Latest Movie :

ADDS1

ADDS2

Recent Movies
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อานนท์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อานนท์ แสดงบทความทั้งหมด

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อานนท์ ไมค์ และรุ้ง กระทำการล้มล้างการปกครองฯ สั่งห้ามการกระทำขององค์กรเครือข่ายในอนาคตด้วย



ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อานนท์ ไมค์ และรุ้ง กระทำการล้มล้างการปกครองฯ สั่งห้ามการกระทำขององค์กรเครือข่ายในอนาคตด้วย

วันทื่ 10 พ.ย. 64 เวลา 15.05 น. ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย กรณีแกนนำคณะราษฎร นายอานนท์ นำภา, นายภานุพงศ์ จาดนอก และ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ปราศรัยเสนอข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อ 10 ส.ค. 63 เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่งหรือไม่ โดย น.ส.ปนัสยา เดินทางไปฟังคำวินิจฉัย ส่วนอีก 2 รายที่อยู่ในเรือนจำจากคดีอื่นส่งทนายมาฟังแทน

ทั้งนี้ก่อนอ่านคำวินิจฉัย นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของนายอานนท์ โต้แย้งเรื่องไม่มีโอกาสได้เข้าสู่กระบวนการไต่ส่วน ถ้ายังเดินหน้าอ่านคำวินิจฉัย ตนต้องขอออกจากห้องตามที่นายอานนท์ มอบหมายมาเพราะไม่เห็นด้วยกับวิธีการ แต่ถ้าศาลฯ ให้โอกาสไต่สวนจะขอเบิกตัว นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ "ส.ศิวลักษณ์" มาเป็นพยานให้ด้วย โดยนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ผู้รับมอบฉันทะจาก นายภานุพงศ์ ได้ยืนยันลักษณะเดียวกัน

ขณะที่ น.ส.ปนัสยา ขอแถลงว่า ได้เคยขอให้มีการไต่สวนแล้ว เพราะมองว่าการได้มาซึ่งความยุติธรรมอย่างน้อยศาลฯ ต้องได้รับฟังครบถ้วน ถ้าศาลไม่อนุญาตให้ไต่สวน แต่ให้รับฟังคำวินิจฉัยเลยโดยตนไม่ได้มีโอกาสแถลงความจริงให้รับทราบ ตนจะขออกจากห้องเช่นกัน

ด้านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่า ไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริงทุกอย่างจากหลายฝ่ายจนครบถ้วน จึงสั่งงดการไต่สวน ซึ่งผู้ถูกร้องมีสิทธิ์โต้แย้งเป็นเอกสาร ได้ให้ความยุติธรรมจนครบถ้วนแล้วตามการพิจารณาด้วยระบบไต่สวน การที่ตัวแทนหรือผู้ถูกร้องจะไม่ฟังเป็นสิทธิ์ เรื่องนี้ศาลพิจารณาอย่างรอบคอบมาเป็นปี ไม่ใช่รับคำร้องมาแล้วรีบตัดสิน จากนั้น น.ส.ปนัสยา และทนายความได้ออกจากห้อง

ต่อมา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 คน อ่านคำวินิจฉัยใช้เวลารวมประมาณ 35 นาที มีใจความสำคัญว่า ผู้ถูกร้องปราศรัยในที่สาธารณะหลายครั้งต่อเนื่อง ตั้งแต่ 3 ส.ค. 63 จนมาถึงการปราศรัยที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 10 ส.ค. 63 ซึ่งมีการอภิปรายให้มีการเปลี่ยนแปลงสถาบันพระมหากษัตริย์ 10 ข้อ

ศาลฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเกินควร โดยไม่รับฟังความเห็นของผู้อื่น จนล่วงละเมิดสิทธิของคนอื่น ยุยงปลุกปั่นด้วยข้อเท็จจริงที่บิดเบือนจากความเป็นจริง

การกระทำผู้ถูกร้องทั้ง 3 มีการจัดตั้งกลุ่มองค์กรเครือข่ายใช้ความรุนแรงต่อเนื่อง บางเหตุการณ์มีส่วนในการจุดประกายในการอภิปราย ปลุกเร้าให้เกิดความรุนแรงในบ้านเมือง ทำให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ อันเป็นการทำลายหลักความเสมอภาคและภราดรภาพ ผลการกระทำนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยในที่สุด

นอกจากนี้การชุมนุมหลายครั้งมีการทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ มีการลบสีน้ำเงินจากธงชาติ ส่วนข้อเรียร้อง 10 ข้อ เช่น การยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา 6, การยกเลิกการให้ประชาชนบริจาคโดยพระราชกุศล, การยกเลิกพระราชอำนาจในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ เป็นข้อเรียกร้องที่ทำให้สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เป็นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของชาติไทยที่ยึดถือปฏิบัติกันตลอดมา

การกระทำแสดงให้เห็นมูลเหตุจูงใจว่าการใช้สิทธิและเสรีภาพ มีเจตนาซ่อนเร้นเพื่อล้มล้างฯ ไม่ใช่เป็นการปฏิรูป เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยไม่สุจริต ละเมิดกฎหมาย มีมูลเหตุจงใจเพื่อล้มล้างฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรค 1 แม้เหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว แต่หากยังให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 คนและองค์กรเครือข่ายทำต่อไป ย่อมไม่ไกลเกินเหตุการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ด้วยเหตุข้างต้น จึงวินิจฉัยว่า การรกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 3 เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรค 1 และสั่งการให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 คนรวมทั้งกลุ่มองค์กรเครือข่ายเลิกกระทำการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. True News เจาะลึกข่าวออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger