หลังให้บริการมายาวนานเกือบสามสิบปี เรียกได้ว่าเครื่องบินลำนี้ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นอาชีพนักบินของหลาย ๆ คนเลยก็ว่าได้

เครื่องบินลำนี้ ยังถือว่าเป็นอีกหนึ่งตำนานของน่านฟ้าไทย เพราะเป็นเครื่องบินในนามของการบินไทยที่เคยให้บริการเส้นทางกรุงเทพ-สมุย และให้บริการเที่ยวบินในไทยและต่างประเทศมาแล้วหลากหลายเส้นทาง เช่น ลำปาง แพร่ หรือ ตรัง รวมถึงในต่างประเทศ เช่น ดานัง และพุทธคยา ตามที่ข้อมูลจากเพจ TG Warehouse Sale ระบุไว้

จุดเด่นที่น่าสนใจของเครื่องบินรุ่นนี้ คือ โครงสร้างที่กะทัดรัด ค่อนข้างเตี้ยติดพื้น มีบันไดติดตั้งภายในตัว ด้านบนห้องนักบินมีกระจก SunRoof หรือกระจกรับแสง และที่เป็นเอกลักษณ์มากคือ ฝาครอบเครื่องยนต์ใต้ปีก เรียกว่า แฮมสเตอร์ เพาช์ ไม่กลมแบบลำอื่น 

สำหรับพื้นที่ภายในเคบินของโครงเครื่องบินเปล่า รุ่นโบอิ้ง B737-400 นี้ จะมีความสูงประมาณ 2.2 เมตร ความยาววัดจากหัวถึงท้ายประมาณ 30 เมตร และความกว้างอยู่ที่ 3.5 เมตร โดยล่าสุดประกาศเปิดรับซองประมูลเสนอราคา จนถึง 10 มิถุนายนนี้ 

รายละเอียดเพิ่มเติมซองประมูลเสนอราคา https://thaiairways365-my.sharepoint.com/personal/raveewan_p_thaiairways_com/_layouts/15/onedrive.aspx?id=%2Fpersonal%2Fraveewan%5Fp%5Fthaiairways%5Fcom%2FDocuments%2FB737%2FHS%2DTDF&ga=1

ที่มาของรูปภาพและข้อมูล : ไลฟ์สด TG Warehouse Sale 

https://www.facebook.com/tgwarehousesale/videos/3117753175152965

https://www.facebook.com/tgwarehousesale/posts/473219507938605


.

ttb analytics คาดยอดขายรถ EV ในไทยปีนี้พุ่งแตะ 6.36 หมื่นคัน หรือโต 48% รับอานิสงส์มาตรการหนุนของภาครัฐ

ttb analytics คาดยอดขายรถ EV ในไทยปีนี้พุ่งแตะ 6.36 หมื่นคัน หรือโต 48% รับอานิสงส์มาตรการหนุนของภาครัฐ

ttb analytics คาดยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า (EV) ของไทยในปีนี้พุ่งแตะ 63,600 คัน หรือโต 48% จากอานิสงส์มาตรการส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศของภาครัฐ สวนทางกับกระแสรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง (ICE) ที่จะหดตัวจากปีที่ผ่านมาถึง 8.8% แนะธุรกิจเกี่ยวข้องเร่งปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี หรือ ttb analytics ออกบทวิเคราะห์ระบุว่า แผนการยกเลิกการใช้ยานยนต์ที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปภายในหลายประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้ความจุของแบตเตอรี่ (Battery Capacity) ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่าภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี จะส่งผลให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าจับต้องได้มากขึ้น และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในปีนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากในช่วงปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ซื้อรถใหม่จะพิจารณามากขึ้นในปีนี้ โดยที่ผ่านมารถยนต์ไฟฟ้าจะมีตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ซึ่งผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย ไปจนถึงผู้ที่อาศัยในเขตเมือง แต่ปัจจุบันผู้ซื้อรถใหม่เริ่มหันมาให้ความสนใจในการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น 

โดยล่าสุดภาครัฐของไทยได้ออกมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินอุดหนุนเพิ่มเติม การลดภาษีสรรพสามิตและภาษีอากรขาเข้าสำหรับรถยนต์ BEV รวมถึงมาตรการกระตุ้นยอดขายจากฝั่งผู้ผลิตในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้ราคาขายปลีกรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจับต้องได้มากขึ้น ทำให้แนวโน้มความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าขยายวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ใช้รถยนต์ที่เป็นกลุ่มอีโคคาร์ ซึ่งมียอดขายรถใหม่เฉลี่ยอยู่ประมาณ 2-3 แสนคันต่อปี และอาจเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูงในระยะต่อไป

ttb analytics จึงประเมินว่า ยอดขายรถยนต์ BEV ในปี 2565 จะสูงถึง 10,203 คัน ส่วนยอดขายแบบ Hybrid และ PHEV จะอยู่ที่ 41,927 คันและ 11,469 คัน ตามลำดับ เหล่านี้เห็นได้จากตัวเลขยอดจองรถยนต์ EV ในงานมหกรรมมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม - 3 เมษายน 2565) ที่สูงเกิน 3,100 คัน หรือคิดเป็นกว่า 10% ของยอดจองรถ 33,936 คัน ประกอบกับแรงส่งในช่วงปลายปีนี้ที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศญี่ปุ่นจะส่งรถยนต์ BEV เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอีก

อย่างไรก็ดี ต้องจับตาเรื่องการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) และชิ้นส่วนที่สำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่คาดว่าจะยังคงลากยาวต่อไปจากปัญหา Supply Disruption หลังความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนส่อเค้ายืดเยื้อ และการคงมาตรการ Zero COVID ของจีน ซึ่งอาจกระทบต่อยอดการผลิตรถยนต์ในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย ทำให้การส่งมอบอาจล่าช้าออกไปอย่างน้อย 6-12 เดือน 

ttb analytics ระบุอีกว่า แม้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยจะโตเร็ว แต่โอกาสที่จะกลายเป็นฐานผลิตรถยนต์ BEV ของภูมิภาคยังค่อนข้างยาก เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันจากค่ายรถยนต์จากจีนมากขึ้น ซึ่งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ BEV ในไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็วส่วนหนึ่งมาจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทยยังค่อนข้างเล็ก และบริษัทผู้ผลิตหลักจากประเทศญี่ปุ่นยังไม่เดินหน้ารุกตลาด BEV อย่างเต็มที่ จึงทำให้จีนเร่งรุกตลาดสร้างฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้รถยนต์ BEV ที่วิ่งบนท้องถนนในปัจจุบันเกิน 80% เป็นผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศจีนทั้งสิ้น 

อย่างไรก็ดี การตั้งฐานผลิตรถยนต์ BEV ของค่ายรถจีนนอกประเทศก็อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่คุ้มค่านัก เนื่องจากปริมาณการผลิตรถยนต์ BEV ในโรงงานประเทศจีนมีขนาดใหญ่ จึงมีการผลิตสินค้าจำนวนมากในครั้งเดียวจนได้ต้นทุนที่ต่ำ หรือที่เรียกว่า การประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อคันถูกกว่าไทยค่อนข้างมาก อีกทั้งผู้ผลิตยังสามารถนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนมาขายในไทยโดยตรงผ่านสิทธิประโยชน์ด้านเขตการค้าเสรีไทย-จีน (FTA) แทนที่จะเข้าร่วมโครงการสนับสนุนจากภาครัฐที่ผู้ผลิตมีภาระผูกพันที่จะต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศอีกด้วย 

ttb analytics คาดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะเจอแรงกระเพื่อมจากการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าชัดเจนขึ้น ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์ ICE ที่เป็นซัพพลายเชนกลุ่ม Tier 2 และ 3 ในโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่อาจรวมถึงธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจให้บริการบำรุงรักษาและอะไหล่ซ่อมรถ ธุรกิจประกันภัยรถ ตลอดจนธุรกิจสถานีบริการน้ำมันและก๊าซ ที่จำเป็นจะต้องเร่งปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่ที่กำลังจะมาถึงนี้ 

อย่างไรก็ตาม ttb analytics คาดว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้า เช่น แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงธุรกิจสถานีชาร์จไฟฟ้า ธุรกิจติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในระยะแรก ธุรกิจติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (Wallbox EV Charger) จะมีแนวโน้มสดใสตามความต้องการของรถยนต์ BEV ที่นับวันจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อีกทั้งยังสามารถรองรับลูกค้ารถยนต์ PHEV ที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีตามการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย 

โดยปัจจุบันมีรถยนต์ BEV และ PHEV สะสมทั่วประเทศไทยแล้วถึง 35,000 คัน ทำให้ผู้ผลิตทั้งรายเล็กและรายใหญ่หันมาสนใจธุรกิจให้บริการติดตั้ง Wallbox EV Charger กันอย่างคึกคัก โดยจะตอบโจทย์ทั้งในแง่ของความรวดเร็วในการชาร์จ ความปลอดภัยในการใช้งาน อีกทั้งยังลดข้อจำกัดจากสถานีและหัวจ่ายไฟฟ้าที่ยังมีน้อย เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เองมักเป็นการใช้งานเพื่อเดินทางไป-กลับที่พักเป็นประจำ ทำให้การชาร์จไฟฟ้าในเวลากลางคืนก่อนออกจากบ้านนับว่าสะดวกมากกว่าที่จะต้องไปจอดเพื่อชาร์จที่สถานี รวมทั้งการชาร์จที่บ้านยังมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ถูกกว่าการชาร์จตามสถานีชาร์จไฟฟ้าถึงราว 1-3 เท่าอีกด้วย 

.

Cr TheStandardWealth

ลำไยไทยโด่งดัง ขนาดที่ผู้ประกอบการจากนครฉงชิ่ง เดินทางมาถึงจันทบุรี เพื่อจับมือร่วมทำธุรกิจ

 


ลำไยไทยโด่งดัง ขนาดที่ผู้ประกอบการจากนครฉงชิ่ง เดินทางมาถึงจันทบุรี เพื่อจับมือร่วมทำธุรกิจ

1/ จันทบุรี จังหวัดทางภาคตะวันออกของไทยที่ชาวจีนรู้จัก ในฐานะแหล่งเพาะปลูกผลไม้หลากหลายชนิดที่ชาวจีนชื่นชอบ หนึ่งในนั้นคือ ‘ลำไย’ ที่มีคุณภาพดี เนื้อแน่น เนื้อฉ่ำ

2/ ลำไยไทยโด่งดังขนาดที่ผู้ประกอบการจากนครฉงชิ่ง ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เดินทางมาถึงจันทบุรี เพื่อจับมือร่วมทำธุรกิจ หนึ่งในผู้ประกอบการจีนคือ ‘ฉงชิ่ง จินกั่วหยวน’ จับมือกับชาวสวนผลไม้จันทบุรีมาตั้งแต่ปี 2007 ส่งออกลำไยคุณภาพสูงสู่จีน นับถึงวันนี้ 15 ปีแล้ว 

3/ ‘ฉงชิ่ง จินกั่วหยวน’ เป็นผู้ส่งออกลำไยรายใหญ่ที่สุด สำหรับในภาพรวม ปริมาณลำไยทั้งหมดที่ส่งออกจากไทยไปจีน เฉลี่ยปีละ 4,100 ล้านบาท

4/ บริษัทฉงชิ่ง จินกั่วหยวน เลือกลำไยไทยเป็นอันดับแรก เพราะไทยมีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการปลูกลำไย ทำให้ได้ลำไยคุณภาพดี อีกทั้ง คนไทยเหมือนญาติพี่น้อง คนไทยซื่อสัตย์ การทำงานร่วมกับคนไทย จึงสบายใจมาก

5/ ย้อนกลับไปสิบกว่าปีที่แล้ว บริษัทฉงชิ่ง จินกั่วหยวน เคยเดินทางมาสำรวจตลาดผลไม้ไทย พบว่าลำไยจันทบุรีมีคุณภาพสูง ราคาไม่แพง เหมาะสมแก่การส่งออกไปจีน จากนั้น จึงร่วมมือกับชาวสวนไทยปรับปรุงเทคนิคการปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ

6/ จากนั้นมา ลำไยจันทบุรีส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น จากหลักหมื่นตันเป็นหลักแสนตันต่อปี ราคาลำไยเพิ่มขึ้น 25 บาทเป็น 40 บาทต่อกิโลฯ เพิ่มรายได้ เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีสู่ชาวสวนผลไม้ไทย

7/ สำหรับปี 2022 ปีที่เริ่มใช้ ‘ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค - RCEP’ บริษัทฉงชิ่ง จินกั่วหยวนมีแผนตั้งโรงงานแผ่นฟิล์มในไทย ตอบโจทย์ด้านบรรจุภัณฑ์ ส่งเสริมการผลิตลำไยส่งออกที่มีคุณภาพมากกว่าเดิม

8/ หน่วยงานของจีนและไทยมีส่วนร่วมสำคัญในการส่งเสริมการส่งออก-นำเข้าผลไม้ไทย เช่น หน่วยงานพาณิชย์ของฉงชิ่งมีมาตรการสนับสนุนตั้งแพลตฟอร์มเครือข่ายการตลาดระหว่างประเทศ ศุลกากรของไทยและจีนร่วมลงนามแผนปฏิบัติการโครงการผู้ประกอบการระดับมาตรฐานเออีโอ ส่งเสริมการนำเข้า-ส่งออก

9/ ความพร้อมในหลายๆด้านที่เกิดขึ้น สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า จะเป็นการส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยสู่จีน และไทยสามารถส่งออกผลไม้ รวมถึงสินค้าอื่นๆไปหลายๆประเทศมากขึ้น

------------------------------------------------------------------------

cr.China Report ASEAN - Thailand

รถไฟเชื่อมโลก!!

เมื่อทางรถไฟ ไทย- จีน ( กรุงเทพ เวียงจันทร์ คุณหมิง ) สร้างแล้วเสร็จ ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 4 - 5 ปี มิติใหม่ของการเดินทางท่องเที่ยวก็จะเกิดขึ้น ตลอดสองข้างทางรถไฟสายที่ยาวที่สุดในโลก 

  โดยที่รถไฟสายนี้จะมีจุดเริ่มต้นที่ สถานีรถไฟ Woodlands ในประเทศสิงคโปร์ ขึ้นเหนือผ่าน สถานีรถไฟเซ็นทรัลกัวลาลัมเปอร์ เลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน ผ่านพรมแดนประเทศไทยที่ ปาดังเบซา ผ่าน สงขลา ผ่านนครศรีธรรมราช 

เลียบอ่าวไทยขึ้นมา ผ่านสุราษฎร์ธานี ซึ่งสามารถต่อเรือไปเกาะสมุย เกาะพงัน เกาะเต่า ได้ ผ่านเมืองท่องเที่ยวอย่างหัวหิน ราชบุรี นครปฐม แล้วเข้าสู่ศูนย์กลางขนส่งทางรางของอาเซียนที่สถานีกลางบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจากที่นี่สามารถต่อรถไฟความเร็วสูงซึ่งใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมงถึงเวียงจันทร์ 

  โดยผ่านเมืองมรดกโลกอย่าง พระนครศรีอยุธยา และมรดกทางธรรมชาติอย่างเขาใหญ่ ที่สถานีปากช่อง และข้ามแม่น้ำโขงที่ หนองคาย จากนั้นก็จะผ่านพรมแดนบริเวณท่านาแร้ง เวียงจันทร์ ผ่านวังเวียง เมืองมรดกโลก หลวงพระบาง และอีกเพียงไม่เกิน 8 ชั่วโมงก็เข้าถึงคุนหมิง จากนั้นต่อ รถไฟความเร็วสูงสายปักกิ่ง - คุนหมิง ซึ่งเป็นทางรถไฟที่ยาวที่สุดของประเทศจีนด้วยความยาว 2,760 กิโลเมตร 

  ซึ่งจะวิ่งผ่านเมืองสำคัญหลายแห่ง เช่น เมืองสือจยาจวง มณฑลเหอเป่ย, เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนัน, เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย, เมืองฉางซาในมณฑลหูหนาน และนครกุ้ยหยังในมณฑลกุ้ยโจว และทีสำคัญที่คุนหมิงนี่เองสามารถเปลี่ยนเส้นทางไปทางรถไฟสายหลังคาโลก ต้าหลี่ ธิเบตได้ จากปักกิ่ง ขึ้นรถไฟสาย เส้นทางรถไฟสาย ทรานส์มองโกเลีย ช่วงเส้นทางระหว่างกรุงปักกิ่ง-อูลันบาตอร์ รถไฟจะไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และมุดเข้าไปอยู่ในเขตภูเขา เป็นภูเขาแนวยาวตลอดเส้นทางเลยทีเดียว ช่วงนี้จะมีอุโมงค์ที่เจาะทะลุภูเขากว่า 50-60 อุโมงค์ได้ 

  และทุกๆครั้งที่รถไฟโผล่พ้นจากอุโมงค์เราก็จะพบกับโตรกผาและแม่น้ำแบบอลังการตลอดเส้นทาง และที่พลาดไม่ได้ก็คือกำแพงเมืองจีนนั่นเอง จากนั้นก็จะเข้าสู่เขตทุ่งหญ้า กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา มี Ger District หรือที่อยู่อาศัยแบบเกอร์ของคนท้องถิ่น เป็นระยะๆ จากอุลานบาตอร์ เข้าสู่ประเทศรัสเซีย 

  รถไฟจะวิ่งเลาะ ทะเลสาบไบคาล (Lake Baikal) ทะเลสาบที่เก่าแก่และลึกที่สุดในโลก จากนั้น วิ่งผ่ากลางทุ่งน้ำแข็งไซบีเรีย ผ่านเทือกเขาอันไต ใช้เวลาประมาณ 7 วันก็เข้าสู่ กรุงมอสโก จากกรุงมอสโก ต่อรถไฟไปยังกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน และจากเคียฟ ต่อไปยังวอร์ซอ โปแลนด์ และเข้าสู่เยอรมันนี สถานีกลางเบอร์ลิน หรือ Berlin Hauptbahnhof อันเป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป 

จากนั้น ต่อรถไฟ อีเซเอ 3 ไปยังสถานีกลางบลัสเซลล์ Brussel-Centraal ประเทศเบลเยี่ยม จากนั้นเดินทางต่อเข้าปารีสถึง Paris Gare du Nord นั่ง metro ไปยัง สถานี Gare d'Austerlitz แล้วขึ้นรถไฟไปยัง Barcelona-Sants ประเทศ สเปน ซึ่งใช้เวลาเพียง 6 ชั่วโมง 25 นาทีผ่านเมืองเล็กๆที่สวยงาม ไร่องุ่น ทุ่งลาเวนเดอร์ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส มุดอุโมงค์รอด เทือกเขาพิเรนีส ถึงบาเซโลนา 

จากนั้นต่อไปยัง สถานี Estación de Madrid Atocha กรุงมาดริด จากนั้นเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางของเราคือสถานี Lisboa Santa Apolónia กรุงลิสบอน โปรตุเกส ด้วยระยะทางกว่า 16,000 กิโลเมตร

ขอบคุณข้อมูลจาก Bangkok I Love You


Cr นักเรียนดี

บริษัทอิตาลีเปิดตัวอากาศยานรูปแบบใหม่ (Hybrid eVTOL) หวังเปลี่ยนแปลงการเดินทางทางอากาศ

 


บริษัทอิตาลีเปิดตัวอากาศยานรูปแบบใหม่ (Hybrid eVTOL) หวังเปลี่ยนแปลงการเดินทางทางอากาศ

แอนน์ (ANN) คือ อากาศยานประเภท Hybrid eVTOL (Electronic Vertical Take-off and Landing) หรืออากาศยานที่ใช้พลังงานผสมระหว่างพลังงานไฟฟ้าและพลังงานน้ำมัน เปิดตัวในปีช่วงปลายปีที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทได้ประกาศเปิดตัวโมเดลย่อยเพิ่มเติมจนเรียกได้ว่าเป็นอากาศยานในตระกูล ANN Family แผนการผลิตอากาศยานหลายรูปแบบ 

มันตา (Manta)  บริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอากาศยานสัญชาติอิตาลีที่มีฐานการผลิตอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เกิดขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงวิธีการเดินทางทางอากาศ บริษัทจึงเลือกออกแบบอากาศยานที่ผสมผสานระหว่างการขึ้นลงทางดิ่งแบบเฮลิคอปเตอร์และลักษณะการบินแบบเครื่องบิน โดยอาศัยการทำงานของเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมควบคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าจนออกมาเป็นอากาศยานในตระกูล ANN Family

สมาชิกรายแรกของตระกูลแอนน์ (ANN) คือ แอนน์ 2  (ANN2) ที่เป็น eVTOL แบบ 2 ที่นั่งที่ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เดินทางได้ไกลที่สุด 600 กิโลเมตร ในขณะที่แอนน์ 4 (ANN4) จะเป็น eVTOL 4 ที่นั่งที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon-fiber) ทั้งลำ เน้นการเดินทางเป็นครอบครัวหรือเพื่อการเดินทางเชิงธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ โดยทางบริษัทมันตา (Manta) ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลทางเทคนิคโดยละเอียดออกมาแต่อย่างใด

ส่วนสมาชิกน้องเล็กสุดของตระกูลแอนน์ (ANN) ก็คือ แอนน์โดรน (ANN-Drone) ที่ได้รับการออกแบบทรงเดียวกันกับรุ่นพี่ที่เป็นอากาศยานสำหรับคนนั่ง โครงสร้างเป็นคาร์บอนไฟเบอร์เหมือนกัน และสามารถควบคุมผ่านรีโมตหรือแม้แต่ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง ทางมันตา (Manta) กล่าวว่าด้วยรูปทรงที่ผสมผสานกับเครื่องบินจะช่วยให้ ANN-Drone เป็น UAV (Unmanned Ariel Vehicle) ที่มีประสิทธิภาพในการบินเพิ่มขึ้น

ทั้ง 3 รุ่นของอากาศยานในตระกูล ANN Family นั้นมีจุดเด่นที่ระบบเครื่องยนต์แบบไฮบริด (Hybrid) ที่ใช้เชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนให้มอเตอร์ ส่งผลให้สามารถชาร์จแบตแบบย้อนกลับระหว่างทำการบินได้ และยังทำให้ไม่จำเป็นต้องรอคอยระยะเวลาการชาร์จแต่อย่างใด 

จุดเด่นของอากาศยานในตระกูล ANN Family ทำให้บริษัทมันตา (Manta) มองว่าอากาศยานของตนจะมีต้นทุนการบินที่ต่ำกว่าเฮลิคอปเตอร์ในระยะทางการบินที่เท่ากัน ซึ่งทำให้ผู้คนเข้าถึงการบินได้ง่ายมากขึ้นและเป็นส่วนตัวมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องไปสนามบินให้ยุ่งยากอีกต่อไป

ที่มาข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/114971/

ที่มารูปภาพ Manta Aircraft


อยากเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ต้องใช้เงินเท่าไหร่ ?

 


อยากเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ต้องใช้เงินเท่าไหร่ ?

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเทสลา (Tesla) กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในกลุ่มผู้ชื่นชอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากข่าวที่มีการจดทะเบียนบริษัท เทสลา (Tesla) ในประเทศไทย ซึ่งทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่บริษัทจะเข้ามาทำการตลาดและจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเทสลาในประเทศไทย แม้ว่ายังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากบริษัท 

สำหรับราคาของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเทสลาสามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ ราคาแตกต่างไปตามรุ่นของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรายละเอียดเพิ่มเติม โดยเนื้อหาในข่าวนี้จะเป็นการยกตัวอย่างราคาที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกาและเปรียบเทียบเป็นค่าเงินบาทไทย มิได้หมายถึงราคาจำหน่ายในประเทศไทย

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla Model S 

รถยนต์นั่งแบบซีดาน รองรับผู้โดยสาร 5 ที่นั่ง Tesla Model S แบบออกเป็น 2 รุ่น คือ รุ่น Model S ปกติและ Model S Plaid ซึ่งเป็นรุ่นที่สมรรถนะสูงสุดสามารถวิ่งได้ไกล 637.3 กิโลเมตรต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง ทำความเร็วสูงสุด 321 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วออกตัว 0-96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 1.99 วินาที ราคาจัดจำหน่ายเริ่มที่ 99,900 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 3,429,600 บาท

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla Model 3 

รถยนต์นั่งแบบซีดานมีขนาดเล็กกว่า Tesla Model S รองรับผู้โดยสาร 5 ที่นั่ง Tesla Model 3 แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย คือ รุ่น Standard Range, Long Range และ Performance ซึ่งเป็นรุ่นที่สมรรถนะสูงสุดสามารถวิ่งได้ไกล 547 กิโลเมตรต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง ทำความเร็วสูงสุด 261 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วออกตัว 0-96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 3.3 วินาที ราคาจัดจำหน่ายเริ่มที่ 46,990 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 1,613,600 บาท

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla Model X 

รถยนต์นั่งแบบ SUV ขนาดกลางรองรับผู้โดยสาร 6-7 ที่นั่ง ได้รับการพัฒนามาจากรุ่น Tesla Model S ประตูผู้โดยสารเปิดปิดในแนวตั้งแบบปีกนกเหยี่ยว (Falcon-wing) Tesla Model X แบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย คือ รุ่น Model X ปกติและ Model X Plaid ซึ่งเป็นรุ่นที่สมรรถนะสูงสุดสามารถวิ่งได้ไกล 535 กิโลเมตรต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง ทำความเร็วสูงสุด 262 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วออกตัว 0-96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 2.5 วินาที ราคาจัดจำหน่ายเริ่มที่ 114,990 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 3,947,000 บาท

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla Model Y 

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอเนกประสงค์แบบครอสโอเวอร์ขนาดกะทัดรัด รองรับผู้โดยสาร 5-7 ที่นั่ง ห้องโดยสารแบ่งได้เป็น 3 แถว หรือพับที่นั่งแถวสุดท้ายเป็นพื้นที่กว้างใช้วางสิ่งของ Tesla Model Y แบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย คือ Long Range และ Performance ซึ่งเป็นรุ่นที่สมรรถนะสูงสุดสามารถวิ่งได้ไกล 487 กิโลเมตรต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง ทำความเร็วสูงสุด 249 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วออกตัว 0-96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 3.5 วินาที 

ราคาจัดจำหน่ายเริ่มที่ 62,990 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 2,162,000 บาท

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า Tesla Roadster 

รถยนต์รุ่นสมรรถนะสูงสุดของบริษัท เทสลา (Tesla) เป็นรถยนต์เจเนอเรชัน 2 ของรุ่น Roadster บริษัทยืนยันว่าเป็นรถยนต์ในตลาดที่วิ่งได้เร็วสุดในประวัติศาสตร์ ทั้งการออกตัวและความเร็วสูงสุด สามารถวิ่งได้ไกล 997.79 กิโลเมตรต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง ทำความเร็วสูงสุด 402.336 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วออกตัว 0-96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 1.9 วินาที 

ราคาจัดจำหน่ายเริ่มที่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 6,865,000 ล้านบาท แต่สำหรับรถ 1,000 คันแรก ราคาจัดจำหน่ายเริ่มที่ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 8,580,600 ล้านบาท ปัจจุบันรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นนี้เปิดให้ผู้ที่สนใจสั่งจองล่วงหน้าไปแล้วโดยจะต้องจ่ายเงินมัดจำ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยโดยประมาณ 1,716,000 บาท

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/114875/

ที่มาของรูปภาพ tesla.com


เรือเลี้ยงปลาอัจฉริยะลำแรกของโลก ใช้ทรัพยากร ‘น้ำทะเลคุณภาพสูง’ เพาะเลี้ยงปลา

เรือเลี้ยงปลาอัจฉริยะลำแรกของโลก ใช้ทรัพยากร ‘น้ำทะเลคุณภาพสูง’ เพาะเลี้ยงปลา

1/ เรือเลี้ยงปลาอัจฉริยะ ระวางน้ำหนัก 100,000 ตัน ลำแรกของโลก ฝีมือจีน เริ่มเดินเครื่องแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมาที่เมืองท่าชิงเต่า ตะวันออกของจีน

2/ เรือเลี้ยงปลาอัจฉริยะใช้เงินลงทุนก่อสร้างราว 2.31 พันล้านบาท เรือมีความยาว 249.9 เมตร มีห้องเลี้ยงปลา 15 ห้อง มีความจุน้ำ 90,000 ลูกบาศก์เมตร

3/ ตอนนี้ เลี้ยงปลาอยู่หลายสายพันธุ์ เช่น ปลาจวดเหลืองใหญ่ ปลาเก๋า ปลาแซลมอนแอตแลนติก ด้วยระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอัจฉริยะ ควบคุมแบบรวมศูนย์ มีระบบเฝ้าติดตามน้ำ ออกซิเจน แสง และให้อาหารแบบเรียลไทม์ด้วยจุดควบคุมบนเรือ 2,108 จุด

4/ ความหนาแน่นของปลาที่เลี้ยงในตู้ สูงกว่ากระชังเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบดั้งเดิม 4-6 เท่า ย่นระยะวงจรการเลี้ยงได้มากกว่า 1 ใน 4

5/ คาดการณ์ว่า เรือจะสร้างผลผลิตปลาคุณภาพดี 3,700 ตันต่อปี เท่ากับปริมาณผลผลิตปลาจากทะเลสาบฉากาน หนึ่งในทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของจีน และปลาคุณภาพดีเหล่านี้จะเข้าตลาดได้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.-ต.ค.) ปีนี้

6/ นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิทยาศาสตร์การประมงจีน กล่าว การมีเรือเลี้ยงปลาอัจฉริยะช่วยเพิ่มพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจากใกล้ชายฝั่งสู่ทะเลลึก ใช้ทรัพยากรน้ำทะเลคุณภาพสูงในการเพาะเลี้ยงปลา แหล่งโปรตีนจากทะเลที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยทดแทนอาหารเสริมได้

7/ ชมวิดีโอ จาก CCTV+ ได้ที่นี่ครับ https://www.youtube.com/watch?v=5AzuiyTus8s

ภาพและข้อมูล จาก...

-XINHUA | World's first 100,000-tonne intelligent aquaculture ship to supply fish this fall | https://english.news.cn/20220520/d12877cf4b994221b4496cf9826b6be1/c.html

-ChinaDaily | High-yield smart fish farming ship undocks in East China | https://www.chinadaily.com.cn/a/202202/10/WS6204cf94a310cdd39bc85e82.html


Tesla เลือกอินโดนีเซียสร้างโรงงานแบตเตอรี่และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

Tesla เลือกอินโดนีเซียสร้างโรงงานแบตเตอรี่และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

เทสลา (Tesla) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลก เลือกประเทศอินโดนีเซียเพื่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ความคืบหน้าดังกล่าวถูกเปิดเผยโดยหัวหน้าฝ่ายการลงทุนประเทศอินโดนีเซียและเกิดขึ้นหลังการพูดคุยเจรจาระหว่างประธานาธิบดีอินโดนีเซียโจโค วิโดโดและอีลอน มักส์ผู้บริหารบริษัทเทสลา (Tesla) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ข่าวการเจรจาต่อรองระหว่างบริษัทเทสลา (Tesla) และประเทศอินโดนีเซียมีออกมาอย่างต่อเนื่องนับจากปี 2020 เนื่องจากประเทศอินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตแร่นิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการใช้สร้างแบตเตอรี่สำหรับใช้งานในรถยนต์พลังงานไฟฟ้า นอกจากนี้บริษัทเทสลายังให้ความสำคัญกับการผลิตแบตเตอรี่โดยใช้ต้นทุนที่น้อยกว่าคู่แข่งจึงเป็นที่มาของแนวคิดการตั้งโรงงานผลิตในประเทศอินโดนีเซีย

ก่อนหน้านี้บริษัทเปิดตัวโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้ากิกา เท็กซัส (Giga Texas) โรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งที่ 4 ในสหรัฐอเมริกาของบริษัทเทสลา (Tesla) ไปเมื่อช่วงต้นปี 2022 นอกจากนี้บริษัทยังมีโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอยู่ในต่างประเทศ เช่น เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

ประเทศอินโดนีเซียกำลังกลายเป็นประเทศที่ 2 ในทวีปเอเชียต่อจากประเทศที่บริษัทเทสลาให้ความสนใจเข้าร่วมลงทุน นอกจากนี้บริษัทเทสลายังให้ความสนใจประเทศอินเดียเป็นอย่างมาก โดยในปี 2021 มีข่าวบริษัทให้ความสนใจเข้าไปลงทุนสร้างโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศอินเดีย เนื่องจากประเทศอินเดียมีทรัพยากรบุคคลจำนวนมากและเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ นอกจากนี้คนอินเดียจำนวนมากมีความรู้ความชำนาญในด้านของซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีขั้นสูง

อย่างไรก็ตาม การยืนยันความร่วมมือก่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่และรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในอินโดนีเซียยังคงเป็นในระดับของการเจรจาระหว่างผู้นำประเทศอินโดนีเซียและบริษัทเทสลา กระบวนการทั้งหมดยังคงต้องรอการลงนามเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2022 โดยในช่วงปลายปี 2022 อีลอน มัสก์มีกำหนดการเดินทางไปประเทศอินโดนีเซียแต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดกำหนดการที่ชัดเจนออกมา

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/114398/

ที่มาของรูปภาพ reuters

เปิดตัว YAMAHA E01 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าวิ่งระยะทางสูงสุด 104 กิโลเมตร

 


เปิดตัว YAMAHA E01 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าวิ่งระยะทางสูงสุด 104 กิโลเมตร

ยามาฮ่าผู้นำด้านการผลิตมอเตอร์ไซค์ของประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวมอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้ายามาฮ่า E01 (YAMAHA E01) เทคโนโลยีพลังงานสะอาดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่บริษัทพัฒนาขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเปิดตัวครั้งเป็นการเปิดตัวอย่างเต็มระบบหลังจากเคยเปิดตัวต้นแบบมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นนี้มาแล้วในช่วงปี 2019 ภายในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์

การออกแบบมอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้ายามาฮ่า E01 (YAMAHA E01) ภายใต้แนวคิด “Plugged Yamaha to new era” เน้นจุดเด่นด้านระบบการชาร์จพลังงานไฟฟ้าที่ทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผสมผสานการทำงานร่วมกันทั้งในด้านของสมรรถนะ แบตเตอรี่ ระบบการชาร์จไฟฟ้า รูปแบบดีไซน์ตัวรถและฟังก์ชันการทำงานอัตโนมัติต่าง ๆ

มอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้ายามาฮ่า E01 ให้กำลังขับเคลื่อนเทียบเท่ามอเตอร์ไซค์ขนาด 125 ซีซี สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 104 กิโลเมตร ต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 1 ครั้ง หากขับด้วยความเร็วคงที่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในด้านของความเร็วนั้นสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แบตเตอรี่เป็นแบบลิเธียมไอออน ความจุสูง 4.9 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

ระบบการชาร์จพลังงานไฟฟ้า 3 รูปแบบ 

1. เครื่องชาร์จแบบเร็วสามารถชาร์จ จาก 0% ถึง 90% ได้ภายใน 1 ชั่วโมง

2. เครื่องชาร์จแบบปกติเหมาะสำหรับการติดตั้งภายในบ้านสามารถชาร์จ จาก 0% ถึง 100% ภายในเวลา 5 ชั่วโมง ที่แรงดันไฟฟ้า 200V (เข้ากันได้กับเต้ารับ 200 – 240V ในประเทศต่าง ๆ)

3. เครื่องชาร์จแบบพกพา ขนาดที่พอดีกับช่องเก็บของใต้เบาะนั่งสามารถชาร์จจาก 0% ถึง 100% ได้ภายใน 14 ชั่วโมง ที่แรงดันไฟฟ้า 100V (200 –240V ในประเทศต่าง ๆ)

โหมดการขับขี่มีให้เลือก 3 ระดับ ได้แก่ PWR (โหมดเพาเวอร์) การขับขี่ที่ดึงกำลังสูงสุดของมอเตอร์ออกมา เหมาะสำหรับการขี่ขึ้นเนิน การเร่งแซง STD (โหมดมาตรฐาน) สำหรับการขับขี่ทั่วไปในช่วงความเร็ว 30 - 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และ ECO (โหมดอีโค) สำหรับการขับขี่ระยะไกล เพื่อจำกัดการใช้พลังงานแบตเตอรี่และจำกัดความเร็วสูงสุด อยู่ที่ประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

การควบคุมรถทำได้ง่ายโดยผู้ที่ขับมอเตอร์ไซค์เป็นอยู่แล้วไม่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้นาน หน้าจอแสดงผลข้อมูลต่าง ๆ เป็นแบบดิจิทัลแบบมัลติฟังก์ชัน เช่น อัตราความเร็ว ความจุแบตเตอรี่ สถานะการชาร์จไฟ นาฬิกา อุณหภูมิของอากาศ และอื่น ๆ การเปิดการทำงานของรถใช้การหมุนปุ่มโดยไม่ต้องเสียบกุญแจ ติดตั้งหน่วยควบคุมการสื่อสาร ด้วยระบบ 3G/LTE eSIM และ GPS โดยหน่วยควบคุมจะอัปโหลดข้อมูลรถ (ตำแหน่ง สภาพการทำงาน) ไปยังเว็บเซิร์ฟเวอร์ ข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ ได้แก่ บันทึกการใช้งานรถ ประจุแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ และตำแหน่งที่รถจอด และอื่น ๆ นับเป็นมอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้าที่ใช้งานง่ายมากที่สุดรุ่นหนึ่ง

ที่มาของข้อมูลและรูปภาพ https://www.tnnthailand.com/news/tech/114343/


จีนเปิดตัวแท็กซี่อากาศ ล้ำยุคด้วยโหมดการทำงาน 3 รูปแบบ พิสัย 200 กิโลเมตร

บริษัท ทีแค็บ เทค (TCab Tech) ของจีน ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้นำด้านให้บริการเครื่องบินขึ้นลงทางดิ่งพลังงานไฟฟ้า (Electric Vertical Takeoff and Landing) หรือ eVTOL โดยจะให้บริการ “แท็กซี่ไฟฟ้าแบบบินได้” ซึ่งเป็นอากาศยานที่นั่งได้สบาย ๆ แบบรถแท็กซี่ แต่บินอยู่เหนือพื้นดิน ส่งผู้โดยสารระหว่างจุดรับ-ส่ง ทั้งทางดิ่งและทางตรง

ทีแค็บ เทค ยังเผยว่า ขณะนี้ได้มีการทดลองบินแท็กซี่ไฟฟ้าตัวต้นแบบรุ่น E20 แล้วหลายครั้ง เพื่อนำร่องการใช้งานแท็กซี่อากาศ โดยปัจจุบันพัฒนาเสร็จสิ้นไปแล้วราว 50% แท็กซี่อากาศไฟฟ้ารุ่นนี้ ยังมีการใช้งานในโหมดขึ้นลงในแนวตั้งและโหมดร่อน รวมถึงการติดปีกเสริมเพื่อแปลงเป็นโหมดการบินเดินทางเต็มระบบอีกด้วย

แท็กซี่อากาศไฟฟ้าตัวต้นแบบรุ่น E20 เป็น eVTOL แบบใช้พลังงานไฟฟ้าขนาด 5 ที่นั่งที่ได้รับความสนใจจากผู้คนอย่างมาก เป้าหมายของคอนเซปต์การออกแบบ ถูกกำหนดให้เป็นยานพาหนะที่มีจุดขายอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่าง VTOL ที่ใช้ท่อไอพ่นเวกเตอร์แบบปรับขึ้นลง กับเครื่อง VTOL ที่ใช้งานแบบเป็นยานร่อน (Cruise) โดย E20 จะมีใบพัดเสริมหนึ่งคู่ อยู่บริเวณส่วนบนของห้องโดยสาร และส่วนที่เหลือจะเป็นใบพัดหลักเพื่อยกระดับขึ้นลงจำนวน 4 ใบพัด ซึ่งใบพัดหลักนี้ สามารถแยกออกและปรับทิศทางองศาใบพัดในแนวดิ่งได้ ตามแต่ละจุดประสงค์การใช้งาน 

ด้านองค์ประกอบของใบพัดแต่ละตัว จะมีใบพัดขนาดใหญ่ 5 ชิ้นประกอบกัน และส่วนปลายของปีกจะปรับขึ้นลงแยกได้อิสระ ตามทิศทางการเอียงของปีกเหมือนระบบการทำงานของเครื่องบิน ขณะที่ปีกที่หาง จะเป็นปีกเสริมที่สั้นกว่า และทำมุมไปด้านหน้า 

ทีแค็บ เทคยังกล่าวว่า แท็กซี่ไฟฟ้ารุ่น E20 จะมีนักบินหนึ่งคนและผู้โดยสารสี่คนต่อหนึ่งเที่ยว ทำความเร็วได้ราว 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีรัศมีการบินอยู่ที่ 200 กิโลเมตร แต่อย่างไรก็ดี ตัวเลขเหล่านี้ยังคงเป็นเพียงตัวเลขคาดการณ์เท่านั้น

ล่าสุด ทีแค็บ เทค ระบุว่า ได้สร้างเครื่องต้นฉบับขนาดเท่าจริง เพื่อใช้ในการตรวจสอบทางวิศวกรรมออกมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งเครื่อง และยังมีการใช้เครื่องต้นแบบสำรองเพื่อทดสอบในขั้นต่อไป และยังผ่านกระบวนการตรวจสอบที่ซับซ้อนนับสิบครั้ง ในการสลับไปใช้โหมดแบบล่อง (Cruise) และโหมดติดปีกเสริม ทั้งยังมีโหมดการใช้งานแบบ ระยะพิทช์แปรผัน (Variable collective pitch) ซึ่งหมายความว่า สามารถปรับเปลี่ยนองศาการทำงานของใบพัดทั้งห้าใบได้โดยอิสระ ทำให้การเดินทางด้วยยานพาหนะดังกล่าว ทั้งในรูปแบบขึ้นลงแบบดิ่ง หรือแบบล่อง (Cruise) เหมือนเครื่องบิน เป็นไปอย่างคล่องแคล่ว และปลอดภัยมากขึ้น 

จากความก้าวหน้าทั้งหมดนี้ ทำให้ TCab กลายเป็นหนึ่งในบริษัทให้บริการ eVTOL ที่โดดเด่นที่สุดของจีน และเป็นเพียงบริษัทเดียวในปัจจุบัน ที่สามารถปรับเปลี่ยนเวกเตอร์แรงขับของเครื่องยนต์ได้ ท่ามกลางการแข่งขันในตลาด eVTOL ทั่วโลก ที่กำลังร้อนแรงขึ้น

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/113986/

ที่มาของรูปภาพ Tcab Tech


คาดิลแลควางขาย Lyriq รถยนต์ไฟฟ้า SUV รุ่นใหม่ วิ่งได้ไกล 502 กิโลเมตร

 


คาดิลแลควางขาย Lyriq รถยนต์ไฟฟ้า SUV รุ่นใหม่ วิ่งได้ไกล 502 กิโลเมตร 

เจเนอรัลมอเตอร์ส (GM) เคยเปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นแรกที่มีชื่อว่า GMC Hummer EV รถกระบะไฟฟ้าพละกำลังเหลือล้น 1,000 แรงม้า วิ่งได้ 560 กิโลเมตรใน 1 รอบการชาร์จเมื่อปีที่แล้ว และในเดือนกันยายนปีเดียวกันก็มีการเปิดตัว Lyriq รถไฟฟ้า SUV เป็นรถไฟฟ้าล้วนรุ่นที่ 2 ทางค่ายยืนยันว่าจะสามารถวิ่งได้เกิน 480 กิโลเมตรต่อรอบการชาร์จ และเมื่อ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา เจเนอรัลมอเตอร์ส (GM) ได้อัปเดตสเปกตัวรถรวมถึงวันส่งมอบรถให้ลูกค้าแล้ว

Cadillac Lyriq เป็นรถไฟฟ้าแบบ SUV ที่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าในสหรัฐฯ เพราะดีไซน์ที่สวยงาม สะกดทุกสายตาแล้ว ยังมีสมรรถนะของระบบขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยมและราคาเปิดตัวที่ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 2 ล้านบาท ทำให้ในการเปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วนั้นมียอดจองล่วงหน้าเต็มจำนวนภายใน 19 นาทีหลังจากวางขาย ซึ่งทางค่ายรถนั้นเพิ่งเริ่มเดินเครื่องการผลิตเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

เจเนอรัลมอเตอร์ส (GM) ระบุสเปกของ Lyriq ไว้บนเว็บไซต์ว่าตัวรถมีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) รองรับการชาร์จด้วยไฟบ้าน (AC on-board Charger) ขนาด 19.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) และแบบกระแสตรงสูงสุดที่ 190 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) มีมอเตอร์เดี่ยวให้แรงขับเคลื่อน 340 แรงม้า ทำระยะทางได้ไม่ต่ำกว่า 480 กิโลเมตรต่อรอบการชาร์จ ภายในมีรูปลักษณ์ที่ทันสมัยและหรูหรา มีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (GM’s Driver-assist Technology) ซึ่งช่วยลดภาระในการขับขี่ แต่ยังคงต้องให้ผู้ขับสังเกตสภาพการขับขี่อยู่เสมอ

และในการประกาศครั้งนี้ เจเนอรัลมอเตอร์ส (GM) ได้ออกมาระบุว่ารถ Lyriq นั้นสามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 502 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐานของหน่วยงานในสหรัฐฯ (EPA) ซึ่งดีกว่าข้อมูลเดิมที่ประกาศไว้ 

แม้ว่าจะยังไม่มีการประกาศการส่งมอบรถให้ลูกค้ากลุ่มที่จองล่วงหน้าอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีการประกาศว่าจะมีการเปิดจองรอบใหม่เพิ่มเติม รวมถึงยังเปิดตัวรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะลดระยะทางวิ่งลงเล็กน้อย แต่ได้พละกำลังของตัวรถที่เพิ่มขึ้น โดยจะเริ่มเปิดจองภายในต้นปีหน้า

อย่างไรก็ตาม ราคาขายล่าสุดของ Lyriq ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อนั้นขยับขึ้นมาเป็น 62,990 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2 แสนบาท จากราคาเดิม และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ แพงขึ้นอีกประมาณ 70,000 บาท โดยโรรี่ ฮาร์วี่ (Rory Harvey) รองประธานใหญ่ของคาดิลแลค (Cadillac) เผยว่าพึงพอใจกับผลตอบรับของรถ Lyriq อีกทั้งยังคาดหวังให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายของบริษัทที่จะทำให้รถทุกรุ่นที่วางจำหน่ายปราศจากการใช้พลังงานน้ำมันในปี 2030 นี้อีกด้วย

ที่มาข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/114004/

ที่มารูปภาพ Cadillac


จีนใช้เชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอนขับเคลื่อนเครื่องบินความเร็วเหนือเสียง 5 เท่าสำเร็จ


 จีนใช้เชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอนขับเคลื่อนเครื่องบินความเร็วเหนือเสียง 5 เท่าสำเร็จ 

ศูนย์วิจัยและพัฒนาอากาศพลศาสตร์แห่งประเทศจีนประสบความสำเร็จในการทดสอบเครื่องยนต์สำหรับ #เครื่องบินความเร็วเหนือเสียง ซึ่งขับเคลื่อนโดยเชื้อเพลิง #ไฮโดรคาร์บอน ราคาถูก

รายงานระบุว่า เครื่องยนต์ดังกล่าวสามารถขับเคลื่อนเครื่องบินหรือขีปนาวุธได้เร็วกว่าเสียงถึง 5 เท่า ด้วยการระเบิดหลายพันครั้งต่อวินาที

การระเบิดขนาดเล็กเกิดขึ้นในพื้นที่ระหว่างกระบอกสูบโลหะที่เต็มไปด้วยไอของเอทิลีนหรือน้ำมันก๊าด คลื่นการกระแทกจะเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่วงกลมในรูปแบบเกลียว ทำให้เกิดแรงขับอันทรงพลัง

การทดสอบเมื่อไม่นานมานี้พบว่า เครื่องยนต์ดังกล่าวทำงานได้อย่างเสถียร โดยเกิดเปลวไฟสีน้ำเงินจางๆ และโปร่งใส

แบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ยังแสดงให้เห็นว่า เครื่องยนต์ชนิดนี้มีประสิทธิภาพการใช้ #เชื้อเพลิง สูงกว่า #เครื่องยนต์ไอพ่น ถึงร้อยละ 50 โดยเชื้อเพลิงจะเผาไหม้อย่างเต็มที่แต่จะใช้เวลาช้ากว่ามาก

เชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอนมีราคาถูกกว่าและปลอดภัยกว่าในการจัดการ แต่ไอของน้ำมันนั้นติดไฟได้ยากกว่า ก่อนหน้านี้นักพัฒนาจึงเชื่อว่า เครื่องยนต์ที่ใช้กลไกลักษณะนี้ไม่สามารถทำงานที่ความเร็วเหนือเสียงได้

ที่ผ่านมา จีนได้พัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีความเร็วเหนือเสียงหลายประเภท ซึ่งเชื่อว่าสามารถเจาะระบบป้องกันภัยทางอากาศส่วนใหญ่ได้ และหน่วยงานด้านอวกาศกล่าวว่า พวกเขาตั้งเป้าที่จะมีเครื่องบินที่มีความเร็วเหนือเสียงภายในปี 2578 โดยสามารถขนส่งผู้โดยสารไปยังที่ใดก็ได้ในโลกภายในหนึ่งหรือสองชั่วโมง

ที่มา เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์

แฟ้มภาพเอเอฟพี - ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา

Jackal food กำลังเป็นกระแสบางคนบอกนี่มัน "พืชเอเลียน"

สำหรับคนที่คลุกคลีอยู่กับโลกโซเชียลหลายคนคงจะทราบกันว่าในบางครั้ง บนโลกออนไลน์ก็อาจจะมีภาพถ่ายที่กลายเป็นกระแสโด่งดัง จากรูปทรงแปลกๆ

อย่างล่าสุดนี้เอง รูปถ่ายของพืชชนิดหนึ่งก็กำลังกลายเป็นที่พูดถึงในสังคมไทยกันอยู่ เนื่องจากรูปร่างของมันนั้น ไม่เพียงแต่เหมือนหลุดออกมาจากนอกโลกเท่านั้น แต่มันยังดูคุ้นๆ แปลกๆ คิดดีไม่ได้เลยสำหรับหลายๆ คนด้วย

เจ้าพืชที่ว่านี้คือ Jackal food (ชื่อวิทยาศาสตร์: Hydnora africana) พืชประหลาดที่พบได้ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา

มันเป็นพืชกาฝากที่ตามปกติจะเติบโตอยู่ใต้ดิน คอยดูดอาหารจากต้นไม้อื่นๆ แบบไม่มีการสังเคราะห์แสง 

ทำให้ในช่วงแรกๆ ของการค้นพบ แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ก็เข้าใจผิดว่ามันเป็นเชื้อรา

เจ้าพืชชนิดนี้ นานๆ ทีจะโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นเมื่อมีฝนตก และมีลักษณะเด่นในช่วงนี้อยู่ที่ทั้งต้นแทบจะมีแต่ดอกไม้ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง สีน้ำตาล ส้ม หรือชมพู ไม่มีใบ หรือส่วนประกอบอื่นๆ แบบต้นไม้ตามปกติ

และนอกจากรูปร่างที่คล้ายกับหลุดมาจากหนังเอเลี่ยนแล้ว Jackal food ยังมักถูกรายงานว่ามันมีกลิ่นเหม็นสมรูปร่างอีกด้วย

โดยมันจะใช้กลิ่นพวกนี้ล่อแมลงอย่างด้วงมูลให้มาผสมเกสรให้ ก่อนจะออกผลซึ่งมีกลิ่นเหม็นไม่ต่างกัน ล่อหมาจิ้งจอกแจ็กคัลมากินเพื่อขยายพันธุ์ต่อ


ที่มา

tumblr.amnh.org/post/617234887944044544/jackal-food-hydnora-africana-is-a-parasitic

www.gardeningknowhow.com/ornamental/flowers/hydnora/hydnora-africana-plant-info.htm

www.projectnoah.org/spottings/752489971

www.facebook.com/samrujlok/photos/a.478177772225/10159722552147226

อังกฤษเตรียมใช้โดรนส่งไปรษณีย์ทั่วประเทศ ตั้งเป้าใช้โดรน 500 ลำช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน

 


อังกฤษเตรียมใช้โดรนส่งไปรษณีย์ทั่วประเทศ ตั้งเป้าใช้โดรน 500 ลำช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน

รอยัลเมล (Royal Mail) บริษัทไปรษณีย์อันดับ 1 ของสหราชอาณาจักร ประกาศแผนเดินหน้าการนำโดรนมาใช้ในธุรกิจขนส่ง โดยตั้งเป้านำโดรนกว่า 50 ลำมาใช้ในเส้นทางการขนส่ง 50 เส้นทาง โดยทางบริษัทกล่าวว่า พื้นที่ห่างไกลอย่างเช่น หมู่เกาะซิลลี (Isles of Scilly) ของอังกฤษ และหมู่เกาะเชตแลนด์ (Shetland) ของสกอตแลนด์จะเป็นพื้นที่แรกที่ได้รับประโยชน์จากบริการนี้

รอยัลเมล (Royal Mail) ได้จับมือกับวินเดรเซอร์ (Windracers) บริษัทโดรนชื่อดังของสหราชอาณาจักรในการทดสอบการใช้อากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle: UAV) เพื่อส่งพัสดุภายในพื้นที่หมู่เกาะเชตแลนด์ (Shetland) หมู่เกาะห่างไกลทางตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์ตั้งแต่เมษายนปีที่แล้วและประสบความสำเร็จ

UAV ลำดังกล่าวมีชื่อว่า ULTRA (Unmanned Low-cost TRAnsport) ซึ่งวินเดรเซอร์ (Windracers) พัฒนาขึ้นมาให้รองรับการบรรทุกพัสดุและสิ่งของถึง 100 กิโลกรัม และเดินทางได้ไกล 1,000 กิโลเมตร ด้วยเครื่องยนต์ใบพัดคู่ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า 30% เมื่อเทียบกับเครื่องบินทั่วไปที่มีขีดความสามารถในการบรรทุกที่ใกล้เคียงกัน อีกทั้งตัวเครื่องสามารถทนต่อสภาพอากาศที่แปรปรวนอันเลื่องชื่อของอังกฤษได้เป็นอย่างดี

รอยัลเมล (Royal Mail) อยู่ระหว่างการพูดคุยเพื่อขออนุญาตองค์การการบินพลเรือนของสหราชอาณาจักร (Civil Aviation Authority: CAA) เพื่อเปิดเส้นทางการบินของ ULTRA ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ โดยจะเริ่มจากพื้นที่ห่างไกลที่รวมถึงหมู่เกาะเชตแลนด์ (Shetland) ที่เป็นพื้นที่ทดสอบก่อนหน้านี้ และหมู่เกาะซิลลี (Isles of Scilly) ที่อยู่บริเวณปลายสุดทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะอังกฤษอีกด้วย

เส้นทางการบินที่รอยัลเมล (Royal Mail) วางแผนไว้คือ 50 เส้นทาง โดยมุ่งเป้าไปยังพื้นที่ห่างไกลซึ่งมักจะถูกละเลยจากบริการขนส่งอันเนื่องมาจากต้นทุนการขนส่งที่สูง ซึ่งการใช้ ULTRA จะเป็นการขยายโอกาสทางการตลาดในพื้นที่ห่างไกลของสหราชอาณาจักรอีกหลายพื้นที่ โดยวางแผนให้ภายในปี 2025 จะมีโดรนในเส้นทางการบินทั้งหมดรวมแล้วอย่างน้อย 200 ลำ และเพิ่มเป็น 500 ลำในอนาคต

ไซมอน ทอมป์สัน (Simon Thompson) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของรอยัลเมล (Royal Mail) กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายในการสร้างระบบการขนส่งที่ยั่งยืน ในปัจจุบันการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อพัสดุหนึ่งชิ้นของบริษัทนั้นต่ำที่สุดในบรรดาผู้ให้บริการของสหราชอาณาจักร ดังนั้น การใช้โดรนจะยิ่งช่วยให้บรรลุเป้าหมายของบริษัทได้ง่ายยิ่งขึ้น

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/113646/

ที่มาของรูปภาพ Windracers


เมื่อ Tesla มีสถิติไฟไหม้ที่ต่ำกว่ารถยนต์สันดาปภายในที่ขายทั่วไปในท้องตลาดถึง 11 เท่า !!

 


เมื่อ Tesla มีสถิติไฟไหม้ที่ต่ำกว่ารถยนต์สันดาปภายในที่ขายทั่วไปในท้องตลาดถึง 11 เท่า !!

อาจเป็นเพราะว่ารถไฟฟ้าเป็นของใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมแบบก้าวกระโดดในปัจจุบัน ซึ่งเวลามีเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่ดีเกิดขึ้นนั้น มันปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีความแตกตื่นมากเป็นพิเศษ หากไปเทียบกับรถยนต์สันดาปภายใน

อย่างไรก็ตามสถิติตัวเลขก็ไม่เคยโกหกใคร เมื่อสถิติบอกว่ารถไฟฟ้าของ Tesla มีโอกาสเกิดไฟไหม้ที่ต่ำว่ารถยนต์สันดาปภายในที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน

Tesla ได้โชว์ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวกับรถไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นมาทุกรุ่นของบริษัท โดยนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 – 2021 ในเรื่องอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับไฟไหม้รถของบริษัท ซึ่งสถิติตัวเลขที่ออกมาพบว่า รถไฟฟ้า Tesla กำลังมีค่าเฉลี่ยในเรื่องนี้ที่ลดลงเรื่อย ๆ 

สถิติแสดงค่าเฉลี่ยระยะทางวิ่งสะสมที่ 1 ล้านไมล์ จะมีไฟไหม้รถ Tesla เกิดขึ้นเพียง 5 ครั้ง และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจากสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติ (NFPA) ของสหรัฐอเมริกา พบว่ารถยนต์สันดาปภายใน จะมีค่าเฉลี่ยไฟไหม้รถอยู่ที่ 53 ครั้ง ในระยะทางสะสมที่ 1 ล้านไมล์เท่ากัน !!

ทุกอย่างมันมีเหตุและผลในตัวมันเองอยู่ โดยทาง Tesla ยังคงพัฒนาในเรื่องความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น สารเคมีของแบตเตอรี่ โครงสร้างเซลล์ โครงสร้างชุดแบตเตอรี่ ซึ่งสิ่งที่พัฒนาเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดไฟไหม้ได้นั้นเอง

สุดท้ายนี้ก็สามารถพูดได้เต็มปากว่า ทางบริษัท Tesla จะไม่หยุดการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะทำให้รถ Tesla มีความปลอดภัยในการขับขี่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งกาลเวลาได้เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีในเรื่องนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เมื่อสถิติความปลอดภัยในการขับขี่ใช้งานของ Tesla ยอดเยี่ยมไม่เป็นสองรองใคร วันนี้คุณสามารถสัมผัสกับ Tesla คันจริง ๆ ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ Spyder Auto Import หนึ่งในผู้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ในไทย ไทย เบอร์ 02-746-9922 , 02-061-2755 หรือ Line @Spyderautoimport 

อ้างอิงข้อมูล

https://www.tesmanian.com/blogs/tesmanian-blog/tesla-registered-11x-lower-fire-incidents-of-the-vehicles-than-the-average-vehicle-in-the-u-s

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. True News เจาะลึกข่าวออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger