สรุปข่าว น้ำมันรั่วที่ระยอง
1- ราว ๆ 3 ทุ่มของคืนวันที่ 25 มกราคม 2565 น้ำมันของบริษัท สตาร์ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เกิดรั่วไหลออกจากบริเวณทุ่นผูกเรือน้ำลึกกลางทะเล ซึ่งเป็นจุดขนถ่ายน้ำมัน ตั้งอยู่ที่มาบตาพุด จ.ระยอง ห่างจากชายฝั่งประมาณ 17 กม.
2- คาดว่าน้ำมันรั่วจากท่อที่ใช้โหลดน้ำมันจากเรือ ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถปิดวาวล์หยุดการรั่วไหลของน้ำมันได้สำเร็จ บริษัทอ้างว่าการรั่วไหลไม่ได้เกิดจากการถ่ายโอนน้ำมัน แต่เกิดจากท่อชำรุดเพราะมีเพรียงเกาะจนเกิดการกัดกร่อน
3- สำหรับปริมาณน้ำมันที่รั่ว ตอนแรกบริษัทแจ้งกรมควบคุมมลพิษว่า 4 แสนลิตร ต่อมาผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมฯ ระบุว่า 1.6 แสนลิตร ต่อมา รมว.อุตสาหกรรมแจ้งว่าประดาน้ำลงไปสำรวจพบว่าจริง ๆ แล้ว 6 หมื่นลิตร และล่าสุด รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันยอดใหม่หลังตรวจสอบแล้วว่าอยู่ที่ 2 หมื่นลิตร
4- ทางบริษัทฯ และหน่วยงานทั้งภาครัฐ-ภาคประชาชนพยายามช่วยกันเก็บกู้คราบน้ำมันและควบคุมให้อยู่ในวงจำกัด เช่น ใช้เฮลิคอปเตอร์และเรือพ่นน้ำยาขจัดคราบน้ำมัน เพื่อให้สลายตัวจมลงใต้ทะเล และวางทุ่นดักน้ำมัน (บีชบูม) เพื่อสกัดกั้นคราบน้ำมันไม่ให้ลอยขึ้นฝั่ง
5- จากภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อวันที่ 27 มกราคม พบคราบน้ำมันลอยแผ่เป็นบริเวณกว้างกินพื้นที่ 47 ตร.กม. หรือกว่า 9 เท่าของเกาะเสม็ด อยู่ห่างจากเกาะเสม็ดประมาณ 12 กม.
6- มีการคาดการณ์ว่า คราบน้ำมันอาจลอยไปขึ้นฝั่งที่หาดแม่รำพึง จึงนำบีชบูมมาวางที่หาดเพื่อรอดักจับคราบน้ำมัน
7- ค่ำวันที่ 28 มกราคม คราบน้ำมันลอยไปเกยหาดแม่รำพึง กินพื้นที่ประมาณ 3-5 กม. ทำให้ทรายและน้ำทะเลบางส่วนกลายเป็นสีดำ กลิ่นน้ำมันลอยฟุ้งทั่วหาด บางแห่งคราบน้ำมันจับตัวหนาเหมือนก้อนช็อกโกแลต ปูเปื้อนคราบน้ำมันทั้งตัวจนขาดอากาศหายใจ เบื้องต้นแก้ปัญหาด้วยการใช้แผ่นดูดซับน้ำมัน
8- ผู้ว่าฯ สั่งปิดหาดแม่รำพึง เตรียมประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ห้ามนักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำ และห้ามชาวประมงออกเรือ ทำเอาผู้ประกอบการชายหาดแทบร้องไห้ ในขณะที่นักท่องเที่ยวก็เริ่มยกเลิกการจองห้องพักที่เกาะเสม็ดเพราะกลัวจะได้รับผลกระทบ
9- ผู้ว่าฯ ยอมรับว่ายังไม่สามารถควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของคราบน้ำมันได้ เจ้าหน้าที่กำลังพยายามป้องกันไม่ให้ขึ้นเกาะเสม็ดและเขาแหลมหญ้า ซึ่งเป็นแหล่งปะการังและมีหญ้าทะเลจำนวนมาก
10- หลายฝ่ายเป็นห่วงว่านี่จะสร้างผลกระทบครั้งใหญ่ให้กับระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ทะเลเกิดการปนเปื้อน สิ่งมีชีวิตใต้น้ำและปะการังถูกทำลาย นกทะเลได้รับผลกระทบ
11- บีบีซีรายงานว่า กรมเจ้าท่าได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนแล้ว เพื่อให้บริษัทดังกล่าวรับผิดชอบชดใช้ความเสียหายในทุกมิติ
12- ล่าสุดมีคนพบโลมาและเต่ากระขนาดประมาณ 1 เมตรตาย คาดว่าอาจเกิดจากคราบน้ำมันหรือสารเคมีที่พ่นกำจัดคราบน้ำมัน จึงรีบแจ้งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
** อัปเดตเพิ่มเติมนะคะ สัตวแพทย์ได้ผ่าพิสูจน์ซากเต่าและโลมาแล้ว พบว่าโลมาตายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 7 วัน ส่วนเต่าพบว่าป่วยเรื้อรังและตายมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 วัน ทั้งสองซากไม่พบคราบน้ำมันทั้งภายในและภายนอก
—————
⚫️ คำถามจากสังคมและนักสิ่งแวดล้อม
13- ข้อมูลการรั่วไหลของน้ำมันสับสนไม่ชัดเจน ทั้งชนิดและปริมาณ เช่น ตอนแรกมีข่าวว่าน้ำมันดิบ ต่อมากลายเป็นน้ำมันเบา ทำให้ประชาชนข้องใจ หากได้ตัวเลขและชนิดที่ถูกต้องก็จะประเมินความเสียหายและผลกระทบได้
14- การใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมันไม่ได้ทำให้น้ำมันหายไป แต่เพื่อให้น้ำมันจมลงใต้ทะเล กว่าจะสลายตัวก็ใช้เวลานาน ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลอยู่ดี
15- ทุกวันนี้การขนถ่ายน้ำมันของธุรกิจประเภทนี้เป็นไปตามมาตรฐานสากลหรือไม่ การลงทุนด้านความปลอดภัยเป็นอย่างไร และมีนักสิ่งแวดล้อมเสนอว่าเรือควรจะต้องเทียบท่าชายฝั่งก่อนจึงค่อยถ่ายโอนน้ำมัน ไม่ใช่ถ่ายโอนน้ำมันกลางทะเลจากเรือสู่ท่อ
16- เมื่อปี 2556 เคยเกิดน้ำมันรั่ว 5 หมื่นลิตรพัดขึ้นเกาะเสม็ดมาแล้ว สร้างความเสียหายอย่างมาก และจากข้อมูลที่สื่อนำมาเผยแพร่พบว่าเหตุน้ำมันรั่วเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แสดงว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยนำสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียน เพื่อออกมาตรการควบคุมหรือหาทางแก้เลย
—————
◾️ แนะนำบทความน่าอ่านเกี่ยวกับเรื่องนี้
“สาวไส้ต้นเหตุน้ำมันรั่วลงทะเล
จากวิกฤติปี 56 ผ่านไปกว่า 10 ปียังเหมือนเดิม”
รวบรวม/เรียบเรียงจาก: ไทยรัฐ, บีบีซี, ประชาชาติธุรกิจ, PPTV
แสดงความคิดเห็น