Kopiko การตลาดสร้าง Awareness ผ่านการส่งออกซีรีส์เกาหลี
สำหรับคอซีรีส์เกาหลีใน Netflix เราคงเห็นภาพ Tie-in ลูกอม Kopiko ปรากฏอยู่ในซีรีส์เรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Vincenzo, Mine หรือแม้แต่ Hometown Cha Cha Cha ที่เพิ่งจบไป
เมื่อเราเห็น Kopiko ปรากฏอยู่ในซีรีส์เกาหลีอยู่บ่อยครั้ง จนเราเริ่มคิดว่า หรือ Kopiko จะเป็นลูกอมกาแฟแบรนด์เกาหลี
แต่ความจริงไม่ใช่เลย เพราะ Kopiko คือลูกอมกาแฟจากประเทศอินโดนีเซีย ของบริษัท Mayora
บริษัท Mayora ถือเป็นยักษ์ในวงการขนมในประเทศอินโดนีเซีย มีแบรนด์ขนมที่คนไทยรู้จักดีเช่นเวเฟอร์ Beng-Beng ชอกโกแลต Choki Choki ที่ช่วงเวลาเราเด็กๆ ชอบกินมาก
แต่ทำไม บริษัทลูกอมจากอินโดนีเซีย ถึงมา Tie-in อยู่ในซีรีส์เกาหลีหละ
1.สร้าง Awareness ระดับโลกผ่านปืนนัดเดียว
ซีรีส์เกาหลี ที่โกปิโก้เลือก Tie-in เช่น Vincenzo, Mine หรือแม้แต่ Hometown Cha Cha Cha เป็นหนึ่งในซีรีส์อันดับต้นๆ ใน Netflix ที่ได้รับความนิยมในหลากหลายประเทศ
เรามองว่าการเลือกซีรีส์เกาหลีใน Netflix เป็นช่องทางในการสื่อสารแบรนด์ผ่านการ Tie-in ว่าลูกอมกาแฟโกปิโก้สามารถอมแก้ง่วงแทนกาแฟได้ เป็นหนึ่งในแนวการตลาดที่ต้องการสร้าง Awareness ไปยังกลุ่มเป้าหมายทั่วโลกเพื่อบอกว่าลูกอมกาแฟโกปิโก้คือลูกอมกาแฟที่สามารถอมแก้ง่วงได้ในเวลาพร้อมๆ กัน ผ่านการลงทุนเพียงครั้งเดียว เพราะในปัจจุบันโกปิโก้จำหน่ายอยู่ในกว่า 100 ประเทศ ส่วน Netflix ให้บริการใน 190 ประเทศ
และยังเป็นการเสริมภาพลักษณ์โกปิโก้คือลูกอมกาแฟของคนรุ่นใหม่อีกด้วย
เพราะที่ผ่านมาลูกอมโกปิโก้เป็นลูกอมที่มีอายุในตลาดมากถึง 39 ปี ทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์ในบางประเทศอาจจะดูเชย หรือดูเป็นผู้ใหญ่ไปตามกาลเวลา
การสร้าง Awareness ผ่านซีรีส์เกาหลีที่สื่อสารผ่านนักแสดงรุ่นใหม่และเนื้อหาซีรีส์ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ เป็นหนึ่งแนวทางที่ทำให้แบรนด์มีความเด็กลงอีกด้วย
2.ต้องการเจาะกลุ่มแฟนคลับ K-Pop ในอินโดนีเซีย
อ้างอิงจากข้อมูลของ Statista ที่สำรวจคนอินโดนีเซียอายุ 15-59 ปี พบว่า 49.2% ของกลุ่มตัวอย่างมองว่าซีรีส์เกาหลีเป็นซีรีส์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และ 39.2% มองว่าค่อนข้างเป็นที่นิยม โดยข้อมูลนี้สำรวจในเดือนตุลาคมปี2019
เมื่อคนอินโดนีเซียมีความนิยม K-Pop และซีรีส์เกาหลี การที่โกปิโก้ Tie-in สินค้าในซีรีส์เกาหลี นอกเหนือจากการเข้าถึงกลุ่มแฟนคลับ K-Pop แล้ว ยังสร้างพลังในการบอกต่อสินค้าโกปิโก้ที่ปรากฏอยู่ในซีรีส์ไปยังเพื่อนในโซเชียล และชวนกันโกปิโก้ทานเหมือนกับที่ Tie-in ซีรีส์ เนื่องจากมองว่าแบรนด์โกปิโก้เป็นแบรนด์ที่เข้าถึงพวกเขาผ่านซีรีส์และดาราเกาหลีที่พวกเขาชื่นชอบ
ส่วนประเทศไทยโกปิโก้เข้ามาทำตลาดในประเทศเป็นเวลายาวนานผ่านลูกอมกาแฟรสคลาสสิก ก่อนที่จะขยายตลาดไปยังรสคาปูชิโน พร้อมออกสินค้ากาแฟพร้อมดื่ม โกปิโก้ คอฟฟี่ กาแฟปรุงสำเร็จเข้ามาสร้างรายได้ให้เติบโตมากขึ้นในปัจจุบัน
.
ถ้ามองไปที่ตลาดลูกอมในประเทศไทยในปัจจุบันตลาดลูกอมมีมูลค่า11,000 ล้านบาท
ถือว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงจากลูกอมทั้งแบรนด์เก่า และแบรนด์ใหม่ในตลาดที่พัฒนาต่อยอดลูกอมรสต่างๆ ออกมาจับตลาดอยู่เสมอ
ซึ่งการแข่งขันนี้แม้โกปิโก้จะมีจุดแข็งคือลูกอมกาแฟที่อยู่ในตลาดไทยอย่างยาวนาน แต่ก็เผชิญกับความท้าทายในตลาด เพราะในตลาดลูกอมกาแฟในประเทศไทยนอกจากโกปิโก้แล้วยังมีแบรนด์ X.O. ซึ่งเป็นลูกอมกาแฟเม็ดแข็งเหมือนกับโกปิโก้ ยังมีคูก้า ลูกอมรสกาแฟสอดไส้ช็อกโกแลต, เวเธอร์ ลูกอมรสครีมกาแฟ และอื่นๆ แข่งขันในตลาดด้วย
อย่างไรก็ดีการเข้ามาทำตลาดของโกปิโก้ในประเทศไทย (และสินค้าอื่นๆ ในเครือ Mayora เป็นการทำตลาดผ่าน บริษัท อินบิสโก้ (ประเทศไทย) จำกัด
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อินบิสโก้ (ประเทศไทย) มีผลประกอบการดังนี้
2018 รายได้ 2,040.48 ล้านบาท ขาดทุน 0.98 ล้านบาท
2019 รายได้1,981.88 ล้านบาท กำไร 78.45 ล้านบาท
2020 รายได้2,229.86 ล้านบาท กำไร 102.41 ล้านบาท
ส่วน Mayora มีผลประกอบการในปีที่ผ่านมา 56,815.99 ล้านบาท (แปลงจากเงินรูเปียห์เรต 1 รูเปียห์ = 0.0023 บาท)
เป็นรายได้มากจาก
อินโดนีเซีย 33,339.96 ล้านบาท
เอเชีย 22,548.82 ล้านบาท
อื่นๆ 927.20 ล้านบาท
เมื่อพูดถึง Mayora และโกปิโก้แล้วเราขอเล่าประวัติของบริษัทสักเล็กน้อย
Mayora เป็นบริษัทที่มีจุดเริ่มต้นมาจากขนมบิสกิต โฮมเมด ของครอบครัวชาวอิหร่านที่อพยพไปยังอินโดนีเซีย เมื่อปี 1948 ก่อนที่จะตั้งชื่อบิสกิตแบรนด์ตัวเองว่า Roma ในปี 1976 และจัดตั้งเป็นบริษัท Mayora ในปี 1977
ส่วนโกปิโก้เกิดขึ้นในปี 1982 ชื่อแบรนด์โกปิโก้มาจากคำว่า Kōpiko แปลว่ากาแฟป่า ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำท้องถิ่นในฮาวาย เพื่อสื่อถึงความเป็นกาแฟที่แท้จริงที่บรรจุอยู่ในลูกอมโกปิโก้นั่นเอง



