‘รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ยังคงฝันหวานว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะขยายตัวได้ถึง 6% ในขณะที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงคือ พี่น้องประชาชนกำลังเดือดร้อนอย่างหนักจากสารพัดวิกฤตที่รัฐบาลไม่สามารถบริหารจัดการได้ ‘เอกชัย ทรงอำนาจเจริญ’ ส.ส. อุบลราชธานีและคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ชี้ว่า รัฐบาลพยายามขายฝันเกินจริง
ธนาคารโลกยังคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2565 อย่างเก่งก็จะขยายได้แค่ 3.6 % เท่านั้น ซึ่งยังไม่เท่ากับเศรษฐกิจไทยที่ตกหนักในปี 2563 ถึง -6.1% สื่อต่างประเทศอย่างสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ก็วิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอันดับท้ายๆ ของอาเซียน หรือแม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยเองยังคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2565 ขยายได้เพียง 3.9% เท่านั้น
รัฐบาลและรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจน่าจะทราบดีว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยต้องขาดดุลมากขึ้น และจะสร้างผลกระทบต่อประชาชนมากขึ้น แต่รัฐบาลกลับยังไม่ยอมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 5 บาทตามที่คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยเสนอไปก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจเป็นเพราะปัญหาการขาดดุลงบประมาณอย่างมากเนื่องจากจากการแจกสะเปะสะปะ และการลดราคาน้ำมันจะสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจมากกว่า เพราะเป็นการลดต้นทุนการผลิต ลดต้นทุนค่าขนส่ง ลดต้นทุนค่าเดินทางและลดค่าครองชีพของประชาชน
พลเอกประยุทธ์ ขาดวิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ผักชีราคาแพงก็ทำได้แค่ให้ทหารไปปลูกผักชี ก่อนหน้านี้ก็เสนอให้ปลูกหม่ามุ่ยแทนข้าว น้ำท่วมให้เลี้ยงปลา หรือแก้ปัญหายางพาราด้วยการแนะให้นำไปขายยังดาวอังคาร ซึ่งพูดได้ว่าความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างแสนสาหัสในวันนี้เป็นผลมาจากผู้นำที่ไร้ความสามารถ โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร ชาวนาที่ต้องประสบปัญหาข้าวราคาตกต่ำ โรงสีหลายแห่งไม่ยอมรับซื้อข้าวเปลือกเพราะขาดสภาพคล่อง แต่รัฐบาลกลับไม่สนใจ ท่องได้แต่เพียงว่าทำดีแล้ว
เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะชะงักงัน (Stagflation) ที่การเจริญเติบโตต่ำ เงินเฟ้อสูงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น คนตกงานจำนวนมาก ประชาชนลำบากกันอย่างมาก ข้าวเปลือกราคาถูก น้ำมันราคาแพง ปุ๋ยราคาแพง รายได้ตกต่ำแต่ค่าใช้จ่ายกลับพุ่งสูง รัฐบาลกลับไม่มีแนวทางแก้ไข สะท้อนความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลอย่างรุนแรง