Latest Movie :

ADDS1

ADDS2

Recent Movies
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราคาน้ำมัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราคาน้ำมัน แสดงบทความทั้งหมด

ปตท.โชว์กำไรแจกปันผลพร้อมส่งเงินเข้ารัฐ 8.2 หมื่นล้าน

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการปตท.อนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2564 เป็นเงิน 2.0 บาทต่อหุ้น รวมทั้งสิ้น 57,126 ล้านบาท จากผลประกอบการที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัว

รวมถึงความสามารถในการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจและการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ในปี 2564 กลุ่ม ปตท. ส่งเงินเข้ารัฐกว่า 82,500 ล้านบาท นอกเหนือจากงบประมาณกิจการเพื่อสังคม ปตท. ในปีที่ผ่านมา อีกกว่า 1,646 ล้านบาท

ด้านผลการดำเนินงาน ปตท. และบริษัทย่อยปี 2564 ซึ่งเป็นผลการดำเนินงานที่รวมจากบริษัทในเครือทั้งในและต่างประเทศกว่า 400 แห่ง (ถือหุ้นทางตรง 34 แห่ง และถือหุ้นทางอ้อม 404 แห่ง) มีกำไรสุทธิจำนวน 108,363 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5% ของยอดขาย โดยหลักจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น จากความต้องการที่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก รวมถึงการขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ปี 2563 ได้รับผลกระทบจากทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสงครามราคาน้ำมันระหว่างรัสเซียและซาอุดิอาระเบีย ทั้งนี้ สัดส่วนกำไร 31% มาจากการดำเนินธุรกิจของ ปตท. และ 69% มาจากผลตอบแทนการลงทุนในบริษัทในกลุ่ม ปตท. ซึ่งดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยหากแบ่งตามประเภทธุรกิจ มีสัดส่วนมาจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของ ปตท. 31% ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 24% ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น 21% ธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน และบริษัทย่อยอื่นๆ 16% สำหรับกลุ่มธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกมีสัดส่วนเพียง 8% โดยกลุ่มธุรกิจน้ำมันมีกำไรจากการดำเนินงานต่อยอดขายน้ำมันเพียง 2%

นอกจากนั้น ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลุ่มปตท. ยังช่วยบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนโดยชะลอการปรับราคาขายปลีกน้ำมันถึง แม้ว่าต้นทุนราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้น โดยได้ขยายระยะเวลาการคงราคาขายปลีกก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(NGV)ที่ 15.59 บาท/กิโลกรัม และราคาขายปลีก NGV ในโครงการ “เอ็นจีวี เพื่อลมหายใจเดียวกัน” สำหรับ ผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถแท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลที่เคยรับสิทธิ์ผ่านเว็บเอ็นจีวีเพื่อลมหายใจเดียวกันที่ 13.62 บาทต่อกิโลกรัม จนถึงวันที่ 15 มีนาคม 2565

ปตท. ยังสนับสนุนส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม (LPG) แก่ผู้มีรายได้น้อย กลุ่มร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหาร ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวนเงิน 100 บาท/คน/เดือน ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2565

ปตท.ยังสานต่อโครงการลมหายใจเดียวกัน สนับสนุนระบบสาธารณสุขไทยช่วงสถานการณ์โควิด-19 ร่วมจัดตั้งหน่วยวัคซีนเคลื่อนที่เชิงรุก จนถึงหน่วยคัดกรองโควิด-19 และโรงพยาบาลสนามครบวงจรรวมประมาณ 1,900 ล้านบาท และยังดำเนินกิจการเพื่อสังคมในทุกมิติต่อเนื่อง

“ปตท. ในฐานะรัฐวิสาหกิจ โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ยังคงขับเคลื่อนองค์กรในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานของชาติ สร้างความแข็งแกร่ง และเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจภายใต้ความท้าทายที่เกิดขึ้น เพื่อผลตอบแทนกลับคืนสู่เศรษฐกิจและสังคมไทยต่อไป”นายอรรถพลกล่าว

สำหรับผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4 ปี 2564 ปตท.และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 27,544 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,891 ล้านบาท หรือ 16.5% จากไตรมาส 3 ปี 64 ที่มี 23,653 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 14,397 ล้านบาทหรือมากกว่า 100.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 13,147 ล้านบาท ตาม EBITDA ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ลดลง 4,412 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง 3,672 ล้านบาทและที่มีภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 11,306 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบทั้งปี 2564 กับปี 2563 พบว่า ปี 2564 ปตท.และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 108,363 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70,597 ล้านบาทหรือมากกว่า 100.0% จากในปี 2563 ที่มี 37,766 ล้านบาท ตาม EBITDA ที่เพิ่มขึ้น แม้ปี 2564 มีผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพิ่มขึ้น 34,224 ล้านบาทและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น 15,739 ล้านบาทรวมถึงภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 42,424 ล้านบาท

อีกทั้งปี 2564 มีการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำสุทธิภาษีตามสัดส่วนของปตท.ขาดทุน 6,945 ล้านบาท โดยหลักจากการรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ สุทธิภาษีของกลุ่ม ปตท. 9,000 ล้านบาท จาก PTTEP ปตท. และ GC ดังกล่าวข้างต้น รวมถึงมีรับรู้การตัดจำหน่ายสินทรัพย์บางส่วนในโครงการสำรวจปิโตรเลียมในประเทศบราซิล 2,900 ล้านบาทของ PTTEP

นอกจากนั้น มีการรับรู้ค่าใช้จ่าย Take or Pay ประมาณ 2,700 ล้านบาทของปตท. สุทธิกับการรับรู้กำไรจากการซื้อธุรกิจในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมของโครงการโอมาน แปลง 61ของ PTTEP 7,000 ล้านบาทและมีส่วนลดจากปริมาณที่ผู้ผลิตส่งได้ไม่ถึงปริมาณตามสัญญา (Shortfall)ของ ปตท. 1,700 ล้านบาท

รวมถึงมีการรับรู้กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในธุรกิจท่อส่งก๊าซฯในอียิปต์ ของ PTTER 1,400 ล้านบาท ขณะที่ปี 2563 มีการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำสุทธิ ภาษีตามสัดส่วนปตท.ขาดทุน 9,478 ล้านบาท โดยหลักจากการรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ของกลุ่มปตท.สุทธิภาษี 9,000 ล้านบาทเช่นกัน โดยหลักจากเหมืองถ่านหินของ PTTGM และโครงการสำรวจและผลิตของ PTTEP

สำหรับสถานะการเงินของปตท.และบริษัทย่อย ณ 31 ธันวาคม 2564 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 3,078,019 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 533,836 ล้านบาทหรือ 21% จาก 31ธันวาคม 2563 ที่มีสินทรัพย์รวม 2,544,183 ล้านบาท สาเหตุหลักจากสินทรัพยไม่มีตัวตนอื่น และค่าความนิยมเพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อบริษัท Allnex Holding GmbH (Allnex) ของ GC

รวมถึงที่ดิน อาคารและอุปกรณ์เพิ่มขึ้นโดยหลักจากการเข้าซื้อธุรกิจในโครงการโอมาน แปลง 61 ของ PTTEP ประกอบกับลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้นตามราคาผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้นและเงินลงทุนระยะยาวที่เพิ่มขึ้น โดยหลักจากการลงทุนใน PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) ของ TOP และ Avaada ของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC)

ขณะที่มีหนี้สินรวมทั้งสิ้น 1,605,079 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 346,741 ล้านบาท หรือ 27.6% จากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาว 154,322 ล้านบาท โดยหลักจากเงินกู้ยืมระยะยาวและการออกหุ้นกู้ของ GC ปตท.และ TOP ประกอบกับเจ้าหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยด้านราคา

นอกจากนั้น ณ 31 ธันวาคม 2564 มีส่วนของผู้ถือหุ้น 1,472,940 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 187,095 ล้านบาท หรือ 14.6%โดยหลักจากกำไรสุทธิของปตท.และบริษัทย่อยปี 2564 ที่เพิ่มขึ้น และจากการเพิ่มทุนของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) สุทธิด้วยการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการครึ่งหลังของปี 2563และผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2564

cr ฐานเศรษฐกิจ

ชวนไขข้อสงสัย "ทำไมน้ำมันแพง" ไม่ใช่แค่เมืองไทย แต่เป็นทั่วโลก


ทำไมน้ำมันถึงแพง เรื่องนี้มีสาเหตุภายในจากหลายปัจจัย เช่น 
1.เก็บภาษีมากเกินไป 
2.เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ได้ถูกใช้เพื่อลดราคาน้ำมัน 
3.การสนับสนุนไบโอดีเซลที่มีราคาแพง

👉 ภาษี - แหล่งรายได้หลักของรัฐบาล

ในราคาน้ำมัน 1 ลิตร ประชาชนต้องแบกรับภาษีชนิดต่างๆ 30-40% ของราคาน้ำมัน

ภาษีที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันมากที่สุดคือ ภาษีสรรพสามิต โดยเก็บจากน้ำมัน Gasohal 95 ลิตรละ 5.85 บาท (เบนซินไร้สารตะกั่ว ลิตรละ 6.50 บาท) และเก็บจากน้ำมันดีเซล ลิตรละ 5.80 บาท ซึ่งในแต่ละปีภาษีสรรพสามิตจากน้ำมันเชื้อเพลิงที่จัดเก็บได้มีประมาณ 2.3 แสนล้านบาท เป็นรายได้จากภาษีอันดับ 4 รองจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ,ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คิดเป็น 9% ของรายได้จากการจัดเก็บภาษีทั้งหมดของประเทศ

สาเหตุนี้เอง อาจทำให้รัฐบาลเมินเฉยต่อข้อเรียกร้องให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพราะรัฐบาลก็ไม่รู้จะหารายได้จากส่วนไหนมาทดแทน

👉 เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ได้ถูกใช้เพื่อลดราคาน้ำมัน

ในปี 2563 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลง มีอยู่ราว 40,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเหลืออยู่ไม่ถึง 7,000 ล้านบาท ทำให้เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีมติให้กู้เงินจากรัฐบาล จำนวน 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ตรึงราคาเชื้อเพลงให้ถึงเดือนเมษายน 2565

เงินของกองทุนน้ำมันเชื่อเพลิงส่วนใหญ่ ถูกนำไปใช้ใน 2 ส่วนด้วยกัน คือ

1. การตรึงราคาแก๊ส LPG ที่ใช้หุงต้มในครัวเรือน ซึ่งปัจจุบัน กองทุนน้ำมันฯต้องพยุงราคาแก๊ส LPG ราว 63 บาท ต่อถังขนาด 15 ลิตร เพื่อให้ราคาแก๊ส LPG ในประเทศคงที่ในราคา 318 บาทต่อถัง(15ลิตร) แม้ราคา LPG ในตลาดโลกจะปรับขึ้น ทำให้ต้องใช้เงินจากกองทุนน้ำมันมาตรึงราคาเดือนละ 1,400 ล้านบาท

2.เงินกองทุนน้ำมันฯส่วนใหญ่อีกส่วนหนึ่ง ถูกนำไปใช้เพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลและการรับซื้อไบโอดีเซลจากปาล์มน้ำมัน ข้อมูล ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2564 พบว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องนำเงินเข้าไปชดเชยราคาน้ำมัน ดีเซล B7 ลิตรละ 1.99 บาท น้ำมันดีเซล B10 ลิตรละ 2.56 บาท และน้ำมันดีเซล B20 ลิตรละ 4.80 บาท (ในอนาคตจะยกเลิก B20) โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปอุดหนุนน้ำมันส่วนนี้เดือนละประมาณ 850 ล้านบาท เนื่องจากปาล์มน้ำมันมีราคาสูงขึ้นจากผลผลิตในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียที่ลดลง โดยราคาน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ในเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ลิตรละ 47 บาท สูงกว่าน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นที่ราคาอยู่ที่ลิตรละ 22.64 บาท ถึงลิตรละ 24.36 บาท หรือสูงกว่า 2 เท่า

คาดว่าตลอดปี 2564 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เงินไปกับการอุดหนุน LPG ราว 19,000 ล้านบาท และอุดหนุนน้ำมันดีเซลผสมไบโอดีเซล ราว 10,000 ล้านบาท รวมทั้ง 2 ส่วนประมาณ 29,000 ล้านบาท

แจ้งปรับราคาน้ำมันขายปลีก มีผลพรุ่งนี้ 28 ตุลาคม 2564 เวลา 05.00 น.

บางจากฯ ขอแจ้งปรับราคาน้ำมันขายปลีก ดังนี้

ไฮพรีเมียม ดีเซล S B7 ปรับเพิ่ม 60 สต.ต่อลิตร
ไฮดีเซล S B7 ปรับเพิ่ม 40 สต.ต่อลิตร
ไฮดีเซล S ปรับเพิ่ม 40 สต.ต่อลิตร
ไฮดีเซล B20 S ปรับเพิ่ม 40 สต.ต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ E85 S EVO ปรับเพิ่ม 40 สต.ต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ E20 S EVO ปรับเพิ่ม 60 สต.ต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ 91 S EVO ปรับเพิ่ม 60 สต.ต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ 95 S EVO ปรับเพิ่ม 60 สต.ต่อลิตร
มีผล 28 ต.ค. 64 เวลา 05.00 น.
ราคาขายปลีกในกรุงเทพมหานคร ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น กทม.
น้ำมันเชื้อเพลิง 5 สต.ต่อลิตร และ NGV 5 สต. ต่อ กก.

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. True News เจาะลึกข่าวออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger