Latest Movie :

ADDS1

ADDS2

Recent Movies
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยานยนต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยานยนต์ แสดงบทความทั้งหมด

Nissan เริ่มบอกลาวงการน้ำมัน จะเลิกผลิตรถยนต์สันดาปรุ่นใหม่แทบทั้งหมด

#Update Nissan เริ่มบอกลาวงการน้ำมัน

จะเลิกผลิตรถยนต์สันดาปรุ่นใหม่แทบทั้งหมด

และแล้ว Nissan ก็ประกาศยุติการผลิตและพัฒนารถยนต์ใช้น้ำมันรุ่นใหม่ในตลาดทั้งหมด มุ่งหน้าสู่กระแสโลกแห่งอนาคต ทุ่มเทให้กับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่

ข่าวนี้ส่งผลให้ Nissan ขึ้นแท่นเป็นแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นรายใหญ่ที่ออกมาประกาศหยุดพัฒนารถยนต์สันดาปรุ่นเก่า เลิกผลิตรถยนต์สันดาปรุ่นใหม่ โดยจะเริ่มในตลาดจีนและญี่ปุ่นเป็นที่แรก ส่วนไลน์การผลิตรถยนต์ไฮบริดยังจะคงดำเนินต่อไป

อันที่จริง ถ้าเราเทียบกับแนวทางของค่ายใหญ่อย่างเช่น Toyota จะพบว่า มีความแตกต่างอยู่ไม่น้อย เพราะมากสุดเท่าที่ Toyota ทำตอนนี้ คือการประกาศเดินหน้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แต่ไม่ได้ประกาศยุติไลน์การผลิตรถยนต์ใช้น้ำมันแต่อย่างใด หรืออย่าง Honda ที่ประกาศปิดโรงงานแม่ในญี่ปุ่น เดินหน้าสู่รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น แต่ก็จะผลิตรถยนต์ใช้น้ำมันต่อไป

ส่วนในระดับโลก รายใหญ่ที่ประกาศยุติการผลิตและพัฒนารถยนต์ใช้น้ำมันรุ่นใหม่ๆ ก็ไม่ใช่ค่ายสัญชาติญี่ปุ่น เท่าที่เห็นอย่างชัดเจนในปัจจุบันคือ General Motors และ Ford ค่ายรถยนต์สัญชาติอเมริกัน

สำหรับ Nissan การเดินหน้าไปสู่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเป็นแนวทางที่เห็นมาสักพักแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Nissan LEAF ที่เป็นความพยายามของทางค่ายที่ผลักดัน จนขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในตลาดโลก

แต่ถึงที่สุดแล้ว แนวทางในการยุติการพัฒนารถยนต์ใช้น้ำมันของ Nissan ส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากแรงกดดันทางกฎหมาย โดยเฉพาะในยุโรป ที่ในปีหน้า 2025 จะออกมาตรฐานมลพิษยูโร 7 (Euro 7 emissions standards) ซึ่งจะเข้มงวดกับวงการยานยนต์อย่างจริงจัง พร้อมทั้งส่งเสริมให้ปรับเป็นยานยนต์พลังงานสะอาดทั้งหมด

[ แต่ Nissan จะเหลือการผลิตและพัฒนารถยนต์สันดาปไว้หนึ่งตลาดคือ สหรัฐอเมริกา ]

จากรายงานของ Nikkei Asia ระบุเพิ่มเติมว่า แม้ Nissan จะประกาศชัดเจนว่า ยุติการผลิตรถยนต์ใช้น้ำมันรุ่นใหม่แทบทั้งหมด เหลือไว้แค่พัฒนารุ่นเดิม (ในสหรัฐอเมริกา) และเดินหน้าสู่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก

แต่สุดท้ายแล้ว ในตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ยังคงเป็นข้อจำกัด เพราะลูกค้าจำนวนหนึ่งยังคงใช้รถกระบะกันเป็นจำนวนมาก ทางบริษัทจึงจำเป็นต้องผลิตรถยนต์สันดาปในตลาดสหรัฐอเมริกาต่อไป เพราะยังมีความต้องการอยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เป็นไปตามแนวทางของบริษัท ที่มุ่งหน้าสู่พลังงานสะอาด Nissan ชี้แจงว่า แม้จะมีรถยนต์ใช้น้ำมันของทางแบรนด์วิ่งอยู่บนถนนในบางรุ่น แต่หลังจากนี้จะพัฒนา ออกแบบ และปรับปรุงระบบเครื่องยนต์ให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะแม้จะเปลี่ยนแปลงแนวทางในการผลิตครั้งใหญ่ แต่โรงงานผลิตจะคงอยู่ต่อไป และไม่มีการปลดพนักงานในกรณีนี้แต่อย่างใด

ที่มา

https://asia.nikkei.com/Business/Automobiles/Nissan-to-end-most-development-of-new-gasoline-engines

https://globalnews.ca/news/8600290/nissan-gas-engines-development/

https://www.reuters.com/business/autos-transportation/nissan-stop-most-development-new-gasoline-engines-nikkei-2022-02-07/

PAL-V รถยนต์บินรุ่นแรกของโลกที่ถูกผลิตเพื่อการจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์

PAL-V รถยนต์บินรุ่นแรกของโลกที่ถูกผลิตเพื่อการจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์

รถยนต์บินได้อาจไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด เนื่องจากมีบริษัทเอกชนหลายแห่งทั่วโลกให้ความสนใจพัฒนารถยนต์บินได้ในรูปแบบใช้พลังงานน้ำมันและพลังงานไฟฟ้า อย่างไรก็ตามในช่วงปี 2011 รถยนต์บิน PAL-V ONE ของบริษัทเอกชนในประเทศเนเธอร์แลนด์ ประสบความสำเร็จในการทดสอบบินขึ้นสู่อวกาศหลังจากบริษัทใช้เวลาในการพัฒนาเทคโนโลยีนานกว่า 10 ปี และกลายเป็นรถยนต์คันแรกของโลกที่สามารถบินขึ้นสู่ท้องฟ้าได้สำเร็จ .

ปัจจุบันบริษัทเอกชนแห่งนี้ยังคงพัฒนารถยนต์บินอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามพัฒนารถยนต์บิน 3 ล้อ รองรับผู้โดยสาร 2 ที่นั่ง ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นติดตั้งเครื่องยนต์ขนาด 100 แรงม้า ทำความเร็วได้ประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลาน้อยกว่า 9 วินาที รวมไปถึงการปรับปรุงการออกแบบภายนอกของตัวรถให้มีความทันสมัย บริษัทมีแผนการส่งมอบรถยนต์คันแรกให้กับลูกค้าในช่วงปี 2023

สำหรับความสามารถในการบินของตัวรถยนต์บิน PAL-V สามารถวิ่งขึ้นจากรันเวย์ความยาว 330 เมตร โดยใช้ความเร็ว 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพดานบินสูงสุดประมาณ 3.5 กิโลเมตร พิสัยการบิน 500 กิโลเมตรในเวลาประมาณ 4.3 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นระยะทางไกลเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของตัวรถ

อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงต้องผ่านบทพิสูจน์ของรถยนต์บินได้ PAL-V อีกหลายขั้นตอน เช่น ข้อกฎหมายในบางประเทศที่ห้ามการนำรถยนต์บินได้วิ่งบนถนนหรือการบินขึ้นสู่อากาศจะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานด้านการคมนาคมทางอากาศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีรถยนต์ที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

-------------------------- CR : ThaiPBSSci And Tech

รถยนต์ไฟฟ้า Porsche Taycan ทุบสถิติแบตเตอรี่ขับกว่า 4,500 กม. ด้วยการชาร์จระหว่างทางเพียง 2.5 ชม.

ทุบ Guiness World Records! รถยนต์ไฟฟ้า Porsche Taycan ที่ขับโดย Wayne Gardes ทำลายสถิติในการข้ามฟากสหรัฐอเมริกา จาก Los Angeles ไปยัง New York หรือกว่า 4,500 กิโลเมตร ด้วยการใช้เวลาหยุดชาร์จไฟฟ้าสั้นที่สุด โดยระหว่างทางเขาหยุดชาร์จเพื่อเติมไฟฟ้าที่สถานี Electrify America เพียง 2 ชั่วโมง 26 นาที 48 วินาที

การเดินทางของเขาเริ่มขึ้นเมื่อ 7 พฤศจิกายน สำเร็จเมื่อ 12 พฤศจิกายน ปี 2021 ที่ผ่านมา โดยหยุดชาร์จที่ 18 สถานี และได้รับการบันทึกเมื่อไม่นานมานี้โดย Guiness World Records โดยการเดินทางนี้ทุบสถิติเดิมไปเกือบ 3 เท่า และดีกว่าสถิติการชาร์จของ Tesla Model S ถึง 5 เท่า

ซึ่ง Wayne Gardes เจ้าของการเดินทางชี้ว่า Taycan นั้นทำงานได้ดีกว่าที่เขาคาดไว้มาก โดยเผยว่าการเดินทางของทั้งหมดเสียค่าใช้จ่ายไฟฟ้าจากสถานีชาร์จไปเพียง 76.82 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2,549 บาท

รถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นเทคโนโลยียานพาหนะที่น่าสนใจที่สามารถช่วยลดมลพิษในอากาศ และก๊าซเรือนกระจกได้ แต่สิ่งที่ท้าทายคือระยะทางที่สามารถขับขี่ได้ต่อการชาร์จ ประกอบกับความรวดเร็วในการชาร์จ และการกระจายตัวของสถานีชาร์จ ซึ่งเทคโนโลยีต้องพัฒนาให้มีความเหมาะสม

ที่มา

https://www.guinnessworldrecords.com/world-records/114110-least-non-driving-time-to-cross-the-united-states-in-an-electric-vehicle

https://www.independent.co.uk/life-style/gadgets-and-tech/electric-car-battery-record-porsche-b2004169.html?utm_content=Echobox&utm_medium=Social&utm_source=Facebook&fbclid=IwAR12aKSFJoh4bVDqfxkjXMc0FvafBrjmJTPqT50v_ityrvWPE9hYS4SQBJw#Echobox=1643659579

ยังนึกภาพไม่ออกเหมือนกันนะว่า Apple Car จะออกมายังไง




ตอนนี้มีรายงานว่า Apple ได้รื้อโครงการรถยนต์ไฟฟ้ากลับมาและพร้อมเปิดโรงงานดำเนินการอีกครั้ง หลังจากเงียบหายไปสักพักใหญ่ และทำให้เหล่าสาวกมองกันตาปริบ ๆ แต่ตอนนี้มีข่าวว่ารถยนต์ EV ของ Apple จะพร้อมเข้าสู่ตลาดภายในปี 2025

แน่นอนว่า Apple มีทุนวิจัยและและพัฒนาเรื่องนี้อยางมาก แต่หลายคนแอบสงสัยว่าบริษัทได้พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงเพียงพอที่จะทำให้มันเป็นจริงแล้วหรือยัง หากเทียบกับยักษ์ใหญ่อย่าง Tesla ที่ตอนนี้พัฒนาไปไกลมากแล้ว

Apple สนใจที่จะเข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์มาตั้งแต่ปี 2014 โดยมีรายงานว่า CEO Tim Cook อนุมัติโครงการ Titan ซึ่งเป็นโครงการลับสุดยอดที่กำลังพัฒนา แต่ก็ได้เงียบหายไป (หรือแอบพัฒนาอย่างลับ ๆ หรือเปล่า)

ทั้งนี้เว็บไซต์ Bloomberg ตั้งข้อสังเกตว่า Apple ได้บรรลุ "ก้าวสำคัญ" ในการพัฒนาระบบรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง โดยอธิบายว่าชิปที่ Apple สร้างขึ้นนั้นเป็นส่วนประกอบที่ล้ำหน้าไปแล้ว เพราะว่ามันประกอบไปด้วย neural processors ที่ไว้ใช้จัดการงานที่ใช้ AI ซึ่งเป็นระบบที่จำเป็นสำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม ชิปอาจร้อนจัด ซึ่งจะทำให้ Apple ต้องคิดค้นระบบระบายความร้อนที่ซับซ้อนเพื่อป้องกันไม่ให้มีความร้อนสูงเกินไป

ที่มาข้อมูล
https://www.bloomberg.com/news/articles/2021-11-18/apple-accelerates-work-on-car-aims-for-fully-autonomous-vehicle
https://www.techspot.com/news/92290-apple-renews-interest-vehicle-project-shifts-focus-self.html

พนักงานขับชินคันเซ็นถูกจับได้ว่าเล่นเกมสมาร์ทโฟนนับระยะทาง GPS บนรถไฟหัวกระสุนมานานนับสิบปี


พนักงานขับชินคันเซ็นถูกจับได้ว่าเล่นเกมสมาร์ทโฟนนับระยะทาง GPS บนรถไฟหัวกระสุนมานานนับสิบปี

เกมบนสมาร์ทโฟนบางตัว ต้องอาศัยฟีเจอร์ GPS เพื่อนับระยะทางในการเล่นเกม แลกมากับภารกิจและการทำคะแนนต่างๆ แปลว่ายิ่งคุณเดินมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งเข้าใกล้เป้าหมายของชัยชนะ และของรางวัลมากขึ้นเท่านั้น

แต่มันจะเป็นอย่างไร ถ้าการนับระยะทางบนเกมสมาร์ทโฟนถูกวิธีลักไก่ ด้วยการเปิดตัวเกมที่กำลังนับระยะทาง บนรถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็นของญี่ปุ่น แถมคนใช้วิธีดังกล่าว กลับเป็นคนขับรถไฟหัวจรวดเสียเอง

พนักงานขับรถไฟความเร็วสูง อายุราว 40 ปี ของรถไฟชินคันเซ็น ถูกบริษัท JR East สอบสวน หลังจากที่มีผู้โพสต์ข้อความร้องเรียนลงบนเว็บไซต์ของพวกเขาว่า ชายรายดังกล่าวเปิดเกมสมาร์ทโฟน ที่นับระยะทางด้วย GPS ขณะทำงานขับรถไฟอยู่ ในช่วงเวลา 11.30 น. ของวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

JR East สอบสวนจนพบตัวชายผู้ขับรถไฟชินคันเซ็นในเวลานั้น ก่อนที่เขาจะยอมรับความจริงว่า เขาเล่นเกมขณะขับรถไฟ ที่วิ่งอยู่บนรางด้วยความเร็ว 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเขาเล่นเกมดังกล่าวกว่า 10-20 ครั้งต่อเที่ยวรถไฟ เป็นเวลากว่า 10 ปีมาแล้ว คำสารภาพนึ้สร้างความกังวลให้แก่ผู้โดยสาร ถึงความปลอดภัยในการเดินรถไฟ ที่เคยเป็นรถไฟที่มีความเร็วเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ชายรายดังกล่าวระบุว่า ตัวเกมจับระยะทางผ่าน GPS ซึ่งทำให้เขารู้สึกอยากจะแข่งขันไปกับมัน เพื่อให้เขาสามารถไปยังสถานที่ต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น ผ่านการเปิดเกมขณะขับรถไฟหัวจรวดความเร็วสูง ทั้งนี้ JR East Niigata ได้กำชับไม่ให้พนักงานขับรถไฟรายดังกล่าว ใช้โทรศัพท์ขณะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้เป็นไปตามกฎของบริษัทแล้ว

อ้างอิงจาก https://soranews24.com/.../shinkansen-conductor-caught.../

https://news.yahoo.co.jp/.../5d16c06a4eadba92bc940f26d7fa...

เปิดคุณสมบัติรถยนต์ไฟฟ้าบินได้ ตลาดรถไฟฟ้าจีนเริ่มรุกหนักตลาดยุโรป

จีนเปิดตัวโมเดลรถยนต์ไฟฟ้าบินได้ ไล่ตามแท็กซี่บินได้ของสหรัฐฯมาติดๆ HT Aero บริษัทผู้ให้บริการขนส่งทางอากาศในเขตเมือง หรือ (UAM : Urban air mobility) บริษัทในเครือ XPENG ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน ได้นำโมเดลรถยนต์ไฟฟ้าบินได้ไปนำเสนอในงาน EUROPEAN ROTOR 2021 ที่จัดขึ้นในเมืองโคโลญ ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นที่แรกที่เปิดตัวรถยนต์ดังกล่าว

ภายในระยะเวลา 8 ปี ที่ HT Aero ได้ผลิต eVTOL หรือ electric vertical take-off and landing ยานพาหนะไฟฟ้าที่สามารถบินขึ้นและลงจอดได้ในแนวดิ่ง ออกมาแล้วทั้งหมด 5 แบบ และบริษัทเริ่มพัฒนา X2 รุ่นของยานยนต์ 2 ที่นั่งที่สามารถเดินทางทั้งทางบกและอากาศตั้งแต่ปี 2013 ที่ผ่านการทดสอบมาแล้วมากกว่า 15,000 ครั้ง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเพื่ออัพเกรดคุณสมบัติในด้านต่างๆถึงระบบควบคุมการบิน ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติและระบบร่มชูชีพและฟีเจอร์เพิ่มเติมคือน้ำหนักที่เบามากขึ้น โยออกแบบให้ตัวเครื่องยนต์มีน้ำหนักเท่ากับครึ่งหนึ่งของซีดานรุ่น XPENG P7 ที่มีน้ำหนักประมาณ 1.9 ตัน วัสดุที่ใช้คือคาร์บอนไฟเบอร์ผสมกับวัสดุที่แข็งแรงและเบากว่า อย่าง อลูมิเนียมการบิน อัลลอยด์ไทเทเนียมและแมกนีเซียมอัลลอยด์ ในการผลิตตัวถังของรถ

ญี่ปุ่นกลัวตกขบวน EV ให้ 2.3 แสนบาท/คัน จูงใจซื้อ รถยนต์ไฟฟ้า เพิ่มสถานีชาร์จ 1.5 แสนสถานี


ญี่ปุ่นกลัวตกขบวน EV ให้ 2.3 แสนบาท/คัน จูงใจซื้อ #รถยนต์ไฟฟ้า เพิ่มสถานีชาร์จ 1.5 แสนสถานี 🚗

ล่าสุด รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมทุ่มงบประมาณผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้ากว่า 3.75 หมื่นล้านเยน (1.08 หมื่นล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2021 ที่กำลังจะถึง

งบประมาณกว่า 2.5 หมื่นล้านเยน จะถูกใช้ไปกับแพคเกจจูงใจซื้อรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงสุด 8 แสนเยน (2.3 แสนบาท)

อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ไม่ได้ครอบคลุมแค่ EV แต่ยังรวมถึง PHEV และ รถยนต์ไฮโดรเจน

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นจะสร้างสถานีชาร์จเพิ่มเติม จาก 30,000 สถานี เป็น 150,000 สถานี ให้ได้ภายในปี 2030

สาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจทุ่มงบประมาณเพิ่มเติมเนื่องจากในขณะที่โลกให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นทำให้มีกระแสกดดันไปยังรัฐบาลประเทศต่างๆ ทั้งจากประชาชนทั่วไป ภาคประชาสังคม และนักลงทุนญี่ปุ่นกลับยังห่างไกลเป้าหมายที่จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทนรถยนต์น้ำมัน

สิ่งที่สะท้อนชัดว่าญี่ปุ่นยังช้าในเรื่องนี้ คือ จากยอดจำหน่ายรถยนต์ในปี 2020 มีเพียง 15,000 คันเท่านั้นที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรือน้อยกว่า 1% ในขณะที่ประเทศในสหภาพยุโรปมียอดขายถึง 10%

นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นก็ยังมีน้อย

โดยในปี 2020 มีสถานีชาร์จเพียง 30,000 สถานี คือเป็น 2.3 สถานี/ประชากรหมื่นคน น้อยกว่าฝรั่งเศสที่มีสถานีชาร์จ 6.9 สถานี/ประชากร 10,000 คน หรือคิดเป็น 3 เท่าของญี่ปุ่น

ด้วยความล่าช้าในการเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลญี่ปุ่นจึงต้องทุ่มงบก้อนใหญ่เพื่อดึงดูดให้คนสนใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายว่าภายในปี 2035 ยอดขายรถยนต์ทั้งหมดจะต้องเป็นรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แนวโน้มของโลกเขาเป็นแบบนี้ ต่อไปพาหนะที่ใช้ในการเดินทางน่าจะเป็น EV เป็นส่วนใหญ่


แนวโน้มของโลกเขาเป็นแบบนี้ ต่อไปพาหนะที่ใช้ในการเดินทางน่าจะเป็น EV เป็นส่วนใหญ่

อย่างนโยบายนี้ของลาว รัฐบาลลาวเขาส่งเสริมธุรกิจรถไฟฟ้า โดยไม่จำกัดโควต้าการนำเข้าและเสียภาษี0%หรือไม่ต้องเสียภาษี

ส่วนประเทศไทย เสียทั้งภาษีนำเข้ารถยนต์แพง รถยนต์บางชนิดบางขนาดเครื่องยนต์ภาษีนำเข้าแพงกว่าราคารถ และยังมาขูดภาษีน้ำมันรวมๆอีกลิตรละเกือบ 10-12 บาท

ส่วนรถยนต์ไฟฟ้า ภาษีนำเข้าก็แพง ราคารถไฟฟ้าชนิดเดียวกันในต่างประเทศราคา1ล้าน แต่เข้ามาขายในไทยราคาอาจเพิ่มอีกเป็นล้าน เพราะภาษีสูง

เหมือนรัฐตั้งกำแพงเพื่อปกป้องธุรกิจรถยนต์แบบเก่าและปกป้องผลประโยชน์ธุรกิจน้ำมันที่ได้ภาษีปีละเกือบ 3แสนล้าน

ถ้ารัฐมีนโยบายส่งเสริมธุรกิจรถไฟฟ้า ตั้งสำนักมาตรฐานความปลอดภัยขึ้นมาเป็นหน่วยรับรองมาตรฐาน แล้วเปิดโอกาสให้ธุรกิจSME ทำรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเอาโครงรถยนต์เก่ามาทำ มาเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนเป็นไฟฟ้าหรือทำขึ้นใหม่ ทำรถตุ๊กๆไฟฟ้า ทำรถสามล้อไฟฟ้าและอีกสารพัดรถไฟฟ้าที่ธุรกิจขนาดเล็กทำได้

ลดภาษีแบตเตอรี่ ลดภาษีพวกมอเตอร์และระบบขับเคลื่อนให้เป็น 0 มันจะเกิดผู้ผลิตรถไฟฟ้าระดับ SME ขึ้นมากมายในประเทศแล้วให้เอามาให้สำนักรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ตรวจรับรองและให้จดทะเบียนรถไฟฟ้า

มันจะเกิดการหมุนเวียน จะได้ภาษีรถยนต์ ได้เบี้ยประกันภัย และจะเป็นสินค้าส่งออกในอนาคต ฝีมือคนไทยทำได้และทำได้ดีด้วย การประกอบรถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าไม่ได้ทำยาก ถ้าเปิดโอกาส ไม่ตั้งกำแพงไว้ให้ทุนใหญ่มาขูดรีดคนไทยด้วยกันซะอย่างเดียว รถไฟฟ้าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศได้ด้วย

GWM เปิดตัว All New HAVAL JOLION Hybrid SUV คันแรกของโลก


จอมยุทธ์ ปะทะ ซามูไร! เจาะตลาด B-SUV เมื่อแบรนด์จีน MG และ Haval ขอตีค่ายญี่ปุ่นให้แตกพ่าย
ในที่สุดตลาด B-SUV หรือรถ SUV ขนาดเล็ก จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะเมื่อต้นสัปดาห์ Honda เพิ่งเปิดตัว Honda HR-V โฉมใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ Hybrid ทุกรุ่นย่อย

จากนั้นไม่กี่วัน Great Wall Motor เปิดตัว Haval Jolion แถมมากับเครื่องยนต์ Hybrid เหมือนกัน  เรียกว่าชิงดำกันสุด ๆ เพราะทั้งคู่เผยโฉมรถยนต์รุ่นใหม่กันก่อน และต่างไม่บอกราคาอย่างเป็นทางการ นี่ยังไม่นับ Toyota, Mazda, Nissan และ Subaru ที่ยังลุยตลาดนี้ต่อเนื่อง กลายเป็นศึกระหว่างแบรนด์จีน และญี่ปุ่น ที่น่าจะสู้กันมันที่สุดเมื่อเทียบกับรถยนต์กลุ่มอื่น ๆ

ผลจะออกมาเป็นอย่างไรลองมาวิเคราะห์ไปด้วยกัน

1) B-SUV ที่ทุกค่ายหันมาจับตลาด B-SUV กลายเป็นกลุ่มรถยนต์ที่ทุกค่ายหันมาจริงจังในการทำตลาด เพราะเดี๋ยวนี้คนไทยซื้อรถคันหนึ่งต้องเอาให้คุ้ม นั่งสบาย ประหยัดน้ำมัน ขนาดไม่ใหญ่เกินไป อยู่บนถนนแล้วดูดี คือปัจจัยในการตัดสินใจซื้อ

เมื่อรวมปัจจัยทั้งหมด B-SUV จึงค่อนข้างตอบโจทย์ ผ่านราคาราว ๆ 1 ล้านบาท นั่ง 5 คนยังพอสบาย แถมด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่มากจึงขับขี่ในเมืองสะดวก และประหยัดน้ำมัน ที่สำคัญคือออกแบบเท่ ๆ ถูกใจวัยรุ่น คนเริ่มทำงาน และคนที่พึ่งมีครอบครัว

6-7 ปีก่อน ตลาดนี้ถูกครองโดยแบรนด์ญี่ปุ่นเบ็ดเสร็จ มี Honda HR-V ผู้นำ ตามมาด้วย Mazda CX-3 อาจมี Nissan Juke แซม ๆ มาบ้าง และช่วงหลังเริ่มมี Toyota C-HR เข้ามาแย่งส่วนแบ่ง

แต่พอเข้าปลายปี 2017 เกิดการเขย่าตลาดครั้งใหญ่ด้วยการมาถึงของ MG กับรุ่น MG ZS ที่มากับราคาเริ่มต้น 6.79 แสนบาท

แม้จะติดเรื่องปัญหาความเชื่อมั่น แต่ราคาขนาดนี้ก็ดึงดูดลูกค้าที่อยากครอบครอง B-SUV ไปได้มาก ดัน MG ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง B-SUV ได้หลายช่วงเวลา

จนการมาของแบรนด์เจ้าตลาด กับรุ่น Toyota Corolla Cross ที่เอาจริงทั้งเรื่องการตลาด และสเปก ทำให้เฉือน MG ZS ขึ้นเป็น B-SUV รุ่นที่มียอดขายอันดับ 1 ในปี 2020 และครองตำแหน่งนี้ไว้ในปี 2021 เช่นกัน

2) Honda กลับมา แต่ GWM ก็มาด้วย

หลังปล่อยให้แบรนด์จีน และ Toyota สนุกสนานกับการขาย B-SUV วันที่ 5 พ.ย. 2021 Honda ขอกลับมาทวงตำแหน่งผู้นำด้วย Honda HR-V e:HEV โฉมใหม่ในรอบกว่า 7 ปี

e:HEV ไม่ใช่ศัพท์เทคนิคอะไรมาก เพราะมันคือเทคโนโลยีเครื่องยนต์ Hybrid เหมือนที่ Honda ใช้ในรุ่นต่าง ๆ

ที่น่าสนใจคือ HR-V มาพร้อมเครื่อง Hybrid ทุกรุ่นย่อย ส่วนราคาทางการยังไม่เปิดเผย มีแค่ข้อมูลว่าเริ่มต้นต่ำกว่า 9.90 แสนบาท และตัวท็อปต่ำกว่า 1.2 ล้านบาท มี 3 รุ่นย่อย เปิดให้จองแล้ว

งานนี้ต้องรอเปิดราคาวันที่ 19 พ.ย. 2021 ว่ากระแสจะออกมาดีหรือไม่

แต่วันที่ 10 พ.ย. 2021 Great Wall Motor ค่ายรถจากจีนน้องใหม่ในตลาดไทย ก็เปิดตัว Haval Jolion รถ B-SUV ที่จะมาต่อยอดความสำเร็จของรุ่นพี่ Haval H6

Haval Jolion มากับเครื่องยนต์ Hybrid เหมือนกัน ส่วนราคา และวันวางจำหน่ายยังไม่เปิดเผย  ส่วนตัวเชื่อว่าศึกนี้สนุกแน่ เพราะ B-SUV ในตลาดที่ใช้เครื่อง Hybrid จะมีให้เลือกหลายรุ่น  ไล่ตั้งแต่ Toyota Corolla Cross กับ C-HR, Honda HR-V, Nissan Kicks และล่าสุด Haval Jolion

ส่วนถ้านับรวม B-SUV ในตลาดจะมีให้เลือกซื้อเกือบ 10 รุ่น ตามความต้องการ และกำลังทรัพย์ของแต่ละคน

3) ศึกหนักระหว่างจอมยุทธ์ กับซามูไร

เมื่อเทียบกับรถยนต์กลุ่มอื่น ๆ B-SUV ถือเป็นตลาดที่แบรนด์จีน กับญี่ปุ่นน่าจะแข่งขันกันดุเดือดที่สุด  ราวกับการปะทะกันของจอมยุทธ์ กับซามูไร

ฝั่งจีน MG ZS และ Haval Jolion มาพร้อมกระบวนท่าที่หลากหลาย เปรียบได้กับสเปกที่ใส่มาแบบจัดเต็มไม่มีกั๊ก แถมมีหมัดตายอย่าง ราคา ที่สู้กับแบรนด์ญี่ปุ่นได้แน่ ๆ

ส่วนญี่ปุ่นที่นำโดย Toyota, Honda และ Mazda อาจมากับความนิ่งสงบแบบซามูไร มั่นใจว่าดาบตัวเองคมอยู่แล้ว ฟันอะไรก็ขาด

แต่จากความคิดนี้ แบรนด์ญี่ปุ่นก็สูญเสียส่วนแบ่งในตลาด B-SUV ให้กับแบรนด์จีนไปเยอะพอสมควร แถมก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ MG เจ้าเดียว

หลังจากสิ้นปี 2021 เป็นต้นไป จะมีแบรนด์จีนถึง 2 เจ้า คนที่เหนื่อยน่าจะเป็นแบรนด์รอง ๆ ในตลาด B-SUV ถ้าแบรนด์จีนแก้ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นได้  ความมั่นใจในคมดาบคงซามูไรคงไม่มีอีกแล้ว  และน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของค่ายญี่ปุ่นแน่นอน

เตรียมตัวอย่างไรก่อนติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในบ้าน


เตรียมตัวอย่างไรก่อนติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในบ้าน

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยอำนวยความสะดวกการเตรียมตัวก่อนติดตั้ง EV Charger ภายในบ้าน โดยสามารถติดต่อการไฟฟ้าในพื้นที่ เนื่องจากจะต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้าน โดยจะแบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้
1. หากสามารถปรับปรุงระบบไฟฟ้าภายในบ้านได้ แนะนำเป็นการเพิ่มขนาดมิเตอร์ 
2. หากไม่สะดวกปรับปรุงระบบไฟฟ้าภายในบ้าน สามารถขอติดตั้งมิเตอร์เครื่องที่ 2 เพื่อแยกระบบไฟฟ้าได้ 

โดยการให้บริการจะเป็นลักษณะเดียวกับการให้บริการติดตั้งมิเตอร์ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหม่ โดย 1 บ้านเลขที่ มี 2 หมายเลขผู้ใช้ไฟฟ้า (CA) โดยมิเตอร์เครื่องที่ 1 และมิเตอร์เครื่องที่ 2 ให้กำหนดเป็นประเภทผู้ใช้ไฟเดียวกัน (เช่น มิเตอร์เครื่องที่ 1 เป็นผู้ใช้ไฟประเภทกิจการขนาดเล็ก มิเตอร์เครื่องที่ 2 ต้องเป็นประเภทกิจการขนาดเล็ก) แต่สามารถเลือกใช้คนละอัตราค่าไฟได้ (อัตราปกติกับอัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาของการใช้: TOU)

ส่วนข้อกำหนดการขอมิเตอร์เครื่องที่ 2 เพื่อติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) สำหรับบ้านอยู่อาศัย หรือกิจการขนาดเล็ก (ที่ไม่ใช่เพื่อการพาณิชย์) ผู้ขอมิเตอร์เครื่องที่ 2 ต้องติดตั้งระบบไฟฟ้าภายในแยกจากระบบไฟฟ้าภายในของมิเตอร์เครื่องที่ 1 และติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตามมาตรฐานของ PEA ไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้วงจรที่จ่ายไฟฟ้าให้เครื่องชาร์จต้องแยกต่างหากจากการจ่ายไฟให้กับโหลดอื่นๆ ทั้งนี้ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1129 ตลอด 24 ชั่วโมง

ปตท.จับมือ 'โฮซอน' ค่ายรถจีน เล็งจำหน่าย EV พวงมาลัยขวา Neta V ขยายธุรกิจยานยนไฟฟ้าแบบครบวงจร


ปตท. จับมือ Hozon ค่ายรถ EV จากจีน ขยายตลาดยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรในไทย

ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อศึกษาความเป็นไปได้สำหรับโอกาสทางธุรกิจและการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย ในรูปแบบเสมือนจริง (Virtual Strategic Co-Operation MOU Signing Ceremony) ระหว่าง บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้น 100% สำหรับดำเนินธุรกิจในด้าน EV Value Chain และ บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ ออโต้โมบิล จำกัด (Hozon New Energy Automobile Co., Ltd; Hozon) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน

โดยมีนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และนายจาง หย่ง ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โฮซอน (Mr. Zhang Yong, Co-Founder and Chief Executive Officer of Hozon) และนายบุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ ปตท. ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี พร้อมด้วยนายนพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน ปตท. และนายเฉิน เอี้ยวกวง ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน โฮซอน (Mr. Chen Yaoguang, Co-Founder and Chief Investment Officer of Hozon)

ร่วมลงนาม ความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายโอกาสทางธุรกิจ EV แบบครบวงจร อาทิ ให้บริการเช่า หรือ จัดจำหน่าย EV พวงมาลัยขวารุ่นแรกของแบรนด์ Neta V ผลิตโดย Hozon และบริการหลังการขายที่เกี่ยวข้องผ่าน EVme ดิจิทัลแพลตฟอร์มของ ARUN PLUS รวมถึงความเป็นไปได้ในการขยายฐานการผลิต EV มายังประเทศไทย ผ่านบริษัทร่วมทุนระหว่าง ARUN PLUS กับ บริษัท หงไห่ พริซิชั่น อินดัสทรี จำกัด หรือ ฟ็อกซ์คอนน์ (Foxconn) เป็นต้น เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ ส่งเสริมภาคการผลิตและเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมดันไทยสู่สังคม Low Carbon และการเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตเต็มรูปแบบ



‘Subaru Corp’ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV คันแรก รองรับการแก้ปัญหาโลกร้อน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์


‘Subaru Corp’ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV คันแรก รองรับการแก้ปัญหาโลกร้อน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
‘Subaru Corp’ บริษัทรถยนต์ของญี่ปุ่น เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบ หรือ EV คันแรกของบริษัท ที่มีชื่อว่า ‘Solterra’ เกิดจากโครงการพัฒนาร่วมกัน 2 ปี กับ Toyota Motor Corp ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของ Subaru

โดยการเปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์ หรือ SUV มีขึ้นท่ามกลางความต้องการรถยนต์ EV ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่ หลายประเทศทั่วโลกควบคุมกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

Subaru ระบุในเอกสารแถลงข่าวว่า รุ่นระบบขับเคลื่อนล้อหน้า หรือ FWD ของ ‘Solterra’ สามารถวิ่งได้ในระยะทาง 530 กิโลเมตร ขณะที่ รุ่นที่ขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือ AWD สามารถวิ่งได้ไกล 460 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟครั้งเดียว

ทั้งนี้ Toyota บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ถือหุ้น 1 ใน 5 ของ Subaru และมีหุ้น 5% ใน Mazda Motor Corp ซึ่งมีแผนการที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 13 รุ่นภายในปี 2025 รวมทั้งรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์แบตเตอรีไฟฟ้า หรือ BEV ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีของโตโยตา

ภาพ: Reuters

เกาหลีเปิดตัวโรงงานใหม่ผลิตรถอีวีให้ฮุนได


เป็นครั้งแรกในรอบ 23 ปี ที่มีการตั้งโรงงานผลิตรถยนต์แห่งใหม่ในเกาหลีใต้ โรงงานแห่งนี้ ดำเนินงานโดย“กวางจู โกลบอล มอเตอร์ส หรือจีจีเอ็ม เป็นบริษัทตั้งใหม่ที่เกิดจากการร่วมมือของทางการเมืองกวางจูในภาคตะวันตกเฉียงใต้ ที่ได้ทุนสนับสนุนจาก“ฮุนได มอเตอร์”

บริษัทแห่งนี้ เน้นทำสัญญาจ้างผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการดึงดูดอุตสาหกรรมเข้ามาตั้งฐานการผลิตในเมืองกวางจูและสร้างงาน ส่วนฮุนไดก็พยายามมองหาโรงงานที่สามารถรับจ้างผลิตรถยนต์โดยใช้ต้นทุนที่ถูก

จีจีเอ็มเริ่มผลิตรถยนต์สำเร็จรูปจากโรงงานแห่งนี้ออกจำหน่ายเมื่อเดือนก.ย. โดยโรงงานผลิตที่มีพื้นที่ 455,000 ตารางเมตรแห่งนี้ทำหน้าที่สามอย่างเกี่ยวกับรถยนต์คือ ทำตัวถังรถยนต์ พ่นสีรถ และประกอบรถยนต์

แคสเปอร์ ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นแรกของฮุนได ที่จำหน่ายเฉพาะในออนไลน์ โดยเป็นรถสปอร์ตอเนกประสงค์(เอสยูวี)ขนาดเล็ก มีราคาถูกที่สุดคือ 13.85 ล้านวอน (11,700 ดอลลาร์)เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง อานิสงส์จากราคารถที่คนทั่วไปสามารถเอื้อมถึงและมียอดจองจำนวนกว่า 10,000 คันด้วยกัน ทำให้ฮุนไดมีแผนผลิตรถรุ่นนี้ให้ได้ 12,000 คันภายในปลายปีนี้ และผลิตให้ได้จำนวน 70,000 คันภายในปี 2565

ปัจจุบัน โรงงานแห่งนี้ผลิตรถยนต์รุ่นเดียวได้ 22 คันต่อหนึ่งชั่วโมง แต่ในอนาคต ฮุนได วางแผนที่จะรับคำสั่งซื้อรถขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าทั้งคันขนาดเล็ก (อีวี) และจะใช้กระบวนการผลิตแบบผสม

ทำให้สามารถผลิตรถได้หลายรุ่นในสายการผลิตเดียว ซึ่งถือเป็นการเพิ่มศักยภาพในการขยายโรงงานในอนาคตและจีจีเอ็ม มีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตรถให้ได้มากกว่า 200,000 คันต่อปี เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม จีจีเอ็ม ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวเกาหลีเท่าใดนัก บริษัทนี้ก่อตั้งโดยเมืองกวางจู ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุด ในสัดส่วน 21% ตามมาด้วยฮุนได มอเตอร์ที่ถือหุ้น 19% กวางจู แบงก์ 11% อินดัสเตรียล แบงก์ ออฟ โคเรีย (ไอบีเค)ซึ่งเป็นของรัฐบาล ถือ 11% และบริษัทอื่นๆ ซึ่งเบื้องต้นบริษัทนี้มีทุนจดทะเบียนจำนวน 230,000 ล้านวอน

อายุเฉลี่ยของคนงานที่ทำงานในโรงงานผลิตรถของจีจีเอ็มจำนวน 570 คนคือ 27 ปี และ 54% ของจำนวนคนงานเหล่านี้มีอายุอยู่ในช่วง 20 ปี โดย 93% ของคนงานทั้งหมดมาจากเมืองกวางจู กับเมืองอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะว่าจ้างพนักงานเพิ่ม 200-300 คนภายในปี 2565

ในส่วนของฮุนไดมีส่วนสำคัญต่อการเปิดโรงงานผลิตแห่งนี้ในแง่ของการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและฮุนไดช่วยออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกด้านต่างๆภายในโรงงานและดูแลเรื่องการส่งพนักงานใหม่เข้ารับการฝึกอบรม อีกทั้ง ภายใต้ข้อตกลงเมื่อก่อตั้งบริษัทหรือโรงงานแล้ว บริษัทอื่นๆที่นอกเหนือจากฮุนได สามารถทำสัญญารับการบริการจากจีจีเอ็มได้

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพแรงงานและฝ่ายบริหารในอุตสาหกรรมยานยนต์เกาหลีไม่ค่อยราบรื่นนัก ทุกวันนี้ สหภาพแรงงานหัวรุนแรงที่ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์พยายามเรียกร้องขอขึ้นค่าแรงเป็นระยะๆ

ล่าสุด ค่าแรงโดยเฉลี่ยของแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์เกาหลีอยู่ที่ปีละ 88 ล้านวอน เกือบเท่ากับค่าแรงของบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ . สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับค่าแรงเฉลี่ยรายปีที่โรงงานผลิตจีจีเอ็ม ที่ก่อตั้งขึ้นโดยไม่มีสหภาพแรงงาน โดยคนงานที่นี่ได้รับค่าเหนื่อยเฉลี่ยปีละ 35 ล้านวอน

บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า RIVIAN ขายหุ้น IPO แล้ว มูลค่าบริษัทแตะ 1 แสนล้านดอลลาร์ แซง FORD, GM


ความเชื่อล้วน ๆ เพราะยังไม่เคยส่งมอบรถยนต์สักคัน

ในที่สุด Rivian ก็ IPO ในตลาดหลักทรัพย์ที่สหรัฐอเมริกาตามแผน แต่ที่น่าสนใจคือหลังจากปิดตลาด Rivian มีมูลค่ากิจการมากกว่า Ford และ GM แต่บริษัทไม่เคยส่งมอบรถยนต์สักคัน เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

รายงานข่าวแจ้งว่า Rivian แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกา ประกาศ IPO ในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq เมื่อวันที่ 10 พ.ย. (ตามเวลาสหรัฐฯ) ถือเป็นการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตามแผน หลังระดมทุนในรูปแบบ Startup โดยมี Ford และ Amazon เป็นสองกลุ่มลงทุนหลักรวมกันเกือบ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สิ่งที่น่าสนใจในการ IPO ของ Rivian คือ มูลค่ากิจการของ Rivian หลังปิดตลาดพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 86,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.82 ล้านล้านบาท) มากกว่า Ford ที่มีมูลค่ากิจการในเวลาเดียวกันที่ 77,000 ล้านดอลลาร์ และเทียบเท่ากับ GM (ช่วงตลาดเปิด Rivian มีมูลค่ากิจการมากกว่า GM โดยอยู่ที่ 91,000 ล้านดอลลาร์)

ปัจจุบัน Rivian ทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 2 รุ่นคือ R1T รถกระบะไฟฟ้าล้วนสมรรถนะสูง และมีการออกแบบที่แตกต่างจากรถกระบะในปัจจุบัน กับ R1S รถยนต์ไฟฟ้าล้วนแบบ SUV ที่มีการออกแบบให้หรูหรา แต่สามารถลุยได้ทุกสภาพถนน ทั้งสองรุ่นเน้นเจาะตลาดผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม Rivian ยังไม่เคยส่งมอบรถยนต์รุ่นใด ๆ ให้กับผู้ที่จองซื้อมาก่อน เบื้องต้นวางแผนส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 2 รุ่น ไม่เกินสิ้นปี 2023 ในทางกลับกัน Rivian มีสัญญาส่งมอบรถตู้ส่งของไฟฟ้าล้วนให้ Amazon กว่า 1 แสนคัน และมีข้อตกลงพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าร่วมกันกับ Ford

ในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา หากไม่นับ Tesla บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าที่มีมูลค่ากิจการเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ Rivian ยังมีมูลค่ากิจการมากกว่าผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายอื่น เช่น NIO รถยนต์ไฟฟ้าจีน ส่งมอบรถยนต์ไปแล้วมากกว่า 1.4 แสนคัน แต่มีมูลค่ากิจการ 64,000 ล้านดอลลาร์

เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้อาจสรุปได้ว่า นักลงทุนค่อนข้างเชื่อมั่นกับนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ แม้สิ่งเหล่านั้นจะไม่เคยส่งออกมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งปัจจุบันแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกาต่างมีมูลค่ากิจการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และยังมีอีกหลายบริษัทที่ต่อคิว IPO หลังจากนี้ด้วย

Subaru” ร่วมกับโตโยต้า เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก “Solterra” เดินเครื่องสู่ EV


EV Subaru ภายใต้เงา Toyota Japan: ‘Subaru Corp’ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV คันแรก รองรับการแก้ปัญหาโลกร้อน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ‘Subaru Corp’ บริษัทรถยนต์ของญี่ปุ่น เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบ หรือ EV คันแรกของบริษัท ที่มีชื่อว่า ‘Solterra’ เกิดจากโครงการพัฒนาร่วมกัน 2 ปี กับ Toyota Motor Corp ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของ Subaru 

โดยการเปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์ หรือ SUV มีขึ้นท่ามกลางความต้องการรถยนต์ EV ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่ หลายประเทศทั่วโลกควบคุมกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Subaru ระบุในเอกสารแถลงข่าวว่า รุ่นระบบขับเคลื่อนล้อหน้า หรือ FWD ของ ‘Solterra’ สามารถวิ่งได้ในระยะทาง 530 กิโลเมตร ขณะที่ รุ่นที่ขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือ AWD สามารถวิ่งได้ไกล 460 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟครั้งเดียว 

ทั้งนี้ Toyota บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ถือหุ้น 1 ใน 5 ของ Subaru และมีหุ้น 5% ใน Mazda Motor Corp 

ซึ่งมีแผนการที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 13 รุ่นภายในปี 2025 รวมทั้งรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์แบตเตอรีไฟฟ้า หรือ BEV ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีของโตโยตา

ภาพ: Reuters 

ส่อง 4 แบรนด์รถสัญชาติจีน มาแรงบุกตลาด EV โลก


เบิ้ลเครื่อง ! รถสัญชาติจีนมาแรง...บุกตลาดรถ EV โลก ส่องแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าแดนมังกร ที่ผงาดขึ้นเป็นผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ สู้ยุโรป อเมริกา ญึ่ปุ่น 

ในอดีตหากพูดถึงผู้ผลิตรถยนต์ อาจนึกออกเพียงไม่กี่สัญชาติ ที่คุ้นหูกันจากฝากฝั่งตะวันตกคงหนีไม่พ้นรถยุโรปหรืออเมริกา ส่วนในโลกตะวันออกก็ต้องนึกถึงรถญี่ปุ่นเป็นอันดับแรก . ทว่าโลกของอุตสาหกรรมยานยนต์ตอนนี้ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เมื่อมังกรเริ่มขยับตัว ตั้งแต่ปี 2009 รถยนต์แบรนด์จีนเติบโตก้าวกระโดด โดยเฉพาะแบรนด์ท้องถิ่น และเมื่อรวมกับการผลิตจากแบรนด์ต่างชาติ ทำให้จีนมีจำนวนรถยนต์มากกว่าที่ผลิตในยุโรป หรือแม้แต่รถยนต์ที่ผลิตในอเมริกาและญี่ปุ่นรวมกัน 

ส่งผลให้ จีนเป็นทั้งตลาดรถยนต์และผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกพร้อมกันเป็นที่เรียบร้อย ดึงเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ประเทศ เพราะประสิทธิภาพรถยนต์จากจีน แม้จะขึ้นมาติด Top ของโลกช้า แต่ก็มาแบบไม่น้อยหน้าแบรนด์รถยนต์ดัง ๆ ที่อยู่มาก่อน โดยเฉพาะประสิทธิภาพของรถยนต์ไฟฟ้า EV 

#Agenda เปิดวาร์ป 4 รถยนต์ EV แบรนด์จีน ที่กำลัง start an engine ลุยครองตลาดรถยนต์โลก แบรนด์ไหนน่าสนใจบ้าง มาดูกัน! 1. BYD │ Build Your Dream . BYD ก่อตั้งปี 1995 โดย Wang Chuanfu เริ่มต้นมาจากบริษัทผลิตแบตเตอรี่โทรศัพท์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน เมื่อปี 2002 บริษัท BYD เข้าซื้อบริษัทรถยนต์ Tsinchuan Automobile เข้ามาเป็นบริษัทลูก แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “BYD Auto” 

ในช่วงแรกยังคงผลิตรถยนต์น้ำมัน อิงตามรถยนต์ของญี่ปุ่นอยู่ กระทั่งปี 2008 สามารถผลิตรถพลังไฟฟ้าแบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) คันแรกของโลก จากความชำนาญที่เคยทำบริษัทด้านแบตเตอรี่มาก่อนและเริ่มได้รับความสนใจในแวดวงรถยนต์โลก 

ปัจจุบันรถยนต์ของ BYD ที่วางขายมีทั้งรถขนาดเล็ก ขนาดคอมแพกต์ และรถขนาดกลาง โดยที่มีทั้งรถแฮทช์แบ็ก ซีดาน เอ็มพีวี และเอสยูวี รวมไปถึงมีทั้งรถไฟฟ้า ไฮบริด และใช้เครื่องยนต์ปกติ มีมูลค่าบริษัท 4.7 ล้านล้านบาท (เป็นรองแค่ Tesla และ Toyota) --- 2. GWM │ Great Wall Motor 

GWM ก่อตั้งปี 1984 โดย Wang Fengying เริ่มต้นมาจากการผลิตรถบรรทุก ที่มีจุดเด่นด้านความทนทาน จากนั้นจึงต่อยอดไปสู่รถกระบะ Pick-up ได้รับความนิยมจนตีตลาดจีนแตก ปี 1998 ขึ้นเป็นอันดับ 1 ของตลาดรถ Pickup ในจีนได้สำเร็จ และขยายไปสู่ประเภทรถยนต์อื่น ๆ เช่น SUV 

อีกหนึ่งความสำเร็จของ GMW คือ การเป็นค่ายรถยนต์รายแรงของจีนที่ได้ IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในปี 2003 และยังเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ในปี 2011 อีกด้วย . ปัจจุบัน GMW มีมูลค่าบริษัทกว่า 2.6 ล้านล้านบาท มีรถยนต์ 4 แบรนด์ ได้แก่ - HAVAL เป็นแบรนด์รถยนต์ประเภท SUV ยอดขาดสูงสุดในจีน 11 ปีซ้อน - ORA แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า ที่เกิดจากการลงทุนวิจัยและพัฒนาของบริษัทนานกว่า 10 ปี - WEY แบรนด์รถยนต์ Smart SUV เป็นแบรนด์เจาะกลุ่มตลาดรถพรีเมี่ยม หรูหรา คุณภาพสูง - GWM POER แบรนด์รถกระบะถึกทน ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของ GMW ตั้งแต่สมัยบุกเบิก 

นอกจากนี้ ยังมีการขยายการผลิตไปในต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง --- 3. NIO . แบรนด์ NIO เป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่ก่อตั้งโดย William Li ตั้งแต่ปี 2014 เป็นม้ามืดที่น่าจับตามอง เพราะว่าแม้บริษัทจะก่อตั้งไม่ถึง 10 ปี ก็สามารถขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของแบรนด์รถหรูทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Mercedes-Benz หรือ BMW 

William Li เริ่มต้นจากการทำ Startup ด้านอินเทอร์เน็ต และตามด้วยก่อตั้งบริษัท Bitauto Holdings Limited ที่ให้บริการข้อมูลด้านรถยนต์ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ในปี 2010 

ปี 2014 เริ่มมาจับธุรกิจรถยนต์สปอร์ตไฟฟ้าในปีภายใต้บริษัท NIO Inc. ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก จากกระแสรถ EV ที่กำลังมาแรงยิ่งทำให้นักลงทุนและกองทุนมาร่วมเป็นพันธมิตร เช่น Baillie Gifford, BlackRock, Temasek และ Tencent ใช้เวลาเพียง 4 ปี ก็สามารถพา NIO Inc. เข้าตลาดหลักทรัพย์ NYSE ได้สำเร็จ 

ปัจจุบันมีมูลค่าบริษัท 2.2 ล้านล้านบาท สูสีไม่แพ้กันกับรถยนต์ High Class อย่าง Mercedes-Benz หรือ BMW --- 4. SAIC MOTOR │ Shanghai Automotive Industry Corporation 

บริษัทรถยนต์สัญชาติจีนที่มีประวัติยาวนานตั้งแต่ปี 1955 ก่อตั้งโดย Chen Hong เริ่มต้นจากธุรกิจโรงงานประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามสิ้นสุด ปี 1984 บริษัทจึงได้มีการร่วมทุนกับ Volkswagen และ General Motor 

จากจุดเด่นของ SAIC ที่เชี่ยวชาญในการประกอบยานยนต์ ตั้งแต่ช่วงปี 2000 เป็นต้นมา SAIC เหล่าแบรนด์รถยนต์ระดับโลกจึงเข้ามาร่วมทุนและผลิตยนต์ส่งออกขาย ทำให้ SAIC เติบโต มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนสามารถผลิตรถยนต์มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของจีน และอันดับ 12 ของโลก 

โดย SAIC เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ดังระดับโลกมากมาย เช่น Roewe, Maxus, Volkswagen, Chevrolet, Buick และ Cadillac ซึ่งมีทั้งแบรนด์ที่ขายภายใต้บริษัทตัวเอง และแบรนด์ที่ร่วมือกับบริษัทต่างประเทศ เช่น MG ซึ่งเป็นการร่วมกับกับบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ของไทย 

มูลค่าของบริษัท SAIC อยู่ที่ 1.2 ล้านล้าน มีสายการผลิตรถยนต์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น รถน้ำมัน รถไฟฟ้า ทั้งระดับธรรมดาและพรีเมี่ยม รวมไปถึงรถบัส รถบรรทุก รถเมล์ ซึ่งกำลังส่งออกไปทั่วโลก --- การขยับตัวของแบรนด์รถยนต์ EV จากจีนแผ่นดินใหญ่ สร้างแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงไปสู่วงการยานยนต์โลก เนื่องจาก กระแสรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ที่เป็นมิตรต่อโลกกำลังมาแรง เป็นไปได้ว่าในอนาคตอันใกล้รถยนต์จีนอาจจะทะยานขึ้นเป็นรถยนต์ที่รับความนิยมที่สุดของโลก...ก็เป็นได้ 

ที่มา: wikipedia, longtunman, Autodeft, Thairath, companiesmarketcap, TheStandard

ซีอีโอ Baidu ประกาศความสำเร็จในฐานะผู้ให้บริการเรียกรถอัตโนมัติรายใหญ่สุดในโลก


ซีอีโอ Baidu ประกาศความสำเร็จในฐานะผู้ให้บริการเรียกรถอัตโนมัติรายใหญ่สุดในโลก 

โรบิน หลี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของ Baidu ยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของจีน เปิดเผยความสำเร็จของบริษัทที่กลายเป็นผู้ให้บริการเรียกรถอัตโนมัติรายใหญ่ที่สุดในโลก หลังจากที่บริษัททุ่มเทศึกษาพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการเดินทางอัตโนมัติมาหลายปี พร้อมตั้งเป้าที่จะขยายบริการดังกล่าวไปยังเมืองต่างๆ ให้ครอบคลุมมากขึ้น 

ซีอีโอของ Baidu กล่าวในจดหมายเปิดผนึกถึงพนักงาน หลังจากรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสของบริษัทว่า Apollo Go แพลตฟอร์มบริการเรียกรถอัตโนมัติของ Baidu ได้ให้บริการการเดินทางถึง 115,000 ครั้งในไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา ทำให้ Baidu กลายเป็นผู้ให้บริการการเดินทางอัตโนมัติที่ใหญ่ที่สุดในโลก 

ปัจจุบัน Apollo Go ให้บริการในกรุงปักกิ่ง กวางโจว มณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ของจีน, ฉางซา มณฑลหูหนานทางตอนกลางของจีน, ชางโจว มณฑลเหอเป่ยทางตอนเหนือของจีน และเซี่ยงไฮ้ ซึ่งผู้โดยสารสามารถเรียกแท็กซี่หุ่นยนต์ได้โดยใช้แพลตฟอร์มมือถือ ขณะเดียวกัน Baidu ตั้งเป้าที่จะขยายบริการ Apollo Go ให้ครอบคลุม 65 เมืองภายในปี 2025 และ 100 เมืองภายในปี 2030 

ทั้งนี้ รายงานระบุว่า แพลตฟอร์ม Apollo L4 สามารถสะสมไมล์ทดสอบแล้วกว่า 10 ล้านไมล์ เพิ่มขึ้น 189 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบอัตราการเติบโตรายปี รวมถึงได้รับใบอนุญาตขับขี่อัตโนมัติแล้ว 411 ใบ สะท้อนถึงความครอบคลุมทางภูมิศาสตร์ในวงกว้างของ Apollo และความสามารถในการขับขี่ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย โดยข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาพบว่า แพลตฟอร์ม Apollo มีพันธมิตรมากกว่า 210 ราย และทำงานร่วมกับนักพัฒนาทั่วโลกกว่า 65,000 ราย 

อ้างอิง: https://www.globaltimes.cn/page/202111/1239224.shtml . 

Gogoro บริษัทธุรกิจยานยนต์จากประเทศไต้หวัน เปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีเปลี่ยนแบต


Gogoro บริษัทธุรกิจยานยนต์จากประเทศไต้หวัน เปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีเปลี่ยนแบต เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ง่ายต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น และเป็นบริษัทแรก ๆ ที่มีแนวคิดรูปแบบใหม่ที่สร้างสถานีเปลี่ยนแบตโดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาชาร์จอีกต่อไป

ขั้นตอนก็ง่ายมากแค่เราเข้าไปตามจุดเปลี่ยนที่สถานี ก็สามารถถอดแบตตัวเก่าที่อยู่ภายในรถออก แล้วนำถังชาร์จใหม่ใส่เข้าไป แค่นี้รถก็วิ่งไปต่อได้เลย

บริการรูปแบบใหม่นี้ช่วยลดมลพิษในอากาศแล้ว ยังสามารถช่วยลดโลกร้อนและลดปริมาณขยะ โดยการนำถังชาร์จอันเก่าของผู้ที่ใช้แล้ว กลับมาเติมพลังงานให้เติมเพื่อใช้งานได้อีกครั้ง

โดยปัจจุบันมีสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ทั้งหมด 45 แห่งในเมืองหางโจว และมีเป้าหมายเตรียมสร้างอีก 80 สถานีภายในสิ้นปีนี้ และจะเดินหน้าขยายสถานีเพิ่มอีกเพื่อรองรับเทคโนโลยี EV มากขึ้นในอนาคต

เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ทุกคนหันมาสนใจรถพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น เพราะทุกวันนี้รถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าค่อนข้างที่จะมีราคาสูง แต่ถ้ามีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าราคาดี จับต้องได้และมีรูปแบบบริการที่ทันสมัย ก็จะเป็นแนวทางใหม่ให้เข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

#Gogoro 
#รถยนต์ไฟฟ้า 


ต้นปี 2565 นี้ ภาครัฐ เตรียมประกาศใช้มาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

ในความโชคร้าย ค่าใช้จ่ายต่างๆขึ้นกันแหลก ก็ยังพอมีความโชคดีด้านอื่นๆบ้างแฮะ

ต้นปี 2565 นี้ ทางรัฐ เตรียมประกาศใช้มาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าครับ โดยจะมีหลายมาตรการที่จัดให้เช่น

 
- การลดภาษีนำเข้า และภาษีรถยนต์ประจำปี 
- การลดค่าทางด่วนสำหรับผู้ใช้รถไฟฟ้า

และไม่แน่อาจมีเงินอุตหนุนสำหรับคนที่หันมาซื้อรถไฟฟ้าใช้ครับ

ซึ่งเป้าหมายคือทำให้รถยนต์ไฟฟ้าถูกลงแบบมีนัยยะชัดเจน และยังมีเป้าหมายระยะยาวเช่น

หนุนการผลิตรถ EV ให้ได้ 30% ภายในปี 2568 และในปี 2578 ต้องผลิตรถ EV เป็น 100% ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายมากสำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายมากสำหรับประเทศไทย

อย่างเดือนนี้เจ้าแมวเหมียว ORA GOODCAT ก็มาจุดพลุความสนใจในรถไฟฟ้าได้เยอะเลยครับ กวาดยอดจองไปเพียบเลย มารอลุ้นราคา 29 ต.ค. นี้กัน แอดก็แอบจองไปคันนึงแหละ 55 น่ารักดี

ทีนี้ กลับมามองที่ที่อยู่ อย่างบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ก็สบายหน่อยในการทำจุดชาร์จในบ้าน

แต่คอนโดนี่ล่ะครับ อาจต้องมีการปรับปรุงกันยกใหญ่ โดยเฉพาะคอนโดเก่าๆที่ต้องเสริมจุดชาร์จเข้ามา และการคิดค่าไฟต่างๆ หรือให้ง่ายก็อาจจะ ให้เช่าที่ไปเลย แลกกับการให้ผู้ให้บริการนอก มาติดเครื่องชาร์จ

ส่วนคอนโดใหม่ๆอาจต้องมองว่าจะเพิ่มจุดชาร์จยังไงให้เพียงพอ จะมีปลั๊กไฟสำหรับทุกจุดจอดรถไหม (แต่อันนั้นก็ชาร์จได้ช้าหน่อยนะ)

ส่วนนิติก็ต้องมาวางแผนว่าอีกหน่อยคนใช้จุดจอดรถชาร์ตไฟเยอะขึ้น จะหมุนเวียนรถอย่างไร ไม่ให้จอดแช่นานๆ

ก็มารอดูกันว่า Trend นี้จะมีผลอย่างไรกับการออกแบบพื้นที่จอดรถของโครงการใหม่ๆในอนาคตครับ

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.bangkokbiznews.com/news/967918?anm&fbclid=IwAR2NWg9VD5uuvzr92RbAsANRkUXzir77NjPnVbEWrHbnTygeMORBaVkMthY

Credit photo by archyworldys.com

ทุบสถิติ 6 ไตรมาสติด! Tesla รายงานกำไร 5.3 หมื่นล้านบาท



UPDATE: ทุบสถิติ 6 ไตรมาสติด! Tesla รายงานกำไร 5.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แม้เจออุปสรรคอย่างการขาดแคลนชิปก็ตาม

Tesla ทำผลกำไรได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง แม้ว่าจะเจออุปสรรคต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขาดแคลนชิปและส่วนประกอบอื่น ปัญหาความติดขัดในการขนส่งทางเรือ และปัญหาไฟฟ้าดับในประเทศจีน เนื่องจากมีการใช้พลังงานในพื้นที่มากเกินไป

Tesla มีกำไรจากการดำเนินงาน 2.1 พันล้านดอลลาร์ หรือ 7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากที่รายงานครั้งก่อนในไตรมาสที่ 2 โดยมีรายรับต่อหุ้นที่ 17% ซึ่งดีกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่สำรวจโดย Refinitiv นับเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกันที่ Tesla ประกาศรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนั้นรายได้ของบริษัทยังเพิ่มขึ้น 15% เป็น 1.38 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 4.6 แสนล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์ประมาณการไว้

โดยเมื่อไตรมาสแรกของปีนี้ Tesla ทำกำไรจากการดำเนินงานถึง 1 พันล้านดอลลาร์ หรือ 3.3 หมื่นล้านบาท) และในส่วนของกำไรสุทธิในไตรมาส 3 นี้ Tesla ทำได้ถึง 1.6 พันล้านดอลลาร์ หรือ 5.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% จากตัวเลขไตรมาสที่ 2 และเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

“อุปสรรคที่หลากหลาย ทั้งการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ความติดขัดที่ท่าเรือ และปัญหาไฟดับในจีน ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผลิตของโรงงานของเราให้ไม่สามารถผลิตได้อย่างเต็มกำลัง” บริษัทกล่าวในแถลงการณ์ “เรากำลังพยายามดำเนินการผลิตให้เต็มกำลังมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าการเติบโตของบริษัทจะเป็นเป้าหมายของเรา แต่การเติบโตต่างๆ ก็มักจะถูกกำหนดโดยปัจจัยภายนอกเป็นส่วนใหญ่” และจากการจัดประชุมรายปีของบริษัท อีลอน มัสก์ ประธานกรรมการบริหารของ Tesla กล่าวว่า ในขณะนี้เรากำลังจัดการกับปัญหาซัพพลายเชนของเราที่มีต้นทุนที่สูงขึ้น

ด้วยต้นทุนต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น ซึ่ง Tesla สามารถขึ้นราคารถยนต์ได้ และแม้ว่าจะมีการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากรถยนต์ไฟฟ้าคู่แข่ง จากผู้ผลิตรถยนต์แบบดั้งเดิม เช่น Volkswagen, General Motors และ Ford แต่ Tesla ได้เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า สามารถทำยอดขายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับ 3 เดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 73% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

นอกจากนั้น Tesla กำลังขยายกิจการในไปใน 3 ทวีป อย่างโรงงานใหม่ที่ใกล้เสร็จแล้วในออสติน รัฐเท็กซัส และในเบอร์ลิน โดยในการประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อต้นเดือนนี้ มัสก์กล่าวว่า จะย้ายสำนักงานใหญ่ Tesla ไปอยู่ที่ออสติน แต่ยังไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะย้ายไปเมื่อไร

Tesla มีการส่งมอบรถยนต์ 241,300 คันทั่วโลกในไตรมาสที่ 3 นี้ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดของบริษัท โดยปัจจุบัน Tesla ผลิตรุ่น Model S, X, 3 และ Y ที่โรงงานในเมืองฟรีมอนต์ รัฐแคลิฟอร์เนีย และ Model 3 และ Y ที่โรงงานในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งกว่า 96% ของยอดขายในไตรมาสนี้มาจากรุ่น Model 3 และ Y ส่วนทางด้านโรงงานที่ใกล้จะสร้างเสร็จในออสติน จะใช้เป็นที่ผลิตรุ่น Model Y และ Cybertruck ที่กำหนดวางขายในปลายปีหน้า

นอกจากนั้นรายได้จาก Regulatory Credits หรือข้อกำหนดของทางสหรัฐฯ ที่กำหนดให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จะต้องมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมาตามสัดส่วนที่กำหนด และหากไม่สามารถทำตามที่กำหนดได้ ก็จะโดนปรับเป็นจำนวนเงินมหาศาล ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายต้องมาขอซื้อเครดิตจากทาง Tesla โดยรายได้ตรงนี้อยู่ที่ 279 ล้านดอลลาร์ หรือ 9.3 พันล้านบาท ซึ่งลดลงจาก 354 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.1 หมื่นล้านบาท) เมื่อสามเดือนก่อน

นอกจากนั้นบริษัทยังรายงานการลงบัญชีด้อยมูลค่า (Impairment) ของ Bitcoin เพื่อไม่ให้บัญชีแสดงมูลค่าที่สูงเกินจริง โดยลงเป็นมูลค่า 51 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.7 พันล้านบาท

อ้างอิง: 
https://edition.cnn.com/.../bus.../tesla-earnings/index.html 
https://www.bloomberg.com/.../tesla-s-quarterly-revenue...

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. True News เจาะลึกข่าวออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger