ทั่วโลกระงับเที่ยวบินจากแอฟริกา หวั่นสายพันธุ์ "โอมิครอน"
Labels:
ข่าวต่างประเทศ,
ข่าวทั้งหมด,
โควิด-19,
โอมิครอน,
COVID-19
Keanu Reeves ตอบคำถามเกี่ยวกับข่าวลือของตัวเขากับ Marvel
จริงไม่จริงไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ลือลั่นสนั่นเน็ตไปแล้ว
Labels:
กง ยู,
ข่าวต่างประเทศ,
ข่าวทั้งหมด,
ข่าวบันเทิง,
Gong Yoo,
Taylor Swift
Britney ลั่น อิสระครั้งนี้จะใช้ให้เต็มที่เลย
Labels:
ข่าวต่างประเทศ,
ข่าวทั้งหมด,
ข่าวบันเทิง,
Britney,
FreeBritney
Jeremy Renner ยกย่องให้ Robert Downey Jr. เป็นสุดยอดที่ปรึกษาของจักรวาล MCU
Spotify นำปุ่ม shuffle ออกจากแอป ตามคำขอร้องของ Adele
โดย Adele ได้มีการโพสต์ว่า “ศิลปินไม่ได้สร้างอัลบั้มเพลงที่มีการเอาใจใส่และความตั้งใจอย่างไร้เหตุผล ศิลปะของพวกเรานั้นคือการเล่าเรื่องราวและเรื่องราวของเรานั้นก็ควรที่จะถูกได้ยินตามที่เราได้ตั้งใจเรียบเรียงไว้ให้”
ซึ่งหลังจากนั้น Spotify ก็ได้มีการแถลงการณ์ออกมาถึงการปรับใช้งานว่า “ฟีเจอร์พรีเมี่ยมใหม่นั้นก็คือ ให้ปุ่มการเล่นเพลงนั้นเป็นปุ่มพื้นฐานสำหรับอัลบั้มเพลงทุกอัลบั้ม” Spotify ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ใช้งานยังคงสามารถทำการ Shuffle เพลงในอัลบั้มได้ แต่ระบบจะเล่นเพลงตามลำดับที่ศิลปินได้เลือกวางไว้เป็นพื้นฐาน หรือเมื่อกดเล่นเพลงแต่ละอัลบั้มแล้ว เพลงจะเล่นเรียงกันเป็นลำดับโดยอัตโนมัติ ถ้าต้องการจะให้มีการสุ่มเล่น ผู้ใช้งานก็จะต้องกด Shuffle เพิ่มเองทีหลัง
Labels:
ข่าวต่างประเทศ,
ข่าวทั้งหมด,
ข่าวบันเทิง,
Adele,
Spotify
ผู้กำกับ ฯ รอว์สัน มาร์แชลล์ เธอร์เบอร์ วางแผนสร้างภาคต่อ Red Notice อีกสองภาค
ภาพยนตร์เรื่อง Red Notice เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่รวมเอานักแสดงตัวท็อปของวงการอย่าง Dwayne Johnson , Ryan Reynolds และ Gal Gadot มาขึ้นจอพร้อมกัน หลังจากการออกฉายก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากด้วยการกวาดยอดผู้ชมไปได้ถึง 148 ล้านชั่วโมงบนแพล็ตฟอร์มอย่าง Netflix
ในตอนจบของภาพยนตร์นั้นมีการวางรากฐานสำหรับภาคต่อเอาไว้อย่างชัดเจนครับ และล่าสุดผู้กำกับภาพยนตร์อย่าง Rawson Marshall Thurber ก็ได้ไปให้สัมภาษณ์กับ The Hollywood Reporter และเจ้าตัวก็ถูกถามถึงภาคต่อของ Red Notice เจ้าตัวก็ได้ตอบว่า
“มันก็มีความเป็นไปได้นะ และถ้าเราต้องทำภาคต่อจริงๆ ผมคงเลือกจะถ่ายทำภาค 2-3 แบบต่อเนื่องกันรวดเดียวเลย เพราะมันคืองานสร้างระดับยักษ์ ซึ่งถ้าคุณสามารถรวมทุกอย่างให้อยู่ในการถ่ายทำครั้งเดียวได้ มันจะดีมากๆ สำหรับทุกคน รวมถึงดีต่อสุขภาพจิตของผมด้วยน่ะนะ”
แม้ว่านักวิจารณ์หลายสำนักจะไม่ชอบ Red Notice เท่าไรนัก แต่ด้วยพลังของนักแสดงหลักทั้ง 3 คนรวมถึงความย่อยง่ายของภาพยนตร์ก็สามารถสร้างความบันเทิงให้กับฝั่งผู้ชมได้ไม่ยากนัก ต้องมารอลุ้นกันครับว่า Red Notice จะกลายเป็นแฟรนไชส์ใหม่ของ Netflix ได้หรือไม่
Labels:
ข่าวทั้งหมด,
ข่าวบันเทิง,
Dwayne Johnson,
Gal Gadot,
Red Notice,
Ryan Reynolds
“ไดสุงิ” (Daisugi) เป็นเทคนิคการปลูก และการผลิตไม้ที่มีมาแต่โบราณของญี่ปุ่นที่สืบต่อกันมากว่า 700 ปี
Wikipedia Pic : iszkt2g, KyotoNaraDreamTrips
Labels:
ข่าวทั้งหมด,
ไดสุงิ,
Daisugi
GWM เปิดตัว All New HAVAL JOLION Hybrid SUV คันแรกของโลก
จอมยุทธ์ ปะทะ ซามูไร! เจาะตลาด B-SUV เมื่อแบรนด์จีน MG และ Haval ขอตีค่ายญี่ปุ่นให้แตกพ่าย
ในที่สุดตลาด B-SUV หรือรถ SUV ขนาดเล็ก จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะเมื่อต้นสัปดาห์ Honda เพิ่งเปิดตัว Honda HR-V โฉมใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ Hybrid ทุกรุ่นย่อย
จากนั้นไม่กี่วัน Great Wall Motor เปิดตัว Haval Jolion แถมมากับเครื่องยนต์ Hybrid เหมือนกัน เรียกว่าชิงดำกันสุด ๆ เพราะทั้งคู่เผยโฉมรถยนต์รุ่นใหม่กันก่อน และต่างไม่บอกราคาอย่างเป็นทางการ นี่ยังไม่นับ Toyota, Mazda, Nissan และ Subaru ที่ยังลุยตลาดนี้ต่อเนื่อง กลายเป็นศึกระหว่างแบรนด์จีน และญี่ปุ่น ที่น่าจะสู้กันมันที่สุดเมื่อเทียบกับรถยนต์กลุ่มอื่น ๆ
ผลจะออกมาเป็นอย่างไรลองมาวิเคราะห์ไปด้วยกัน
1) B-SUV ที่ทุกค่ายหันมาจับตลาด
B-SUV กลายเป็นกลุ่มรถยนต์ที่ทุกค่ายหันมาจริงจังในการทำตลาด เพราะเดี๋ยวนี้คนไทยซื้อรถคันหนึ่งต้องเอาให้คุ้ม
นั่งสบาย ประหยัดน้ำมัน ขนาดไม่ใหญ่เกินไป อยู่บนถนนแล้วดูดี คือปัจจัยในการตัดสินใจซื้อ
เมื่อรวมปัจจัยทั้งหมด B-SUV จึงค่อนข้างตอบโจทย์ ผ่านราคาราว ๆ 1 ล้านบาท นั่ง 5 คนยังพอสบาย แถมด้วยขนาดที่ไม่ใหญ่มากจึงขับขี่ในเมืองสะดวก และประหยัดน้ำมัน ที่สำคัญคือออกแบบเท่ ๆ ถูกใจวัยรุ่น คนเริ่มทำงาน และคนที่พึ่งมีครอบครัว
6-7 ปีก่อน ตลาดนี้ถูกครองโดยแบรนด์ญี่ปุ่นเบ็ดเสร็จ มี Honda HR-V ผู้นำ ตามมาด้วย Mazda CX-3 อาจมี Nissan Juke แซม ๆ มาบ้าง และช่วงหลังเริ่มมี Toyota C-HR เข้ามาแย่งส่วนแบ่ง
แต่พอเข้าปลายปี 2017 เกิดการเขย่าตลาดครั้งใหญ่ด้วยการมาถึงของ MG กับรุ่น MG ZS ที่มากับราคาเริ่มต้น 6.79 แสนบาท
แม้จะติดเรื่องปัญหาความเชื่อมั่น แต่ราคาขนาดนี้ก็ดึงดูดลูกค้าที่อยากครอบครอง B-SUV ไปได้มาก ดัน MG ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง B-SUV ได้หลายช่วงเวลา
จนการมาของแบรนด์เจ้าตลาด กับรุ่น Toyota Corolla Cross ที่เอาจริงทั้งเรื่องการตลาด และสเปก ทำให้เฉือน MG ZS ขึ้นเป็น B-SUV รุ่นที่มียอดขายอันดับ 1 ในปี 2020 และครองตำแหน่งนี้ไว้ในปี 2021 เช่นกัน
2) Honda กลับมา แต่ GWM ก็มาด้วย
หลังปล่อยให้แบรนด์จีน และ Toyota สนุกสนานกับการขาย B-SUV วันที่ 5 พ.ย. 2021 Honda ขอกลับมาทวงตำแหน่งผู้นำด้วย Honda HR-V e:HEV โฉมใหม่ในรอบกว่า 7 ปี
e:HEV ไม่ใช่ศัพท์เทคนิคอะไรมาก เพราะมันคือเทคโนโลยีเครื่องยนต์ Hybrid เหมือนที่ Honda ใช้ในรุ่นต่าง ๆ
ที่น่าสนใจคือ HR-V มาพร้อมเครื่อง Hybrid ทุกรุ่นย่อย ส่วนราคาทางการยังไม่เปิดเผย มีแค่ข้อมูลว่าเริ่มต้นต่ำกว่า 9.90 แสนบาท และตัวท็อปต่ำกว่า 1.2 ล้านบาท มี 3 รุ่นย่อย เปิดให้จองแล้ว
งานนี้ต้องรอเปิดราคาวันที่ 19 พ.ย. 2021 ว่ากระแสจะออกมาดีหรือไม่
แต่วันที่ 10 พ.ย. 2021 Great Wall Motor ค่ายรถจากจีนน้องใหม่ในตลาดไทย ก็เปิดตัว Haval Jolion รถ B-SUV ที่จะมาต่อยอดความสำเร็จของรุ่นพี่ Haval H6
Haval Jolion มากับเครื่องยนต์ Hybrid เหมือนกัน ส่วนราคา และวันวางจำหน่ายยังไม่เปิดเผย ส่วนตัวเชื่อว่าศึกนี้สนุกแน่ เพราะ B-SUV ในตลาดที่ใช้เครื่อง Hybrid จะมีให้เลือกหลายรุ่น ไล่ตั้งแต่ Toyota Corolla Cross กับ C-HR, Honda HR-V, Nissan Kicks และล่าสุด Haval Jolion
ส่วนถ้านับรวม B-SUV ในตลาดจะมีให้เลือกซื้อเกือบ 10 รุ่น ตามความต้องการ และกำลังทรัพย์ของแต่ละคน
3) ศึกหนักระหว่างจอมยุทธ์ กับซามูไร
เมื่อเทียบกับรถยนต์กลุ่มอื่น ๆ B-SUV ถือเป็นตลาดที่แบรนด์จีน กับญี่ปุ่นน่าจะแข่งขันกันดุเดือดที่สุด ราวกับการปะทะกันของจอมยุทธ์ กับซามูไร
ฝั่งจีน MG ZS และ Haval Jolion มาพร้อมกระบวนท่าที่หลากหลาย เปรียบได้กับสเปกที่ใส่มาแบบจัดเต็มไม่มีกั๊ก แถมมีหมัดตายอย่าง ราคา ที่สู้กับแบรนด์ญี่ปุ่นได้แน่ ๆ
ส่วนญี่ปุ่นที่นำโดย Toyota, Honda และ Mazda อาจมากับความนิ่งสงบแบบซามูไร มั่นใจว่าดาบตัวเองคมอยู่แล้ว ฟันอะไรก็ขาด
แต่จากความคิดนี้ แบรนด์ญี่ปุ่นก็สูญเสียส่วนแบ่งในตลาด B-SUV ให้กับแบรนด์จีนไปเยอะพอสมควร แถมก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ MG เจ้าเดียว
หลังจากสิ้นปี 2021 เป็นต้นไป จะมีแบรนด์จีนถึง 2 เจ้า คนที่เหนื่อยน่าจะเป็นแบรนด์รอง ๆ ในตลาด B-SUV ถ้าแบรนด์จีนแก้ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นได้ ความมั่นใจในคมดาบคงซามูไรคงไม่มีอีกแล้ว และน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของค่ายญี่ปุ่นแน่นอน
Labels:
ข่าวทั้งหมด,
ข่าวเศรษฐกิจ,
เทคโนโลยี,
ยานยนต์
เก็บพลังงานอย่างยั่งยืน ด้วยแบตเตอรี่จากรากถั่ว
Labels:
ข่าวต่างประเทศ,
ข่าวทั้งหมด,
เทคโนโลยี
เครือข่ายสถานีวิทยุใหญ่อเมริกา ประกาศจะเปิดเพลงของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ เวอร์ชันอัดใหม่ที่เธอเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้น
เครือข่ายสถานีวิทยุที่ใหญ่สุดในอเมริกา ประกาศว่าต่อไปจะเปิดแต่เพลง Taylor Swift เวอร์ชันอัดใหม่ที่เธอเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้น
เป็นที่รู้กันดีว่าศิลปินสาวคนเก่ง Taylor Swift (เทย์เลอร์ สวิฟต์) กำลังมีภารกิจในการอัดเสียงอัลบั้มเก่าทั้ง 6 ชุดของเธอใหม่อีกครั้ง หลังจากที่มีปัญหาคาราคาซังเรื่องลิขสิทธิ์เพลงของเธอเอง
แน่นอนว่าชาว Swifties ต่างก็พร้อมที่จะสนับสนุนผลงานอัดใหม่กันอย่างเต็มที่ แต่นอกจากเหล่าแฟนคลับแล้ว เครือข่ายสถานีวิทยุที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาอย่าง iHeartRadio ก็ออกตัวสนับสนุนเพลงเวอร์ชันใหม่ของนักร้องสาวเช่นกัน โดยพวกเขาจะเปิดเพลงของ Taylor ในเวอร์ชันรีเรคอร์ด หรือที่เรียกกันว่า Taylor’s Version เท่านั้น
Tom Poleman ที่รับตำแหน่ง Chief Programming Officer ของ iHeartRadio ได้แถลงการณ์ว่า “เมื่อไรก็ตามที่ Taylor อัดเพลงของตัวเองใหม่ เราจะเอามันมาแทนเวอร์ชันเก่าทันที สถานีของเราจะส่งมอบบทเพลงที่ศิลปินจะกระตือรือร้นที่จะแบ่งปันและเพลงที่แฟนๆ อยากจะฟังเสมอ เหล่าคอเพลงได้ทำให้เราได้รู้ว่าพวกเขาอดใจรอไม่ไหวที่จะฟังเพลง Taylor’s Version ในแต่ละเพลง เรามีความยินดีเป็นอย่างมากที่มีแพลตฟอร์มสำหรับการแชร์สิ่งเหล่านั้นกับพวกเขา เช่นเดียวกับเรื่องราวเบื้องหลังเพลงเหล่านั้นของ Taylor”
ภายในปีนี้ปีเดียว Taylor Swift ได้ปล่อยอัลบั้ม Fearless (Taylor’s Version) ตามมาด้วย Red (Taylor’s Version) ออกมาแล้ว ซึ่งอัลบั้ม Red เวอร์ชันใหม่ก็ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายด้วยการทุบสถิติกลายเป็นศิลปินหญิงที่มียอดสตรีมมิงผ่าน Spotify สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ใน 24 ชั่วโมงแรก โค่นแชมป์เก่าอย่างอัลบั้ม Folklore ของตัวเธอเองได้สำเร็จอย่างงดงาม
ภาพ: Dimitrios Kambouris/Getty Images
อ้างอิง: https://www.nme.com/.../largest-us-radio-network-to-only...
Labels:
ข่าวต่างประเทศ,
ข่าวทั้งหมด,
ข่าวบันเทิง,
เทย์เลอร์ สวิฟต์,
Taylor Swift
เตรียมตัวอย่างไรก่อนติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในบ้าน
เตรียมตัวอย่างไรก่อนติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในบ้าน
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยอำนวยความสะดวกการเตรียมตัวก่อนติดตั้ง EV Charger ภายในบ้าน โดยสามารถติดต่อการไฟฟ้าในพื้นที่ เนื่องจากจะต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้าน โดยจะแบ่งออกเป็น 2 กรณี ดังนี้
1. หากสามารถปรับปรุงระบบไฟฟ้าภายในบ้านได้ แนะนำเป็นการเพิ่มขนาดมิเตอร์
2. หากไม่สะดวกปรับปรุงระบบไฟฟ้าภายในบ้าน สามารถขอติดตั้งมิเตอร์เครื่องที่ 2 เพื่อแยกระบบไฟฟ้าได้
โดยการให้บริการจะเป็นลักษณะเดียวกับการให้บริการติดตั้งมิเตอร์ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหม่ โดย 1 บ้านเลขที่ มี 2 หมายเลขผู้ใช้ไฟฟ้า (CA) โดยมิเตอร์เครื่องที่ 1 และมิเตอร์เครื่องที่ 2 ให้กำหนดเป็นประเภทผู้ใช้ไฟเดียวกัน (เช่น มิเตอร์เครื่องที่ 1 เป็นผู้ใช้ไฟประเภทกิจการขนาดเล็ก มิเตอร์เครื่องที่ 2 ต้องเป็นประเภทกิจการขนาดเล็ก) แต่สามารถเลือกใช้คนละอัตราค่าไฟได้ (อัตราปกติกับอัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาของการใช้: TOU)
ส่วนข้อกำหนดการขอมิเตอร์เครื่องที่ 2 เพื่อติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) สำหรับบ้านอยู่อาศัย หรือกิจการขนาดเล็ก (ที่ไม่ใช่เพื่อการพาณิชย์) ผู้ขอมิเตอร์เครื่องที่ 2 ต้องติดตั้งระบบไฟฟ้าภายในแยกจากระบบไฟฟ้าภายในของมิเตอร์เครื่องที่ 1 และติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตามมาตรฐานของ PEA ไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้วงจรที่จ่ายไฟฟ้าให้เครื่องชาร์จต้องแยกต่างหากจากการจ่ายไฟให้กับโหลดอื่นๆ ทั้งนี้ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 1129 ตลอด 24 ชั่วโมง
Labels:
ข่าวทั้งหมด,
เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า,
ถยนต์ไฟฟ้า,
เทคโนโลยี,
ยานยนต์,
EV Charger
นักบินอวกาศสหรัฐเห็นยูเอฟโอกว่า 100 ลำในเยอรมนี และถ่าย UFO ลงจอดในแคลิฟอร์เนีย ปี 1957
Labels:
ข่าวต่างประเทศ,
ข่าวทั้งหมด,
NASA,
UFO
ปตท.จับมือ 'โฮซอน' ค่ายรถจีน เล็งจำหน่าย EV พวงมาลัยขวา Neta V ขยายธุรกิจยานยนไฟฟ้าแบบครบวงจร
ปตท. จับมือ Hozon ค่ายรถ EV จากจีน ขยายตลาดยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจรในไทย
ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อศึกษาความเป็นไปได้สำหรับโอกาสทางธุรกิจและการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย ในรูปแบบเสมือนจริง (Virtual Strategic Co-Operation MOU Signing Ceremony) ระหว่าง บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้น 100% สำหรับดำเนินธุรกิจในด้าน EV Value Chain และ บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ ออโต้โมบิล จำกัด (Hozon New Energy Automobile Co., Ltd; Hozon) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน
โดยมีนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และนายจาง หย่ง ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โฮซอน (Mr. Zhang Yong, Co-Founder and Chief Executive Officer of Hozon) และนายบุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ ปตท. ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี พร้อมด้วยนายนพดล ปิ่นสุภา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน ปตท. และนายเฉิน เอี้ยวกวง ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน โฮซอน (Mr. Chen Yaoguang, Co-Founder and Chief Investment Officer of Hozon)
ร่วมลงนาม ความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายโอกาสทางธุรกิจ EV แบบครบวงจร อาทิ ให้บริการเช่า หรือ จัดจำหน่าย EV พวงมาลัยขวารุ่นแรกของแบรนด์ Neta V ผลิตโดย Hozon และบริการหลังการขายที่เกี่ยวข้องผ่าน EVme ดิจิทัลแพลตฟอร์มของ ARUN PLUS รวมถึงความเป็นไปได้ในการขยายฐานการผลิต EV มายังประเทศไทย ผ่านบริษัทร่วมทุนระหว่าง ARUN PLUS กับ บริษัท หงไห่ พริซิชั่น อินดัสทรี จำกัด หรือ ฟ็อกซ์คอนน์ (Foxconn) เป็นต้น เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ ส่งเสริมภาคการผลิตและเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมดันไทยสู่สังคม Low Carbon และการเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตเต็มรูปแบบ
Labels:
ข่าวทั้งหมด,
ข่าวเศรษฐกิจ,
เทคโนโลยี,
ยานยนต์
ม.หิดล ชี้ให้จับตา ประชาชนรุ่นเกิดล้าน ที่เกิดระหว่าง พ.ศ. 2506 - 2526 เป็นทิศทางโจทย์วิจัยสนองอนาคตสังคมสูงวัย
วันนี้ (13 พฤศจิกายน) ศ.เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า นับเป็นเวลาครึ่งศตวรรษแล้วที่สถาบันฯ ได้รับใช้ประเทศชาติด้วยการเป็นปัญญาของแผ่นดิน ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล สร้างองค์ความรู้จากงานวิจัยที่เกิดขึ้นจากการสำรวจติดตามการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรไทย ไม่ว่าจะเป็นการเกิด การตาย และการย้ายถิ่น ฯลฯ ซึ่งที่ผ่านมามีนักวิจัยของสถาบันฯ ได้เป็นคณะทำงานร่วมจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในทุกฉบับ เพื่อการขับเคลื่อนสู่นโยบายของประเทศไทย
สำหรับ ‘ประชากรรุ่นเกิดล้าน’ ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2506-2526 นโยบายของประเทศไทยในขณะนั้นมุ่งไปที่การวางแผนครอบครัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั่วโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าคนรุ่นใหม่นิยมอยู่เป็นโสด ไม่แต่งงาน และมีลูกกันน้อยลง อัตราเกิดของประชากรไทยจึงลดต่ำลงไปด้วย
จึงเกิดคำถามว่า เราจะเตรียมพร้อมนโยบายทางประชากรของประเทศไทยให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรของไทยอย่างไร เมื่อประชากรรุ่นเกิดล้านที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2506-2526 จะกลายเป็น ‘สึนามิประชากร’ ที่เคลื่อนสู่ฝั่งผู้สูงวัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ศ.เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์ กล่าวต่อไปว่า การแก้ปัญหาอัตราเกิดต่ำด้วยการส่งเสริมให้ประชากรมีลูกกันมากขึ้น อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีนักสำหรับสังคมไทย หากไม่ได้พิจารณาถึงคุณภาพของการเกิดหรือเกิดด้วยความไม่พร้อม ซึ่งตัวเลขการเกิดของประชากรไทยในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นปีล่าสุด อยู่ที่ประมาณ 587,000 คน และอาจมีแนวโน้มต่ำลงไปอีกประมาณ 2-3 หมื่นคนตามวิกฤตโควิดที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยการประกาศจำนวนเกิดของประชากรไทยในแต่ละปีจะนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคมของปีนั้นๆ แล้วจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในอีกประมาณ 2-3 เดือนถัดไป
“ปัญหาที่เร่งด่วนมากกว่าปัญหาอัตราเกิดฮวบต่ำลงในขณะนี้ คือการเตรียมพร้อมอย่างไรเมื่อสังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งประชากรที่เกิดในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2506-2526 ถือเป็นต้นแบบที่ดีที่สุดในการนำมาพิจารณาเป็นโจทย์เพื่อการศึกษาวิจัยให้ตอบสนองทิศทางความต้องการของผู้สูงวัยไทยในอนาคต โดยควรเน้นให้เตรียมพร้อมเรื่องสุขภาพ และระวังการใช้จ่าย หมั่นเก็บออมไว้เพื่ออนาคต” ศ.เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์กล่าว
ขณะที่ รศ.ดร.อารี จำปากลาย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจของสถาบันฯ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อประเทศไทยใน 50 ปีที่ผ่านมานั้น ไม่ได้มีเพียงงานวิจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรเท่านั้น ยังมีงานวิจัยเพื่อติดตามพฤติกรรมทางสุขภาพของประชากร ความเท่าเทียมทางการศึกษา ความเท่าเทียมทางเพศ แรงงานย้ายถิ่น หรือแม้แต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ฯลฯ ที่ตอบโจทย์เกือบทุกเป้าหมาย SDGs เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ
ซึ่งนอกจากเพื่อการขับเคลื่อนสู่นโยบายในระดับชาติแล้ว ยังได้ขยายผลสู่การสร้างความร่วมมือในระดับนานาชาติต่อไปอีกด้วย โดยสถาบันฯ พร้อมเดินหน้ารับใช้ประชาชน สร้างสรรค์งานวิจัยเพื่อส่งเสริมคุณภาพประชากรไทย และร่วมทำโลกนี้ให้มีอนาคตที่ยั่งยืนต่อไป
Labels:
ข่าวทั้งหมด,
ข่าวสังคม,
ประชากรรุ่นเกิดล้าน,
ม.มหิดล,
สึนามิผู้สูงวัย
Kopiko การตลาดสร้าง Awareness ผ่านการส่งออกซีรีส์เกาหลี
Kopiko การตลาดสร้าง Awareness ผ่านการส่งออกซีรีส์เกาหลี
สำหรับคอซีรีส์เกาหลีใน Netflix เราคงเห็นภาพ Tie-in ลูกอม Kopiko ปรากฏอยู่ในซีรีส์เรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Vincenzo, Mine หรือแม้แต่ Hometown Cha Cha Cha ที่เพิ่งจบไป
เมื่อเราเห็น Kopiko ปรากฏอยู่ในซีรีส์เกาหลีอยู่บ่อยครั้ง จนเราเริ่มคิดว่า หรือ Kopiko จะเป็นลูกอมกาแฟแบรนด์เกาหลี
แต่ความจริงไม่ใช่เลย เพราะ Kopiko คือลูกอมกาแฟจากประเทศอินโดนีเซีย ของบริษัท Mayora
บริษัท Mayora ถือเป็นยักษ์ในวงการขนมในประเทศอินโดนีเซีย มีแบรนด์ขนมที่คนไทยรู้จักดีเช่นเวเฟอร์ Beng-Beng ชอกโกแลต Choki Choki ที่ช่วงเวลาเราเด็กๆ ชอบกินมาก
แต่ทำไม บริษัทลูกอมจากอินโดนีเซีย ถึงมา Tie-in อยู่ในซีรีส์เกาหลีหละ
1.สร้าง Awareness ระดับโลกผ่านปืนนัดเดียว
ซีรีส์เกาหลี ที่โกปิโก้เลือก Tie-in เช่น Vincenzo, Mine หรือแม้แต่ Hometown Cha Cha Cha เป็นหนึ่งในซีรีส์อันดับต้นๆ ใน Netflix ที่ได้รับความนิยมในหลากหลายประเทศ
เรามองว่าการเลือกซีรีส์เกาหลีใน Netflix เป็นช่องทางในการสื่อสารแบรนด์ผ่านการ Tie-in ว่าลูกอมกาแฟโกปิโก้สามารถอมแก้ง่วงแทนกาแฟได้ เป็นหนึ่งในแนวการตลาดที่ต้องการสร้าง Awareness ไปยังกลุ่มเป้าหมายทั่วโลกเพื่อบอกว่าลูกอมกาแฟโกปิโก้คือลูกอมกาแฟที่สามารถอมแก้ง่วงได้ในเวลาพร้อมๆ กัน ผ่านการลงทุนเพียงครั้งเดียว เพราะในปัจจุบันโกปิโก้จำหน่ายอยู่ในกว่า 100 ประเทศ ส่วน Netflix ให้บริการใน 190 ประเทศ
และยังเป็นการเสริมภาพลักษณ์โกปิโก้คือลูกอมกาแฟของคนรุ่นใหม่อีกด้วย
เพราะที่ผ่านมาลูกอมโกปิโก้เป็นลูกอมที่มีอายุในตลาดมากถึง 39 ปี ทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์ในบางประเทศอาจจะดูเชย หรือดูเป็นผู้ใหญ่ไปตามกาลเวลา
การสร้าง Awareness ผ่านซีรีส์เกาหลีที่สื่อสารผ่านนักแสดงรุ่นใหม่และเนื้อหาซีรีส์ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เป็นหนึ่งแนวทางที่ทำให้แบรนด์มีความเด็กลงอีกด้วย
2.ต้องการเจาะกลุ่มแฟนคลับ K-Pop ในอินโดนีเซีย
อ้างอิงจากข้อมูลของ Statista ที่สำรวจคนอินโดนีเซียอายุ 15-59 ปี พบว่า 49.2% ของกลุ่มตัวอย่างมองว่าซีรีส์เกาหลีเป็นซีรีส์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และ 39.2% มองว่าค่อนข้างเป็นที่นิยม โดยข้อมูลนี้สำรวจในเดือนตุลาคมปี2019
เมื่อคนอินโดนีเซียมีความนิยม K-Pop และซีรีส์เกาหลี การที่โกปิโก้ Tie-in สินค้าในซีรีส์เกาหลี นอกเหนือจากการเข้าถึงกลุ่มแฟนคลับ K-Pop แล้ว ยังสร้างพลังในการบอกต่อสินค้าโกปิโก้ที่ปรากฏอยู่ในซีรีส์ไปยังเพื่อนในโซเชียล และชวนกันโกปิโก้ทานเหมือนกับที่ Tie-in ซีรีส์ เนื่องจากมองว่าแบรนด์โกปิโก้เป็นแบรนด์ที่เข้าถึงพวกเขาผ่านซีรีส์และดาราเกาหลีที่พวกเขาชื่นชอบ
ส่วนประเทศไทยโกปิโก้เข้ามาทำตลาดในประเทศเป็นเวลายาวนานผ่านลูกอมกาแฟรสคลาสสิก ก่อนที่จะขยายตลาดไปยังรสคาปูชิโน พร้อมออกสินค้ากาแฟพร้อมดื่ม โกปิโก้ คอฟฟี่ กาแฟปรุงสำเร็จเข้ามาสร้างรายได้ให้เติบโตมากขึ้นในปัจจุบัน
.
ถ้ามองไปที่ตลาดลูกอมในประเทศไทยในปัจจุบันตลาดลูกอมมีมูลค่า11,000 ล้านบาท
ถือว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงจากลูกอมทั้งแบรนด์เก่า และแบรนด์ใหม่ในตลาดที่พัฒนาต่อยอดลูกอมรสต่างๆ ออกมาจับตลาดอยู่เสมอ
ซึ่งการแข่งขันนี้แม้โกปิโก้จะมีจุดแข็งคือลูกอมกาแฟที่อยู่ในตลาดไทยอย่างยาวนาน แต่ก็เผชิญกับความท้าทายในตลาด เพราะในตลาดลูกอมกาแฟในประเทศไทยนอกจากโกปิโก้แล้วยังมีแบรนด์ X.O. ซึ่งเป็นลูกอมกาแฟเม็ดแข็งเหมือนกับโกปิโก้ ยังมีคูก้า ลูกอมรสกาแฟสอดไส้ช็อกโกแลต, เวเธอร์ ลูกอมรสครีมกาแฟ และอื่นๆ แข่งขันในตลาดด้วย
อย่างไรก็ดีการเข้ามาทำตลาดของโกปิโก้ในประเทศไทย (และสินค้าอื่นๆ ในเครือ Mayora เป็นการทำตลาดผ่าน บริษัท อินบิสโก้ (ประเทศไทย) จำกัด
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อินบิสโก้ (ประเทศไทย) มีผลประกอบการดังนี้
2018 รายได้ 2,040.48 ล้านบาท ขาดทุน 0.98 ล้านบาท
2019 รายได้1,981.88 ล้านบาท กำไร 78.45 ล้านบาท
2020 รายได้2,229.86 ล้านบาท กำไร 102.41 ล้านบาท
ส่วน Mayora มีผลประกอบการในปีที่ผ่านมา 56,815.99 ล้านบาท (แปลงจากเงินรูเปียห์เรต 1 รูเปียห์ = 0.0023 บาท)
เป็นรายได้มากจาก
อินโดนีเซีย 33,339.96 ล้านบาท
เอเชีย 22,548.82 ล้านบาท
อื่นๆ 927.20 ล้านบาท
เมื่อพูดถึง Mayora และโกปิโก้แล้วเราขอเล่าประวัติของบริษัทสักเล็กน้อย
Mayora เป็นบริษัทที่มีจุดเริ่มต้นมาจากขนมบิสกิต โฮมเมด ของครอบครัวชาวอิหร่านที่อพยพไปยังอินโดนีเซีย เมื่อปี 1948 ก่อนที่จะตั้งชื่อบิสกิตแบรนด์ตัวเองว่า Roma ในปี 1976 และจัดตั้งเป็นบริษัท Mayora ในปี 1977
ส่วนโกปิโก้เกิดขึ้นในปี 1982 ชื่อแบรนด์โกปิโก้มาจากคำว่า Kōpiko แปลว่ากาแฟป่า ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำท้องถิ่นในฮาวาย เพื่อสื่อถึงความเป็นกาแฟที่แท้จริงที่บรรจุอยู่ในลูกอมโกปิโก้นั่นเอง
Labels:
ข่าวต่างประเทศ,
ข่าวทั้งหมด,
ซีรีส์เกาหลี,
Kopiko
ส่องทิศทาง 2 ค่ายมือถือยักษ์ หลังทรู-ดีแทคปิดดีลควบรวมกิจการ
2 ปี เครือซีพี ปิด 2 ดีลยักษ์
นับตั้งแต่ 2563 เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ เครือซีพี ประสบความสำเร็จในการควบรวมกิจการในกลุ่มธุรกิจการค้าขนาดใหญ่ถึง 2 ธุรกิจ ขณะที่สังคมตั้งข้อสังเกตว่าการรุกคืบดังกล่าวจะนำไปสู่การสร้างอำนาจเหนือตลาดหรือไม่
ย้อนเมื่อเดือน พ.ย. ปีที่ผ่านมา ธุรกิจค้าปลีกในเครือซีพี ได้รับความสนใจในสังคมอย่างมากจากการควบรวมกิจการกับเทสโก้โลตัส ทำให้ในส่วนธุรกิจค้าปลีกของเครือซีพีครอบคลุมธุรกิจค้าปลีกมากขึ้น ซึ่งเดิมมี ซีพี ออลล์ ที่บริหารร้านสะดวกซื้อ "เซเว่นอีเลฟเว่น" และ สยามแม็คโคร ผู้บริหารห้างค้าส่งรายใหญ่อยู่แล้ว
หากพิจารณารายได้รวมจาก 3 บริษัทดังกล่าวในปีที่แล้ว ค้าปลีกเครือซีพีมีมูลค่าธุรกิจรวมเป็น 953,308 ล้านบาท (รายได้นี้ยังไม่รวมกับรายได้จากร้านค้าซีพี เฟรซมาร์ท 360 สาขา)
ปัจจุบัน ธุรกิจค้าปลีกในเครือซีพีมีอะไรบ้าง
- เซเว่นอีเลฟเว่น 12,432 สาขา รายได้รวมปี 2563 มูลค่า 546,590 ล้านบาท
- แม็คโคร 138 สาขา รายได้รวมปี 2563 มูลค่า 218,760 ล้านบาท
- เทสโก้ โลตัส 2,164 สาขา รายได้รวมในปี 2563 มูลค่า 187,958 ล้านบาท
ล่าสุด บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมในเครือซีพีได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 8/2564 เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ได้มีมติเกี่ยวกับการศึกษาความเป็นไปได้ในการควบบริษัทกับ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค พร้อมกับการเสนอซื้อหุ้นโดยสมัครใจแบบมีเงื่อนไข
ด้านสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ ติดตามกระแสข่าวเรื่องเทเลนอร์มีแผนการจะถอนการลงทุนจากไทย รวมทั้งการซื้อขายกิจการของทรูและดีแทคมาตั้งแต่ปี 2563 วิเคราะห์ว่า หากพิจารณาจากตัวเลขผู้ใช้บริการและส่วนแบ่งการตลาดของเอไอเอส ทรู และดีแทคที่ปรากฏต่อสาธารณะ เป็นที่ชัดเจนว่าถ้าทรูซื้อดีแทค บริษัทที่เกิดจากการรวมกิจการนี้จะกลายเป็นเจ้าตลาดรายใหม่และเป็นรายใหญ่อันดับ 1 แซงหน้าเอไอเอส และตลาดผู้ให้บริการมือถือและอินเทอร์เน็ตจะเหลือแค่ 2 เจ้า คือ เอไอเอสกับทรู-ดีแทค ซึ่งทำให้การแข่งขันในตลาดลดลงอย่างชัดเจน
Labels:
ข่าวทั้งหมด,
ข่าวสังคม,
ดีแทค,
ทรู,
เอไอเอส
สหรัฐฯ เชิญ 110 ชาติร่วมประชุมสุดยอดค่ายประชาธิปไตย แต่ไม่มีไทย
ประชุมสุดยอดประชาธิปไตยทางออนไลน์ 110 ประเทศ มีชื่อไต้หวันได้รับเชิญ แต่ไม่มีชื่อจีน รัสเซีย รวมถึงไทยด้วย
เว็บไซต์ข่าว Taiwan News รายงานว่า เมื่อวานนี้ (23 พฤศจิกายน) สหรัฐฯ ได้เปิดเผยรายชื่อประเทศทั้งหมด 110 ประเทศ ที่ได้รับเชิญจากสหรัฐฯ ให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดประชาธิปไตยทางออนไลน์ของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ โดยไต้หวันเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับเชิญด้วย
แต่ในรายชื่อดังกล่าวในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก ตามที่ Taiwan News รายงาน ไม่มีชื่อของจีน และไม่มีชื่อไทยด้วย
นอกจากนี้ ยังไม่มีชื่อของสิงคโปร์, เมียนมา, กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม, บรูไน, บังคลาเทศ, ศรีลังกา และภูฏานด้วย ในขณะที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ได้รับเชิญให้เข้าร่วม รวมไปถึงญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, อินเดีย ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และติมอร์-เลสเต
ในส่วนของยุโรป ไม่มีชื่อของรัสเซียในรายชื่อประเทศที่ได้รับเชิญ ส่วนมหาอำนาจยุโรปที่ได้รับเชิญรวมถึงสหราชอาณาจักร, เยอรมนี, ฝรั่งเศส, อิตาลี และเนเธอร์แลนด์
นอกจากนี้ 9 ใน 15 ประเทศ ที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน ได้รับเชิญจากสหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย คือ หมู่เกาะมาร์แชล, นาอูรู, ปาเลา, ทูวาลู, เบลิซ, ปารากวัย, เซนต์ คิตส์ แอนด์ เนวิส, เซนต์ ลูเซีย และเซนต์วินเซนต์ แอนด์ เดอะ เกรนาดีนส์
แม้กระทั่งลิทัวเนีย ประเทศล่าสุดที่ไต้หวันเพิ่งไปเปิดสำนักงานตัวแทนทางการทูตเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็ได้รับเชิญด้วย
การประชุมดังกล่าวจะจัดขึ้นแบบทางไกลผ่านออนไลน์ เป็นเวลา 2 วันในวันที่ 9-10 ธันวาคมนี้
โดยสหรัฐฯ จะใช้เวทีนี้หารือกับผู้เชี่ยวชาญจาก 110 ประเทศ ที่มาจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน องค์กรพหุภาคี องค์กรภาคสังคม และองค์การช่วยเหลือทางการกุศลต่าง ๆ ใน 3 ประเด็นหลักคือ การต่อต้านลัทธิเผด็จการนิยม การจัดการและการสู้กับปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน และการส่งเสริมการเคารพในสิทธิมนุษยชน
————
ภาพ: Reuters
Labels:
ข่าวการเมือง,
ข่าวต่างประเทศ,
ข่าวทั้งหมด,
โจ ไบเดน,
Taiwan News
T-Pop ยกระดับอุตสาหกรรมเพลงไทยไประดับโลก
2. สนับสนุนการเติบโตของ อุตสาหกรรมดนตรีทั้งใน และต่างประเทศ
3. ยกระดับความสามารถในการ สร้างสรรค์ผลงานทางดนตรีให้ ก้าวทันโลก
4. สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการ ขับเคลื่อนความหลากหลายของ ธุรกิจดนตรี
ในปี 2020 มูลค่าอุตสาหกรรมดนตรีในประเทศไทยอยู่ที่ 1,400 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 6.5% ต่อปี แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ ค่ายเพลงขนาดใหญ่, ค่ายขนาดกลาง และขนาดเล็ก ตามด้วยศิลปินอิสระ ส่วน K-Pop ที่กำลังเติบโตต่อเนื่อง ทำให้เกาหลีเป็นตลาดดนตรีที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 6 ของโลก มีมูลค่าตลาดราว 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
T-Pop จะปังไม่ปัง ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของทุกภาคส่วน เพราะถึงศิลปินจะผลิตงานออกมาดีขนาดไหน แต่ถ้าช่องทางในการปล่อยเพลงไม่ไปถึงระดับโลก ก็ยากที่จะนำ T-Pop ไปโลดแล่นได้เหมือนญี่ปุ่น และเกาหลี ดังนั้นต้องติดตามกันว่า การสนับสนุนวงการเพลงไทยครั้งนี้จะทำให้ฝันในการไประดับโลกของ T-Pop เป็นจริงได้หรือไม่
Labels:
ข่าวทั้งหมด,
ข่าวบันเทิง,
วงดนตรีอินดี้,
BNK48,
T-Pop
“NFT เป็นแค่วิธีเข้าไปเซฟรูปเท่านั้น” The NFT Bay ปล่อยไฟล์งานศิลปะ NFT ให้คนดาวน์โหลดได้ฟรี ผ่าน torrent
หนึ่งในเทรนด์ที่กำลังมาแรงของช่วงปีที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้น NFT (non- fungible tokens) หลายคนจ่ายเงินมหาศาลไปเพื่อให้ได้เป็นเจ้าของงานชิ้นนั้น และด้วยกระแสนี้ ทำให้มีคนสร้างเว็บไซต์ชื่อ The NFT Bay เพื่อแจกไฟล์งานศิลปะ NFT ให้แบบฟรีๆ
เรื่องเริ่มมาจาก จอฟฟรีย์ ฮัทลีย์ (Geoffrey Huntley) ชายที่เป็นศิลปินและโปรแกรมเมอร์สร้างเว็บไซต์ที่อ้างว่าสามารถให้ผู้คนเข้าไปดาวน์โหลด ‘ทุก NFT จาก Ethereum และ Solana’ ขนาดรวมเกือบ 20 เทราไบต์ โดยระบุว่า เขาต้องการให้ผู้คนเห็นว่า พวกเขากำลังซื้ออะไรกันอยู่
ฮัทลีย์เซฟไฟล์ภาพทั้งหมดที่มีลิงก์บนบล็อกเชน Ethereum และ Solana มารวมกันเป็นก้อน แล้วแจกจ่ายผ่านทาง torrent เพื่อให้คนรู้ว่า การซื้องานศิลปะผ่าน NFT ในปัจจุบันเป็นแค่การซื้อวิธีการดาวน์โหลดภาพ ภาพไม่ได้ถูกเก็บไว้บนบล็อกเชน
“ตอนนี้ งานศิลปะ NFT ไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าหนทางในการเข้าถึงหรือดาวน์โหลดรูปภาพเท่านั้น รูปภาพไม่ได้ถูกเก็บไว้ในบล็อกเชน และรูปภาพส่วนใหญ่ที่ผมเคยเห็นมานั้นก็ถูกเก็บอยู่บนเว็บไซต์ 2.0 ซึ่งมีแนวโน้มที่จะกลายเป็น 404 (ลิงก์เสีย) และหากเป็นเช่นนั้น NFT ก็จะมีมูลค่าน้อยลงไปอีก” ฮัทลีย์กล่าว
นอกจากนี้ เขายังนิยามไฟล์ torrent นี้ว่า ‘The Billion Dollar Torrent’ เพื่อเสียดสีมูลค่าที่คนใช้จ่ายซื้อชิ้นงานต่างๆ ไปด้วย
ประเด็นนี้ทำให้เกิดการถกเถียงกันในหลายแง่มุม ฝั่งคนที่ไม่เห็นด้วยกับ NFT ก็กล่าวว่า นี่เป็นชัยชนะที่พิสูจน์ให้เห็นได้ว่า NFT ไม่ได้มีค่าอะไร แต่อีกฝั่งก็มองว่า สิ่งที่ทำให้ NFT มีคุณค่าจริงๆ ไม่ใช่รูปภาพแต่เป็นการถือครองสิทธิ์ความเป็นเจ้าของต่างหาก และการคลิกขวาเพื่อเซฟรูปมาก็ไม่เหมือนกันด้วย
อ้างอิงจาก
https://www.theverge.com/2021/11/18/22790131/nft-bay-pirating-digital-ownership-piracy-crypto-art-right-click
https://www.bbc.com/news/technology-59262326
https://torrentfreak.com/the-nft-bay-shares-multi-terabyte-archive-of-pirated-nfts-211118/
Labels:
ข่าวต่างประเทศ,
ข่าวทั้งหมด,
จอฟฟรีย์ ฮัทลีย์,
The NFT Bay,
torrent






















