Latest Movie :

ADDS1

ADDS2

Recent Movies

เปิดใจ "ครูเก่ง" เจ้าของจดหมายลาออกสนั่นวงการ ลั่นสุดจะทนระบบเส้นสาย


‘ให้ครูได้ทำหน้าที่ สอนนักเรียน ไม่ใช่ครูที่ทำแบบประเมิน’ 

 เปิดใจครูสาว รับราชการครูมา 8 ปีเต็ม ยอมจำใจลาออกเพราะทนเห็นระบบราชการ ‘ครู’ ที่เห็นคุณค่าการทำประเมินผลงานเลื่อนวิทยฐานะ สำคัญกว่าการสอนเด็กนักเรียน พร้อมเสนอไปยังกระทรวงศึกษาธิการแก้ไขปัญหาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาทั่วประเทศ

'อุ๊งอิ๊ง'ชี้อวกาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทย จี้รัฐหนุนงานนวัตกรรม



"แพทองธาร" มองเทคโนโลยีอวกาศไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผลักดันทุกชั้นเรียน สร้างพื้นที่เรียนรู้ เสริมแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ 

วันนี้ (12 พฤศจิกายน) แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย และ คณาพจน์ โจมฤทธิ์ ผู้อำนวยการ THINK คิด เพื่อไทย ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้และไอเดียใหม่ๆ กับกลุ่ม UNISEC ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนและผู้ที่มีความสนใจในด้านอวกาศ และกลุ่ม Space Zab ซึ่งเป็น ผู้พัฒนาหินดวงจันทร์จำลองได้เจ้าแรกเจ้าเดียวในไทย 

โดยมีการนำเสนอผลงานในงาน International Astronautical Congress 2021 ที่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในประเด็นการพัฒนาเศรษฐกิจอวกาศในภูมิภาคอาเซียนในอนาคต (Regional Collaboration Development to Build the ASEAN Space Economy) โดยกลุ่มเยาวชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงความจำเป็นและความสำคัญเกี่ยวกับความรู้ด้านอวกาศ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ประเทศไทยต้องพัฒนาและต้องได้รับการผลักดันจากทุกภาคส่วน 

แพทองธารกล่าวว่า จากการพูดคุยกับกลุ่ม UNISEC และกลุ่ม Space Zab พบว่าเยาวชนมีความสนใจด้านอวกาศจากการที่ครอบครัวทำงานในองค์ด้านการสื่อสารโทรคมนาคม ขณะที่อีกคนสนใจเพราะได้อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นซึ่งสอดแทรกเนื้อหาด้านอวกาศเอาไว้ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยขาดแคลนพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านอวกาศที่มีคุณภาพอย่างเพียงพอ จึงอยากผลักดันให้สถาบันการศึกษาทุกระดับชั้นเรียน ตั้งแต่ชั้นอนุบาล รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ สร้างพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้และพื้นที่ทดลอง รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ด้านอวกาศที่เพิ่มเนื้อหาในเชิงลึกมากขึ้น เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมการเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชนได้เข้าถึงความรู้ใหม่ๆ ด้านอวกาศและเทคโนโลยี 

รวมทั้งมีอุตสาหกรรมด้านการสร้างสรรค์เนื้อหาที่ส่งเสริมแรงบันดาลใจในลักษณะเดียวกันนี้เพิ่มขึ้น เรื่องของอวกาศไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีทางอวกาศสามารถนำกลับมาใช้ในชีวิตประจำวันและช่วยแก้ปัญหาการดำเนินชีวิตของมนุษย์ได้ เช่น การสร้างระบบการประเมินสถานการณ์น้ำท่วม หรือการตรวจจับไฟไหม้ป่า ที่จะเป็นการสร้างระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติ (Risk/Disaster Management) ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เทคโนโลยีด้านอวกาศจะทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยพัฒนาสังคมและประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้าอีกด้วย 

“ดิฉันอยากเห็นเด็ก เยาวชน และคนไทยเติบโตไปสร้างนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อสังคมมนุษย์ ต่อโลกใบนี้ อยากเห็นประเทศไทยมีหน่วยงานและองค์กรด้านอวกาศของตัวเอง เพื่อให้เด็กไทยได้ใช้ความสามารถของตัวเองพัฒนาประเทศ เติบโตไปเป็นพลเมืองโลก (Global Citizen)” แพทองธารกล่าว 

อ่านข่าวอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://thestandard.com

ประเทศไทย ติด TOP 10 ประเทศที่มีจำนวนมหาเศรษฐีมากที่สุดในโลก และ TOP 3 ในเอเชีย



ประเทศไทย ติด TOP 10 ประเทศที่มีจำนวนมหาเศรษฐีมากที่สุดในโลก และ TOP 3 ในเอเชีย 

จากรายงาน Hurun Global Rich List 2021 ซึ่งได้จัดอันดับมหาเศรษฐีระดับ Billionaires ของโลก รวมถึงประเทศและเมืองที่มีจำนวน Billionaires มากที่สุดในโลก ทั้งนี้ Billionaires หมายถึง บุคคลที่มีทรัพย์สินมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 32,800 ล้านบาท 

โดยในรายงานเผยว่า ทั่วโลกมีจำนวน Billionaires อยู่ทั้งหมด 3,228 คน ใน 68 ประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 15 มกราคม 2021) และคนที่ร่ำรวยสุดในโลก ก็ได้แก่ อีลอน มัสก์, เจฟฟ์ เบโซส, เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ และบิลล์ เกตส์ ตามลำดับ อย่างที่เราทราบกันดี แต่ถ้าเจาะข้อมูลในส่วนของรายประเทศ จะพบว่าประเทศที่มีจำนวน Billionaires มากที่สุดในโลก ได้แก่ 
 1) จีนแผ่นดินใหญ่ มีจำนวน 1,058 คน 
 2) สหรัฐฯ มีจำนวน 696 คน 
 3) อินเดีย มีจำนวน 177 คน 
 4) เยอรมนี มีจำนวน 141 คน 
 5) สหราชอาณาจักร มีจำนวน 134 คน 
 6) สวิตเซอร์แลนด์ มีจำนวน 100 คน 
 7) รัสเซีย มีจำนวน 85 คน 
 8) ฝรั่งเศส มีจำนวน 68 คน 
 9) บราซิล มีจำนวน 59 คน 
 10) ไทย มีจำนวน 52 คน ส่วนประเทศอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น มีจำนวน Billionaires อยู่ 44 คน (อันดับ 12 ของโลก) สิงคโปร์ มีจำนวน Billionaires อยู่ 35 คน (อันดับ 15 ของโลก) อินโดนีเซีย มีจำนวน Billionaires อยู่ 32 คน (อันดับ 16 ของโลก) เกาหลีใต้ มีจำนวน Billionaires อยู่ 32 คน (อันดับ 16 ของโลก) และถ้าจัดอันดับเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชีย จะพบว่าประเทศที่มีจำนวน Billionaires มากที่สุด ได้แก่ 
1) จีนแผ่นดินใหญ่ มีจำนวน 1,058 คน 
2) อินเดีย มีจำนวน 177 คน 
3) ไทย มีจำนวน 52 คน 
4) ญี่ปุ่น มีจำนวน 44 คน 
5) สิงคโปร์ มีจำนวน 35 คน 
จะเห็นว่า ประเทศไทยติดอันดับ 10 ของโลก และ อันดับที่ 3 ในเอเชีย ในแง่ของจำนวน Billionaires นอกจากนี้ ในรายงานยังมีการจัดอันดับเมืองที่มีจำนวน Billionaires มากที่สุดในโลกอีกด้วย ซึ่งได้แก่ 
1) ปักกิ่ง มีจำนวน 145 คน 
2) เซี่ยงไฮ้ มีจำนวน 113 คน 
3) นิวยอร์ก มีจำนวน 112 คน 
4) เซินเจิ้น มีจำนวน 105 คน 
5) ลอนดอน มีจำนวน 82 คน ส่วน กรุงเทพฯ ติดอันดับที่ 12 ของโลก ด้วยจำนวน Billionaires กว่า 51 คน..

 #มหาเศรษฐี 
 #Billionaires 
 ------------------------------ 
 อ้างอิง : -https://www.hurun.net/en-US/Info/Detail?num=LWAS8B997XUP

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อานนท์ ไมค์ และรุ้ง กระทำการล้มล้างการปกครองฯ สั่งห้ามการกระทำขององค์กรเครือข่ายในอนาคตด้วย



ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อานนท์ ไมค์ และรุ้ง กระทำการล้มล้างการปกครองฯ สั่งห้ามการกระทำขององค์กรเครือข่ายในอนาคตด้วย

วันทื่ 10 พ.ย. 64 เวลา 15.05 น. ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย กรณีแกนนำคณะราษฎร นายอานนท์ นำภา, นายภานุพงศ์ จาดนอก และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ปราศรัยเสนอข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อ 10 ส.ค. 63 เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่ โดย น.ส.ปนัสยา เดินทางไปฟังคำวินิจฉัย ส่วนอีก 2 รายที่อยู่ในเรือนจำจากคดีอื่นส่งทนายมาฟังแทน

ทั้งนี้ก่อนอ่านคำวินิจฉัย นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของนายอานนท์ โต้แย้งเรื่องไม่มีโอกาสได้เข้าสู่กระบวนการไต่ส่วน ถ้ายังเดินหน้าอ่านคำวินิจฉัย ตนต้องขอออกจากห้องตามที่นายอานนท์ มอบหมายมาเพราะไม่เห็นด้วยกับวิธีการ แต่ถ้าศาลฯ ให้โอกาสไต่สวนจะขอเบิกตัว นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ "ส.ศิวลักษณ์" มาเป็นพยานให้ด้วย โดยนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ผู้รับมอบฉันทะจาก นายภานุพงศ์ ได้ยืนยันลักษณะเดียวกัน

ขณะที่ น.ส.ปนัสยา ขอแถลงว่า ได้เคยขอให้มีการไต่สวนแล้ว เพราะมองว่าการได้มาซึ่งความยุติธรรมอย่างน้อยศาลฯ ต้องได้รับฟังครบถ้วน ถ้าศาลไม่อนุญาตให้ไต่สวน แต่ให้รับฟังคำวินิจฉัยเลยโดยตนไม่ได้มีโอกาสแถลงความจริงให้รับทราบ ตนจะขออกจากห้องเช่นกัน

ด้านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่า ไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริงทุกอย่างจากหลายฝ่ายจนครบถ้วน จึงสั่งงดการไต่สวน ซึ่งผู้ถูกร้องมีสิทธิ์โต้แย้งเป็นเอกสาร ได้ให้ความยุติธรรมจนครบถ้วนแล้วตามการพิจารณาด้วยระบบไต่สวน การที่ตัวแทนหรือผู้ถูกร้องจะไม่ฟังเป็นสิทธิ์ เรื่องนี้ศาลพิจารณาอย่างรอบคอบมาเป็นปี ไม่ใช่รับคำร้องมาแล้วรีบตัดสิน จากนั้น น.ส.ปนัสยา และทนายความได้ออกจากห้อง

ต่อมา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 คน อ่านคำวินิจฉัยใช้เวลารวมประมาณ 35 นาที มีใจความสำคัญว่า ผู้ถูกร้องปราศรัยในที่สาธารณะหลายครั้งต่อเนื่อง ตั้งแต่ 3 ส.ค. 63 จนมาถึงการปราศรัยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 10 ส.ค. 63 ซึ่งมีการอภิปรายให้มีการเปลี่ยนแปลงสถาบันพระมหากษัตริย์ 10 ข้อ

ศาลฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเกินควร โดยไม่รับฟังความเห็นของผู้อื่น จนล่วงละเมิดสิทธิของคนอื่น ยุยงปลุกปั่นด้วยข้อเท็จจริงที่บิดเบือนจากความเป็นจริง

การกระทำผู้ถูกร้องทั้ง 3 มีการจัดตั้งกลุ่มองค์กรเครือข่ายใช้ความรุนแรงต่อเนื่อง บางเหตุการณ์มีส่วนในการจุดประกายในการอภิปราย ปลุกเร้าให้เกิดความรุนแรงในบ้านเมือง ทำให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ อันเป็นการทำลายหลักความเสมอภาคและภราดรภาพ ผลการกระทำนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยในที่สุด

นอกจากนี้การชุมนุมหลายครั้งมีการทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ มีการลบสีน้ำเงินจากธงชาติ ส่วนข้อเรียร้อง 10 ข้อ เช่น การยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา 6, การยกเลิกการให้ประชาชนบริจาคโดยพระราชกุศล, การยกเลิกพระราชอำนาจในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ เป็นข้อเรียกร้องที่ทำให้สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เป็นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของชาติไทยที่ยึดถือปฏิบัติกันตลอดมา

การกระทำแสดงให้เห็นมูลเหตุจูงใจว่าการใช้สิทธิและเสรีภาพ มีเจตนาซ่อนเร้นเพื่อล้มล้างฯ ไม่ใช่เป็นการปฏิรูป เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยไม่สุจริต ละเมิดกฎหมาย มีมูลเหตุจงใจเพื่อล้มล้างฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรค 1 แม้เหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว แต่หากยังให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 คนและองค์กรเครือข่ายทำต่อไป ย่อมไม่ไกลเกินเหตุการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ด้วยเหตุข้างต้น จึงวินิจฉัยว่า การรกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 3 เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรค 1 และสั่งการให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 คนรวมทั้งกลุ่มองค์กรเครือข่ายเลิกกระทำการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย

โอ๊ค แนะ พวกลุงๆ ถ้าทำไม่ไหวก็ปล่อยวาง คืนอำนาจให้ปชช.เลือกคนเก่งๆมาทำงานเถอะ


'โอ๊ค-พานทองแท้' แนะถ้าลุง ๆ ทำไม่ไหวก็ปล่อยวาง คืนอำนาจให้ประชาชนเลือกคนเก่งมาทำงาน

นายพานทองแท้ ชินวัตร สมาชิกพรรคเพื่อไทย บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เขียนข้อความทางทวิตเตอร์ แสดงความเห็นกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเรื่องน้ำเจ้าพระยาล้น เอ่อท่วมบ้านเรือนริมฝั่งจำนวนมาก

โดยระบุว่า ” คือถ้าพวกลุงๆ “ทำไม่ได้ ทำไม่ไหว ทำไม่เป็น” ลุงก็ปล่อยวางอำนาจ กลับบ้านไปเลี้ยงหลานกันได้แล้ว แค่ให้นายกฯลาออก หรือยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน เขาจะได้เลือกคนเก่งๆ คนดีๆ ที่มีความรู้ เข้ามาพัฒนาประเทศกันซะที มัวแต่ถามวน Loop อยู่แบบนี้ ผ่านมา 7-8 ปี ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย #ผนงรจตกม

source :: https://www.matichon.co.th/politics/news_3033299 
 #พรรคเพื่อไทย #น้ําท่วม

'เคมีสวนสุนันทา' สร้างนวัตกรรมกระดาษมะพร้าวต่อยอดผลงานสิทธิบัตร

เคมีสวนสุนันทาไอเดียกรีนทำ ภาชนะรักษ์โลกจากเปลือกมะพร้าวเหลือทิ้ง COCONUT BIOWARE ต่อยอดงานวิจัย "กระดาษเปลือกมะพร้าวผสมสา" ลดขยะเกษตรกรรม ลดขยะพลาสติก สร้างรายได้ให้ชาวสวน

เปลือก หรือกากมะพร้าวนั้นเป็นขยะเหลือทิ้ง โดยมีการใช้ประโยชน์จากหลายส่วนของมะพร้าว อาทิเช่น เนื้อมะพร้าว กะทิ น้ํามะพร้าว กะลามะพร้าว กากมะพร้าวจะเป็นส่วนที่ เกษตรกรถือว่าไม่มีประโยชน์และบ้างถูกนําไปเผาทิ้ง ซึ่งวิธีดังกล่าวไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“COCONUT BIOWARE" เป็นบรรจุภัณฑ์นวัตกรรมใหม่รักษ์โลกที่ทีมวิจัยโดยอาจารย์และนักศึกษาสาขาวิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกันทำการวิจัยและพัฒนาขึ้น

จากการนำวัตถุดิบเปลือกมะพร้าวที่เหลือทิ้งของชุมชนบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ในการผลิตน้ำมะพร้าวและกะทิที่มีปริมาณจำนวนมากตลอดทั้งปี ผ่านกระบวนการผลิตเป็นกระดาษมะพร้าว นำมาขึ้นรูปเป็นภาชนะและบรรจุภัณฑ์

ซึ่งผลงานดังกล่าวนี้เป็นการต่อยอดนวัตกรรมสีเขียวจากงานวิจัย "กระดาษเปลือกมะพร้าวผสมสา” ที่ได้รับการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร และได้รับการต่อยอดเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อาจารย์จิตรลดา ชูมี อาจารย์สาขาวิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดเผยว่า “COCONUT BIOWARE นับเป็นนวัตกรรมที่เพิ่มมูลค่าขยะทางการเกษตร ยังเป็นการสร้างงาน สร้างรายได้แก่ชุมชนและช่วยลดขยะประเภทกล่องโฟม ถุงและภาชนะพลาสติกอีกหลายชนิด เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงลดภาวะโลกร้อนได้

อีกทั้ง ยังสามารถควบคุมความสะอาดในกระบวนการผลิตให้ปลอดจากจุลินทรีย์ก่อโรคได้ และใช้กระบวนการขึ้นรูปภาชนะที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สามารถต่อยอดในระดับอุตสาหกรรมได้ทันที

ทั้งนี้ ผลงานดังกล่าวได้รับความสนใจจากภาคเอกชนให้พัฒนานวัตกรรมเป็นบรรจุภัณฑ์ภาชนะบนโต๊ะอาหารจากกระดาษมะพร้าวที่ใช้ได้จริง โดยทดลองขึ้นรูปกับเครื่องเป็นภาชนะ ต้องอาศัยแรงอัด ความร้อน และส่วนผสมพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ ต่อยอดเป็นนวัตกรรมภาชนะรักษ์โลกได้สำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง"

“สำหรับภาชนะจากวัสดุธรรมชาติกำลังเป็นที่ต้องการทั่วโลก ความต้องการของตลาดภาชนะที่ย่อยสลายได้ง่ายกำลังเป็นที่จับตามอง และเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศและตลาดส่งออก ปัจจุบันมีการวิจัยพัฒนานวัตกรรมภาชนะจากวัสดุชีวภาพ ได้แก่ การนำใบไม้ เช่น ใบสัก ใบบัว กาบหมาก กาบกล้วย เป็นต้น มาขึ้นรูปเป็นภาชนะ พบว่าสามารถขึ้นรูปได้แต่มีข้อเสียคือ ไม่สามารถควบคุมคุณภาพและปริมาณของวัตถุดิบให้สม่ำเสมอได้ รวมถึงมีข้อจำกัดอื่นๆ” อาจารย์จิตรลดา กล่าว

“ผลิตภัณฑ์จากกระดาษเปลือกมะพร้าว เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในช่องทางตลาดใหม่ๆ เปิดกว้างให้ชุมชนมีความหวัง ผลจากการทำงานที่ได้ใช้ความรู้จากการเรียนมาสร้างประโยชน์ต่อผู้อื่นได้จริง ทำให้นักศึกษาเปลี่ยนทัศนคติต่อจิตอาสา เห็นคุณค่าของการอุทิศตนเพื่อผู้อื่น สิ่งที่กำลังเปิดโลกของนักศึกษาที่เคยจมอยู่กับตำราเรียน ได้ทดสอบความรู้ที่เรียนมาด้วยการลงมือปฏิบัติ จนเกิดทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต เกิดความเชื่อมั่น และภาคภูมิใจในวิชาชีพของตนเอง” อาจารย์จิตรลดา กล่าวในที่สุด

อรวรรณ สุขมา : รายงาน

ที่มา

https://www.facebook.com/286470098892751/posts/449522162587543?sfns=mo
https://www.facebook.com/141184163026330/posts/731632967314777?sfns=mo
https://ssru.ac.th/news-detail.php?id=127&fbclid=IwAR3cOtxCD8wELF_QUcUQBrlqQb-tkkFdLpGyrCibk8nxf2zHC6W1wzCsr8Q
https://sci.ssru.ac.th/news/view/2011256204 
ร่มธรรม ขำนุรักษ์ (หวาย) #ขอบคุณที่มา

ยังกับทอง! ค่าย EVGA เผยการ์ดจอ RTX 30 โดนขโมยระหว่างขนส่ง


ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อเมื่อล่าสุดทาง EVGA ประกาศผ่านทางกระทู้ของตัวเองว่ารถขนส่งการ์ดจอ NVIDIA GeForce RTX ซีรีส์ 30 รุ่นใหม่ล่าสุดจำนวนมากถูกขโมยไปที่อเมริกา โดยเส้นทางของรถขนส่งคันดังกล่าวจาก San Francisco ไปยังศูนย์กระจายสินค้า EVGA Southern California distribution center แต่ก็หายไปในระหว่างทาง ไม่ได้ไปถึงที่หมายตามที่ควรจะเป็น 

ทาง EVGA ไม่ได้บอกจำนวนการ์ดทั้งหมดที่อยู่ภายในรถขนส่งคันดังกล่าวว่ามีจำนวนกี่ใบ แต่ก็คงพอจะคาดเดาได้ว่าเป็นมูลค่ามหาศาลอย่างแน่นอน ด้วยราคาค่าตัวในปัจจุบันที่ขึ้นแพงซะเหลือเกิน แล้วไหนจะยังความต้องการสูงมากอีก 

และการซื้อขายสินค้าที่ถูกขโมยมาเหล่านี้ ก็ถือว่ามีความผิดทางกฎหมายด้วย งานนี้เปรียบเทียบกับบ้านเรา ก็อาจเข้าข่ายรับซื้อของโจรนั่นเอง ซึ่งข้อมูลหมายเลข Serial Number ที่อยู่บนตัวการ์ดและกล่อง ก็น่าจะช่วยให้การดูของโจรทำได้ง่ายขึ้น 

เครดิต t.ly/sLqD

รู้จัก Notpla “พลาสติกกินได้” ใช้ใส่เครื่องปรุงรส ลดขยะบนโลก


 รู้จัก Notpla “พลาสติกกินได้” ใช้ใส่เครื่องปรุงรส ลดขยะบนโลก 

1) ซองพลาสติกหยุ่นๆ นี้ที่จริงแล้วไม่ได้ทำจากพลาสติก แต่เป็นวัสดุไบโอย่อยสลายได้ตามธรรมชาติที่ทำมาจากสาหร่ายทะเล ที่สำคัญสามารถ “กินได้” ทั้งชิ้น 
2) ตัวมันเป็นบรรจุภัณฑ์ทดแทนพลาสติก ไม่มีสี นอกจากกำจัดด้วยการรับประทานแล้ว ยังสามารถฝังดินเพื่อย่อยสลายได้ภายใน 4-6 สัปดาห์ ทำให้เป็นวัสดุเพื่อความยั่งยืน ลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งบนโลก 
3) จุดประสงค์หลักของการออกแบบวัสดุนี้ ต้องการนำมาใช้แทนซองพลาสติกใส่เครื่องปรุงรส (นึกภาพการโยนซองใส่เครื่องปรุงของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลงหม้อไปได้เลย) หรือประยุกต์ใช้ใส่ครีมทาตัว โลชั่น ยาสีฟัน เป็นซองเล็กๆ จนถึงการใช้เป็นฟิล์มแรปปิดหน้ากล่องใส่อาหารแบบ take away 
4) บริษัทสตาร์ทอัพ Notpla นี้ยังเป็นเบื้องหลังก้อนเครื่องดื่มเกลือแร่แบบกินได้ทั้งก้อน “Ooho” ที่ทดลองแจกในงานลอนดอน มาราธอน 2019 เป็นแนวทางลดขยะแก้วพลาสติกที่มักจะเกลื่อนงานวิ่งทุกงาน 
5) การเลือกสาหร่ายทะเลเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการพัฒนาวัสดุนี้ ทาง Notpla บอกว่าเป็นเพราะสาหร่ายเป็นสิ่งมีชีวิตในทะเล ทำให้ไม่ต้องไปแย่งพื้นที่ปลูกพืชและอาหารบนบกเพิ่ม 
6) ชื่อเดิมของบริษัทนี้คือ Skipping Rock Lab ก่อตั้งเมื่อปี 2014 ก่อนจะรีแบรนด์เป็น “Notpla” ซึ่งย่อมาจากคำว่า Not Plastic ทำให้สื่อสารถึงสิ่งที่บริษัทพัฒนาได้ดีขึ้น 

 #พลาสติกกินได้ #ความยั่งยืน #สิ่งแวดล้อม #บรรจุภัณฑ์ 
 ที่มา Dezeen

‘รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ยังคงฝันหวานว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะขยายตัวได้ถึง 6%


‘รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ยังคงฝันหวานว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะขยายตัวได้ถึง 6% ในขณะที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงคือ พี่น้องประชาชนกำลังเดือดร้อนอย่างหนักจากสารพัดวิกฤตที่รัฐบาลไม่สามารถบริหารจัดการได้ ‘เอกชัย ทรงอำนาจเจริญ’ ส.ส. อุบลราชธานีและคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ชี้ว่า รัฐบาลพยายามขายฝันเกินจริง

ธนาคารโลกยังคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2565 อย่างเก่งก็จะขยายได้แค่ 3.6 % เท่านั้น ซึ่งยังไม่เท่ากับเศรษฐกิจไทยที่ตกหนักในปี 2563 ถึง -6.1% สื่อต่างประเทศอย่างสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ก็วิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอันดับท้ายๆ ของอาเซียน หรือแม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยเองยังคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2565 ขยายได้เพียง 3.9% เท่านั้น

รัฐบาลและรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจน่าจะทราบดีว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยต้องขาดดุลมากขึ้น และจะสร้างผลกระทบต่อประชาชนมากขึ้น แต่รัฐบาลกลับยังไม่ยอมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 5 บาทตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยเสนอไปก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจเป็นเพราะปัญหาการขาดดุลงบประมาณอย่างมากเนื่องจากจากการแจกสะเปะสะปะ และการลดราคาน้ำมันจะสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมากกว่า เพราะเป็นการลดต้นทุนการผลิต ลดต้นทุนค่าขนส่ง ลดต้นทุนค่าเดินทางและลดค่าครองชีพของประชาชน

พลเอกประยุทธ์ ขาดวิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ผักชีราคาแพงก็ทำได้แค่ให้ทหารไปปลูกผักชี ก่อนหน้านี้ก็เสนอให้ปลูกหม่ามุ่ยแทนข้าว น้ำท่วมให้เลี้ยงปลา หรือแก้ปัญหายางพาราด้วยการแนะให้นำไปขายยังดาวอังคาร ซึ่งพูดได้ว่าความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างแสนสาหัสในวันนี้เป็นผลมาจากผู้นำที่ไร้ความสามารถ โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร ชาวนาที่ต้องประสบปัญหาข้าวราคาตกต่ำ โรงสีหลายแห่งไม่ยอมรับซื้อข้าวเปลือกเพราะขาดสภาพคล่อง แต่รัฐบาลกลับไม่สนใจ ท่องได้แต่เพียงว่าทำดีแล้ว

เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะชะงักงัน (Stagflation) ที่การเจริญเติบโตต่ำ เงินเฟ้อสูงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น คนตกงานจำนวนมาก ประชาชนลำบากกันอย่างมาก ข้าวเปลือกราคาถูก น้ำมันราคาแพง ปุ๋ยราคาแพง รายได้ตกต่ำแต่ค่าใช้จ่ายกลับพุ่งสูง รัฐบาลกลับไม่มีแนวทางแก้ไข สะท้อนความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลอย่างรุนแรง

ปัญหาเรื่อง Paypal นี่เรื่องใหญ่ เพราะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบนี่ คือ content creator


ปัญหาเรื่อง Paypal นี่เรื่องใหญ่นะ เพราะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบนี่ คือ content creator ไม่ว่าจะนักวาด คนที่ทำงานด้านกราฟฟิค ที่รับคอมมิชชั่นจาก ตปท เป็นรายได้อีกช่องทาง 

แล้วพอมีประกาศล่าสุดของ PP ออกมา กลายเป็นว่า คนที่จะรับโอนเงินจาก ตปท ได้ แค่มีบัญชีทั่วไป บัญชีธุรกิจ ก็ไม่เพียงพอละ ต้องเป็นบัญชีธุรกิจที่มีการยืนยันตัวตนแบบ KYB know your bussiness เท่านั้น 

เท่าที่เช็คข้อมูลมา KYB คือขั้นตอนการยืนยันตัวตนของผู้ประกอบการ เพื่อป้องกันการใช้ PP เป็นช่องทางฟอกเงิน ก็ประมาณว่า ต้องเป็นบริษัทที่มีการจดแจ้ง มีสถานที่ตั้งประกอบการชัดเจน 

ซึ่งอันนี้คือปัญหาใหญ่ เพราะคนที่ทำงานด้านนี้ส่วนมากเวลารับจ้างจาก ตปท เป็นคอมมิชชั่น เขารับแบบ freelance ไม่ได้จดทะเบียนในรูปบริษัท พอได้รายได้มาก็ค่อยไปรวมๆใน ภงด ตอนยื่นภาษีเอา 

แต่พอออกกฏใหม่นี่มา จะกลายเป็นว่า เขาต้องไปจดทะเบียนบริษัทกันก่อนถึงจะรับจ้างจาก ตปท ได้ ซึ่งถ้าเป็นรายใหญ่ที่มีคนจ้างประจำตลอด อาจจะยังพอทำได้ แต่ถ้าเป็นรายย่อยที่มีคอมมิชชั่นมาไม่สม่ำเสมอ ไม่ได้มีรายได้คงที่ทุกเดือน แบบนี้จะทำยังไง 

จะจดทะเบียนบริษัทมาเพื่อการณ์นี้ ก็ต้องดูว่ามันคุ้มมั้ย เพราะการจดทะเบียนบริษัท มันไม่ใช่แค่จดทะเบียนแล้วจบ แต่ยังมีภาระหน้าที่ตามมาหลังจดทะเบียนอีกมากมาย หลักๆก็การทำงบการเงิน ใบกำกับภาษี ต่างๆนานา ดังนั้นถ้าเป็นรายย่อยที่ทำตรงนี้ไม่ไหว ก็จะกลายเป็นว่า เขาหมดช่องทางรับรายได้จาก ตปท ไปเลย ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีแน่ 

เพราะผลจากเรื่องนี้จะทำให้กลุ่ม content creator ในบ้านเรา เฉาตายกันหมด เพราะขาดช่องทางสร้างรายได้ ซึ่งนี่จะกระทบไปไกลมาก เพราะกลุ่มนี้คือคนผลิตสื่อที่เราเรียกว่า softpower ซึ่งสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้มากมาย และเผยแพร่วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนไทยไปขาย ตปท เป็นสินค้าส่งออกได้ ก็แนวๆที่ squidgame หรือ sweet home เป็น softpower ของเกาหลีใต้ ที่ส่งออกไปกอบโกยรายได้เข้าประเทศเป็นกอบเป็นกำนั่นล่ะครับ 

ดังนั้นเรื่องนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรเข้ามาหาทางแก้ไขปัญหาให้อาชีพนี้ด่วนๆ เพราะถ้าปล่อยให้พวกเขาเฉาตายนี่ กระทบหมดแน่นอน ถ้าเป็นเรื่องการเก็บภาษีจากรายได้ ตปท อันนี้ไม่น่ามีปัญหา ขอแค่ความสะดวกในการรับรายได้จากต่างประเทศครับ

แม่ดาวติ๊กต๊อกร่ำไห้ ไหว้ขอโทษแทนลูกสาววัย 17ปี ปมด่าคนอีสานในคลับเฮาส์ วอนสังคมให้อภัย



แม่ดาวติ๊กต๊อกร่ำไห้ ไหว้ขอโทษแทนลูกสาววัย 17ปี ปมด่าคนอีสานในคลับเฮาส์ วอนสังคมให้อภัย 

จากกรณีที่คนกลุ่มหนึ่งตั้งห้องในคลับเฮาส์ แล้วพูดคุยเหยียดคนอีสาน จนเกิดประเด็นดราม่า พร้อมติดแฮชแท็ก #คลับเฮาส์toxic และมีการพูดถึงเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยหนึ่งในกลุ่มคนคลับเฮาส์มีหญิงสาววัย 17 ปี ดาวติ๊กต็อก ซึ่งเป็นคนอุดรฯก็ด่าคนอีสานด้วย 

ล่าสุดวันที่ 6 พ.ย. 64 ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี ยายปิ๊ก (นามสมมติ) อายุ 67 ปี ยายของดาวติ๊กต็อก เปิดเผยว่า เพิ่งรู้ว่าเมื่อเช้านี้จากแม่เขาเล่าให้ฟัง เสียใจมาก หลานไม่น่าไปด่าคนอีสานแบบนั้นเลย ทั้งๆ ที่ตัวเขาและพวกเราก็เป็นอีสาน เมื่อเช้าแม่เขาก็ร้องไห้เสียใจหนักและแม่เขาก็เพิ่งผ่าตัดสมอง ยายก็ขอโทษแทนหลานด้วยเขาอาจจะทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ 

ด้าน นายป๊อก (นามสมมติ) อายุ 19 ปี พี่ชาย กล่าวว่า น้องสาวอายุ 17 ปี เดินทางไปเรียนที่พัทยาหลายปีแล้วหลังจากแม่ตกงานก็กลับมาทำงานโรงเชือดไก่ที่ จ.อุดรธานี แต่น้องสาวยังเรียนที่นั่นอยู่ ตนรู้ข่าวว่าน้องด่าคนอีสานในคลับเฮาส์แรงมาก จากนั้นตนก็รีบทักไปพูดคุยกับน้องให้ออกมาขอโทษคนอีสาน เพราะตัวน้องเองก็เป็นอีสาน 

เบื้องต้นได้คุยกับน้องก็บอกว่าจะออกมาขอโทษตอนนี้ตกใจอยู่ ส่วนตัวก็อยากจะขอโทษแทนน้องด้วย ส่วนสาเหตุที่น้องด่า น้องบอกว่า มีคนมาด่าก่อนแต่น้องคิดผิดที่ไปเหมาด่ารวมคนอีสาน สังคมไม่ต้องให้อภัยก็ได้ แต่ไม่อยากให้ลามปามถึงครอบครัวพ่อแม่ เพราะไม่อยากให้ครอบครัวคิดมาก ตอนนี้ครอบครัวเราคือแม่ยายตาเครียดหนัก เมื่อวานแม่ก็ร้องไห้ทั้งวัน ครอบครัวตนเองมีแต่คนป่วย ตาก็ป่วยโรคเส้นเลือดสมองตีบ ยายก็ป่วยเดินลำบาก ตนก็พิการตั้งแต่เกิด ส่วนพ่อเสียชีวิตอุบัติเหตุด้วยรถยนต์เมื่อเดือน ส.ค.ที่แล้ว ส่วนแม่ก็เพิ่งผ่าตัดสมองมา 

ส่วน น.ส.นิค (นามสมมติ) อายุ 37 ปี ผู้เป็นแม่ กล่าวว่า รู้ข่าวว่าลูกไปด่าคนอีสานประมาณ 1 ทุ่มเมื่อวาน ลูกสาวคนนี้ลูกสาวคนเล็ก ไปเรียนอยู่พัทยา พอแม่กลับมาที่บ้านเกิดที่อุดรเขาไม่ได้กลับมาด้วย เขาเป็นคนมีความคิดของตัวเอง หลังรู้ข่าวแม่เสียใจเมื่อคืนนอนไม่หลับทั้งคืน แม่ขอโทษสังคมด้วย ลูกทำอะไรไม่รู้จักคิด แม่เสียใจมากอาจจะเป็นเพราะตนเลี้ยงลูกมาไม่ดี แต่ไม่เคยสอนให้ลูกแบบนั้นอยากจะวอนสังคมให้อภัย ขอโทษแทนลูกที่พูดไปแบบนั้น 

ขณะที่ชาวบ้านหลายคน มองเรื่องกลุ่มคนด่าคนอีสาน โดยบอกว่า รู้สึกไม่พอใจ คนอีสานเป็นคนใจดี จริงใจ มีมิตรที่ดีต่อคนทุกภาคตัวน้องเขาก็เป็นคนอีสานไม่น่าจะดูถูกกันเลย เห็นใครก็เรียกกินข้าวด้วย เป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี แบ่งปันกัน รักกันไม่ใจดำด้วย ก็อยากให้น้องเขาออกมาขอโทษหากทำผิดอะไรไปแล้ว อาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ได้คนอีสานเป็นคนให้อภัย

Airbus ทดลองใช้ น้ำมันทอดอาหาร และกากไขมันเหลือทิ้ง เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน


รายงานข่าวแจ้งว่า Airbus, Dassault Aviation, ศูนย์ศึกษา และวิจัยการบิน และอวกาศแห่งชาติฝรั่งเศส, กระทรวงคมนาคมของฝรั่งเศส และ Safran ร่วมกันเปิดตัวการศึกษาการบินที่ใช้เชื้อเพลิงสำหรับการบินที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) แบบไม่ผสมเชื้อเพลิงอื่น ๆ เพื่อขับเคลื่อนเป็นครั้งแรก 

สำหรับการทดสอบเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2021 ที่ประเทศฝรั่งเศส ใช้เครื่องบินของ Airbus รุ่น AE319Neo ที่ตั้งเครื่องยนต์ CFM LEAP-1A จำนวนหนึ่งเครื่องบินขึ้นจริง โดยเชื้อเพลิง SAF แบบไม่ผสมกับปิโตรเลียม เกิดขึ้นจากการนำน้ำมันสำหรับประกอบอาหารที่ใช้แล้ว กับกากไขมันเหลือทิ้งชนิดอื่น ๆ มาเข้ากระบวนการพิเศษ 

กระบวนการดังกล่าวมีชื่อว่า Hydroprocessed Esters and Fatty Acids (HEFA) และเชื้อเพลิงดังกล่าวจะถูกนำไปทดลองกับเครื่องยนต์อาราโน ของ Safran Helicopter Engine ที่นำไปติดตั้งกับเฮลิคอปเตอร์ของ Airbus รุ่น H160 เช่นกัน 

จุดมุ่งหมายสูงสุดของการศึกษานี้คือการส่งเสริมให้เกิดการใช้เชื้อเพลิง SAF ชนิด 100% ในวงกว้างของอุตสาหกรรม ตลอดจนการรับรองให้ใช้เชื้อเพลิง SAF ชนิด 100% ได้กับเครื่องบินพาณิชย์แบบทางเดินเดี่ยวรวมถึงเครื่องบินเจ็ตธุรกิจรุ่นใหม่

"กรรชัย" ท้าออกรายการ! ปม #คลับเฮ้าส์toxic ด่าคนอีสาน ลั่นอย่าอย่าปากเก่ง



"กรรชัย" ท้าออกรายการ! ปม #คลับเฮ้าส์toxic ด่าคนอีสาน ลั่นอย่าอย่าปากเก่ง 

 5 พฤศจิกายน 2564 : สืบเนื่องจากแฮชแท็กสุดร้อน และขึ้นอันดับ 1 ในทวิตเตอร์ขณะนี้กับเรื่องราวที่เมื่อคืนนี้ มีคนกลุ่มหนึ่ง ที่ตั้งห้องใน "ClubHouse" แล้วพูดคุย เหยียดคนอีสาน จนเกิดประเด็นดราม่าในโลกโซเชียล และมีการพูดถึงรายการของหนุ่ม กรรชัยด้วยนั้น

ล่าสุด หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ได้พูดท้ายรายการ "โหนกระแส" ระบุว่า "รออยู่นะครับ อย่าปากเก่ง มาเลย ผมรออยู่ จะได้มาชี้แจงว่า คุณไปด่าคนอีสานทำไม คุณโตมาแบบไหน ผมก็อยากรู้"

ขณะที่ในโลกโซเชียลเองอย่างทวิตเตอร์ ซึ่งมีการพูดถึงเรื่องนี้อย่างมาก และมีหลายคนที่เป็นชาวอีสาน แสดงความไม่พอใจอย่างมาก ที่โดนดูถูกขนาดนี้

#คลับเฮาส์ #เหยียดคนอีสาน #คนอีสาน #กรรชัยกำเนิดพลอย

มีชัยไปกว่าครึ่ง! สาวสมัคร อบต. ขึ้นป้ายแนะนำตัว วางตำแหน่งชื่อผิด ชีวิตเปลี่ยน


วันนี้ (5 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านโรงบ่ม หมู่ 11 ต.วังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ได้มีป้ายหาเสียงและแนะนำตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลวังทองรายหนึ่งที่ต้องสะดุดตากับผู้ที่ขับรถสัญจรไปมา นั้นก็คือป้ายแนะนำตัวของของ นางวาริน หอมสุด ชื่อเล่น จิ๋ม เป็นผู้สมัครหมายเลข 3 ซึ่งก็ได้ติดตั้งป้ายแนะนำตัวเอาไว้ในหมู่บ้าน รวม 6 ป้าย เหมือนผู้สมัครรายอื่น

โดยป้ายหาเสียงของผู้สมัครรายนี้ไม่เหมือนคนอื่นจนมีผู้ถ่ายภาพลงสื่อโซเซียล เนื่องจากวางตำแหน่งของชื่อจริง 1 บรรทัด ชื่อเล่น อีกหนึ่งบรรทัด และนามสกุลเป็นตัวหนังสือที่มีขนาดเล็กกว่าชื่อเล่น วาริน จิ๋ม หอมสุด เบอร์ 3 แตกต่างจากผู้สมัครอีกคนที่วางป้ายคู่กัน

นางวาริน เปิดเผยว่า ตนเองชื่อ วาริน หอมสุด ชื่อเล่นว่า จิ๋ม หลังจากลงสมัคร อบต.วังทอง หมู่ 11 แล้วจึงไปให้ร้านทำป้ายมาทั้งหมด 6 ป้าย และนำไปติดตามหมู่บ้าน ซึ่งในวันติดตั้งป้ายก็ยังสงสัยว่าทำไมช่างไม่ได้ทำป้ายให้เธอเหมือนคนอื่น ที่จะเอาชื่อเล่นมาไว้ข้างหลัง และไม่มีวงเล็บ ในตอนแรกก็มีความเครียดที่ช่างทำป้ายออกมาแบบนี้ แต่หลังจากมีคนนำไปโพสต์ลงโซเซียลก็มีคนอื่นรู้จักตนไปทั่วก็โอเค จึงคิดว่าเป็นการโปรโมตตัวเองอีกช่องทางด้วย

ขณะที่ชาวบ้านที่ไปช่วยนางวารินไปติดตั้งป้ายแนะนำตัวบอกว่า เห็นป้ายยังงงๆ ทำไมร้านทำป้ายแนะนำตัวไม่เหมือนป้ายอื่นที่ไม่เอาชื่อเล่นไปไว้ข้างหลัง นามสกุล แต่เมื่ออ่านป้ายแล้วก็ยังอมยิ้มแล้วหัวเราะกันยกใหญ่ และก็ไม่คิดว่าจะมีคนรู้จักไปทั่วเช่นนี้อีกด้วย 

วิศวกรชาวออสเตรเลียจดสิทธิบัตรบล็อกความร้อนเพื่อเก็บพลังงานหมุนเวียน



วิศวกรชาวออสเตรเลียจดสิทธิบัตรบล็อกความร้อนเพื่อเก็บพลังงานหมุนเวียน

ทีมวิศวกรของ University of Newcastle ของออสเตรเลียได้จดสิทธิบัตรวัสดุที่ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บพลังงานความร้อนในรูปแบบของบล็อก ซึ่งผู้ประดิษฐ์หวังว่าจะสามารถนำมาใช้ทำให้การเปลี่ยนผ่านจากพลังงานถ่านหินเกิดง่ายขึ้น

อิฐนี้รู้จักกันในชื่อ Miscibility Gaps Alloy (MGA) โดยทำจากอะลูมิเนียมและกราไฟต์ สามารถเก็บพลังงานที่ถูกผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้ โดยการวิจัยคาดการณ์ว่าอิฐเหล่านี้สามารถอยู่ได้นานถึง 30 ปี โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงในความน่าเชื่อถือ (reliability) ของมัน

Erich Kisi ผู้ร่วมประดิษฐ์บล็อกความร้อนกล่าวว่าทีมของเขากำลังทำงานเกี่ยวกับตัวแปลงความร้อนซึ่งสร้างพลังงานผ่านความร้อน เมื่อพวกเขามีแนวคิดที่ก้าวล้ำที่จะย้ายไปยังที่เก็บพลังงาน

"ส่วนผสม (ที่สำคัญที่สุด) สำหรับอิฐคืออนุภาคอะลูมิเนียมที่ให้ความร้อนแฝง ซึ่งเป็นพลังงานหลอม (melting energy) ที่เรากำลังพูดถึง" Kisi กล่าว

"ดังนั้นพวกเขาจะละลายและแข็งตัวหลายพันครั้งในช่วงชีวิตของบล็อก แต่ยังคงรูปร่างอยู่ พวกเขาคงรูปร่างได้ด้วยกราไฟท์ ในกรณีนี้ เรามีระบบอื่นๆ แต่กราไฟท์เป็นตัวหลัก"

อิฐแต่ละก้อนมีน้ำหนักประมาณหกกิโลกรัม (13 ปอนด์) และมีพลังงานความร้อนที่เก็บไว้ประมาณหนึ่งกิโลวัตต์ชั่วโมง Kisi ปฏิเสธที่จะระบุราคาที่คาดการณ์ไว้ของบล็อกแต่ละก้อน

ปัจจุบัน Kisi เป็น CEO ของ MGA Thermal ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตบล็อกเหล่านี้ ซึ่งร่วมมือกับ E2S Power AG ของสวิตเซอร์แลนด์เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีการออกแบบเพื่อติดตั้งเพิ่มเติมและปรับเปลี่ยนโรงงานที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในยุโรป

กลุ่มนี้หวังว่าจะทำให้การเปลี่ยนผ่านจากพลังงานถ่านหินเป็นไปอย่างราบรื่นโดยการสร้างที่เก็บพลังงานความร้อนในขณะที่ค่อยๆ เลิกใช้หม้อไอน้ำในโรงไฟฟ้า

“นั่นจะทำให้ทรัพย์สินเหล่านี้ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน แต่จะไร้ค่าภายในเวลาห้าปี จะถูกนำมาใช้ใหม่” Kisi กล่าว

------------------------------------

ที่มา : https://www.reuters.com/.../australian-engineers-patent.../

'เพื่อไทย' เดือด รมต.ชิ่งหนีตอบกระทู้ถามสด หว่านข้าวกลางสภาฯ ประท้วงราคาข้าวตกต่ำ


'เพื่อไทย' เดือด รมต.ชิ่งหนีตอบกระทู้ถามสด หว่านข้าวกลางสภาฯ ประท้วงราคาข้าวตกต่ำ 

วันที่ 4 พ.ย. 2564 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีการพิจารณากระทู้ถามสดจำนวน 3 เรื่อง ซึ่ง ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า กระทู้ถามสด ทั้ง 3 เรื่องนั้น ไม่มีรัฐมนตรีมาตอบ เนื่องจากติดการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ โดยกระทู้ถามสดทั้ง 3 เรื่องนั้น ประกอบด้วย กระทู้ของ กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เรื่องเอกสารสิทธิที่ดิน โดย รมว.มหาดไทย แจ้งว่าติดภารกิจการประชุม ครม. นัดพิเศษ 

กระทู้ของพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เรื่อง ราคาข้าวตกต่ำ ซึ่ง รมว.พาณิชย์ แจ้งว่าติดประชุม ครม. และมีเรื่องสำคัญต้องเสนอ และกระทู้ของ กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ถามรัฐบาล เรื่องการเยียวยาประชาชนที่ได้ผลกระทบจากปัญหาโควิด-19 การฉีดวัคซีน และการปิดโรงงาน โดยกระทรวงแรงงาน ไม่พร้อมมาตอบ 

โดย พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ที่ตั้งกระทู้ถามสด เรื่อง ราคาข้าวตกต่ำ ได้นำข้าวเปลือก และปุ๋ยใส่ข้าว มาประกอบการอภิปรายด้วย พร้อมระบุว่าเป็นข้าวและปุ๋ยที่ชาวนามอบให้มา เพราะมองว่า ส.ส. เป็นที่พึ่งของประชาชน ที่ต้องการสะท้อนให้รัฐบาลแก้ปัญหา อย่างไรก็ดีเมื่อรัฐบาลไม่มาตอบจะให้เกษตรกรไปพึ่งใคร 

จากนั้น พิเชษฐ์ได้นำข้าวเปลือกและปุ๋ยใส่ข้าวที่เตรียมมาโปรยกลางห้องประชุม 

ทั้งนี้ ชวน ได้กล่าวว่า "ด้วยความเห็นใจ ขอให้ทำความสะอาดด้วยตัวเอง เมื่อเปิดโอกาสให้แสดงความรู้สึกแทนชาวบ้าน เชื่อว่าแม้ชาวบ้านจะมอบให้ แต่เขาคงไม่ต้องการให้เราทำแบบนี้" โดย พิเชษฐ์ กล่าวตอบว่า "ผมจะทำความสะอาดด้วยตัวเอง เก็บทุกเม็ดครับ" 

ด้าน จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี เพราะเป็นภารกิจสำคัญอีกภารกิจหนึ่งเช่นเดียวกัน และขณะเดียวกันวันนี้ก็มีวาระที่เกี่ยวข้องกับการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีด้วย 

“ผมและรัฐบาลก็เห็นความสำคัญกับเรื่องนี้ ถ้าท่านพิเชษฐ์เห็นความสำคัญ ผมก็เห็นความสำคัญเช่นเดียวกัน และถ้าจะตั้งกระทู้ถามสดอีกครั้งในสัปดาห์หน้า ผมก็ยินดีที่จะไปตอบ เพราะผมเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ไม่เคยกลัวสภา และไม่เคยกลัวว่าจะไปตอบกระทู้ถามสดของใครไม่ได้ แม้แต่กระทู้ถามสดของคุณพิเชษฐ์ ผมก็ตอบได้แน่นอนไม่ต้องห่วง เพียงแต่ว่ามันมีการประชุม ครม. เกิดขึ้นเท่านั้นเอง" จุรินทร์ ระบุ 

📸สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 

ไบโอดีเซล และ เอทานอล มีดีอย่างไรในยุคน้ำมันแพง?

ไบโอดีเซล และ เอทานอล มีดีอย่างไรในยุคน้ำมันแพง?

การที่มีการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง ไบโอดีเซลและเอทานอล ในน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นนโยบายของรัฐบาลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมพลังงานทดแทน ช่วยรักษาเสถียรภาพระดับราคาพืชผลเกษตรของเกษตรกรไม่ให้ราคาตกต่ำ และทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง อีกทั้งยังสามารถลดการนำเข้าน้ำมันได้อีกด้วย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ปรากฏในคําแถลงนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2562 ที่กำหนดให้ “..เปิดโอกาสให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตและบริหารจัดการพลังงาน ส่งเสริมให้มีการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 และ B100 เพื่อเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มดิบ ...”

ต้นทุนผสมราคาแพงมากทำให้ราคาน้ำมันแพง เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มปาล์ม? แล้วเคยมีการปรับลดสัดส่วนผสมในอดีตไหม? นอกจากเป็นนโยบายของรัฐบาลแล้ว คณะกรรมการปาล์มแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ผลักดันให้มีการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพในน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกพืชพลังงานให้มีรายได้ที่มั่นคง ลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ แต่เนื่องจากสถานการณ์ราคาไบโอดีเซลและเอทานอลมีราคาสูงต่างจากในอดีต กระทรวงพลังงานจำเป็นดำเนินมาตรการปรับลดสัดส่วนการผสมเพื่อให้เกิดความเหมาะสมไม่กระทบประชาชน

เครดิต เพจแม่หนูเป็นวิศวะ

NASA มีแผนมูลค่า 3.46 พันล้านดอลลาร์เพื่อทำให้ Yellowstone เย็นลงและเก็บเกี่ยวพลังงาน


NASA
มีแผนมูลค่า 3.46 พันล้านดอลลาร์เพื่อทำให้ Yellowstone เย็นลงและเก็บเกี่ยวพลังงาน

น้ำพุร้อนและไกเซอร์ที่งดงามของอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตนตั้งอยู่ทางตอนล่างของอุทยานแห่งชาติ Yellowstone เป็นแมกมาแชมเบอร์ขนาดมหึมาที่วันหนึ่งอาจปะทุเป็นภูเขาไฟขนาดใหญ่ (supervolcano) ตามที่ NASA กล่าว supervolcano เป็นหนึ่งในภัยคุกคามทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่ออารยธรรมมนุษย์และเป็นอันตรายมากกว่าการคุกคามของดาวเคราะห์น้อย

นั่นเป็นเหตุผลที่หน่วยงานอวกาศของสหรัฐได้วางแผนอันทะเยอทะยานเพื่อให้แน่ใจว่าภูเขาไฟยังคงสงบนิ่ง ตามที่รายงานของ BBC เมื่อปี 2017 อธิบาย นอกจากนี้ วิธีการของ NASA ยังจะให้กระแสไฟฟ้าแก่พื้นที่โดยรอบด้วย แม้ว่าโครงการจะมีมูลค่า 3.46 พันล้านดอลลาร์ก็ตาม

เจาะรูข้างภูเขาไฟ

ทั้งผลกระทบของดาวเคราะห์น้อยที่ทำลายอารยธรรมและการปะทุของแชมเบอร์ที่เรียกว่า Yellowstone Caldera ไม่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเรา โอกาสที่ดาวเคราะห์น้อยขนาดกว้าง 5-10 กิโลเมตร – เช่นเดียวกับที่กำจัดไดโนเสาร์ – จะชนโลกนั้นแทบจะไม่มีนัยสำคัญที่ 0.000001% ในขณะที่เยลโลว์สโตนก็ไม่ได้ถูกคาดการณ์ว่าจะปะทุทุกครั้งในอีก 10,000 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ในปี 2017 Brian Wilcox ซึ่งเป็นสมาชิกของ NASA Advisory Council on Planetary Defense ซึ่งทำการศึกษาเกี่ยวกับการคุกคามของดาวเคราะห์น้อยและดาวหาง กล่าวว่า เขา "ได้ข้อสรุปในระหว่างการศึกษาว่าภัยคุกคามจากภูเขาไฟระเบิดนั้นยิ่งใหญ่กว่าดาวเคราะห์น้อยหรือภัยคุกคามจากดาวหางมาก” มีภูเขาไฟขนาดใหญ่ประมาณ 20 แห่งบนโลก และการปะทุครั้งใหญ่เกิดขึ้นโดยเฉลี่ยทุกๆ 100,000 ปี ฤดูหนาวที่ยืดเยื้อจากการปะทุของ supervolcano สามารถป้องกันไม่ให้มนุษย์มีอาหารเพียงพอสำหรับประชากรโลก นำไปสู่ความอดอยากอย่างกว้างขวาง

ในการให้สัมภาษณ์กับ BBC Wilcox อธิบายแผนการของ NASA ที่จะป้องกันไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้น หน่วยงานอวกาศของสหรัฐเองยอมรับว่าแผนดังกล่าวไม่ได้ปราศจากความเสี่ยง แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะมีมากกว่าความเสี่ยงหากพวกเขาสามารถป้องกันเหตุการณ์ภัยพิบัติที่สามารถขจัดมนุษยชาติได้ แผนดังกล่าวจะมีหลุมเจาะสู่ด้านล่างของภูเขาไฟ นอกเขตอุทยานแห่งชาติ Yellowstone จากนั้นโครงการจะปั๊มน้ำเย็นแรงดันสูงเข้าและออกจาก supervolcano น้ำที่ไหลเข้าไปจะทำให้ภูเขาไฟเย็นลง ในขณะที่น้ำที่ไหลออกจะมีอุณหภูมิประมาณ 350 องศาเซลเซียส (662 องศาฟาเรนไฮต์) และสามารถนำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้

Supervolcano สามารถให้พลังงานแก่พื้นที่โดยรอบเป็นเวลา 'หมื่นปี'

จากข้อมูลของ Wilcox แผนดังกล่าวเป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้น และยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงของการเจาะเข้าไปในด้านข้างของภูเขาไฟ อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่าการทดลองมูลค่า 3.46 พันล้านดอลลาร์อาจได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทพลังงานความร้อนใต้พิภพ ซึ่งจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนของพวกเขา และเป็นผู้ที่จะ "ได้รับกระแสไฟฟ้าที่สามารถจ่ายพลังงานให้กับพื้นที่โดยรอบได้เป็นระยะเวลาหลายหมื่นปี" ยิ่งไปกว่านั้น "ประโยชน์ระยะยาวคือคุณสามารถป้องกันการระเบิดของ Supervolcano ในอนาคต ซึ่งจะทำลายล้างมนุษยชาติได้" Wilcox บอกกับ BBC ในปี 2017

"ปัจจุบัน Yellowstone มีความร้อนรั่วไหลประมาณ 6GW" Wilcox กล่าว "การเจาะด้วยวิธีนี้สามารถใช้เพื่อสร้างโรงงานพลังงานความร้อนใต้พิภพ ซึ่งผลิตพลังงานไฟฟ้าในราคาที่แข่งขันได้สูงที่ประมาณ 0.10 เหรียญสหรัฐฯ/กิโลวัตต์ชั่วโมง" นอกเหนือจากการตั้งเป้าที่จะหาวิธีในการบรรเทาภัยคุกคามของ supervolcano เช่น Yellowstone แล้ว NASA ยังหวังว่าแนวทางที่ระบุไว้จะสนับสนุนให้ผู้อื่นในชุมชนวิทยาศาสตร์มีส่วนร่วมกับปัญหา แมกมาแชมเบอร์ขนาดมหึมาที่อาจทำลายล้างได้นี้มีศักยภาพในการให้พลังงานและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติที่เร่งด่วนกว่า

---------------------

ที่มา : https://interestingengineering.com/nasa-has-a-346-billion-plan-to-cool-yellowstone-and-harvest-it-for-energy

ละครไทย กำลังเจอ แพลตฟอร์มต่างประเทศ แย่งเวลา


ละครไทย กำลังเจอ แพลตฟอร์มต่างประเทศ แย่งเวลา ละครไทยในปัจจุบันกำลังเจอศึกหนักจากการเข้าสู่ยุคทีวีดิจิทัลที่มีช่องเกิดใหม่จำนวนมาก ทำให้เกิดการกระจายตัวของฐานคนดู จากเดิมที่รับชมแต่ช่องหลักเพียงไม่กี่ช่อง อีกทั้งยังมีคู่แข่งรายใหญ่จากต่างประเทศ อย่างเช่น Netflix หรือ Disney Plus

ที่มีคอนเทนต์มากมาย คอยแย่งเวลาละครจากจอทีวีแบบเดิม ๆ แล้วตอนนี้ ละครไทยได้รับผลกระทบแค่ไหน ?

Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ

ในอดีตตอนช่วงหัวค่ำเป็นเวลาที่คนไทยต่างรอเฝ้าดูละคร หรือที่เราเรียกละครที่ฉายในช่วงเวลานี้ว่า “ละครหลังข่าว” ซึ่งละครหลังข่าวถือเป็นกิจกรรมยอดนิยมของคนไทยสมัยก่อน

โดยละครที่ฉายในช่วงเวลาดังกล่าว ต่างก็ได้เรตติงสูงทั้งนั้น แล้วเราเคยสงสัยกันบ้างไหมว่าเรตติงทีวีนั้น เขาวัดกันอย่างไร ?

เรตติงทีวีทุก ๆ 1 หน่วยจะเทียบได้กับประชากรไทยที่มีอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป 1 เปอร์เซ็นต์ หรือเทียบกับประชากรไทยในปัจจุบัน ก็จะคิดเป็นราว 700,000 คน

ถึงแม้จะมีช่องโหว่ของการวัดค่าเรตติงอยู่บ้าง แต่นี่ก็เป็นวิธีการสำรวจข้อมูลที่มีกระบวนการเป็นไปตามทฤษฎีทางสถิติ ซึ่งหากลองดูค่าเรตติงทีวีในอดีตของละครไทยจะพบว่า

5 อันดับละครที่มีเรตติงทีวีสูงสุดตลอดกาล ได้แก่

อันดับที่ 5 ทัดดาวบุษยา ช่อง 7 เรตติง 32

อันดับที่ 4 สายโลหิต ช่อง 7 เรตติง 34

อันดับที่ 3 มนต์รักลูกทุ่ง ช่อง 7 เรตติง 36

อันดับที่ 2 ดาวพระศุกร์ ช่อง 7 เรตติง 38

อันดับที่ 1 คู่กรรม ช่อง 7 เรตติง 40

สำหรับ เรื่องคู่กรรม ที่แสดงโดยคุณธงไชย แมคอินไตย์ และคุณกมลชนก โกมลฐิติ กวาดเรตติงไปที่ 40 หรือพูดง่าย ๆ ในช่วงนั้น มีคนไทย ดูละครเรื่องนี้พร้อม ๆ กัน มากถึง 28,000,000 คน

ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในยุคปัจจุบัน สาเหตุก็เพราะว่าในตอนนี้มีแพลตฟอร์มมาแย่งเวลาการดูละครไทยมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Facebook, YouTube หรือแม้แต่ Netflix ด้วยความที่แพลตฟอร์มดังกล่าว 

อาศัยอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นโลกที่อยู่ติดกับผู้คนตลอดเวลา ทำให้เราเข้าถึงคอนเทนต์หรือเรื่องราวต่าง ๆ ได้ง่ายและสะดวกกว่าทีวี เป็นอย่างมาก และจุดเด่นของแพลตฟอร์มรูปแบบใหม่นี้ คือการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ดีกว่า เช่น YouTube ที่สามารถดูย้อนหลัง ดูไฮไลต์ ดูสรุปละครได้ แบบไม่ต้องรอชมสด ทำให้ยืดหยุ่นในการรับชมได้มากกว่า 

ในขณะที่ ผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิงอย่าง Netflix ก็มีตัวเลือกมากมาย โดยเฉพาะคอนเทนต์จากต่างประเทศทั้งการซื้อลิขสิทธิ์เข้ามาฉายบนแพลตฟอร์ม หรือการลงทุนสร้างซีรีส์เป็นของตัวเอง

อย่างที่เราเห็นเป็นปรากฏการณ์ในช่วงที่ผ่านมา เช่น Squid Game จากเกาหลีใต้, Stranger Things จากสหรัฐอเมริกา, Lupin จากฝรั่งเศส หรือแม้แต่ Money Heist จากสเปน จะเห็นได้ว่า พอเรามีตัวเลือกมากขึ้นและในหนึ่งวันเรามีเวลาจำกัด เพียง 24 ชั่วโมง มีตาเพียงคู่เดียว ทำให้พฤติกรรมการเลือกเสพคอนเทนต์ของเรา เปลี่ยนจากการรอคอย รายการที่ยัดเยียดให้เราดูตามเวลา ไปเป็นการเลือกช่องทางที่สะดวกและเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองมากที่สุด

นั่นจึงทำให้ในช่วงที่ผ่านมา เราก็น่าจะมีโอกาสได้เห็นว่าวงการละครไทยเริ่มปรับตัวและมีการนำละครไทยมาลง Netflix บ้าง เพื่อแย่งสายตาจากคนกลุ่มเดิมที่เคยดูละครไทยกลับคืนมา และเพื่อเพิ่มฐานคนดูจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ ก็ยังมีการสร้างแพลตฟอร์มเป็นของตัวเอง อย่างเช่น ช่อง 3 ที่มีการสร้างแอปพลิเคชันเป็นของตัวเองขึ้นมา เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้น

ซึ่งเรื่องดังกล่าว ก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยเพียงประเทศเดียว สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปก็คือละครทุกประเทศ ต่างเข้ามาแข่งกันในแพลตฟอร์มสตรีมมิง เช่น ที่ประเทศอินเดีย เกาหลีใต้ รวมถึงจีน

ซึ่งสุดท้ายแล้วผู้บริโภคก็จะเลือกจากคุณภาพของสินค้าหรือก็คือละครที่จะรับชม และเมื่อเรามาพูดถึงเรื่องงบการลงทุนในคอนเทนต์ ปัจจุบัน บริษัทที่ชื่อว่า Netflix นี้เอง เป็นบริษัทที่มีงบลงทุนในการสร้างคอนเทนต์ สูงที่สุดในโลก

ทำให้ Netflix ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้คนทั่วโลก และผู้ใช้งานยอมจ่ายค่าสมาชิกเพราะคิดว่าคุ้มค่า ในขณะที่ละครไทย ที่มีคุณภาพตามงบการลงทุน สำหรับคนที่เป็นสมาชิก Netflix ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ละครไทยจะกลายมาเป็นตัวเลือกรองลงมาโดยปริยาย

คำถามสำคัญคือ ละครไทยจะแข่งกับละครต่างประเทศอย่างไร ? หากเรามาพิจารณาจากความสำเร็จของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียที่ประสบความสำเร็จ ในระดับสากล จะพบว่าข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็ยังเป็นเรื่องของเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรม

รู้หรือไม่ว่างบประมาณในการผลิตละครไทยต่อตอนอยู่ในระดับหลักล้านต้น ๆ ในขณะที่ซีรีส์จากเกาหลีใต้จะใช้งบประมาณในการผลิตต่อตอน อาจสูงถึงหลายสิบล้านบาท เรื่องนี้จึงส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพในการผลิต รวมถึงระดับการแข่งขันเพื่อแย่งชิง เงินลงทุนจำนวนมากจากนายทุนซึ่งก็มีผลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม เช่นกัน

อีกส่วนสำคัญก็คือ นโยบายจากภาครัฐก็มีส่วนเป็นอย่างมาก ในการวางรากฐานและผลักดันอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีใต้ ทั้งการสนับสนุนทางด้านกฎหมายและงบประมาณในการผลิต รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการส่งออกละครหรือซีรีส์ไปยังต่างประเทศ ซึ่งในภาพอุตสาหกรรมบันเทิงของไทยนั้น ยังดูเหมือนว่าจะถูกขับเคลื่อนด้วยภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียว

ซึ่งประเด็นนี้ ก็ส่งผลต่อการสร้างแรงจูงใจต่อทั้งผู้ผลิตละคร ไปจนถึงนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการจะหาเลี้ยงชีพและใฝ่ฝันจะทำงานในด้านนี้ เช่นกัน แต่ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าละครไทยแข่งขันไม่ได้ในระดับสากล เพราะที่ผ่านมา ละครไทยบางเรื่องก็ได้รับความนิยมอย่างสูงจากประเทศในอาเซียน เช่น พม่า, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม และฟิลิปปินส์

อีกทั้งละครรูปแบบใหม่ ที่มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะ “ซีรีส์วาย” ต่างก็ได้รับความนิยมในหลายประเทศทั่วเอเชีย แม้กระทั่งประเทศที่มีความเข้มงวดสูง อย่างประเทศจีน

ที่เป็นเช่นนี้เพราะในแง่ของความหลากหลายทางด้านเนื้อหาแล้ว ประเทศไทยถือว่าเปิดกว้างและมีความหลากหลายสำหรับการผลิตละครมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย ซึ่งเราก็น่าจะใช้เรื่องนี้เป็นจุดแข็ง ที่แตกต่างจากประเทศอื่น ที่ทำไม่ได้แบบเรา

ซึ่งนี่ก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะบทละครที่หลากหลายจะทำให้จับตลาดได้มากขึ้น ตามแต่รสนิยมและความชอบของแต่ละประเทศ หากมองในจุดนี้ การเข้ามาของแพลตฟอร์มสมัยใหม่อย่าง YouTube และ Netflix ที่ตอนแรกหลายคนคิดว่าเป็นคู่แข่งของอุตสาหกรรมละครไทย ก็อาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป เพราะหากว่าเราสามารถหาจุดแข็งของเราเจอและทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาโฟกัสพร้อม ๆ กัน

ก็ไม่แน่ว่าแพลตฟอร์มสมัยใหม่เหล่านี้ แทนที่จะเข้ามาทำให้อุตสาหกรรมละครไทยแย่ลง อาจจะกลายเป็นว่ามันได้เข้ามาช่วยให้เรา เติบโตขึ้น ก็เป็นได้ แต่ ณ วันนี้ เมื่อดูคู่แข่งที่อยู่ในตลาด ก็ต้องยอมรับว่า ละครไทย ยังต้องปรับตัวอีกเยอะเลย..

Blockdit เป็นแพลตฟอร์ม สำหรับนักอ่าน และนักเขียน ที่มีผู้ใช้งาน 1 ล้านคน ลองใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อได้ไอเดียใหม่ๆ แล้วอาจพบว่าสังคมนี้เหมาะกับคนเช่นคุณ Blockdit. Ideas Happen. Blockdit.com/download

References

-https://www.blockdit.com/posts/5b30b147076e65512a68706f

-https://www.longtunman.com/33320

-https://thematter.co/entertainment/interview-about-thai-dramas/92209

-https://researchcafe.org/thai-drama/

-https://themomentum.co/amporn-jirattikorn-interview/

15 ปีการจากไปของ 'นวมทอง ไพรวัลย์' "คิดว่าเขาไปต่างจังหวัดเดี๋ยวก็กลับมา"


บุญชู ไพรวัลย์ 15 ปีการจากไปของ 'นวมทอง ไพรวัลย์' "คิดว่าเขาไปต่างจังหวัดเดี๋ยวก็กลับมา"

นวมทอง ไพรวัลย์ ผู้ขับรถแท็กซี่พุ่งชนรถถังเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2549 เพื่อประท้วงการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การประท้วงครั้งนั้นส่งผลให้เขาได้รับบาดเจ็บต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล

หลังออกจากโรงพยาบาลแล้ว วันที่ 31 ตุลาคม 2549 เขาผูกคอกับสะพานลอยหน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยก่อนเสียชีวิตเขียนจดหมายระบุว่า ทำการพลีชีพครั้งที่ 2 เพื่อลบคำสบประมาทของ พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษกคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่ว่า “ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้”

งานรำลึกการจากไปของนวมทอง ไพรวัลย์ ที่หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มีการจัดขึ้นทุกปีโดยมวลชนและแกนนำขบวนการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย

The People พูดคุยกับ ป้าบุญชู ไพรวัลย์ ภรรยาลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ที่มาร่วมงานรำลึกพร้อมกับบุตรสาว ในงานรำลึกปีที่ 15 วันที่ 31 ตุลาคม 2564

ป้าบุญชู เล่าว่า "ได้ยินเสียงเพลงในงานรำลึกแล้วน้ำตาไหล

"สำหรับ 15 ปีที่ผ่านมายังทำใจไม่ได้ ยังคิดถึงลุงนวมทองอยู่ แต่ก็คิดว่าเขาไปต่างจังหวัดเดี๋ยวเขาก็กลับมาหา

"สำหรับครอบครัวตอนนี้มีความลำบาก บางครั้งขายของไม่ได้ ส่วนรายได้ครอบครัวมาจากลูกสาวซึ่งทำงานที่ร้านสะดวกซื้อ"

ภรรยาลุงนวมทองเล่าถึงตอนพบกับลุงนวมทองว่า

"ตอนนั้นอายุ 27 อยู่หมู่บ้านสุขนิรันดร์ทำงานเป็นแม่บ้าน,เลี้ยงเด็ก เจอกันตรงนั้น ลุงนวมทองมาเช่าบ้านอยู่ จ้างซักผ้าครั้งละ 100 บาท ตอนนั้นลุงนวมทองทำงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต พระราม 7 ตอนแรกไม่ได้ถามว่าเขาทำงานที่ไหน และคิดว่าเขามีภรรยาแล้ว

"ลุงนวมทองไม่ได้จีบ รู้จักกัน 1 ปี เขาบอกว่า ถ้าจะอยู่ด้วยกันก็อยู่ เดี๋ยวมีทะเบียนสมรสให้ เขาไม่มีพ่อแม่ เราก็ไม่มีพ่อแม่ จดทะเบียนสมรสกัน อยู่ด้วยกันก็มีความสุข เขาไม่เคยว่า ไม่เคยทะเลาะ เขาจะถามทุกครั้งว่าสบายดีไหม ไปต่างจังหวัดก็พาไปเที่ยวด้วย เขาเป็นผู้ใหญ่ดูแลเราได้ หลังจากอยู่ด้วยกันมีลูก 2 คน ลูกสาวคนแรกเกิดปี 2525 คนที่สองลูกชายเกิดปี 2526"

ป้าบุญชู เล่าว่า มาร่วมงานรำลึกทุกปี ดีใจที่มีคนมารำลึกถึงลุงนวมทอง ส่วนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่เวลาดูข่าวมีเหตุระเบิดมีเหตุการณ์รุนแรงแล้วก็กลัวว่าเด็กๆ จะได้รับอันตราย

“เมื่อก่อนเวลาเห็นการชุมนุมของคนเสื้อแดงผ่านหน้าบ้านก็จะออกไปดู ให้ลูกสาวไปส่งที่ชุมนุม ชอบไปดูการชุมนุมของคนเสื้อแดง”

การจากไปของ นวมทอง ไพรวัลย์ เกิดขึ้นก่อนที่การเคลื่อนไหวภาคประชาชนเพื่อต่อต้านการรัฐประหาร จะเคลื่อนมาจนกระทั่งเป็นขบวนการที่เรียกว่า ‘คนเสื้อแดง’ นำโดยแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในช่วงทศวรรษที่แล้ว โดยครอบครัวไพรวัลย์ร่วมอยู่ในที่ชุมนุมของคนเสื้อแดงด้วย

หลังขับรถแท็กซี่ชนรถถัง นวมทอง ไพรวัลย์ ให้สัมภาษณ์ จอม เพชรประดับ เผยแพร่ทางไอทีวี โดยตอบคำถามทำไมจึงเกลียดเผด็จการถึงขนาดยอมตาย ว่า “ชาติบ้านเมืองเราจะต้องไปไกลกว่านี้เยอะ แล้วนี่ต้องมานับหนึ่งใหม่ ไม่ใช่หยุดอย่างเดียว อาจจะต้องถอยหลัง แล้วคนอื่นเขาแซงเราไปเท่าไหร่ บ้านเมืองเราต้องดีกว่านี้เยอะ ไม่ใช่มาปฏิวัติ ปฏิวัติ ลุงก็มองว่า อำมาตยาธิปไตยรักษาฐาน สร้างรัฐทหาร...”

ทางด้านจอม เพชรประดับ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังการจากไปของนวมทองว่า ลุงนวมทองโทรมาตอนสามทุ่มว่าจะทำอะไรสักอย่างเพราะทนไม่ได้ ขอให้เก็บเทปไว้ให้ดี ซึ่งฟังแล้วก็รู้สึกผิดสังเกต แปลกที่โทรมาสามทุ่มและให้เก็บเทปให้ดี จึงบอกคุณลุงอย่าไปทำอะไรนะ เมื่อถามถึงภรรยาและลูก ได้รับคำตอบว่า เขาสบายดีเชื่อว่าเขาเอาตัวรอดได้ แล้วก็วางสายไป ต่อมาทราบข่าวเว็บไซต์ไทยรัฐแล้วเข่าอ่อน เขามาลาก่อนตาย...

สำหรับจดหมายที่นวมทอง ไพรวัลย์เขียนก่อนเสียชีวิตและมีการเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนมีฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2549 ระบุว่าเตรียมจะพลีชีพที่ ‘อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา’ แต่มีเจ้าหน้าที่รดน้ำต้นไม้ หลังจากนั้นเปลี่ยนไปที่หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ส่วนจดหมายฉบับลงวันที่ 29 ตุลาคม 2549 ระบุว่า

“ความคิดผม เมื่อหายป่วยดี ก็จะทำมาหากินขับรถ TAXI ไม่ก่อวีรกรรมอีกต่อไป แต่พบข้อความการให้สัมภาษณ์ นสพ. ของท่านรองโฆษก คปค. ในเชิงปรามาสดังกล่าวก็เลยต้องสนองตอบกันหน่อย เพราะนิสัยคนไทยฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ และเหตุผลที่ผมเลือกวันสุดท้ายของเดือนตุลาคมเป็นวันพลีชีพ เพราะเดือนนี้เป็นเดือนที่วิญญาณของวีรชนที่สถิตอยู่ที่อนุสรณ์สถานฯ ที่ผมทำการพลีชีพนี้ได้เรียกร้องกระทั่งได้มาซึ่งประชาธิปไตย และวิญญาณของผมก็จะสถิตอยู่กับเหล่าวีรชนแห่งนี้ตลอดไป และขอยืนยันว่าปฏิบัติการทั้งสองครั้งทำด้วยใจ ไม่มีใครจ้าง

สุดท้ายขอให้ลูก ๆ และภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อ ไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก ลาก่อน พบกันชาติหน้า ...” ตอนหนึ่งในจดหมายของนวมทอง ไพรวัลย์

เรื่องและภาพ: ฟ้ารุ่ง ศรีขาว

เครดิต ThePeople

#Politics #นวมทองไพรวัลย์

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. True News เจาะลึกข่าวออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger