Latest Movie :

ADDS1

ADDS2

Recent Movies

ทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี Eindhoven ได้สร้างรถไฟฟ้าต้นแบบที่สามารถขจัดและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างที่รถวิ่งได้

ทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี Eindhoven ได้สร้างรถไฟฟ้าต้นแบบที่สามารถขจัดและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างที่รถวิ่งได้ นอกจากนี้ยังออกแบบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถสามารถนำไปรีไซเคิลได้ ตามแนวคิดการสร้างรถยนต์ที่สร้างคาร์บอนเป็นศูนย์ครับ


รถยนต์ต้นแบบนี้มีชื่อว่า ZEM วัสดุหลัก ๆ ของตัวรถยนต์มาใช้พลาสติกรีไซเคิลโดยใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ทีมงานยังได้สร้างแผ่นโมโนค็อกและแผงตัวถังโดยใช้เทคนิคการผลิตแบบเพิ่มหนาแน่น แต่ใช้วัสดุน้อยลด เพื่อลดของเสียจากกระบวนการผลิตและทำให้เกิดการปล่อย CO2 ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  


ในขณะเดียวกัน หากรถหมดอายุในการใช้งานแล้ว พลาสติกภายในตัวรถสามารถนำไปหั่นฝอย ใช้ความร้อนทำให้เป็นเนื้อเดียวกัน และนำไปเข้าเครื่องพิมพ์ 3 มิติ และนำไปพิมพ์ชิ้นส่วนรถได้ใหม่ ทีมงานยังใช้โพลีคาร์บอเนตเป็นวัสดุทางแทนกระจก โดยทีมงานบอกว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า 

นอกจากนี้ ทีมงานยังได้ติดตั้ง infotainment (ส่วนควบคุมดิจิทัลในตัวรถ) แบบแยกส่วน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบแยกส่วน และระบบไฟแบบโมดูลาร์ ซึ่งสามารถนำกลับใช้ใหม่ได้ทั้งหมด


ตัวรถติดตั้งโมดูลาร์แบตเตอรรี่ขนาด 2.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง มีมอเตอร์ขนาด 22 กิโลวัตต์ แต่ไม่มีข้อมูลนะว่า มันวิ่งได้ไกลสูงสุดเท่าไหร่ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง แต่หลังคาของรถจะมีแผงโซลาร์เซลล์ที่สามารถชาร์จรถไปด้วยระหว่างที่รถวิ่งได้ 


ในส่วนของการกำจัดก๊าซ CO2 แผงหน้ารถจะใส่เทคโนโลยีที่จะดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ลงไป มันสามารถดักจับ CO2 ได้มากถึง 2 กิโลกรัมทุก ๆ การวิ่งที่ 20,600 กิโลเมตร หากวิ่งด้วยความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  ซึ่งอาจจะดูไม่มากนะครับ แต่ว่าหากว่ารถหลายล้านคันบนโลกนี้ใช้ตัวดักจับ CO2 เหมือนกัน ก็คงจะช่วยลดคาร์บอนได้ไม่น้อยครับ 


เอาจริง ๆ ต้องยอมรับว่า แนวคิดนี้เหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว เมื่อหลายปีก่อน ญี่ปุ่นได้มีการสร้างตัวกรองไปติดไว้ที่ปลายท่อของรถสาธารณะ เพื่อลดอากาศเสียที่ถูกปล่อยออกมาจากเครื่องยนต์ดีเซล แต่ปัจจุบันที่หลาย ๆ ประเทศเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์เบนซิลที่ปล่อยของเสียออกมาน้อยกว่ามาก จึงทำให้แนวคิดนี้ถูกล้มโลกไปครับ 


รถยนต์นั่งต้นแบบ Zem ถูกผลิตขึ้นโดยคำนึงถึงคาร์บอนต่ำในระหว่างการผลิต การใช้งาน และการสิ้นสุดอายุการใช้งาน แม้ในกระบวนการผลิตจะเกิด CO2 ขึ้นบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการผลิตชิ้นส่วนรวมทั้งแบตเตอรี่ แต่ก็จะชดเชยด้วยการดูดคาร์บอนกลับมาระหว่างการใช้งาน เพื่อเป้าหมายในการทำ CO2 ให้เป็นศูนย์ให้ได้ครับ 

ที่มาข้อมูล

https://newatlas.com/automotive/tu-ecomotive-zem-prototype-sustainable-ev-co2/


เปิดตัวเครื่องบินเจ็ทแบบใหม่ บินได้เร็ว 2 เท่า เทียบกับเครื่องบินแบบเดิม


เที่ยวบินระยะไกลแบบบินตรงมีจุดเด่นที่ไม่ต้องแวะสนามบินเพื่อเติมน้ำมัน แต่อย่างไรก็ตาม ราคาตั๋วเครื่องบินแบบนี้จะสูงมากเมื่อเทียบกับเส้นทางปกติ เพราะต้องใช้เชื้อเพลิงและระยะเวลาที่นาน อีกทั้งยังรองรับผู้โดยสารได้น้อยมากเมื่อเทียบกับเที่ยวบินทั่วไป ซึ่งปัญหานี้จะถูกเติมเต็มด้วยทางเลือกใหม่ที่มีชื่อว่าโอเวอร์เจอร์ (Overture) เครื่องบินความเร็วเหนือเสียง 1.7 มัค ที่ดีไซน์ล้ำและมีสายการบินจองซื้อตั้งแต่ยังพัฒนาไม่เสร็จ

บูม เทคโนโลยี (Boom Technology) เป็นบริษัทอากาศยานสตาร์ตอัปที่มีฐานการผลิตในเมืองเดนเวอร์ (Denver) รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2016 โดยได้เริ่มพัฒนาเครื่องบินเจ็ทความเร็วเหนือเสียง (Supersonic) มาตั้งแต่ปี 2019 และมีการปรับปรุงดีไซน์จนเปิดตัวดีไซน์ใหม่ล่าสุดเมื่อ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ภายในงานฟาร์นโบโรห์ อินเตอร์แนชั่นแนล แอร์ โชว์ (Farnborough International Airshow) ประจำปี 2022 ณ เมืองฟาร์นโบโรห์ (Farnborough) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของแฮมป์เชียร์ (Hampshire) สหราชอาณาจักร

โอเวอร์เจอร์ (Overture) ดีไซน์ใหม่ล่าสุดจะมีความยาวทั้งลำที่ประมาณ 60 เมตร   ใช้เครื่องยนต์ทั้งหมด 4 ตัว โดยติดตั้งที่ด้านหลังปีกขนาดใหญ่ที่รูปทรงคล้ายปีกนกนางนวล ช่วงปีกกว้างประมาณ 32 เมตร ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงพลังงานสะอาดสำหรับอากาศยาน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่งไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 100 เปอร์เซ็นต์ ทำความเร็วสูงสุดที่ 1.7 มัค หรือประมาณ 1,600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่จะให้เสียงเครื่องยนต์ที่เงียบกว่า ซึ่งส่งผลให้ตัวเครื่องไม่ถูกจำกัดการบินผ่านเขตประชากรหนาแน่นตามกฎการบินสากล โดยรองรับผู้โดยสารสูงสุดได้ 80 คน และเมื่อจุผู้โดยสารเต็มพิกัดจะสามารถเดินทางได้เป็นระยะทางไกลสุดที่ 4,250 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 7,870 กิโลเมตร 

ขั้นตอนที่สำคัญในตอนนี้คือการทดสอบการบินในห้องปฏิบัติการเพื่อเริ่มกระบวนการผลิตอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่การทดสอบการบินจำลองด้วยโปรแกรม (Simulated Flight) อย่างน้อย 25 ครั้ง รวมถึงการทดสอบในอุโมงค์ลม (Wind Tunnel) เพื่อทดสอบอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) ของตัวเครื่องบินอีก 5 ครั้ง และเสริมด้วยการทดสอบการบินภาคปฏิบัติอย่างน้อยอีก 51 ครั้ง

ในขณะนี้มีสายการบินที่สนใจสั่งซื้อเครื่องบินโอเวอร์เจอร์ (Overture) ไปแล้ว 2 สายการบิน ได้แก่ สายการบินเจแปน (Japan Airlines) และสายการบินยูไนเต็ด (United Airlines) ซึ่งร่วมลงทุนกับบูม เทคโนโลยี (Boom Technology) ไปกว่า 3 พันล้านเหรียญ หรือมากกว่า 1 แสนล้านบาท ตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่วนหากการทดสอบและการยื่นขออนุญาตต่าง ๆ เสร็จสิ้น บูม เทคโนโลยี (Boom Technology) เชื่อว่าจะสามารถเปิดเที่ยวบินแรกได้ภายในปี 2029 หรืออีกไม่เกิน 7 ปี ต่อจากนี้


ที่มาข้อมูล https://tnnthailand.com/news/tech/120093/

ที่มารูปภาพ Boom Supersonic


สหภาพยุโรปยกเลิกคว่ำบาตรบริษัทจัดหาไทเทเนียมในรัสเซียของ Airbus

มีรายงานว่า สหภาพยุโรป ยกเลิกแผนการที่จะรวมรายชื่อบริษัทไทเทเนียมรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย VSMPO-AVISMA ไว้ในรายการคว่ำบาตรครั้งที่ 7 โดยบริษัทเป็นซัพพลายเออร์จัดหาไทเทเนียมรายใหญ่ให้กับบริษัทในยุโรปหลายแห่ง รวมถึงผู้ผลิตเครื่องบิน Airbus

ตามที่นักการทูตของสหภาพยุโรปให้สัมภาษณ์กับ Wall Street Journal บริษัท ถูกถอดออกจากรายการคว่ำบาตรในนาทีสุดท้าย

ในเดือนเมษายน 2022 Guillaume Faury ซีอีโอของ Airbus ได้ขอให้บริษัทจัดหาไทเทเนียมไม่รวมอยู่ในรายชื่อการคว่ำบาตร แต่ย้ำว่าผู้ผลิตกำลังมองหาแหล่งไทเทเนียมทางเลือกอื่นเช่นกัน

ตามรายงานของ Faury แม้ว่าการคว่ำบาตรดังกล่าวจะไม่ได้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย แต่พวกเขาจะ "สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง" ให้กับอุตสาหกรรมการบินของยุโรป

ในเดือนมีนาคม 2022 Boeing ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ประกาศว่าจะหยุดการซื้อไทเทเนียมจากรัสเซีย โดยระงับสัญญากับ VSMPO-AVISMA ก่อนหน้านี้บริษัทเคยเป็นผู้จัดหาไทเทเนียมรายใหญ่ที่สุดให้กับ Boeing

https://www.aerotime.aero/articles/31695-eu-drops-sanctions-on-titanium-supplier-in-russia-report

Tesla เทขาย Bitcoin มูลค่า 936 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ 2

เปิดงบโค้งสอง! พบ Tesla เทขาย Bitcoin เป็นมูลค่า 936 ล้านดอลลาร์ในช่วงQ2/65 หรือลดสัดส่วนการถือครอง Bitcoin ลงไป 75% ส่งผลให้ปัจจุบัน มูลค่า Bitcoin ที่อยู่ในพอร์ตของ Tesla คงเหลืออยู่ที่ 218 ล้านดอลลาร์

Tesla ลงบันทึกตัวเลขจากการขาย Bitcoin ไว้ที่รายการ “รายได้จากการจำหน่ายสินทรัพย์ดิจิทัล” ในรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของโลกแห่งนี้ได้ทำการเข้าซื้อ Bitcoin ในมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์เมื่อช่วงต้นปี 2564 ที่ผ่านมา โดยได้ระบุข้อมูลดังกล่าวไว้ในรายงานประจำปีซึ่งบันทึกผลประกอบการของ Tesla ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2563 ที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ของสหรัฐอเมริกา 

ต่อมา Tesla ได้ขาย Bitcoin ที่ถือครองอยู่ออกไปเป็นมูลค่า 272 ล้านดอลลาร์ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 จึงส่งผลให้มูลค่าของ Bitcoin ในมือของ Tesla คงเหลืออยู่ประมาณ 1.33 พันล้านดอลลาร์ อ้างอิงจากราคาซื้อขายในตลาด ณ เวลานั้น

ข้อมูลจาก TradingView แสดงให้เห็นว่าตลอดเดือนมกราคม ปี 2564 นั้น ราคาของ Bitcoin เคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 23,000 ดอลลาร์ถึง 27,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ก่อนจะทะยานขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาลที่ราคา 65,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญในเดือนพฤศจิกายนของปีนั้น โดยในปัจจุบันราคาของ Bitcoin เคลื่อนไหวอยู่ในฐานต่ำบริเวณ 20,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ก่อนที่จะเกิดการดีดกลับอย่างรุนแรงจนทะลุระดับ 24,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

ตอนที่ Tesla เริ่มถือครอง Bitcoin ในช่วงแรก ๆ นั้น ทางบริษัทฯ ประกาศว่ามีแนวคิดที่จะเปิดรับ Bitcoin ในการชำระค่ารถยนต์ โดยระบุว่า “จะต้องเป็นไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับใช้และจะทดลองเปิดรับในจำนวนจำกัดก่อน”

ซึ่งต่อมาทาง Tesla ก็เริ่มรับชำระเงินด้วย Bitcoin ในดือนมีนาคม ปี 2564 ตามที่ลั่นวาจาไว้ แต่แล้วในเดือนพฤษภาคมก็กลับลำประกาศงดรับ Bitcoin เป็นการชั่วคราวโดยมีประธานฝ่ายบริหารของบริษัทอย่าง Elon Musk ออกมาให้เหตุผลผ่านทวิตเตอร์ว่า Tesla “มีความกังวลต่อปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่พุ่งสูงขึ้นเพื่อนำมาเป็นแหล่งพลังงานในการขุดและการประมวลธุรกรรมของ Bitcoin”

Musk เสริมว่า Tesla จะยังไม่มีการ “ขาย Bitcoin ออกไป” และบริษัทฯ จะพิจารณารับชำระเงินด้วย Bitcoin อีกครั้งเมื่อนักขุดเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนมากกว่านี้ ซึ่งถ้าย้อนไปดูก็จะพบว่า Tesla ไม่ได้มีการประกาศขายสินทรัพย์ดิจิทัลออกมาเพิ่มเติมเลยนับตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 


ที่มา : theblock

https://www.theblock.co/post/158765/tesla-sold-936-million-in-bitcoin-in-the-second-quarter?utm_source=telegram&utm_medium=telegram


วิกฤตฟองสบู่อสังหาฯ จีนก่อตัวชัดและรุนแรง ผู้ซื้อบ้านเริ่มหยุดจ่ายจำนอง บางบริษัทรับดาวน์ด้วยข้าว

การเติบโตอย่างร้อนแรงของเศรษฐกิจจีนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้อัตราการขยายตัวของเมืองสูงขึ้น ผู้คนมีรายได้มากขึ้น มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศจีนก็พุ่งทะยานจนเป็นผลทำให้สิ่งที่เรียกว่า “ฟองสบู่ภาคอสังหาฯ” กลายเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

จากเหตุการณ์เมื่องปี 2021 หลังจากที่ปล่อยให้ภาคอสังหาฯ เติบโตมานาน สัญญาณการ “โอเวอร์ซัพพลาย” ก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อ Evergrand Group บริษัทอสังหายักษ์ใหญ่แดนมังกร มีการผิดนัดชำระหนี้เงินกู้จากการที่บริษัทมีหนี้สินสะสมสูงถึง 10 ล้านล้านบาท นับว่าเป็นบริษัทที่มีหนี้สินมากที่สุดในโลก

การล้มของ Evergrand Group เป็นเหมือนกับโดมิโนสะเทือนตลาดอสังหาฯ จีนที่ตอนนี้มีการประเมินว่า ราว 30 บริษัทอสังหาฯ แดนมังกรเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้เช่นกัน โดยมีมูลค่าร่วมๆ 36 ล้านล้านบาท

ชาร์ลีน ชู นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Autonomous Research หน่วยงานวิจัยจาก Sanford C. Bernstein & Co. ให้ข้อมูลว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวิกฤตในตลาดอสังหาริมทรัพย์ หลังจากรัฐบาลจีนเข้าแทรกแซงเกี่ยวกับการก่อหนี้ในภาคสังหาริมทรัพย์อย่างดุเดือด China Evergrande Group และกลุ่มบริษัทอื่นๆ

ในขณะที่ธนาคารมีการป้องกันหลักประกันสำหรับสินเชื่อของพวกเขาให้กับนักพัฒนาอสังหาฯ ความเสี่ยงที่ใหญ่กว่านั้นจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ที่ซื้ออสังหาเริ่มไม่สามารถผ่อนชำระต่อได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดมากขึ้นเมื่ออัตราการว่างงานในจีนสูงขึ้น

“เมื่อธนาคารเริ่มที่จะตีมูลค่าหลักประกันของบริษัทต่างๆ ลดลง ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก เรายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการผิดนัดชำระหนี้เหล่านี้ และการปรับโครงสร้างหนี้มักจะกินเวลาไม่น้อย”

นี่เป็นแค่การเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ที่จะตามมา และการปรับโครงสร้างมักจะใช้เวลานานมาก ความเสี่ยงด้านหนี้สิน ในภาคการธนาคารและสินเชื่อ ความจริงวันนี้คือ ภาคอสังหาไม่โตแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงขาลง ซึ่งภาวะนี้ก็ยิ่งทำให้กระทบกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ต้องอาศัยพึ่งพากัน ไม่ว่าจะเป็น สินค้าตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ก็จะมียอดจำหน่ายที่ลดลงตามไปด้วย รวมทั้งประชากรในจีนที่มีอัตราเกิดน้อยลง

"เราจำเป็นไม่ลืมว่าจำนวนของประชากรที่ลดลงในจีน กลุ่มคนวัยทำงานซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการด้านอสังหาริมทรัพย์จริงๆ เคยพุ่งสูงสุดในปี 2015 ที่ 801 ล้านคน แค่ตอนนี้ลดลง 20 ล้านคนแล้ว”

🔵ผู้ซื้อบ้านขู่หยุดจ่ายจำนอง

ด้วยวิกฤตด้านกำลังซื้อที่ลดลง รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวและถดถอยของจีน ทำให้ผู้ซื้อบ้านจำนวนมากขึ้นขู่ว่าจะระงับการชำระเงินจำนองให้กับธนาคาร หากนักพัฒนาไม่ดำเนินการก่อสร้างบ้านขายล่วงหน้า การที่ผู้คนจะหยุดการชำระหนี้จำนอง ได้เริ่มเกิดขึ้นในหลายมณฑล ซึ่งมีอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 100 โครงการที่ต้องรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

สตีเวน เหลียง กรรมการบริหารฝ่ายสถาบันของบริษัทนายหน้า UOB Kay Hian ในฮ่องกงกล่าวว่า ผู้คนต่างกังวลว่าสิ่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อสินเชื่อธนาคารและส่งผลกระทบต่อโครงการอื่นๆ ที่ไม่ใช่ปัญหาตามมาด้วย

เช่นเดียวกับ Ting Lu หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Nomura ของจีนระบุว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่ตกต่ำอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อสถาบันการเงินตามมา หลังจากที่กระทบกับตลาดพันธบัตรดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงในต่างประเทศ การลดภาระหนี้ที่ไม่เป็นระเบียบอาจไม่เพียงแต่นำไปสู่วิกฤติสินเชื่อสำหรับนักพัฒนาและการผิดสัญญาครั้งใหญ่ในตลาดพันธบัตร

ผลที่เกิดขึ้นคือเมื่อนักลงทุนทราบข่าว ทำให้เกิดการเทหุ้นธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ ด้วยความกลัวว่าวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศจะเริ่มส่งผลกระทบต่อระบบการเงิน เนื่องจากผู้ซื้อบ้านจำนวนมากขึ้นขู่ว่าจะหยุดชำระเงินจำนองให้กับผู้ให้กู้ ทำให้หุ้นในกลุ่มอสังหาฯ และสถาบันการเงินปรับตัวร่วงลงอย่างมีนัยสำคัญ


🔵รับจองดาว์บ้านด้วยแตงโม กระเทียม และข้าว

ผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและวิกฤตหนี้ที่เกิดจากการที่รัฐบาลสั่งห้ามผู้สร้างบ้านรับเงินก่อนที่การก่อสร้างจะเริ่มขึ้นในโครงการ ทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อรักษาลูกค้าเอาไว้ โดยมีโปรโมชั่นใหม่เพื่อดึงดูดผู้ซื้อเสนอให้นําสินค้าเกษตรมาใช้แทนเงินดาวน์ทั้ง ข้าวสาลี กระเทียม แตงโม และลูกท้อ

ผู้ซื้อบ้านในอำเภอฉีซึ่งเป็นภูมิภาคผลิตกระเทียมรายใหญ่ในมณฑลเหอหนานของจีน สามารถแลกเปลี่ยนผลผลิตได้ในราคาตลาดถึง 3 เท่าเพื่อชําระเงินดาวน์บางส่วน

การยอมรับพืชผลในราคาที่สูงเกินจริงทำให้นักพัฒนาสามารถเสนอส่วนลดที่สูงสำหรับบ้านได้มากกว่าที่รัฐบาลท้องถิ่นอนุญาต ในขณะที่ก็เข้าสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อต่ำ

ขณะที่ “เซ็นทรัล ไชน่า แมเนจเมนต์” บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก็เปิดตัวแคมเปญส่งเสริมการขายระยะเวลา 16 วัน โดยผู้ซื้อสามารถชำระเงินดาวน์ซื้อบ้านโดยคิดอัตรา 5 หยวน/กระเทียม 0.5 กิโลกรัม ซึ่งเมื่อสิ้นสุดช่วงแคมเปญ บริษัทได้รับกระเทียมถึง 430,000 กิโลกรัม สำหรับข้อตกลงดาวน์บ้านรวม 30 หลัง

โฆษณาชิ้นหนึ่งของบริษัทพัฒนาอสังหาฯ ในมณฑลเหอหนานออกแคมเปญ "แลกเปลี่ยนข้าวสาลีเป็นบ้าน" ในชื่อกล่าวว่าผู้ซื้อสามารถใช้พืชผลได้ซึ่งมีราคาอยู่ที่ 2 หยวนต่อจิน (斤) ซึ่งเป็นการตวงวัดแบบจีนโดย 1斤 = 0.5 กิโลกรัม ซึ่งเป็นเพื่อชดเชยเงินดาวน์ได้มากถึง 160,000 หยวน (866,815 บาท) ในการผ่อนซื้อบ้านที่มีราคาราว 600,000-900,000 หยวน (3.25 – 4.87 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตามยอดขายบ้านในจีนลดลงเป็นเวลา 11 เดือนติดต่อกันถึง 31.5% ในเดือนพฤษภาคมเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว และมีแนวโน้มที่จะไม่เติบโตเนื่องจากเศรษฐกิจที่ถดถอย

cr ที่ Reporter Journey 

ปิดฉากห้างดัง! ดีลยักษ์กลางกรุง! ทุบสร้างใหม่กำไรกว่า!! | เพนนินซูล่า

เดอะ เพนนินซูล่า พลาซ่า ห้างใหญ่ในตำนานกำลังจะถูกปิดตัวลงและสร้างเป็นโรงแรมหรูแทนที่ ซึ่งห้างดังกล่าวอยู่แถวราชดำริ ที่เมื่อ 2 ปีที่แล้วทำ new high ราคาตารางวาละ 3.9 ล้านบาท ถูกซื้อโดยแสนสิริ โดยราคานี้เทียบเท่ากับราคาของสยามปัจจุบัน

ห้างดังกล่าวอยู่ใกล้แลนด์มาร์คสำคัญหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นสวนลุมพินี, สนามม้า อีกทั้งอยู่ติดกับโรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย ซึ่งเป็นโรงแรม 6 ดาวอีกด้วย

ตัวอาคารของห้างเป็นตึกที่ค่อนข้างเตี้ย และถูกห้อมล้อมด้วยตึกสูง จึงง่ายกว่าหากทุบทิ้งแล้วสร้างเป็นตึกใหม่ ทั้งยังหมดสัญญาเช่าในปี 2562 ที่ผ่านมาด้วย

ซึ่งในอนาคตมีแผนการเตรียมพัฒนาเป็นโรงแรมหรู ของกลุ่มแอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล ธุรกิจโรงแรมในเครือแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ที่สร้างผลงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Terminal 21 และ Grand Centre Point 

จะพัฒนาเป็นโรงแรมหรู 5-6 ดาว มี 40 ชั้น ห้องพักกว่า 500 ห้อง หากคิดคร่าวๆ ว่าเฉลี่ยคืนละ 10,000 บาท เท่ากับรายได้/คืน ตกราวๆ 5 ล้านบาทเลยทีเดียว นี่ยังไม่นับรวมงานเลี้ยง หรืองานสำคัญต่างๆที่ต้องใช้พื้นที่ในโรงแรม เช่น ห้องอาหาร, ห้องประชุม เป็นต้น ซึ่งอาจจะทำรายได้มากขึ้นไปอีก

หากมองกลับกัน เพนนินซูล่ามีพื้นที่ใช้สอยน้อยถ้าเทียบกับ traffic บริเวณราชดำริ การจะทำรายได้วันละ 5 ล้านถือเป็นเรื่องที่ยากมาก และไม่คุ้ม หากทุบแล้วสร้างตึกสูงเพื่อรองรับคนได้มากกว่าจะเป็นเรื่องที่คุ้มกว่า

สำหรับเหตุการณ์การทุบตึกแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ ก็มีให้เห็นกันมาแล้ว เช่น โรงแรมดุสิตธานีถูกทุบเพื่อสร้างเป็นดุสิตเซ็นทรัลปาร์ค, ธนาคารกรุงศรีสำนักงานใหญ่ถูกทุบแล้วสร้างเป็นตึกสำนักงานสูงให้เห็นในปัจจุบัน ทำให้เกิดความสวยงามและพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้น

เดิมทีที่ดินบริเวณเพนนินซูล่าเป็นของวชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งครอบครองขุมทรัพย์กลางเมืองพื้นที่รวม 67 ไร่ 28 แปลง มูลค่ารวมนับแสนล้านบาท ซึ่งเพนนินซูล่า ใช้สอยพื้นที่ดังกล่าวไปเพียง 3 ไร่ หากพื้นที่ที่เหลือถูกแบ่งออกมาพัฒนาเป็นอสังหาฯต่างๆที่เป็นประโยชน์ คงจะขับเคลื่อนวงการอสังหาฯของไทยไปได้ไม่น้อย

และล่าสุดไทยโอบายาชิ ได้คว้าที่ดินเช่า 6 ไร่ของวชิราวุธวิทยาลัย เพื่อทำโครงการมิกซ์ยูส ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการพัฒนาโครงการใหญ่ นั่นคือ สินธร วิลเลจ บนที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ บริเวณหลังสวน 

น่าคิดว่าหากมีมิกซ์ยูสเกิดขึ้นอีก ที่ดินบริเวณหลังสวนจากเดิมที่แพงอยู่แล้ว ตารางวาละ 3 ล้าน ต้องมีมูลค่าสูงขึ้นไปอีกมาก

วิกฤติที่อยู่อาศัยในเกาะฮ่องกง "เมื่อประชาชนต้องเช่าประเทศตัวเองอยู่"

 


1) ทรัพยากรที่ดิน เป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และต้องหวงแหนรักษาอย่างมาก เพราะไม่สามารถหาเพิ่มใหม่ได้ มีแต่จะหมดลง และถูกจับจองเจ้าของ เปลี่ยนมือไปในทุกวัน ตามกำลังซื้อ และราคาที่ดินที่สูงขึ้น แปรผันไปตามกลไกตลาด เมื่อ demand ในตลาด แต่ปริมาณพื้นที่ไม่พอเพียงจะอยู่ มันยิ่งทำให้ค่าที่ดิน และราคาที่อยู่อาศัยดีดตัวอย่างรวดเร็ว


2) ในปี 2564 พบว่ามีประชากรอยู่ที่ 7.5 ล้านคน แต่ในเกาะฮ่องกงมีพื้นที่ราว 1,104 ตารางกิโลเมตร ฮ่องกง คือหนึ่งในเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก ด้วยความหนาแน่นของประชากร 7,096 คน ต่อ 1 ตารางกิโลเมตร (ข้อมูลปี 2018 จากธนาคารโลก) สูงกว่าของไทยที่มีอยู่ราว 136 คนต่อ ตร.กม. กล่าวโดยสรุปคือ ฮ่องกงมีความหนาแน่นประชากรมากกว่าไทย 50 เท่า ดังนั้น ปัญหาของฮ่องกงคือทรัพยากรที่ดินขนาดเล็ก ไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากร ที่ดินพื้นที่จำกัดไม่สามารถขยายหรือพัฒนาต่อได้ ทำให้ราคาค่าเช่าที่อยู่อาศัยในฮ่องกงพุ่งทะยาน จนกลายเป็นเมืองที่ค่าเช่าที่อยู่อาศัยแพงที่สุดในโลก ชีวิตที่ถูกกดดันจากราคาค่าเช่าแสนแพง ชาวฮ่องกงหลายหมื่นคนไม่มีทางเลือกอื่น พวกเขาจำต้องอาศัยอยู่ในห้องแคบเท่ารูหนู รวมห้องน้ำ-ห้องครัวรวมกันในห้องเดียว


3) ต้นตอของปัญหามาจากการที่รัฐบาลเอื้อนายทุนและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติแบบเกินพิกัดด้วย "กำแพงภาษีต่ำ / ภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำ / corporate taxes ต่ำ" เอื้อต่อการลงทุนของบรรษัทข้ามชาติทุกรูปแบบ เราจะเห็นบริษัทใหญ่ๆเข้ามาทำธุรกิจกันในฮ่องกงเต็มไปหมด เพราะความจงใจในการดึงดูดเงินจากนักลงทุน


4) รัฐบาลใช้วิธีหารายได้ชดเชย ด้วยการค่อยๆตัดแบ่ง "ที่ดินออกมาประมูลขาย" แล้วนายทุนจีนก็มากวาดซื้อไปเก็งกำไรขายต่อ ส่งผลให้เกิดการตีทุนที่ดินในมูลค่าที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้คนในประเทศไม่มีปัญญาซื้อ-ขาย "ต้องเช่าอยู่เท่านั้น" ผลลัพธ์คือ คนในประเทศเลยต้องอยู่ในห้องรูหนู ด้วยความจำเป็น และขาดแคลนทรัพยากรที่ดินที่เป็นของตนเอง จนต่อง "เช่าประเทศอยู่"


5) แน่นอนว่าเมื่อประชาชนจำนวนมากไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ผลคือนายทุนก็หาวิธีขายห้องที่ผิดกฎหมาย ที่เรียกว่า "บ้านโลงศพ" หรือ “Coffin Homes” เป็นการซอยห้องหาถูก ขนาดเล็กประมาณ 5-15 ตารางเมตร (ในขณะที่คนไทยเราอยู่คอนโด size เล็กสุดอยู่ที่ประมาณ 21 ตารางเมตร) เรียกว่าเข้าไปนอนได้อย่างเดียวครับ บางห้องขนาดเป๊ะๆคือ 3 x 6 ฟุต แต่ละห้องคิดค่าเช่าประมาณ 200 ดอลล่าร์ฮ่องกง หรือคิดเป็นเงินไทยราว 850 บาทต่อเดือน พื้นที่ดังกล่าวคับแคบเสียจนไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ เดินได้ หรือทำกิจกรรมอื่นใดในบ้านได้เลย


6) ในอนาคต ฮ่องกงกำลังจะเป็นประเทศที่เกิดวิกฤติขาดแคลนที่อยู่อาศัย เพราะว่านายทุนไม่มุ่งสร้างธุรกิจที่อยู่อาศัย จำนวนที่อยู่อาศัยใหม่ที่สร้างขึ้นก็ลดลง (ซึ่งที่ผ่านมา ขนาดห้องก็ค่อยๆลดลงมาโดยตลอด เรียกว่า Nano Flat จิ๋วมากๆ) ข้อมูลจาก Hong Kong Foundation พบว่า ในปี 2017-2018 มีจำนวนที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ที่เป็นของเอกชน 25,500 หลัง ในขณะที่ปี 2020-2021 ลดลงเหลือเพียง 13,020 หลัง ส่วนโครงการของรัฐบาลก็สร้างจำนวนหลังไม่สำเร็จตามเป้าหมาย


7) หากมองเรื่องนี้เผินๆ เราจะรู้สึกว่า ฮ่องกงเป็นประเทศที่เจริญมาก มีบริษัทต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจเต็มไปหมดเลย ตึกสูงๆเต็มไปหมด เห็นโอกาสเพราะ "พื้นที่เศรษฐกิจ" เพียบ แต่จริงๆ ปัญหาคือรัฐบาลแทบไม่เก็บภาษี กลายเป็นสวรรค์ของนักลงทุน รัฐบาลไม่มีปัญญาหาเงินเลยขายที่ดินแทน คนในชาติช่างมัน ทำให้สภาวะแบบนี้น่ากลัวมาก หรือที่เรียกว่า "ขายชาติ"


8 ) หากกลับมามองนโยบายประเทศเรา เรื่องแก้กฏหมายให้ชาวต่างชาติเข้าซื้อบ้านและที่ดินได้สะดวกมากขึ้นในรัฐบาลประยุทธ์ ทำให้ในอนาคต การเข้าถือทรัพย์สินของชาวต่างชาติที่รัฐบอกว่า เป็นข้อดี เพราะจะสามารถดึงเงินเศรษฐีเข้าประเทศได้ จะส่งผลให้คนไทยที่รายได้ปานกลาง มนุษย์เงินเดือนเช่าห้องอยู่ อาจต้องมีสภาพเหมือนคนฮ่องกงในที่สุด เพราะเจ้าของต่างชาติที่จะตีทุนคืน (ต่อให้ประชาชนกลุ่มชนชั้นกลางมีเงินหลายล้าน ก็อาจจะซื้อที่อยู่อาศัยดีๆให้ตัวเองไม่ได้ สร้างเนื้อสร้างตัวลำบากขึ้น เพราะค่าที่ดินดีดตัวไปกว่านั้น และต้องเช่าเอา ไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของที่แท้จริง)


9) สภาพพื้นที่ประเทศหลังจากต่างชาติเป็นนายทุนอสังหาไปหมด มันจะกลับมาในรูปแบบการลงทุนให้เช่า แล้วคนไทยต้องแห่เช่าที่ของประเทศตัวเอง ไม่สามารถหาที่อยู่เป็นหลักแหล่งได้อีก ไม่มีเงินซื้อ หรือมีเงินก็ซื้อไม่ได้ เพราะต่างชาติลงทุนไว้หมดแล้วให้เป็นอสังหาแบบเช่าเท่านั้น เราไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของพื้นที่ประเทศของตนเองได้ แต่ปัญหาจะหนักกว่านั้น ถ้านายทุนไม่ได้ประกอบกิจการที่อยู่อาศัย ผลคือ "การขาดแคลนที่อยู่ ไม่ต่างจากฮ่องกงทุกวันนี้"


10) อย่าคิดว่าทำเลทองจะรอด เราอาจจะไม่เหลือที่ดินเป็นมรดกให้คนไทยด้วยกัน ตราบใดที่รัฐไม่เข้าใจปัญหาเรื่องทรัพย์สินทุนประเภทที่ดิน ที่มีอยู่อย่างจำกัด ไม่สามารถผลิตเพิ่มได้แบบทุนประเทศอื่น


11) "การปล่อยให้ต่างชาติครอบครอง" มันส่งผลร้ายต่อคนไทยอย่างไร? เราจะสูญเสียอีกมากมาย จนไม่เหลืออะไรให้กอบกู้ไว้เป็นสมบัติแผ่นดินด้วยซ้ำ ทุกอย่างจะเป็นของกลุ่มอภิสิทธิ์ชน นายทุน และผู้มีอำนาจในประเทศ คนธรรมดาหมดสิทธิ์

นายทุนเอาที่ดินไปหมด สุดท้ายคนอยู่ในที่แคบเหมือนรูหนู เพราะนโยบายขายชาติ ทำให้เราไม่เหลือพื้นที่ให้คนในประเทศใช้ชีวิต ไม่มีคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีได้ นายทุนขโมยชาติไปแล้ว

อนาคตประเทศไทย สภาพพื้นที่อาจไม่ต่างจากฮ่องกง ดูเจริญแต่ไม่มี "ที่ดิน" เป็นของตนเอง


CR : ภาพถ่ายจาก Benny Lam 

CR ข้อมูล : National Geographic & South China Morning Post, 


Apple Car อาจไม่มีเบรก ไม่มีพวงมาลัย เบาะคนนั่งหันเข้าหากัน แถมอาจมีที่ให้นอนได้เลย !

 


The Information สื่อจากต่างประเทศได้เปิดเผยรายงานฉบับใหม่เกี่ยวกับโปรเจ็กต์รถยนต์คันแรกของ Apple อย่าง Apple Car ที่ได้เริ่มกระบวนการพัฒนามาเป็นเวลาร่วมกว่า 8 ปีแล้ว โดยมีการเล่าถึงปัญหา และอุปสรรคต่าง ๆ ที่ Apple กำลังประสบอยู่ในขณะนี้

รายงานระบุว่า Apple ตั้งใจออกแบบ Apple Car ให้มีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติแบบเต็มรูปแบบ (Fully Autonomous Vehicle) โดยตัวรถจะไม่มีพวงมาลัย หรือแม้แต่แป้นเบรก ภายในรถจะถูกออกแบบให้มีห้องโดยสารแบบ 4 ที่นั่ง ซึ่งแต่ละที่นั่งจะหันหน้าเข้าหากัน ทำให้ผู้โดยสารสามารถพูดคุยกันได้ง่ายขึ้น รวมทั้งอาจมีพื้นที่กว้างขวางพอให้ผู้โดยสารสามารถนอนได้ด้วย

สำหรับโปรเจ็กต์ Apple Car หรือ Project Titan ตามรายงานเปิดเผยว่า ได้ Jony Ive ดีไซน์เนอร์มือทองจาก Apple ที่ลาออกไปเมื่อปี 2019 ก็มีส่วนร่วมในโปรเจ็กต์ Apple Car ในฐานะ ผู้ให้คำปรึกษา ซึ่งน่าจะส่งผลให้ดีไซน์ของรถยนต์คันแรกของ Apple มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นอย่างมาก


ที่มา : https://www.cultofmac.com/783706/apple-car-wont-need-a-steering-wheel/


https://www.macrumors.com/2022/07/11/apple-car-design-rumors/

ฮีทโธรว์ แจ้งสายการบินหยุดขายตั๋วช่วงฤดูร้อน และจำกัดจำนวนผู้โดยสารจนถึงเดือนกันยายน

ท่าอากาศยานนานาชาติฮีทโธรว์ได้แจ้งสายการบินต่างๆ ให้หยุดขายตั๋วช่วงฤดูร้อน เนื่องจากมีการกำหนดจำนวนผู้โดยสารสูงสุด ซึ่งคาดว่าจะนำไปสู่การยกเลิกเที่ยวบินมากขึ้น

ท่าอากาศยานได้จำกัดผู้โดยสารใหม่ 100,000 คนต่อวัน ลดลงวันละ 4000 คน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 11 กันยายน

จอห์น ฮอลแลนด์-เคย์ ผู้บริหารระดับสูงของฮีทโธรว์ กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนผู้โดยสารเกิน 100,000 คนเป็นประจำ ส่งผลให้คุณภาพการให้บริการลดลงถึงระดับที่ไม่เป็นที่ยอมรับ เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินของสายการบิน และท่าอากาศยานไม่สามารถรองรับปริมาณที่สูงเช่นนี้ได้ ผู้โดยสารต้องเผชิญกับการต่อคิวยาว ล่าช้า การยกเลิกในนาทีสุดท้าย สัมภาระล่าช้า และสัมภาระที่ไม่ได้ขึ้นเครื่อง

หากไม่มีการจำกัดจำนวน ฮีทโธรว์คาดการณ์ว่าที่นั่งขาออกในแต่ละวันในช่วงฤดูร้อนจะมีค่าเฉลี่ย 104,000 ที่นั่ง ซึ่งเกินมาวันละ 4,000 ที่นั่ง

“ด้วยการแทรกแซงในตอนนี้ เป้าหมายของเราคือการปกป้องเที่ยวบินสำหรับผู้โดยสารส่วนใหญ่ที่ฮีทโธรว์ในฤดูร้อนนี้ และเพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานจะมีการเดินทางที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ และไปถึงจุดหมายปลายทางพร้อมกระเป๋า” . . . “เราตระหนักดีว่านี่จะหมายถึงการเดินทางช่วงฤดูร้อนบางส่วนอาจถูกย้ายไปอีกวัน สนามบินอื่น หรือถูกยกเลิก และเราต้องขออภัยต่อผู้โดยสารที่มีแผนการเดินทางและได้รับผลกระทบ” ท่าอากาศยานกล่าว

ผู้เดินทางที่ได้รับผลกระทบจะไม่ได้รับค่าชดเชย เนื่องจากเหตุผลในการยกเลิกจะถูกจัดว่าอยู่นอกเหนือการควบคุมของสายการบิน

ความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของท่าอากาศยานนานาชาติฮีทโธรว์ถูกจำกัดด้วยปัญหาพนักงาน นายฮอลแลนด์-เคย์ กล่าวว่า ความล่าช้าที่ท่าอากาศยานอื่นๆ มีผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากผู้โดยสารมาถึงช้า ทำให้เกิดแรงกดดันต่อเจ้าหน้าที่ “เพื่อนร่วมงานของเรากำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อนำผู้โดยสารเดินทางไปให้ได้มากที่สุด แต่เราไม่สามารถทำให้พวกเขาเสี่ยงต่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของตนเองได้” 

เขากล่าวว่า “หน้าที่ที่สำคัญ” บางอย่างนั้น “ขาดทรัพยากรอย่างมีนัยสำคัญ” โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน ซึ่งได้รับสัญญาจากสายการบินให้จัดหาพนักงานเช็คอิน ขนสัมภาระขึ้นและลงกระเป๋า และเจ้าหน้าที่บริการอากาศยานในลานจอด นี่เป็นข้อจำกัดที่สำคัญต่อความจุโดยรวมของท่าอากาศยาน”

เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลได้สั่งให้สายการบินต่างๆ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกเขาสามารถจัดส่งและให้บริการตามกำหนดเวลาและให้อนุญาตให้สายการบินยกเลิกเที่ยวบินโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยได้จนถึงวันศุกร์นี้ ขณะที่หลายสายการบินยกเลิกเที่ยวบิน นายฮอลแลนด์-เคย์กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติม

https://news.sky.com/story/new-summer-holiday-threat-as-heathrow-imposes-passenger-cap-until-september-12650517?fbclid=IwAR3Tk0bVfkLXWVWwf1BpYl1oVM4532bER97_a857JWiFnaX9KWGtXefWUyw

วิกฤตอสังหาจีนยังระส่ำหนัก เจ้าหนี้ปฏิเสธยืดเวลาชำระหนี้ให้ Evergrande หลังครบกำหนดตั้งแต่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา

 


วิกฤตอสังหาจีนยังระส่ำหนัก เจ้าหนี้ปฏิเสธยืดเวลาชำระหนี้ให้ Evergrande หลังครบกำหนดตั้งแต่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา

China Evergrande Group บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีนยังต้องเผชิญกับปัญหาต่อเนื่อง ล่าสุด เจ้าหนี้ในประเทศของบริษัทปฏิเสธที่จะขยายระยะเวลาเดดไลน์ชำระคืนหุ้นกู้

โดยผู้ที่ถือครองหุ้นกู้หลักอย่าง Hengda Real Estate Group Co., Ltd ปฏิเสธแผนที่จะขยายระยะเวลาการชำระคืนออกไปอีก 6 เดือน จากเดิมที่ครบกำหนดในวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในขณะที่มติจากเจ้าหนี้ถึง 90% ได้ปฏิเสธที่จะขยายระยะเวลาออกไปเช่นกัน

ปัญหาด้านสินเชื่อของ Evergrande ส่งผลให้รัฐบาลจีนต้องออกมาพยายามควบคุมและช่วยเหลือเกี่ยวกับหนี้ภาคอสังหา เพราะหากปล่อยให้ Evergrande ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ในประเทศ ก็อาจจะกลายเป็นครั้งแรกที่ผู้พัฒนาอสังหาผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ในประเทศ หลังจากที่ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ต่างประเทศไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

Li Kai ซีไอโอของ Beijing Shengao บริษัทบริหารจัดการกองทุน Private Equity เปิดเผยว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ไม่สามารถยืดระยะเวลาชำระคืนออกไปได้ และจะนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งหลังจากนี้อาจทำให้โครงสร้างของภาคอสังหาเปลี่ยนไป โดยจะกระทบต่อมูลค่าของหุ้นกู้ภาคอสังหา เราคาดว่าหุ้นกู้ในประเทศน่าจะเกิดการผิดนัดชำระมากขึ้นกว่านี้

ทั้งนี้ Evergrande มีหนี้อยู่กว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่างจับตาเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งนี้อย่างใกล้ชิด โดยก่อนหน้านี้ Evergrande ระบุว่าบริษัทจะจัดทำข้อเสนอเบื้องต้นในการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเจ้าหนี้ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้

Toyota ขึ้นแท่นผู้นำจดสิทธิบัตร ‘แบตเตอรี่โซลิดสเตท’ ที่ใช้เวลาชาร์จแค่ 1 ใน 3 ของลิเทียมไออน ถือเป็นการวางรากฐานยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต

 


Toyota ขึ้นแท่นผู้นำจดสิทธิบัตร ‘แบตเตอรี่โซลิดสเตท’ ที่ใช้เวลาชาร์จแค่ 1 ใน 3 ของลิเทียมไออน ถือเป็นการวางรากฐานยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต

Toyota Motor กลายเป็นผู้นำในด้านการจดสิทธิบัตรแบตเตอรี่โซลิดสเตท ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของเหล่าบริษัทจากประเทศญี่ปุ่น ที่ต้องการจะเป็นผู้นำเกี่ยวกับแหล่งพลังงานของยานยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าแห่งอนาคต ตามการศึกษาของ Nikkei ที่ได้รับการเปิดเผยออกมา

โดย Nikkei ได้ร่วมกับบริษัทการวิจัยการจดสิทธิบัตร Patent Result ในการตรวจสอบสิทธิบัตรเกี่ยวกับแบตเตอรี่ประเภทโซลิดสเตทที่ได้ทำการยื่นจดทะเบียนต่อองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization) 

ผลการสำรวจจาก 10 ประเทศ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมาจนถึงเดือนมีนาคม พบว่า Toyota เป็นผู้นำในจำนวนสิทธิบัตร ซึ่งมีการจดไว้ถึง 1,331 รายการ 

ขณะที่ Panasonic Holdings ตามมาเป็นอันดับที่ 2 ด้วยจำนวนสิทธิบัตร 445 รายการ และ Idemitsu Kosan Holds ถือครองสิทธิบัตร 272 รายการ ส่วนอันดับที่ 4 คือ Samsung Electronics จากเกาหลีใต้ซึ่งเป็นบริษัทเดียวใน 5 อันดับแรกที่ไม่ได้มาจากญี่ปุ่น และใน 10 อันดับแรกยังเป็นบริษัทญี่ปุ่นถึง 6 แห่ง

สำหรับ Toyota ได้เริ่มมีการวิจัยเกี่ยวกับแบตเตอรี่โซลิดสเตทมาตั้งแต่ในช่วงยุค 90 เป็นต้นมา และมีการขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรหลากหลายรูปแบบทั้งโครงสร้างของแบตเตอรี่ วัสดุที่ใช้ และกระบวนการผลิต 

และในปี 2020 ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นได้เปิดตัวรถยนต์ต้นแบบที่ใช้แบตเตอรี่โซลิดสเตทเป็นต้นกำเนิดพลังงาน และในปีเดียวกันทั้ง Toyota และ Panasonic ได้ร่วมกันเปิดตัวรถยนต์พลังงานที่คิดค้นขึ้นด้วยกัน โดยสองบริษัทได้ร่วมมือกันพัฒนาและวิจัยแบตเตอรี่โซลิดสเตท ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

แบตเตอรี่โซลิดสเตท คือแบตเตอรี่ที่ใช้อิเล็กโทรไลต์แข็ง มีความปลอดภัยสูงเนื่องจากโอกาสติดไฟต่ำ มีเสถียรภาพสูง และความหนาแน่นของพลังงานที่สูงขึ้น และประสิทธิภาพการกักเก็บพลังงานที่เหนือกว่า เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน 

โดยสามารถชาร์จไฟได้อย่างรวดเร็วกว่ามาก ใช้เวลาแค่ 1 ใน 3 ของแบตเตอรี่ลิเทียมไออนเท่านั้น จึงเป็นแหล่งพลังงานสำหรับผลิตภัณฑ์ยุคใหม่อย่างรถยนต์ไฟฟ้า สมาร์ทโฟน และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ กระนั้นในตอนนี้กลับมีต้นทุนที่แพงกว่า 4 เท่า 

Toyota มีแผนที่จะวางจำหน่ายรถยนต์ไฮบริดที่ใช้แบตเตอรี่โซลิดสเตทภายใน 5 ปีแรกของทศวรรษนี้ ขณะที่ Nissan Motor และ Honda Motor มีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่โซลิดสเตทในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษนี้ ขณะที่ค่ายรถยนต์ยุโรปอย่าง Volkswagen เองก็มีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่โซลิดสเตทเช่นกัน

'ห้ามครูสตรีประกวดนางงาม’ โฆษกศธ. แจงเป็นกฎเก่ากว่า 61 ปี พร้อมหารือปรับให้ทันยุคสมัย ชื่นชม 'ครูจุ๊บแจง' อดีตผู้เข้าประกวด MUT2022

 


จากกรณี ครูจุ๊บแจง น.ส.กนกวรรณ ชูสุข ผู้เข้าประกวดเวทีนางงาม Miss Universe Thailand 2022 ประกาศถอนตัวจากการประกวด แม้ทำคะแนนสามารถเข้าสู่รอบ 30 คนสุดท้าย โดยมีกระแสข่าวว่า เกิดจากกฎระเบียบ ที่ห้ามครูสตรีประกวดนางงาม

วันนี้ (5 ก.ค. 65) นายวีระ แข็งกสิการ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบ พบว่า เป็นหนังสือกระทรวงศึกษาธิการ ที่ ศธ.14222/2504 ลงวันที่ 26 ก.ค. 2504 โดยกำหนดว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไม่อนุญาตให้ครูสตรีในสถานศึกษาสังกัด เข้าประกวดนางงาม ตลอดจนการประกวด หรือแสดงแบบเครื่องแต่งกายสตรี ไม่ว่าการประกวดนั้นจะเรียกชื่ออย่างไร และผู้ใดเป็นผู้จัด หากฝ่าฝืนอาจได้รับการพิจารณาลงโทษถึงให้ออกจากราชการ ซึ่งเป็นคำสั่งการที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2504 หรือกว่า 61 ปีมาแล้ว โดยกฎระเบียบดังกล่าว อาจมีเจตนารมณ์มาจากการเข้าประกวดที่ผู้สมัครจะต้องมีการเก็บตัวเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ จะทำให้ไม่สามารถทุ่มเทให้กับการสอนตามหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ถึงแม้ว่าจะสามารถใช้วันลาได้ แต่ก็ไม่เข้ากรณีทั้งการลากิจหรือลาป่วย

โฆษก ศธ. กล่าวว่า ในอดีตที่มีการออกกฎระเบียบดังกล่าว อาจจะสอดคล้องกับบริบทและเหตุการณ์ในสมัยนั้นๆ ซึ่ง ศธ.ตระหนักดีว่า ระเบียบนี้ใช้มานานมากแล้ว ตั้งแต่ปี 2504 และในยุคสมัยนี้ ผู้หญิงมีความรู้ มีความสามารถ มีศักยภาพ มีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ยิ่งผู้เป็นครูที่อยู่ในวิชาชีพครู ซึ่งเป็นวิชาชีพชั้นสูง ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้มอบหมายให้ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ไปหารือร่วมกันว่า ควรปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับยุคสมัย แต่ยังคงมีภาพลักษณ์ที่ดีของครู ซึ่งต้องเป็นต้นแบบให้แก่นักเรียน ยึดถือจรรยาบรรณครู และประมวลจริยธรรมของครู รวมถึงต้องขอชื่นชมครูจุ๊บแจงที่ให้ความสำคัญกับนักเรียนเป็นอันดับแรก สะท้อนให้เห็นจิตวิญญาณความเป็นครู

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าพี่ไปรฯ ! OR จับมือ ไปรษณีย์ไทย ทดสอบ EV Bike ไทยฮอนด้า ขนส่งพัสดุ

 


ช่วงต้นปี OR ได้ทำโครงการนำร่องใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicles หรือ BEV) สำหรับใช้ในการดำเนินธุรกิจการขนส่งไปรษณีย์และพัสดุ ร่วมกับ "ไปรษณีย์ไทย" ไปแล้ว 

ล่าสุดมีความร่วมมือระหว่าง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพิ่มเติมในโครงการทดสอบใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV Bike) เพื่อขนส่งสินค้าและพัสดุ 

โดยไปรษณีย์ไทย จะใช้ EV Bike จากไทยฮอนด้า 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น PCX Electric และรุ่น BENLY e: ล็อตแรกจำนวน 20 คัน ในการขนส่งสินค้าและพัสดุให้ลูกค้า นำร่องที่ทำการไปรษณีย์ 2 แห่ง ได้แก่ ที่ทำการไปรษณีย์หลักสี่ และที่ทำการไปรษณีย์จตุจักร กรุงเทพฯ โดย OR จะติดตั้งจุดสลับแบตเตอรี่ ณ ที่ทำการไปรษณีย์นำร่องทั้งสองแห่ง สำหรับชาร์จไฟ EV Bike และสลับแบตเตอรี่แบบไม่ต้องรอชาร์จ

รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นอีกเป้าหมายในการพัฒนาธุรกิจของ OR เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการ Platform ของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เนื่องจากรถจักรยานยนต์ถือเป็นยานพาหนะที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย ทำให้มีจำนวนผู้ใช้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้าได้ง่าย 

ดังนั้นหาก OR สามารถพัฒนารูปแบบ platform ของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นได้โดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นสถานีชาร์จไฟ เครื่องชาร์จ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ตู้เปลี่ยนแบตเตอรี่ แอปพลิเคชันในการให้บริการ ตลอดจนการซ่อมหรือดูแลรถ EV จะดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาสนใจใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และขับเคลื่อนให้การใช้ EV เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในประเทศไทย โดยมี OR เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ 

ส่วน "ไปรษณีย์ไทย" วางเป้าหมายปรับเปลี่ยนมาสู่การใช้พลังงานสะอาด ทดแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ - มลพิษในเส้นทางต่างๆ ทั้งในระดับเมืองและชุมชน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนตามนโยบาย "กรีนโลจิสติกส์" ซึ่งให้ความสำคัญตั้งแต่การขนส่งต้นทางไปจนถึงปลายทาง ปัจจุบันมีบุรุษไปรษณีย์ 20,000 คน ที่ทำหน้าที่ส่งสินค้าและพัสดุทั่วประเทศ  

ในปี 2565 ไปรษณีย์ไทย มีแผนนำรถยนต์ไฟฟ้าจำนวน 250 คัน มาใช้สำหรับการขนส่งไปรษณียภัณฑ์ คาดการณ์ไว้ว่าจะช่วยประหยัดทรัพยากรได้เพิ่มขึ้นกว่า 30% หากมีจำนวนการใช้มากขึ้นจะช่วยสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในเมืองไทย และเป็นต้นแบบของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 


เปิดตัวแนวคิด Sky Cruise โรงแรมลอยฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่เหมือนเมืองลอยฟ้า

 


ชั้นเฟิร์สคลาส (First Class) ของเครื่องบินในปัจจุบันนั้นยังมีขนาดเล็กและไม่สะดวกสบายเท่าใดนัก เพราะติดปัญหาเรื่องของขนาดเครื่องบินซึ่งเกิดจากข้อจำกัดจากขนาดและพละกำลังเครื่องยนต์ แต่ก็มีแนวคิดสุดแหวกแนวที่ถูกนำมาแสดงให้เห็นต่อสาธารณชน จากนักสื่อสารวิทยาศาสตร์บนช่องยูทูบชื่อดังในการยกระดับให้เครื่องบินเป็นเมืองทั้งเมือง ภายใต้แนวคิดสกายครูซ (Sky Cruise) เครื่องบินยักษ์พลังงานนิวเคลียร์

วิดีโอนำเสนอแนวคิดเครื่องบินแห่งอนาคตสุดล้ำนั้นเกิดขึ้นโดยมันสมองของ ฮาเชม อัล-ไกลี (Hashem Al-Ghaili) นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ชื่อดังจากเยเมน ที่มีผลงานในการสร้างปรากฏการณ์อธิบายแนวคิดทางวิทยาศาสตร์สุดมหัศจรรย์ในช่องทางต่าง ๆ เช่นยูทูบ (Youtube) เว็บไซต์ และงานเสวนาเทดทอล์ก (TED Talk) โดยมีตัวอย่างผลงานสำคัญคือการเล่าเรื่องราวของพื้นผิวที่ทำงานแบบโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้ที่เรียกว่าแทนจิเบิล มีเดีย (Tangible Media)

สกาย ครูซ (Sky Cruise) เป็นการนำเสนอไอเดียเครื่องบินสุดล้ำที่จะให้เครื่องบินนำทางด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ซึ่งใช้มอเตอร์ยักษ์ไม่ต่ำกว่า 20 ตัว เป็นตัวขับเคลื่อนเครื่องบินยักษ์ ซึ่งมอเตอร์ทุกตัวจะได้รับพลังงานไฟฟ้าจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ด้วยระบบนิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) หรือกระบวนการที่รับพลังงานซึ่งเกิดจากการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสีมาใช้เป็นพลังงานไฟฟ้า ซึ่งทำให้ตัวสกาย ครูซ (Sky Cruise) สามารถลอยตัวกลางอากาศได้เป็นระยะเวลานานหลักปี รวมถึงไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย

ในวิดีโอตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงรูปแบบของเครื่องบินที่คล้ายคลึงกับเรือบินมากกว่า เพราะว่าภายในมีส่วนพักอาศัย โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ สระว่ายน้ำ ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ โรงภาพยนตร์ ภัตตาคาร และบาร์ ซึ่งรองรับผู้คนได้มากพอที่จะมองได้ว่าสกาย ครูซ (Sky Cruise) นั้นเปรียบเสมือนดั่งเมืองลอยฟ้ามากกว่าโรงแรมหรูก็ได้เช่นกัน

แม้ว่าแนวคิดนี้จะเป็นของโทนี่ โฮล์มสเตน (Tony Holmsten) นักออกแบบภาพและเกมเมื่อ 11 ปี ก่อน แต่ในฐานะผู้ที่ได้รับอนุญาตให้นำแนวคิดไปต่อยอดจนกลายเป็นวิดีโอที่โด่งดัง ฮาเชม อัล-ไกลี (Hashem Al-Ghaili) นั้นเชื่ออย่างยิ่งว่าสิ่งที่โฮล์มสเตนได้คิดและออกแบบไว้นั้นจะเกิดขึ้นภายในปี 2040 หรืออีกไม่เกิน 20 ปีต่อจากนี้ เนื่องจากเตาปฏิกรณ์ที่เล็กลงจนสามารถติดตั้งภายในเครื่องบินได้ กุญแจความสำเร็จในอนาคตนั้นเหลือเพียงแค่ทำให้เตาปฏิกรณ์และมอเตอร์มีพลังงานเพียงพอจะทำให้สกาย ครูซ (Sky Cruise) ขึ้นบินได้เท่านั้น

แนวคิด Sky Cruise โรงแรมลอยฟ้าที่ถูกนำเสนอโดยอัล-ไกลีนำเสนออาจบินขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ยากด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน เนื่องจากเครื่องบินมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมหาศาล รวมไปถึงหลักอากาศพลศาสตร์ที่เครื่องบินในปัจจุบันใช้บินขึ้นและลงจอด อย่างไรก็ตามแนวคิด Sky Cruise โรงแรมลอยฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ เปิดโลกจินตนาการให้กับผู้ที่สนใจเทคโนโลยีการบินและเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เทคโนโลยีหลายอย่างที่ถูกใช้งานแพร่หลายในปัจจุบันล้วนมีจุดเริ่มต้นจากจินตนาการผสมผสานหลักการทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและระยะเวลาในการวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ที่มาข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/118522/

ที่มารูปภาพ Hashem Al-Ghaili

NEWBrew แบรนด์เบียร์สิงคโปร์ที่ใช้ ‘น้ำเสียจากส้วม’ ที่ผ่านการรีไซเคิลแล้ว มาทำเบียร์

 


กล้าชิมไหม

NEWBrew แบรนด์เบียร์สิงคโปร์ที่ใช้ ‘น้ำเสียจากส้วม’ ที่ผ่านการรีไซเคิลแล้ว มาทำเบียร์

ปกติเรามักเห็นแต่การรีไซเคิล ‘น้ำเสีย’ กลับมาใช้ใหม่ในครัวเรือนหรืออุตสาหกรรม แต่ ‘NEWBrew’ แบรนด์เบียร์จากสิงคโปร์ ก้าวไปไกลกว่านั้น เพราะสามารถนำน้ำเสียสิ่งปฏิกูลจาก ‘ส้วม’ มารีไซเคิลทำเป็น ‘เบียร์’ ได้

โดยเบียร์ที่ว่าเกิดขึ้นจากความร่วมมือของหน่วยงานน้ำแห่งชาติสิงคโปร์อย่าง PUB และผู้ผลิตคราฟต์เบียร์ท้องถิ่นอย่าง Brewerkz

พวกเขาเปิดตัวเบียร์ดังกล่าวเป็นครั้งแรกในปี 2018 ในงาน water conference ก่อนจะวางขาย NEWBrew อย่างเป็นทางการในซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านของ Brewerkz เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา

Chew Wei Lian วัย 58 ปี ลูกค้าที่ลองซื้อเบียร์ NEWBrew มาลองดื่มหลังจากได้ยินข่าวว่ามีการเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ บอกว่า เขาไม่รู้สึกเลยว่าเบียร์นี้ทำมาจากน้ำเสียจากสุขา

“ผมไม่รังเกียจเลยที่จะมีมันแช่อยู่ในตู้เย็น คือมันมีรสชาติเหมือนเบียร์ และผมก็ชอบเบียร์”

ทั้งนี้ เบียร์ของ NEWBrew เป็นการใช้น้ำเสียจากสุขาที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลจนเป็นน้ำดื่มแล้ว มาเป็นส่วนผสมในการผลิตเบียร์

ซึ่งน้ำดื่มที่มาจากรีไซเคิลที่ว่าก็คือแบรนด์ NEWater ของสิงคโปร์ โดยแบรนด์เริ่มรับน้ำเสียจากโรงบำบัดมารีไซเคิลเป็นครั้งแรกในปี 2013

PUB กล่าวว่า เบียร์ชนิดใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะให้ความรู้แก่ชาวสิงคโปร์ถึงความสำคัญของการใช้น้ำและการรีไซเคิลอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ไอเดียในการเปลี่ยนสิ่งปฏิกูลให้เป็นน้ำดื่ม ครั้งหนึ่งเคยถูกต่อต้านอย่างหนัก แต่ก็ได้รับการสนับสนุนอย่างดีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์ขาดแคลนน้ำจืดของโลกนั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยกองทุนสัตว์ป่าโลกประเมินว่า ผู้คน 2.7 พันล้านคน จะขาดแคลนน้ำอย่างน้อย 1 เดือนต่อปี

ทำให้ในประเทศอุตสาหกรรมหลัก เช่น อิสราเอลและสิงคโปร์ที่มีแหล่งน้ำจืดจำกัด พยายามพัฒนาเทคโนโลยีมากมายเพื่อนำมาแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำจืด ซึ่งหลายเมืองทั่วโลก เช่น ลอสแองเจลิสและลอนดอน ก็กำลังวางแผนที่จะทำตามด้วย

สำหรับ NEWater ของสิงคโปร์นั้น ใช้วิธีฆ่าเชื้อออกจากน้ำเสียด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต และปล่อยให้น้ำไหลผ่านเมมเบรนขั้นสูงเพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อน

Mitch Gribov หัวหน้าผู้ผลิตเบียร์ของ Brewerkz บอกว่า น้ำรีไซเคิล NEWater นั้นเหมาะกับการเอามาต้มเบียร์มาก เพราะมีรสชาติที่เป็นกลาง

“ปริมาณและชนิดของแร่ธาตุในน้ำมีบทบาทสำคัญในปฏิกิริยาเคมีระหว่างต้มเบียร์มาก” Gribov กล่าว

ไม่ใช่แค่ในสิงคโปร์ที่เดียวที่มีการผลิตเบียร์จากน้ำเสียรีไซเคิล แต่ในประเทศอื่นๆ ก็มีด้วย เช่น ในเยอรมนี บริษัท Nya Carnegie Brewery ก็ร่วมมือกับแบรนด์เบียร์ยักษ์ใหญ่อย่าง Carlsberg และสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมสวีเดน IVL เปิดตัวโรงเบียร์ที่ทำจากน้ำเสียรีไซเคิล

ฝั่งแคนาดาเองก็มีเหมือนกัน โดย Village Brewery ร่วมมือกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Calgary และบริษัทเทคโนโลยีน้ำแห่งสหรัฐอเมริกาอย่าง Xylem เปิดตัวเบียร์จากน้ำรีไซเคิลของตัวเอง

แต่ถึงอย่างนั้น ในสิงคโปร์ ทุกคนดูเหมือนจะไม่ได้มั่นใจกับเบียร์น้ำรีไซเคิลขนาดนั้น อย่างเช่น Low Yu Chen นักศึกษาชาวสิงคโปร์วัย 22 ปี บอกว่า “ทุกวันนี้มีเบียร์มากมายหลายประเภท ถ้าฉันต้องการดื่มเบียร์ ฉันจะเลือกเบียร์ที่ทำจากน้ำปกติธรรมดามากกว่า”

แต่คนอื่นๆ ที่ได้ลองชิมเบียร์ NEWBrew หลายคนบอกว่าเบียร์นี้เป็นเบียร์เอลรสชาติเบาที่ให้ความรู้สึกสดชื่น ซึ่งเหมาะมากๆ กับอากาศร้อนของประเทศสิงคโปร์

“ถ้าไม่บอกว่านี่เป็นเบียร์ที่ทำมาจากน้ำเสีย ผู้คนก็อาจจะไม่รู้เลยก็ได้” Grace Chen ชาวสิงคโปร์วัย 52 ปี ระบุหลังจากได้ชิมเบียร์

สำหรับใครที่อ่านอยู่แล้วอยู่ในสิงคโปร์พอดี แล้วอยากจะชิมเบียร์นี้ด้วยตัวเอง บอกเลยว่าอาจจะต้องรีบหน่อย เพราะสินค้าชุดแรกที่วางขายในร้าน Brewerkz นั้นขายหมดเกลี้ยงแล้ว และบริษัทประเมินว่าสินค้าที่วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตก็น่าจะขายหมดภายในเดือน ก.ค.

ส่วนจะทำล็อตอื่นๆ ออกมาขายอีกหรือไม่ บริษัทบอกว่าขอดูการตอบสนองจากตลาดอีกครั้ง

อ้างอิง: https://www.bloomberg.com/news/articles/2022-06-30/singapore-utility-uses-beer-made-from-sewage-to-educate-people-about-recycling?sref=LQZclhPm

Boeing ผิดหวังที่หลายสายการบินยักษ์ใหญ่จากจีนสั่งซื้อเครื่องบินจาก Airbus รวมเกือบ 300 ลำ

หลังจากมีข่าวการสั่งซื้อเครื่องบินครั้งใหญ่จากสายการบินยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ซึ่งประกอบไปด้วย Air China, China Eastern, China Southern และ Shenzhen Airlines สั่งซื้อเครื่องบินในตระกูล Airbus A320 รวมทั้งหมด 292 ลำ เพิ่มเติมจากฝูงบินของรวม Airbus ในประเทศจีน ณ ปัจจุบัน (ข้อมูลเดือนพฤษภาคม 2022) ที่มีมากกว่า 2,000 ลำ ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของตลาดสายการบินจากประเทศจีนของ Airbus 

จากคำสั่งซื้อดังกล่าว สำนักข่าว Reuters รายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับท่าทีของ Boeing บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินสัญชาติอเมริกา ซึ่งถือเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Airbus โดย Boeing ได้ออกมาแสดงความ "ผิดหวัง" ต่อการสั่งซื้อครั้งนี้ และยังได้กล่าวถึงความขัดแย้งในประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ (คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการกีดกันทางการค้า-ผู้เขียนเพิ่มเติม) ที่ปัจจุบันยังคงส่งผลกระทบต่อการส่งออกเครื่องบินของผู้ผลิตจากสหรัฐอเมริกาไปยังประเทศจีน

นอกจากนี้ Boeing ยังเปิดเผยว่า บริษัทฯจะผลักดันให้เกิดการเจรจาในประเด็นนี้ระหว่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลจีนให้สามารถหาทางออกได้เร็วที่สุด

https://www.reuters.com/business/aerospace-defense/boeing-disappointed-after-chinas-top-three-airlines-buy-300-airbus-planes-2022-07-01/

แบตเตอรี่ LFP – ลิเธียม ไอออน ฟอสเฟต ขุมพลังงาน EV ที่กำลังมาทดแทน แบตเตอรี่ ที่มีนิกเกิลและโคบอลต์ ที่มีราคาแพงขึ้นหลายเท่าตัว


รายงานระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาความต้องการนิกเกิลและโคบอลต์เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์กำลังใช้กลยุทธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากตลาดที่ปั่นป่วน เริ่มต้นจากเทสลาซึ่งกล่าวในเดือนเมษายนว่าเกือบครึ่งหนึ่งของรถยนต์ที่ขายในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้จะไม่มีนิกเกิลหรือโคบอลต์รวมอยู่ด้วย 

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรถ EV ก็มีแรงขับเคลื่อนให้เลิกใช้ นิกเกิลและโคบอลต์มากขึ้น เมื่อ Angus Media บริษัทวิจัยข้อมูลในอังกฤษเปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ว่า ความต้องการแบตเตอรี่เพื่อใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาแร่ลิเธียม โลหะหายากที่เป็นส่วนสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่แบบชาร์จไฟได้เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่านับตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2021 ขณะที่แร่โลหะตัวอื่น ๆ เช่น โคบอลด์ และนิกเกิล ที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งแบตเตอรี่คิดเป็นสัดส่วนราว 30-40% ของต้นทุนโดยรวมในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน 

ขณะเดียวกัน Argus พบว่า ราคาลิเธียมซึ่งนิยมซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยสกุลเงินหยวนของจีน เพราะอุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่ส่วนใหญ่อยู่ในจีน ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 89,000 หยวนต่อตันในเดือนเมษายนปีที่แล้วเป็น 486,000 หยวนต่อตันแล้วในเวลานี้ ขณะที่ราคาของแร่โคบอลต์ก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.8 เท่า ส่วนนิกเกิลเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า

ทั้งนี้ แบตเตอรี่อย่างที่ไรลีย์คิดไว้กำลังได้รับความนิยม เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์สนใจที่จะหลีกเลี่ยงนิกเกิลและโคบอลต์มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่แบตเตอรี่แบบที่ไม่มีนิกเกิลและโคบอลค์ก็นับได้ว่าหายากพอ ๆ กัน 

สถานีโทรทัศน์ CNN รายงานว่า เทสลาและผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น ๆ เช่น BYD ของจีนหันมาใช้แบตเตอรี่ LFP ซึ่งพัฒนาขึ้นในอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ภายหลังส่วนใหญ่เลิกใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าของสหรัฐฯ โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเทคโนโลยีอาจทำให้เทสลาได้เปรียบเหนือคู่แข่งที่ไม่ได้ใช้แบตเตอรี่ดังกล่าว

รายงานระบุว่า โลหะของแบตเตอรี่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมยานยนต์เช่นเดียวกับน้ำมัน โดยแบตเตอรี่เป็นเพียงอุปกรณ์ที่เก็บพลังงานเคมีเพื่อแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าในภายหลัง และเคมีที่ใช้ในแบตเตอรีประเภทต่าง ๆ จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อต้นทุน ความปลอดภัย พลังงาน และอายุการใช้งานที่ยาวนาน

รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม ไอออนที่ต้องใช้โคบอลต์และนิกเกิลในการทำงาน ในขณะที่ลิเธียมเป็นโลหะที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ แต่ทั้งโคบอลต์และนิกเกิลนั้นกลับเป็นแร่หายาก มีราคาแพง และเป็นประเด็นถกเถียงด้านสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น แบตเตอรี่นิกเกิลต้องผ่านกระบวนการทำเหมืองที่ทำลายสิ่งแวดล้อม แถมเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ราคานิกเกิลในตลาดก็มีความผันผวนอย่างมาก โดยราคานิกเกิลพุ่งขึ้นจาก 29,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเป็น 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ในส่วนของการขุดโคบอลต์ ในบางประเทศ เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ก็มีรายงานร้องเรียนว่ามีการใช้แรงงานเด็กในการขุด ทั้งยังขาดอุปกรณ์ป้องกันด้านความปลอดภัยที่เหมาะสม 

แม้จะมีปัจจัยข้างต้น แต่ความต้องการโลหะนิกเกิลและโคบอลต์เพื่อผลิตแบตเตอรี่กลับมีการคาดการณ์กันว่าจะเพิ่มขึ้นราว 60-70% ในอีก 20 ปีข้างหน้า ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ EV บางรายเริ่มดำเนินการทำข้อตกลงการจัดหาแร่เหล่านี้โดยตรงกับคนงานเหมือง เนื่องจากการขาดแคลนจะทำให้ธุรกิจเสียหายได้ 

ขณะที่ แบตเตอรี่ lithium iron phosphate ที่เทสลาได้ตัดสินใจลงทุนในท้ายที่สุดมีคุณสมบัติทางเคมีของแบตเตอรี่ที่ต่างออกไป ซึ่งจำเป็นต้องสร้างขั้วบวกของแบตเตอรี่ในระหว่างการคายประจุ เรียกว่าแคโทด (cathode) โดยแม้แบตเตอรีจะยังต้องการลิเธียม แต่กลับใช้เหล็กซึ่งมีปริมาณมากและราคาถูก แทนโลหะอย่างโคบอลต์และนิกเกิล

ทั้งนี้ แบตเตอรี่ LFP เกิดขึ้นในปี 1997 จากห้องปฏิบัติการของศาสตราจารย์ จอห์น กู๊ดอินัฟ (John Goodenough) แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส ซึ่งต่อมาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีจากการวิจัยเกี่ยวกับแบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน

แม้ว่าในตอนแรก LFP จะจุดประกายความตื่นเต้นและการลงทุนในสตาร์ทอัพอย่างระบบ A123 ของไรลีย์ แต่ความสนใจกลับชืดชาลงเรื่อย ๆ เนื่องจากในช่วงเวลานั้น เทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ LFP ยังล้าหลังมากเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเธียม ไอออนในแง่ของกำลังที่สามารถเก็บได้ ดังนั้น จำนวนระยะทางที่คนขับสามารถเดินทางด้วยการชาร์จเพียงครั้งเดียวของแบตเตอรี่ LFP จึงน้อยกว่า ลิเธียม ไอออน

ด้วยเหตุดังกล่าว ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกันจึงหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีนี้เป็นส่วนใหญ่ โดยก่อนหน้านี้ ทางเจนเนอรัล มอเตอร์ส ใช้แบตเตอรี่ LFP ในเชฟโรเลต สปาร์ค ไฟฟ้า ซึ่งเริ่มจำหน่ายในสหรัฐในปี 2013 และเลิกผลิตไปแล้ว ปัจจุบัน เชฟโรเลต โบลต์ ซึ่งเป็นผู้สืบทอดรุ่นปัจจุบันของสปาร์ค ใช้แบตเตอรี่ที่มีนิกเกิลและโคบอลต์ เป็นส่วนประกอบหลัก 

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตรถยนต์ในจีนยังคงยึดมั่นอยู่กับ LFP ส่วนหนึ่งเนื่องจากแบตเตอรี่นั้นดีเพียงพอสำหรับการใช้งานระยะสั้น โดยผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่หลายคนระบุว่า ทาง BYD บริษัทผู้ผลิตอีวีสัญชาติจีน แก้ข้อบกพร่องด้วยการบรรจุเซลล์แบตเตอรี่ LFP ให้หนาแน่นขึ้นโดยการแกะตัวบรรจุภัณฑ์ออก

(BYD ถือเป็นผู้ผลิตรถยนต์อีวีที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับสองของจีน ในปี 2021 สามารถขายรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดได้ 593,745 คัน มูลค่าเกือบ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ปัจจุบัน จีน ได้ชื่อว่าเป็นผู้ครองตลาด LFP โดยตามรายงานของ Benchmark Mineral Intelligence ซึ่งศึกษาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ พบว่า ขณะนี้ 44% ของรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในจีนใช้แบตเตอรี่ LFP ในขณะที่ 6% อยู่ในยุโรป และ 3% ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา 

ผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่ ระบุว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ LFP ได้ขยายขอบเขตมากขึ้น โดย รอดนีย์ ฮูเปอร์ หุ้นส่วน RK Equity ผู้ให้บริการปรึกษาแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับลิเธียมและแบตเตอรี่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่ประเมินความสามารถในการปรับปรุง LFP ต่ำไป 

ปัจจุบัน Tesla ใช้แบตเตอรี่ LFP ในรถยนต์ช่วงมาตรฐานส่วนใหญ่ รุ่นโมเดล 3 ที่ติดตั้งแบตเตอรี่ LFP มีระยะทาง 267 ไมล์ (ราว 430 กิโลเมตร) ซึ่งพอ ๆ กับระยะทาง 280 ไมล์ (ราว 450 กิโลเมตร) ของรถ ID 4 ของ โฟล์กสวาเกน ซึ่งใช้แบตเตอรี่ลิเธียม ไอออนที่มีนิกเกิลและโคบอลต์

นอกเหนือจากประโยชน์ของการหลีกเลี่ยงการสกัดโคบอลต์และนิกเกิลในการผลิตแล้ว แบตเตอรี่ LFP ยังมีข้อดีหลายประการคือ มีความเสถียรและมีโอกาสเกิดไฟไหม้น้อยกว่าแบตเตอรี่ที่มีนิกเกิลและโคบอลต์ ดังนั้นทำให้การใช้ตัวป้องกันน้อยลง

ยิ่งไปกว่านั้น โดยทั่วไปแล้ว LFP สามารถชาร์จได้มากขึ้น ซึ่งจะขยายอายุการใช้งาน โดยสามารถชาร์จได้ 100% เป็นประจำ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่แนะนำสำหรับรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่นิกเกิลและโคบอลต์ เนื่องจากการชาร์จจนเต็มซ้ำหลายครั้งอาจทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ลดลงได้ 

นอกจากนี้ จากข้อมูลของ จาร็อด เคลลี (Jarod Kelly) ผู้ศึกษาความยั่งยืนที่ Argonne National Laboratory ซึ่งเป็นแหล่งวิจัยแบตเตอรี่ พบว่า LFPs มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยพลังงานน้อยกว่า 20% เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่นิกเกิลและโคบอลต์ทั่วไป

อย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่ LFP ก็มีข้อเสียตรงที่ตัวแบตเตอรี่ทำงานได้ไม่ดีในสภาพอากาศหนาวเย็น และการรีไซเคิล LFP นั้นไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจเท่ากับการรีไซเคิลแบตเตอรี่นิกเกิลและโคบอลต์

สำหรับผู้สนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าที่มักยึดมั่นในแนวทาง ของ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” ซึ่งหมายรวมถึงการที่แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าแบบเก่าจะถูกรีไซเคิลและเปลี่ยนเป็นแบตเตอรี่ใหม่ ทำให้โลกมีความยั่งยืนมากขึ้น ดังนั้น ถ้ายานพาหนะไฟฟ้าเปลี่ยนไปใช้ LFP โอกาสรีไซเคิลย่อมเกิดขึ้นได้น้อยกว่าตามที่ผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่กล่าว 

ทั้งนี้ โดยทั่วไปแล้ว ผู้รีไซเคิลมักมุ่งเน้นไปที่นิกเกิลและโคบอลต์ เนื่องจากราคาคุ้มค่าและความขาดแคลนทำให้น่าสนใจในการรีไซเคิล

อาเจย์ โคชฮาร์ (Ajay Kochhar) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของ Li-Cycle โรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่กล่าวว่า การรีไซเคิลเป็นสิ่งสำคัญ แต่ต้องมีเหตุผลที่เหมาะสมมารองรับการรีไซเคิลนั้น ๆ ด้วย ในแง่ของเหตุผลด้วย หากเหมืองเหล็กใหม่ยังคงมีราคาถูกลง ก็แทบไม่มีแรงจูงใจที่จะนำเหล็กกลับมาใช้ใหม่จากแบตเตอรี่ที่ใช้แล้ว รัฐบาลหรือผู้บริโภคอาจต้องจ่ายเงินเพื่อนำ LFP กลับมาใช้ใหม่

นอกจากนี้ การนำ LFP มาใช้อาจทำให้ธุรกิจอเมริกันต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์จากจีนมากขึ้น เพราะเป็นผู้ครองการผลิต LFP โดย ดรูว์ บักลิโน ผู้บริหารของเทสลา กล่าวว่าเป้าหมายของผู้ผลิตรถยนต์คือการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์หลักในพื้นที่ท้องถิ่นที่โรงงานผลิตตั้งอยู่ 

กระนั้น ผู้ผลิตรถยนต์ EV นอกเหนือจากเทสลาต่างแสดงความสนใจในเทคโนโลยี LFP โดย Rivian หนึ่งในผู้ผลิตอีวีของสหรัฐฯ กล่าวกับทาง CNN ฺBusiness ว่า เมื่อได้เห็น “ศักยภาพที่เหลือเชื่อ” ของ LFP ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว บริษัทก็มีแผนที่จะใช้ LFP ขณะที่โฟล์กสวาเกนระบุว่า อาจจะใช้ LFP ในรถยนต์ขนาดเล็ก ส่วนฟอร์ดเผยว่า “กำลังพิจารณา” LFP อยู่ 

ในฐานะที่ไทย และอินโดนีเซียกำลังจะกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรีให้กับยักษ์ใหญ่อย่างเทสลา การเร่งทำความเข้าใจเทคโนโลยีแบตเตอรี่และตัดสินใจต่อยอดพัฒนาแบตเตอรี่ให้สามารถตอบโจทย์ตลาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็น่าจะช่วยให้ไทยสามารถเป็นฟันเฟืองที่สำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าโลกได้ 

ที่มา: CNN, Kyodo News, Global Times, TechWire Asia, Prestige

Cr: the story thailand

บลูมเบิร์ก คาดปี 2568 ยอดขาย EV ทั่วโลก 21 ล้านคัน ทำความต้องการใช้น้ำมันหายไป 400 ล้านลิตร/วัน

บลูมเบิร์ก เปิดเผยรายงาน Long-Term Electric Vehicle Outlook: EVO มีข้อมูลว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกในปี 2568 จะอยู่ที่ 21 ล้านคัน และวิ่งอยู่บนถนนรวม 71 ล้านคัน ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลง 2.5 ล้านบาร์เรล/วัน หรือราว 400 ล้านลิตร

1) รถยนต์ไฟฟ้าเติบโต ส่งผลเสียกับตลาดน้ำมัน

อ้างอิงข้อมูลรายงาน Long-Term Electric Vehicle Outlook: EVO ของ บลูมเบิร์ก พบว่า ยอดขายรถยนต์โดยสารไฟฟ้าจะเติบโตอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเพิ่มขึ้นจาก 6.6 ล้านคันในปี 2564 เป็น 21 ล้านในปี 2568 ตามความเป็นไปได้ของการขับเคลื่อนโดยการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ

ส่วนจำนวนรถไฟฟ้าที่วิ่งบนถนนทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นเป็น 77 ล้านคันในปี 2568 และ 229 ล้านคันในปี 2573 เพิ่มจาก 16 ล้านคัน เมื่อสิ้นปี 2564 ซึ่งสะท้อนความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานสู่รถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมาจนถึงปัจจุบัน

การเติบโตครั้งนี้ส่งผลความต้องการใช้น้ำมันลดลง 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน หรือราว 238 ล้านลิตร โดยส่วนใหญ่จะเป็นการปรับลดจากรถยนต์ไฟฟ้าสองล้อและสามล้อในภูมิภาคเอเชีย แต่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าโดยสารที่กำลังเพิ่มขึ้นทำให้อัตราการลดลงของการใช้น้ำมันต่อวันเร็วขึ้นเป็น 2.5 ล้านบาเรล/วัน หรือราว 400 ล้านลิตร ภายในปี 2568

2) ช่วยโลกก้าวสู่การทำ Net Zero ได้จริง

โคลิน แมคเคอร์ราเชอร์ หัวหน้าทีมวิจัยการขนส่งล้ำยุคและนักเขียนหลักของรายงานฉบับนี้ กล่าวว่า รถยนต์ไฟฟ้าเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับโลกจากการภาคการขนส่ง มีสัญญาณที่เป็นบวกอย่างยิ่งว่าตลาดกำลังปรับไปในทิศทางที่ถูกต้อง แต่ว่าต้องมีนโยบายที่จะผลักดันเพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วและองค์กรในระดับนานาชาติควรที่จะรวมการลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้า การให้สิทธิประโยชน์ และการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชาร์จ เข้าสู่แผนงานด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในระดับโลก

บลูมเบิร์ก คาดว่า ในปี 2035 การใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกคาดว่าจะมีจำนวน 469 ล้านคัน แต่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกต้องเพิ่มเป็น 612 ล้านคันภายในช่วงเวลาเดียวกันหากขับเคลื่อนโดยการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ ซึ่งความแตกต่างนี้จะสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่

3) รถยนต์สาธารณะคืออีกปัจจัยในการขับเคลื่อน

แบตเตอร์รี่ หรือ รถยนต์ไฟฟ้าแบบ Fuel Cell จะเป็นทางออกที่ดีกว่าสำหรับการขนส่งสินค้าในระยะทางไกลของรถบรรทุกขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกรณีการใช้งานที่จำกัดปริมาณ การให้พลังงานไฟฟ้าผ่านแบตเตอรี่โดยตรงจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและได้ผลคุมค่ามากที่สุดในการที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของการขนส่งทางถนน

อย่างไรก็ตามการจะไป Net Zero ได้ การใช้การขนส่งสาธารณะ การเดิน ขี่จักรยาน หรือมาตรการอื่น ๆ เท่าที่จะทำได้คืออีกตัวแปรสำคัญ และการลดลงของการเดินทางด้วยรถยนต์ 10% ภายในปี 2593 จะทำให้มีจำนวนรถบนถนนลดลง 200 ล้านคัน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมเป็น 2.25 กิกะตันด้วย

สุดท้ายแล้วปัจจัยที่กำลังส่งผลให้ต้นทุนแบตเตอรี่สูงขึ้น เช่น สงคราม เงินเฟ้อ หรือความตึงเครียดทางการค้า กำลังผลักดันให้ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคมีความสนใจในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และเพิ่มโอกาสการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายผู้ผลิตต่าง ๆ เช่นกัน

Lightyear 0 รถยนต์โซลาร์เซลล์ วิ่งโดยไม่ชาร์จไฟได้ 7 เดือน

 


แม้ว่าจะเปิดตัวด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง แต่รถยนต์พลังงานโซลาร์เซลล์ Lightyear 0 ก็อาจเป็นความหวังให้กับคนใช้รถยนต์ที่ต้องเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ตัวรถยนต์ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานที่มีอย่างไม่จำกัด จึงทำให้รถวิ่งได้นานถึง 7 เดือน โดยไม่ต้องจอดแวะเพื่อเติมพลังงานเพิ่ม

Lightyear 0 (อ่านว่า Lightyear Zero) เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์มาช่วยในการขับเคลื่อน ผลิตโดย Atlas Technologies บริษัทด้านเทคโนโลยีจากประเทศเนเธอแลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Lightyear ทีมผู้ผลิตได้ใช้เวลากว่า 6 ปี ในการออกแบบ พัฒนารถยนต์ตัวต้นแบบ และทดสอบ จนได้รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยประหยัดพลังงาน และจะเริ่มผลิตอย่างเป็นทางการภายในปี 2022 คาดว่ารถยนต์จะออกมาวิ่งบนท้องถนนได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

ความสามารถในการวิ่งได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องจอดแวะเพื่อชาร์จพลังงาน ได้กลายเป็นจุดแข็งที่มีมากกว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้ารูปแบบอื่น รถยนต์ Lightyear 0 มีพื้นที่รับแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ จึงทำให้วิ่งได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่รถยนต์จะวิ่งได้ถึง 7 เดือน แม้ไม่ได้ชาร์จพลังงานเพิ่ม 

รถยนต์ Lightyear 0 จะรับแสงอาทิตย์ผ่านแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อนำมาผลิตพลังงานสำหรับขับเคลื่อนรถยนต์ ซึ่งพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับในแต่ละวัน จะช่วยให้รถยนต์ขับต่อไปได้อีก 70 กิโลเมตรต่อวัน การชาร์จพลังงานจากแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้รถยนต์ Lightyear 0 มีพลังงานใช้ไม่มีวันหมด แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณของแสงแดดที่จะนำมาเป็นพลังงานด้วยเช่นกัน หากวันไหนมีแดดน้อยก็อาจจะทำให้รถยนต์ได้รับพลังงานไม่เต็มที่

การชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์จนเต็ม 1 ครั้ง จะช่วยให้รถยนต์วิ่งไปได้ไกลถึง 625 กิโลเมตร โดยใช้กำลังไฟที่ 10.5 kWh ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร แม้ว่ารถยนต์ Lightyear 0 จะมีข้อดีในการใช้งานมาก แต่ก็มาพร้อมกับราคาที่ค่อนข้างสูง คนใช้รถที่ต้องการประหยัดพลังงาน ก็อาจจะต้องคิดและรอเวลากันไปก่อน

📌ที่มา : https://thaip.bs/i7lyKCW

Airbus A330 ของ ITA Airways ชนเครื่องบิน Boeing 777 ของ Air France ก่อนบินกลับโรม

 


เหตุการณ์ที่แปลกประหลาดและน่ากังวลเกิดขึ้นที่ท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี นิวยอร์ก เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนเครื่องบินแบบ Airbus A330-200 ของสายการบิน ITA Airways ถูกรายงานว่าได้ชนกับเข้ากับเครื่องบิน Boeing 777-200 ของสายการบิน Air France ขณะวิ่งบนทางขับก่อนออกเดินทาง และลงจอดอย่างปลอดภัยที่กรุงโรม

ในวันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน เครื่องบินของ ITA Airways กำลังเริ่มต้นออกเดินทางในเที่ยวบิน AZ611 จากนิวยอร์กไปยังท่าอากาศยานนานาชาติ เลโอนาร์โด ดา วินชี-ฟีอูมีชีโน กรุงโรม โดยเครื่องบินลำดังกล่าวเป็นเครื่องบินแบบ Airbus A330-200 ทะเบียน EI-EJL อายุประมาณ 10 ปี ขณะที่วิ่งไปบนทางขับไปยังทางวิ่ง เครื่องบินได้วิ่งผ่านเครื่องบินแบบ Boeing 777-200 ทะเบียน F-GSPQ ของสายการบิน Air France ซึ่งเดินทางมากจากท่าอากาศยานนานาชาติปารีส-ชาร์ล เดอ โกล 

ในขณะที่นักบินและลูกเรือของ ITA Airways ไม่ได้ตระหนักถึงความผิดปกติที่เกินขึ้น แต่นักบินของ Air France ได้ตระหนักถึงความผิดปกติและตอบสนองอย่างรวดเร็ว นักบินของ Air France ได้ติดต่อไปยังหอควบคุมการจราจรทางอากาศและบอกว่าเกิดการเฉี่ยวชนขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลาที่ ATC เข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอันตราย เครื่องบิน A330 ของ ITA Airways ก็ขึ้นบินไปในอากาศแล้ว และกำลังจะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ATC ติดต่อเครื่องบินของ ITA Airways และถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว แต่นักบินลูกเรือปฏิเสธว่าไม่ได้มีความผิดปกติและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ใดๆ ขณะวิ่งไปบนทางขับก่อนวิ่งขึ้น 

ตามรายงานของ ABC News เมื่อเครื่องบินลงจอดที่กรุงโรม พบความเสียหายของปีกบนเครื่องบิน A330 ของ ITA Airways รายละเอียดของความเสียหายไม่ได้รับการเปิดเผย แต่เครื่องบินของ Air France ยังคงจอดอยู่ที่ New York JFK เป็นเวลากว่า 8 วันแล้ว ซึ่งอาจบ่งบอกถึงความเสียหายร้ายแรงต่อ Boeing 777 แต่สำหรับ A330 ของ ITA Airways จอดเพื่อทำการซ่อมแซมเพียง 2 วัน ก่อนกลับให้บริการอีกครั้ง ซึ่งอาจหมายถึงได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย

จอห์น แนนซ์ นักวิเคราะห์ด้านการบินให้สัมภาษณ์กับ ABC News กล่าวว่า ความรับผิดชอบของนักบินของ ITA Airways นั้นควรมีมากกว่านี้ เมื่อได้รับแจ้งการชนกัน "เขาควรจะหันเครื่องบินกลับไปที่ JFK เพื่อทำการตรวจสอบ" ด้วยเครื่องบินพาณิชย์ที่ให้บริการระยะไกลที่มีขนาดใหญ่ นักบินอาจไม่ทันได้สังเกตเห็นเหตุการณ์ใดๆ ที่มีขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเครื่องบิน A330 ออกเดินทางพร้อมผู้โดยสารเต็มลำ จึงน่าสนใจที่ไม่มีผู้โดยสารรายใดสังเกตเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว หรือหากพวกเขาสังเกตเห็น แต่อาจไม่สามารถแจ้งให้ลูกเรือของสายการบินให้ทราบได้

FAA และ ITA Airways กำลังสืบสวนเหตุการณ์นี้

https://simpleflying.com/ita-airways-air-france-collision-jfk/

 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. True News เจาะลึกข่าวออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger