Latest Movie :

ADDS1

ADDS2

Recent Movies

'รื้อเขื่อน' กว่า 200 แห่ง ทั่วทวีปยุโรป แต่ไทยกลับมีโครงการอ่างเก็บน้ำผุดกลางป่าเกือบ 100 แห่ง

 ในอดีต การก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำถือเป็นนวัตกรรมที่สร้างคุณประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะช่วยกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง ป้องกันน้ำหลากในฤดูฝน และถือเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สำคัญให้กับโลก จนก่อเกิดนวัตกรรมที่ดีงามต่าง ๆ มากมาย

แต่ในทุกครั้งที่มีการก่อสร้างเขื่อนกลับต้องแลกมาด้วยการสูญเสียพื้นที่ป่า สัตว์ป่า หรือหากพูดให้ร่วมสมัยหน่อย ก็คือสูญเสียแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ต้นตอของวิกฤตโลกร้อนในปัจจุบัน

ฉะนั้น ในวันที่ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้และสัตว์ป่าเริ่มลดน้อยลง แนวคิดเรื่องการก่อสร้างเขื่อนจึงเป็นสิ่งที่ถูกต่อต้านมากยิ่งขึ้น

พร้อม ๆ กับความรู้ที่เพิ่มพูนว่าการก่อสร้างเขื่อนก่อให้เกิดผลด้านลบมากมายแค่ไหน ในกรณีล่าสุด เพิ่งมีรายงานว่าเมื่อปีที่ผ่านมา ประเทศในโซนยุโรปได้ทำลายเขื่อนและฝายไปกว่า 200 แห่ง

หรือกล่าวเป็นตัวเลขตรง ๆ จะได้ว่า ในปี 2021 กำแพงกั้นน้ำ เขื่อน และฝาย 239 แห่งถูกรื้อถอนใน 17 ประเทศทั่วยุโรป

โดยในปีที่ผ่านมา ชาติที่ ‘รื้อเขื่อน’ มากที่สุดคือ สเปน ซึ่งทำลายแหล่งกีดขวางทางน้ำไปทั้งสิ้น 108 แห่ง ประเทศอย่างโปรตุเกส มอนเตเนโกร และสโลวาเกีย ก็เริ่มรื้อเขื่อนเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา

ย้อนกลับมามองที่ประเทศไทย เมื่อปีที่ผ่านมากลับพบว่ามีการผลักดันโครงการที่อาจกระทบต่อการทำลายผืนป่าในประเทศมากเกือบ 100 โครงการ

โดยมีโครงการขอใช้พื้นที่ป่าไม้เพื่อโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ มีมากถึง 77 โครงการ (ก่อนเหลือ 76 โครงการในภายหลัง)

นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ (หรือที่กักเก็บน้ำ) ในป่าอนุรักษ์แต่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในแผนงานดังกล่าวอีกหลายโครงการ เช่น โครงการอ่างเก็บน้ำ 7 แห่งในผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่

และยังมีโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองตาหลิว อ่างเก็บน้ำคลองตารอง ที่มีแผนจะก่อสร้างในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ในอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น รวมๆ แล้วนับได้ทั้งสิ้น 91 โครงการ

ภาพ: WWF Finland

ร่วมรักษาป่าใหญ่และสิ่งแวดล้อมกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร https://www.seub.or.th/support/donate/thai-qr-code/

ต่อลมหายใจ ‘เศษพลาสติก’ จากยานยนต์ สู่ ‘กราฟีน’

 


ฟอร์ด ร่วมกับคณะวิจัยจาก Rice University เปิดความเป็นไปได้ในการรีไซเคิลเศษพลาสติกจากยานยนต์เป็น ‘กราฟีน’ วัสดุสุดล้ำที่นำไปเพิ่มความทนต่อแรงตึงและการดูดซับเสียงให้กับ PU Foam ด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

.

กราฟีน (Graphene) คือ ผลึกคาร์บอนที่มีอะตอมเรียงตัวในรูปแบบหกเหลี่ยมรังผึ้ง เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติความทนทางสูง มีน้ำหนักเบา นำความร้อนและไฟฟ้าได้ดี

.

งานวิจัยนี้ได้ทำการรีไซเคิลชิ้นส่วนกันชน ปะเก็นฝาสูบ พรม เสื่อ เบาะนั่ง และที่หุ้มประตูจากรถฟอร์ด F-150 ที่หมดอายุการใช้งาน ด้วยกระบวนการ Flash Joule Heating Process ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากไม่ต้องใช้สารละลายและยังใช้พลังงานต่ำ

.

โดยในขั้นแรก ชิ้นส่วนพลาสติกจะถูกนำไปบดเป็นผง จากนั้นจึงผ่านไฟฟ้าแรงต่ำเป็นเวลา 10 - 16 วินาทีเพื่อเผาเป็นถ่าน (Carbonization) ซึ่งพลาสติกราว 30% จะกลายเป็นถ่าน ในขณะที่สารอื่น ๆ อีก 70% จะกลายเป๊นก๊าซ ขี้ผึ้งไฮโดรคาร์บอนสูง และน้ำมัน ซึ่งสามารถนำไปรีไซเคิลต่อได้

.

พลาสติกที่ถูกเผาเป็นถ่านแล้วจะนำไปผ่านกระบวนการ Flash Joule Heating Process อีกครั้งด้วยไฟฟ้าแรงสูง เพื่อแปรรูปพลาสติก 85% เป็นกราฟีน และแยกสารเจือปนไฮโดรเจน ออกซิเจน คลอรีน ซิลิกอน และโลหะออก

.

ที่ผ่านมา รถยนต์มีชิ้นส่วนที่ผลิตจากพลาสติกเพิ่มขึ้นมากถึง 75% เนื่องจากความต้องการลดน้ำหนักยานยนต์ให้เบาลงเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง ซึ่งการแยกพลาสติกเพื่อนำไปรีไซเคิลนับเป็นปัญหาในอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนาน

.

และปัญหานี้ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปที่อนุญาตให้ฝังกลบชิ้นส่วนได้ไม่เกิน 5% ของน้ำหนักทั้งหมด ซึ่งเป็นภาระต่อผู้ผลิตยานยนต์เป็นอย่างมาก

.

นับตั้งแต่ปี 2018 รถยนต์ของฟอร์ดมี PU Foam ที่มีกราฟีนเป็นส่วนผสมประมาณ 2 ปอนด์ หรือราว 0.9 กิโลกรัมต่อคัน ซึ่ง Alper Kiziltas ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคจากฟอร์ด เปิดเผยว่า เมื่อนำกราฟีนที่ได้จากการรีไซเคิลไปเป็นส่วนผสมในการผลิต PU Foam แล้ว พบว่ามีประสิทธิภาพดีกว่าที่ผ่านมาอย่างมาก

.

กราฟีนสามารถช่วยให้โฟมที่ได้มีความทนต่อแรงดึงเพิ่มขึ้น 34% และดูดซับเสียงได้มากขึ้น 25% เมื่อเทียบกับ PU Foam ทั่วไป โดยใช้กราฟีนเป็นส่วนประกอบเพียง 0.1% ของน้ำหนักทั้งหมดเท่านั้น


‘Lightyear 0’ รถพลังงานโซลาเซลล์คันแรก สัญชาติเนเธอร์แลนด์ เตรียมรุกตลาดในปลายปีนี้ วิ่งได้ 7 เดือน ไม่ต้องชาร์จไฟ แบตฯ เต็มวิ่งได้ 625 กม.

 


โลกของเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานทางเลือก กำลังเติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ตลอดร้อยกว่าปีที่ผ่านมา รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลครองตลาดยาวนาน จนกระทั่งในปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ค่ายรถยนต์ใหม่ๆ ถือกำเนิดขึ้นเป็นดอกเห็ดไปพร้อมกับการแข่งขันเพื่อพัฒนานวัตกรรมให้ก้าวล้ำกว่าเดิม โดยเฉพาะการทำให้รถ EV สามารถวิ่งได้ไกลมากขึ้น แบตเตอรี่เก็บประจุไฟฟ้าได้มากขึ้น นานขึ้น หรือแม้แต่การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่เคยเป็นเพียงยานยนต์ในนวนิยายวิทยาศาสตร์ หรือยานยนต์ต้นแบบที่ดูแล้วจะทำไว้โชว์ไม่ได้มีไว้ใช้ ก็กำลังจะกลายเป็นของที่ใช้ได้จริงแล้ว

ใครจะเชื่อว่า รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์จะกำลังเข้าสู่ตลาดการค้าเชิงพาณิชย์ได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

‘Lightyear’ บริษัทสตาร์ตอัพด้านเทคโนโลยีจากเนเธอร์แลนด์ ได้เปิดตัวนวัตกรรมรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ที่พร้อมผลิตในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจังรุ่นแรกของโลกแล้ว ในรุ่น ‘Lightyear 0’ หลังจากใช้เวลายาวนานถึง 6 ปี ในการวิจัย พัฒนา การออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อสร้างรถต้นแบบและการทดสอบ พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการผลิตในช่วงเดือนกันยายนนี้

ความน่าสนใจคือ Lightyear 0 ใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาร์เซลล์โค้งที่ติดตั้งบนหลังคาซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของโซลาร์เซลล์ทั่วไป ติดตั้งยาวไปถึงท้ายรถ ช่วยให้สามารถดูดซับพลังงานได้มากขึ้น ซึ่งเป็นสิทธิบัตรการออกแบบเฉพาะของทางบริษัท ทำให้รถยนต์สามารถชาร์จไฟจากแสงแดดได้ตลอดเวลาเมื่อจอดรถไว้กลางแจ้ง

จากการทดสอบตลอดหลายปีรถยนต์รุ่นนี้สามารถดึงพลังงานจากโซลาเซลล์เพื่อใช้ในการขับขี่ได้ราว 70 กิโลเมตรต่อวันโดยไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟแบบรถ EV ทั่วไป ซึ่งนั่นเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้คน โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนที่แสดงแดดจัดตลอดทั้งปี ก็แทบไม่ต้องชาร์จไฟเลยได้ยาวนานสูงสุดถึง 7 เดือน 

ส่วนกรณีที่มีเมฆปกคลุม หรือมีแสงแดดอ่อนเช่นในประเทศเนเธอแลนด์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของแบรนด์ ก็จะวิ่งได้นานถึง 2 เดือน โดยไม่ต้องชาร์จ

นอกเหนือจากนี้ยังมีแบตเตอรี่ที่มีความจุสูง การชาร์ตเพียง 1 ครั้ง สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 625 กิโลเมตร ซึ่งมากกว่า Tesla Model 3 เล็กน้อยที่ 601 กิโลเมตร และมากกว่า Kia Niro Long Range ที่ 458 กิโลเมตร อย่างมาก

เพราะรถใช้พลังงานเพียง 10.5 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 ทำได้ภายในเวลา 10 วินาที ความเร็วสูงสุดทำได้ 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง และยังเป็นรถสำหรับครอบครัวที่มีประสิทธิภาพตามหลักอากาศพลศาสตร์สูงที่สุดในตลาดตอนนี้ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศอยู่ที่ 0.19

ทั้งนี้ Lightyear ตั้งเป้าที่จะผลิตรถยนต์รุ่นนี้ให้ได้สูงสุด 946 คันในราคา 250,000 ยูโร หรือราว 9.1 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถเริ่มส่งมอบให้กับผู้ที่สั่งจองได้ในปลายปีนี้ หรือต้นปี 2023

นอกจากนี้จะพัฒนารุ่นอื่นๆ ที่มีราคาถูกลง เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปได้มากขึ้นในช่วงปี 2024 – 2025 โดยคาดว่าราคาจะอยู่ที่ 30,000 ยูโร หรือ 1.1 ล้านบาท

ก็รอดูว่าค่ายรถยนต์หน้าใหม่ๆ ที่เข้าสู่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าจะทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยีได้รวดเร็วขนาดไหน เพราะตอนนี้โลกไม่ได้ผูกขาดผู้เล่นในตลาดยานยนต์ไว้กับค่ายใหญ่ๆ แบรนด์ดั้งเดิมเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว


มหาพีระมิดกีซ่า สิ่งก่อสร้างที่ลึกลับที่สุดในโลกา

เชื่อว่าไม่ว่าใครก็คงเคยได้เห็น ภาพของพีระมิดยิ่งใหญ่ตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้างกันทั้งนั้น และก็ใฝ่ฝันว่าสักครั้งจะไปชมของจริงให้ได้

และพีระมิดที่เคยผ่าน ๆ ตาคุ้นเคยกันดีนั้น เชื่อได้เลยว่า 80% เป็นภาพของ มหาพีระมิดแห่งกิซา  หรือ The Great Pyramid of Giza  ซึ่งถือเป็นพีระมิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

The Great Pyramid of Giza นั้นถูกสร้างขึ้นมาเมื่อราว 4,600 ปีที่แล้ว เรียกว่านานแสนนานจนจินตนาการไม่ถูกเลย ( เทียบกับกรุงโรมที่เก่าแก่มาก ๆ ยังอายุน้อยกว่าครึ่งของพีระมิดเสียอีก ) โดยพีระมิดแห่งกีซ่านี้ จริง ๆ ชาวอียิปต์เรียกว่า พีระมิดคูฟู เนื่องจากใช้เป็นที่เก็บพระศพของ ฟาโรห์คูฟู (Khufu) นั่นเอง  มีพีระมิดที่เล็กกว่าอยู่ข้าง ๆ อีกสองแห่งคือ  คาเฟร (Khafre) และเมนคาอูเร (Menkaure)

ความสุดยอดของมหาพีระมิดนี้มีมากมาย  สร้างสถิติขึ้นมานับไม่ถ้วน มีความสูง 147 เมตร  ครองอันดับสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกมายาวนานกว่า 4,300 ปี !!! คือข้ามกาลเวลามาก  การสร้างใช้หิน 2  ล้านก้อน น้ำหนักก้อนละ 2.5 ตัน รวมน้ำหนักที่ต้องใช้แรงคนขนเพื่อก่อสร้างกว่า 6 ล้านตัน  

ใครจะไปเยือนที่นี่ก็หาสายการบินไปลงที่กรุงไคโรอียิปต์ได้เลย สามารถเดินทางไปชมพีระมิดได้ไม่ยาก มีโรงแรม ร้านอาหารตั้งอยู่รอบ ๆ มากมาย

'ทางรถไฟวนรอบทะเลทราย' สายแรกของโลกในจีน พร้อมเปิดสัญจรตลอดสาย

วันพุธ (15 มิ.ย.) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัด (China State Railway Group) เปิดเผยว่าเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เตรียมเปิดดำเนินการทางรถไฟสายใหม่ในวันพฤหัสบดี (16 มิ.ย.) ซึ่งนับเป็นจุดสิ้นสุดโครงการก่อสร้างทางรถไฟความยาว 2,712 กิโลเมตรรอบทากลามากัน ทะเลทรายขนาดใหญ่ที่สุดของจีนและทะเลทรายเคลื่อนที่ขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก

ทางรถไฟระยะทาง 825 กิโลเมตรสายใหม่นี้ ซึ่งเริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนธันวาคม 2018 ทอดยาวไปทางตะวันออกจากเมืองเหอเถียนสู่อำเภอรั่วเชียง ตามแนวขอบใต้ของทะเลทรายทากลามากัน โดยร้อยละ 65 ของเส้นทางรถไฟตั้งอยู่ภายในพื้นที่ทะเลทรายผืนนี้

บริษัทฯ กล่าวว่าสะพานทางรถไฟ 5 แห่งที่ถูกสร้างขึ้นบนผืนทราย คิดเป็นระยะทางรวม 49.7 กิโลเมตร จะช่วยยกระดับทางรถไฟสายดังกล่าวเพื่อป้องกันผลกระทบที่เกิดจากพายุทราย

ทั้งนี้ การเปิดใช้งานทางรถไฟสายนี้จะทำให้รถไฟสามารถแล่นวนรอบทะเลทรายได้อย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรกของโลก ทั้งยังจะอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและขนส่งสินค้าท้องถิ่นของซินเจียง เช่น ฝ้าย วอลนัท พุทรา และแร่ธาตุ

(ภาพจากบริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัด : รถไฟวิ่งทดสอบการเคลื่อนไหวบนสะพานรั่วเค่อหย่าเท่อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายเหอเถียน-รั่วเชียง)

อ่านข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ : www.xinhuathai.com

Sony และ Honda สองค่ายยักษ์ใหญ่!!! ประกาศร่วมจับมือคิดแผนทำธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าอิสระ เหนือการควบคุมนอกองค์กร!!!

 


เมื่อไม่นานมานี้ บริษัทสองค่ายชื่อดังอย่างบริษัท Sony ที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจด้านเทคโนโลยีอันดับต้นๆของหลายประเทศ และ บริษัท Honda บริษัทผู้ผลิตยานยนต์ชื่อดัง ได้มีการประกาศแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าร่วมกัน ซึ่งเป็นการร่วมมือและทำงานด้วยกันอย่างเป็นอิสระ แทนที่จะกำหนดให้อยู่ภายใต้การควบคุมของทาง Sony หรือ Honda เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

โดยที่บริษัท Honda จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการผลิต และทางบริษัท Sony กำลังสร้างแพลตฟอร์มการบริการแบบโมบิลิตี้ ส่วนทางด้าน Kenichiro Yoshida ประธานและซีอีโอของ Sony กล่าวกับสื่อมวลชนของ Nikkei ว่า " เราแบ่งปันมุมมองของเราในระยะยาวแล้ว จะดีกว่าถ้าเราจะทำให้ความร่วมมือนี้เป็นแบบอิสระ แทนที่จะเพียงแค่วางการควบคุมภายใต้แบรนด์ Sony หรือ Honda เพียงเท่านั้น "

ส่วนทางด้านบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสองบริษัท ได้ออกมาประกาศความร่วมมือกันทางธุรกิจเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยบริษัท Sony กล่าวว่าเป้าหมายของพวกเขาคือ " เติมเต็มโลกด้วยอารมณ์และความรู้สึก ด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยี " ซึ่งมีความนัยมาจากเรื่องการใช้คุณสมบัติภายในที่มีเทคโนโลยีสูงและระบบความบันเทิงขั้นสูง และยังพูดเสริมอีกว่า " ที่เน้นในเรื่องความปลอดภัย ความบันเทิง และทันยุคทันสมัย "

และเมื่อปีที่แล้วนั้น บริษัท Honda เองได้ประกาศแผนการที่จะแปลงรถยนต์ทุกรุ่นให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าและเซลล์เชื้อเพลิงภายในปี 2040 ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่กว่า 30 รุ่นภายในปี 2573 แต่ทั้งนี้ยังไม่ชัดเจนว่าแบรนด์ Sony จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการเหล่านี้อย่างไร แต่มีผู้คนบางกลุ่มต่างก็รู้ดีว่าบริษัท Honda ยังเดินหน้าช้ากว่าบริษัทคู่แข่งอยู่มาก อาจเป็นเพราะปัญหาด้านกระบวนการผลิต และมีอีกหลายผลิตภัณฑ์ที่บริษัท Honda ต่างก็ให้ความสนใจเช่นกัน

จากกรณีนี้เองบริษัท Sony มีความเชื่อที่ว่าบริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น Apple อาจจะเข้าร่วมสู่ตลาดนี้ในไม่ช้า ทั้งนี้ทางด้านบริษัท Sony ก็เสริมอีกว่า " เราต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในวิวัฒนาการของโมบิลิตี้ โดยการเป็นผู้จัดหาสิ่งพื้นฐานของฟังก์ชั่นเน็ตเวิร์ค " แต่อย่างไรก็ตามต้องติดตามกันต่อไปว่าการร่วมมือกันในอนาคตของทั้งสองค่ายบริษัท Sony และ Honda จะได้ผลตอบรับที่น่ายืนดีหรือไม่ และจะมีแนวทางการผลักดันให้ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าของพวกเขามีกราฟที่สูงขึ้นและอาจจะเป็นอิสระมากกว่าบริษัทอื่นอย่างไร เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะครับ


แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าชนิดใหม่ อายุการใช้งาน 100 ปี

 


การวิจัยนี้เป็นผลงานจากบริษัท Tesla ร่วมกับ Jeff Dahn หนึ่งในผู้คิดค้นเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้งานกันในรถยนต์ไฟฟ้า ออกแบบแบตเตอรี่ชนิดใหม่ที่มีศักยภาพสูงขึ้น  โดยต้องการเพิ่มทั้งกำลังส่งจากแรงดันไฟฟ้า ปริมาณประจุที่เก็บกัก รวมถึงอายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้นานขึ้น

 ข้อจำกัดสำคัญของแบตเตอรี่ลิเธียมไออนคือ อัตราการส่งผ่านพลังงานจากแบตเตอรี่มาสู่ตัวรถไม่สูงเท่าน้ำมัน นั่นทำให้อัตราการจ่ายพลังงานรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันน้อยกว่ารถยนต์สันดาป ด้วยความหนาแน่นอนของพลังงานภายในเชื้อเพลิงที่มีน้อยกว่านับร้อยเท่า

นั่นทำให้เกิดเป็นแนวคิดการสร้างแบตเตอรี่ชนิดใหม่ โดยอาศัยวัสดุอย่างนิกเกิลเป็นแกนหลัก ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการจ่ายกำลังไฟโดยรวมให้แก่รถยนต์ไฟฟ้า เพราะนิกเกิลมีขีดความสามารถในการจ่ายพลังงานสูง ทำให้เราสามารถขับเคลื่อนรถยนต์ได้โดยกินกำลังไฟน้อยกว่าเดิม

นอกจากนั้นแบตเตอรี่ที่ผลิตจากนิกเกิลยังทีความทนทานที่สูงกว่า เพราะเมื่อมีอัตราการจ่ายพลังงานสูงขึ้นจะช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้งานได้ยาวนาน ลดอัตราการชาร์จซ้ำซึ่งเป็นหนึ่งในต้นเหตุสำคัญที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อม จากการทดลองพบว่า ภายในอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส แบตเตอรี่นิกเกิลอาจมีอายุใช้งานได้ถึง 100 ปีเลยทีเดียว

ถึงนี่จะเป็นแค่ตัวต้นแบบ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอยู่ภายในห้องทดลอง ต้องผ่านการทดลองอีกสักพักจึงสามารถนำมาใช้งานจริง แต่ล่าสุดทาง Tesla ได้ตกลงความร่วมมือกับ Jeff Dahn ว่าจะร่วมมือกับพัฒนาแบตเตอรี่ชนิดใหม่อีกหลายปี จึงน่าจะมีความเป็นไปได้ที่มีการนำมาใช้งานจริงๆ


Cr:https://next.nationtv.tv/innovation/1297?fbclid=IwAR2DbsKSSD57karUC-qlXfWVcDMU-HZyqdUbK1I9LQ9yF9eTeyPb8PNt3sg&fs=e&s=cl

        จริงอยู่รถยนต์ไฟฟ้ายังคงมีข้อเสียและข้อจำกัดหลายประการ ด้วยนี่คือเทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่งได้รับความใส่ใจในการพัฒนาไม่นานนัก แต่เห็นได้ชัดว่ารถยนต์ไฟฟ้าพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ทำให้ข้อเสียที่เคยมีในอดีตค่อยๆ หายไป

        ที่สำคัญเราต่างทราบว่าข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ยังช่วยให้เราประหยัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิง, มีอัตราเร่งที่สูง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงที่น้อยกว่า รถยนต์ไฟฟ้าจึงถือเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ หากต้องการรถคุณภาพดีไว้ใช้งานสักคัน

        จึงเหลือเพียงรอให้ผู้ใช้รถทั้งหลายเปิดใจและหันไปมองรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเท่านั้น

Infinity Train รถไฟขบวนแรกของโลกที่ใช้ "พลังงานแรงโน้มถ่วง"

 


บริษัทเหมืองแร่ของออสเตรเลีย Fortescue เข้าซื้อกิจการ Williams Advanced Engineering (WAE) โดยเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทในเครือ Fortescue Future Industries ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนฯ ตามเป้าหมายที่วางไว้ภายในปี 2030

วันนี้ทั้งสองบริษัทได้ประกาศโครงการแรกของพวกเขา นั่นก็คือ "รถไฟอินฟินิตี้" หรือ Infinity Train รถไฟที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ขบวนแรกของโลก ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ที่ออกแบบมาเพื่อเคลื่อนย้ายแร่เหล็กจำนวนมากโดยไม่จำเป็นต้องชาร์จไฟแต่ใช้พลังงานจากแรงโน้มถ่วงแทน!

“รถไฟอินฟินิตี้เป็นหัวรถจักรไฟฟ้าแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก” Elizabeth Gaines ซีอีโอของ Fortescue กล่าว “ด้วยเทคโนโลยีการใช้พลังงานแรงโน้มถ่วงจะทำให้ขณะที่รถไฟขับลงเนินเกิดการเก็บพลังงานนั้นกลับคืนมาใหม่ ทำให้ไม่จำเป็นต้องติดตั้งการผลิตพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟ ซึ่งนับว่าเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการไม่ใช้น้ำมันดีเซล ที่ทำให้รถไฟของเราไม่เกิดการปล่อยมลพิษ”

จากรายงานของ New Atlas ถึงแม้ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนี้ยังไม่ถูกเปิดเผยมากนัก แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในไซต์เหมืองแร่ของ Fortescue อย่างน้อยหนึ่งแห่ง ได้มีการลองคำนวณถึงความความลาดชันของเนินลงมีมากพอที่จะทำให้เกิดการเบรกเพื่อนำพลังงานชาร์จกลับไปที่แบตเตอรี่ในขณะที่บรรทุกแร่เหล็ก และเมื่อรถไฟได้ลำเลียงแร่เหล็กไปลงยังปลายทางเรียบร้อยแล้วก็จะยิ่งมีน้ำหนักเบาขึ้น ซึ่งเพียงพอต่อแบตเตอรีที่จะสามารถเดินทางกลับเหมืองได้โดยไม่จำเป็นต้องแวะชาร์จที่ไหน ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายลงไปได้อีก

เรียบเรียง: ผัดกระเพราไม่ใส่ถั่ว

ที่มา: https://newatlas.com/

จีนไม่ยอมน้อยหน้า! บริษัท Geely ยิงดาวเทียม 9 ดวง ขึ้นชั้นบรรยากาศ เพื่อใช้ช่วยนำทางรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

 จีนไม่ยอมน้อยหน้า! บริษัท Geely ยิงดาวเทียม 9 ดวง ขึ้นชั้นบรรยากาศ เพื่อใช้ช่วยนำทางรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

Geely บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของจีน ประสบความสำเร็จในการยิงดาวเทียมขึ้นชั้นบรรยากาศ เพื่อสร้างโครงข่าย ระบบนำทางรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ด้วยดาวเทียม 

โดยทางบริษัทมีแผนการที่จะยิงดาวเทียมเพิ่มอีก 63 ดวง ภายในปี 2025 และ วางแผนภาพรวมไว้ที่ 240 ดวง

ทั้งนี้ Geely เป็นบริษัทที่สอง ต่อจาก Tesla ที่มีกลยุทธ์ทางธุรกิจแบบนี้ โดยทาง Tesla เอง มีดาวเทียมมากกว่า 2,000 ดวง ในระบบ Starlink

ก็เป็นการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งทาง Geely เอง ไม่ได้มีจรวดของตัวเอง ก็อาศัยจรวดของรัฐบาลจีน ในการยิงดาวเทียม ซึ่งนอกจากนำระบบดาวเทียม มาใช้ในการนำทางรถยนต์แล้ว ก็ยังจะนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ ได้แก่ เป็นระบบสื่อสาร ช่วง Asian Games ในเดือนกันยายนนี้ อีกด้วย…

จีนยอมให้ Tesla ไปตั้งในจีน สักพัก ทำไปทำมา ทำเหมือน Tesla ได้เลย

นมโรงเรียนหายไปไหน? คำถามคาใจผู้ปกครอง

 


เจาะลึกเบื้องหลัง ภาครัฐกำลังทำอะไรอยู่?

เกิดเป็นกระแสคำถามในแวดวงผู้ปกครองขึ้นมาว่า “นมโรงเรียนหายไปไหน?” หลังเปิดภาคการศึกษาประจำปี 2565 มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้ว แต่เด็ก ๆ ยังไม่ได้รับแจกนมเหมือนอย่างเคย แล้วภาครัฐกำลังทำอะไรอยู่? คงมีการตั้งคำถามกันขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อนมโรงเรียนเป็นหนึ่งในนโยบายของภาครัฐในการสนับสนุนอาหารแก่เด็กนักเรียน

ต่อการตอบคำถามในเรื่องนี้ เราจำเป็นต้องย้อนไปดูที่มาที่ไปของโครงการนมโรงเรียนกันก่อน โดยนมโรงเรียนเป็นนโยบายของรัฐบาลไทยที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2535 เพื่อแก้ปัญหาการขาดสารอาหารในเด็กวัยเรียน และสนับสนุนอุตสาหกรรมโคนมไทยโดยใช้น้ำนมดิบจากเกษตรกรในประเทศ นมโรงเรียนเป็นส่วนสำคัญของตลาดนมไทย โดยสัดส่วนน้ำนมดิบที่เข้าสู่โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนคิดเป็นร้อยละ 40 ของน้ำนมดิบที่ผลิตได้ทั้งหมดในประเทศไทย นมโรงเรียนทั้งนมยูเอชที และนมพาสเจอร์ไรส์ มีเฉพาะรสจืดเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันโครงการดำเนินบนหลักการที่กำหนดให้เด็กนักเรียนดื่มนมครบ 260 วัน/ปีการศึกษา

โดยในแต่ละปีจะมีการสรรหาผู้ประกอบการเพื่อเข้าร่วมในการผลิตนมโรงเรียน ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค เพื่อให้การจัดสรรนมเป็นไปอย่างทั่วถึงและถือเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กไปในตัว

ส่วนคำถามที่ว่า นมโรงเรียนหายไปไหน? จากข้อมูลฝั่งประธานในการประชุมคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เผยว่า สาเหตุที่ยังไม่สามารถแจกนมโรงเรียนได้ มาจากการที่ยังไม่สามารถจัดสรรพื้นที่จำหน่ายให้กับผู้ประกอบการนมโรงเรียนทั้ง 5 ภาคได้ เนื่องจากในปีนี้ กรมปศุสัตว์ ออกหลักเกณฑ์ไม่คุ้มครองสาขา โรงงาน 5 ตัน/วัน เนื่องจากไม่ใช่รายเล็ก แต่เป็นรายใหญ่ที่แตกสาขาเพื่อหวังได้พื้นที่จำหน่ายนมโรงเรียนเพิ่มขึ้น เป็นการเอาเปรียบรายอื่นอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งจะต้องตรวจสอบความโปร่งใสก่อน

นอกจากนี้ ในยังมีปัญหาผู้ประกอบการบางรายในบางพื้นที่ ไม่ให้ปศุสัตว์ไปตรวจน้ำนมดิบตั้งแต่ปี 2564 ส่งผลให้ตัวเลขการเก็บน้ำนมดิบจะไม่ครบถ้วน ซึ่งในหลักเกณฑ์ต้องตรวจน้ำนมดิบ 12 เดือน พร้อมมีหลักฐานที่มีหนังสือไม่ให้เข้าไปตรวจด้วยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา 

อีกทั้งยังมีปัญหาการไม่เปิดซองตรวจรับเอกสารในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ประกอบการโดยทันทีในวันรับสมัครของบางพื้นที่ ทำให้เกิดความล่าช้า ส่งผลให้จนถึง ณ วันนี้ยังไม่ได้กำหนดไทม์ไลน์วันที่เด็กจะได้ดื่มนม

ขณะที่หนึ่งในผู้ประกอบการจาก ‘ทุ่งกุลาแดรี่ฟูดส์’ ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ในวันที่ 17 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเปิดภาคเรียนการศึกษา ปี 2565 เด็กไม่ได้ดื่มนมตามประกาศหลักเกณฑ์ ในหมวดที่ 2  ข้อที่ 9.3 ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมต้องทำสัญญาซื้อขายเป็นหนังสือกับหน่วยงานจัดซื้อให้แล้วเสร็จอย่างน้อยภายใน 5 วันก่อนทำการเปิดภาคเรียนแม้แต่ละภาคเรียนการศึกษา

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าทำสัญญากับ อ.ส.ค. ได้ในทันทีที่ได้รับการจัดสรรสิทธิ์ปี 2565 แล้วเสร็จ คือ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ยังไม่คืนหลักทรัพย์ตามสัญญาเก่าปี 2564 ทำให้ไม่สามารถออกหนังสือค้ำประกันฉบับใหม่เพื่อค้ำประกันสัญญากับ อ.ส.ค. ในปี 2565 ทำให้ไม่สามารถทำสัญญา อ.ส.ค. ได้ตามประกาศหลักเกณฑ์ในหมวดที่ 4  เรื่องการทำสัญญาจัดส่งและการจัดเก็บนมในโครงการ ในข้อที่ 15, 16 และ 17

ในขณะเดียวกันก็จะทำให้ไม่สามารถเข้าเซ็นสัญญากับ อ.ส.ค. ได้ เนื่องจากการจัดสรรปีนี้ล่าช้า เด็กอาจได้ดื่มนมไม่ครบ 260 วัน ตามประกาศหลักเกณฑ์ปี 2565 และมติ ครม. ลงวันที่ 29 มีนาคม 2562  เรื่องขอทบทวนมติครม เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 เรื่องการทบทวนระบบบริหารจัดการนมโรงเรียน

จากปัญหาเหล่านี้ คงพอจะเป็นคำตอบให้ได้ว่านมโรงเรียนไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่ติดปัญหาในระหว่างการดำเนินการ ซึ่งก็คงมีคำถามต่อมาว่า แล้วเด็กจะได้ดื่มนมโรงเรียนเมื่อไหร่? แม้จะยังไม่ได้คำตอบที่แน่ชัด แต่จากข้อมูล พบว่าในการประชุมคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 3/2565 ในที่ประชุมเห็นชอบให้หน่วยจัดซื้อ/โรงเรียนเอกชนจัดซื้อนมโรงเรียนชดเชยตามจำนวนวันที่เด็กนักเรียนยังไม่ได้ดื่มนมโรงเรียน นับแต่วันเปิดภาคเรียน และจัดซื้อให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมโรงเรียนครบ 260 วัน/ปีการศึกษา โดยจะเร่งดำเนินการเพื่อให้เด็กได้ดื่มนมโรงเรียนได้เร็วที่สุด จากข้อมูลนี้ถือเป็นเรื่องดีที่นอกจากเด็ก ๆ จะได้รับนมในเร็ว ๆ นี้ ยังรวมไปถึงการได้รับนมเป็นการชดเชยในช่วงที่ขาดหายไปด้วย

ทั้งนี้ จากรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ปัจจุบันมีจำนวนเด็กเตี้ยเพิ่มมากขึ้นจากร้อยละ 9.7 เป็น 12.9 โดยส่วนสูงเฉลี่ยเด็กอายุ 12 ปี เพศชาย 147.1 เซนติเมตร เพศหญิง 148.1 เซนติเมตร ส่วนสูงเฉลี่ยอายุ 19 ปี เพศชาย 170.9 เซนติเมตร เพศหญิง 158.1 เซนติเมตร สอดคล้องกับข้อมูลเด็กไทยดื่มนมน้อย เฉลี่ยเพียงครึ่งแก้วต่อวัน วัยเรียนดื่มนมทุกวันเพียงร้อยละ 31.1 วัยรุ่นร้อยละ 14.9 เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ คนไทยดื่มนม 18 ลิตร/คน/ปี อินเดีย 59 ลิตร/คน/ปี ญี่ปุ่น 32 ลิตร/คน/ปี เกาหลีใต้ 30 ลิตร/คน/ปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยของคนเอเชีย อยู่ที่ 66 ลิตรต่อคนต่อปี และทั่วโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 113 ลิตรต่อคนต่อปี 

ที่มา : schoolmilkthai, องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย, สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, ฐานเศรษฐกิจ, www.dla.go.th, thaigov.go.th

เขียนและเรียบเรียง : เพชรรัตน์ แสงมณี

เครดิต Business+ 

มาเลเซียแอร์ไลน์ประเดิมบินไปกลับมาเลย์-สิงคโปร์ ด้วยเชื้อเพลิงยั่งยืนลดโลกร้อน

 


สายการบินแห่งชาติมาเลเซียประเดิมเที่ยวบินแรกตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลกเพื่อ โดยประกาศให้โลกรู้ว่าพวกเขาจะใช้พลังงานหมุนเวียนในเที่ยวบินมาเลย์-สิงคโปร์ ที่ทำจากน้ำมันประกอบอาหารและวัสดุเหลือใช้ ซึ่งสามารถช่วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 80%

The Sun Daily/Bernama รายงานว่า Malaysia Airlines จะดำเนินการเที่ยวบินโดยสารครั้งแรกโดยใช้เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) ระหว่างกัวลาลัมเปอร์และสิงคโปร์ในวันที่ 5 มิ.ย. ซึ่งตรงกับวันสิ่งแวดล้อมโลก

พอดี

บริษัทกล่าวว่า เที่ยวบินที่ขับเคลื่อนโดย SAF จากกัวลาลัมเปอร์ไปสิงคโปร์คือเที่ยวบิน MH603 และจากสิงคโปร์ไปยังกัวลาลัมเปอร์คือเที่ยวบิน MH606 เที่ยวบินเหล่านี้คือเครื่องบินโบอิ้ง 737-800 โดยใช้ส่วนผสมของ SAF ประมาณ 38% และเชื้อเพลิงเครื่องบินเจ็ตแบบธรรมดา

คำแถลงของ Malaysia Airlines ระบุว่า "ตัวเลือกเชื้อเพลิงที่ยั่งยืนนี้ ซึ่งทำจากของเสียหมุนเวียน 100% และวัตถุดิบตกค้าง (เช่น น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร) สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 80%” 

บริษัทชี้ว่า โครงการนี้่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของสายการบินแห่งชาติมาเลเซียที่มุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการบรรลุแหล่งเชื้อเพลิงที่สะอาดและใช้งานได้มากขึ้นสำหรับเที่ยวบินปกติภายในปี 2025

Malaysia Airlines เชิญแขกและผู้ให้การสนับสนุนด้านความยั่งยืนให้เดินทางในเที่ยวบินสำคัญ ๆ แขกสามารถจองได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 4 มิ.ย. เพื่อรับส่วนลดสูงสุดถึง 15% เมื่อเดินทางกับเที่ยวบินเหล่านี้

จากข้อมูลของ  Aviation: Benefits Beyond Borders ปัจจุบัน เครื่องบินขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงการบินเหลว ซึ่งส่วนใหญ่มาจากแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่มีเชื้อเพลิงชนิดใหม่ได้รับการพัฒนาขึ้นซึ่งมีศักยภาพในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิของการบินได้อย่างมาก

เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAFs) ซึ่งมักเรียกกันว่า "เชื้อเพลิงชีวภาพยุคหน้า" หรือ "เชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง" สามารถผสมกับน้ำมันก๊าดแบบเดิมและมีการใช้งานแล้วในเที่ยวบินเชิงพาณิชย์หลายแห่ง

การใช้ SAF ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมได้อย่างมากเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยในบางกรณีเกิน 80% ซึ่งรวมเอาการปล่อยมลพิษที่เกิดขึ้นในการผลิต SAFs แล้วด้วย

นอกจากนี้ คาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกดูดซับระหว่างการเติบโตของมวลชีวภาพเพื่อหมัก SAF จะเทียบเท่ากับปริมาณก๊าซที่เกิดขึ้นโดยประมาณเมื่อเชื้อเพลิงถูกเผาไหม้ในเครื่องยนต์สันดาปและกลับสู่บรรยากาศ  

ปัจจุบัน SAF มีราคาแพงกว่าเชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่นแบบเดิม มูลประมาณตั้งแต่ 2 เท่าหากผลิตจากของเสียบางส่วน ไปจนถึง 6-10 เท่าถ้าทำจากเชื้อเพลิงสังเคราะห์ที่ใช้การดักจับคาร์บอน 

ราคาที่แพงสาเหตุหลักมาจากการผลิตขนาดเล็ก และด้วยความที่มันยังใหม่และมีราคาแพงและยังมีปริมาณน้อย จึงมีอัตราส่วนการใช้แค่ 0.01% ของการใช้เชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่นทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้มีการสร้างโรงงานผลิต SAF เพิ่มขึ้น และสายการบินลงนามสัญญาซื้อเชื้อเพลิงแบบนี้มาใช้มากขึ้น ทุนที่ช่วยหนุนจะทำให้ SAF มีราคาถูกลงในอนาคต

https://www.igreenstory.co/malaysia-airlines-to-operate-first-passenger-flight-powered-by-sustainable-fuel/

ข้อมูลจาก

• "Malaysia Airlines to operate first passenger flight powered by sustainable fuel". (05- 30- 2022). The Sun Daily/Bernama.

• "What is sustainable aviation fuel?". aviationbenefits.org.

Tesla ถ้าขายไทยแบบ Official จะทุบราคาลง EV ลง 8 แสน

 


เตรียมรับแรงกระแทก! สื่อรายงานว่าหาก Tesla บุกไทยแบบ Official จะทำให้รถ​ EV ถูกลง 8 แสนบาท/คัน ส่วนค่ายอื่นได้รับผลกระทบด้วย

ประชาชาติธุรกิจ รายงานข้อมูลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหาก Tesla เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการ เนื่องจากมีการพบเบาะแสการจดทะเบียนบริษัทในไทย

รายงานเผยว่าหาก Tesla เข้ามาทำตลาดในไทยแบบ Official ก็จะทำให้ราคารถ EV ลดลงไปประมาณ 7-8 แสนบาท/คัน (อ้างอิงจากรายงานของ ส.อ.ท. : กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย) เพราะ Tesla เป็นแบรนด์ใหญ่ กระตุ้นตลาดรถ EV ได้เป็นอย่างมาก

ไม่ว่า Tesla จะนำรถเข้ามาจำหน่าย หรือตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยก็จะทำให้ราคาขายต่ำลงแน่นอน เนื่องจากตอนนี้กลุ่ม Gray Market ต้องนำเข้าจากอังกฤษ, ฮ่องกง ทำให้มีราคาสูง

รถจาก 2 ประเทศดังกล่าวเป็นรถพวงมาลัยขวาทำให้ต้องเสียภาษีนำเข้า 80% แต่หาก Tesla นำเข้ามาเอง อาจจะนำเข้าจากจีน อินโดนิเซีย จะทำให้เข้าข้อตกลงภาษี 0% (FTA) 

เช่น Tesla Model 3 ที่ราคานำเข้าตลาด​ Gray Market อยู่ที่ราว ๆ 3 ล้านบาท ราคาก็จะถูกลงไป 7-8 แสนบาท

แน่นอนว่าหาก Tesla เข้ามาทำตลาดในไทยก็จะส่งแรงกระแทกไปยังค่ายรถญี่ปุ่น จีน ที่ต้องปรับราคาเพื่อการแข่งขันด้วย โดยรถยนต์สันดาปจะได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง ส่วนตลาดรถ EV ก็ต้องแข่งขันกันต่อไป

สำหรับมาตรการสนับสนุนรถ EV นั้น รายงานเผยว่ากรมฯ​ ได้หารือร่วมกับค่ายรถอีก 3-4 ค่ายที่สนใจเข้าร่วมมาตรการ ทำให้ตอนนี้จะมีค่ายรถหลายค่าเข้าร่วมโครงการส่วนลด เพิ่มทางเลือกให้ชาวไทยมากขึ้น

ที่มา : https://www.prachachat.net/motoring/news-942698

เรียบเรียงโดย - เต้นท์ iMoD


ได้ใจสาวก "Tesla" ได้จดทะเบียนบริษัทในประเทศไทยเรียบร้อย

 


ข้อมูลจากเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า "บริษัท เทสลา (ประเทศไทย) จำกัด" ได้จดทะเบียนเรียบร้อยตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย. 2565 เพื่อประกอบธุรกิจอย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย ทำให้สาวกดีใจกันแบบเนื้อเต้น เพราะจะได้เป็นเจ้าของสินค้าภายใต้แบรนด์เทสล่าได้แบบไม่ยาก

ในข้อมูลระบุว่า เทสลา (ประเทศไทย) จดทะเบียนเป็นบริษัทประกอบกิจการขายรถยนต์ไฟฟ้า ระบบเก็บพลังงานแบบติดตั้งและอุปกรณ์ที่ใช้กับระบบเก็บพลังงานแบบติดตั้ง ระบบผลิตพลังงาน และอุปกรณ์ที่ใช้กับระบบพลังงาน อย่าง Tesla Powerwall ที่มีบริษัทไทยรับเป็นตัวแทนจำหน่ายก่อนหน้านี้ด้วย

นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับคนที่สนใจหรืออยากซื้อรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ในขณะนี้ เพราะถ้า Tesla นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเองโดยไม่ผ่านตัวแทนจำหน่าย เราอาจจะได้เห็นรถรุ่นฮิตอยาก Tesla Model S/X/Y ในราคาที่ไม่ไกลเกินเอื้อม แถมยังจะได้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกใหม่ ที่เข้ามาสู้ศึกรถยนต์ไฟฟ้าบ้านเราอีกด้วย

ถึงอย่างไรก็ตาม การจดทะเบียนบริษัท Tesla ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น และยังไม่ได้มีประกาศอย่างเป็นทางการออกมา เราอาจจะต้องติดตามกันต่อไปว่าทางบริษัทจะออกมายืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้ตอนไหน เพราะสังเกตจากการจดทะเบียนบริษัทในต่างประเทศก็ใช้เวลานานนับปีก่อนจะเริ่มจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าได้จริง


เชื่อมรถไฟ “จีน-ลาว-ไทย” 26 มิ.ย.นี้ วางรางเพื่อขนส่งสินค้าโดยเฉพาะ


เตรียมเชื่อม 2 โครงข่ายรางรถไฟ “ลาว-จีน” กับรถไฟ “ลาว-ไทย” ระยะทาง 4 กิโลเมตร กำหนดแล้วเสร็จ 26 มิถุนายนนี้ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการขนส่งสินค้าข้ามประเทศ โดยเฉพาะระหว่างจีนผ่านลาวเข้าไทย

วันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา สาคอน พิลางาม ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าบกท่านาแล้ง ซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการเวียงจันทน์ โลจิสติก พาร์ค ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนลาวและจีนว่า การเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟลาว-จีน กับโครงข่ายรถไฟลาว-ไทย ได้กำหนดให้แล้วเสร็จในวันที่ 26 มิถุนายน 2565 ซึ่งจากนั้นจะมีผลให้ท่าบก (dry port) ท่านาแล้ง เป็นศูนย์รวมการขนถ่ายสินค้าที่ซื้อขายกันระหว่างจีนกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะระหว่างจีนซึ่งใช้รางรถไฟกว้าง 1.435 เมตร กับไทยที่ใช้รางกว้าง 1 เมตร

การเชื่อมต่อ 2 โครงข่ายทางรถไฟดังกล่าว บริษัทท่าบกท่านาแล้ง ได้ลงทุนวางรางรถไฟจากสถานีท่านาแล้งขึ้นมายังท่าบกท่านาแล้ง ระยะทาง 1.2 กิโลเมตร ขณะเดียวกัน บริษัทรถไฟลาว-จีน ได้ลงทุนวางรางรถไฟสถานีสินค้าเวียงจันทน์ใต้ ลงมายังท่าบกท่านาแล้ง ระยะทาง 2.8 กิโลเมตร

สถานีท่านาแล้งเป็นต้นทางของโครงข่ายรถไฟลาว-ไทย ผ่านรางรถไฟที่วางจากลาวข้ามแม่น้ำโขงผ่านสะพานมิตรภาพไปยังสถานีรถไฟหนองคาย ส่วนสถานีสินค้าเวียงจันทน์ใต้ เป็นสถานีสุดท้ายของทางรถไฟลาว-จีน

อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าบกท่านาแล้ง กล่าวว่า การรางรถไฟที่วางจากสถานีเวียงจันทน์ใต้มายังท่าบกท่านาแล้ง จะใช้เพื่อขนส่งสินค้าเท่านั้น เพราะที่ผ่านมา เมื่อขบวนรถไฟลาว-จีน มาถึงปลายทางที่สถานีเวียงจันทน์ใต้แล้ว ต้องใช้รถบรรทุกขนสินค้าส่งต่อลงมายังท่าบกท่านาแล้งอีกทอดหนึ่ง เพื่อส่งต่อเข้าไปในไทยและประเทศอื่นๆ

การวางรางรถไฟเพื่อเชื่อมต่อสถานีเวียงจันทน์ใต้ ผ่านท่าบกท่านาแล้ง ไปยังสถานีท่านาแล้ง จะทำให้การขนส่งสินค้าที่ซื้อขายกันระหว่างจีนผ่านลาวเข้าไทย และต่อไปยังประเทศอื่นๆ หรือสินค้าที่ไทยส่งผ่านลาวขึ้นไปยังจีน สามารถทำได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

สาคอน กล่าวว่า นับแต่ท่าบกท่านาแล้งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2564 เป็นต้นมา ได้ให้บริการขนถ่ายสินค้าที่ส่งผ่านเส้นทางรถไฟลาว-จีนแล้ว 11,000 ตู้คอนเทนเนอร์ ในนี้ 80% เป็นสินค้าผ่านแดนจากจีนผ่านลาวข้ามไปยังไทย เพื่อส่งต่อไปยังพม่า กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ปุ๋ย เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม

เปิดตัวเครื่องบินไฮเปอร์โซนิก Talon-A ปล่อยตัวจากเครื่องบินขนาดใหญ่ที่สุดในโลก


บริษัท Stratolaunch ผู้พัฒนาเครื่องบินขนส่งจรวดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เปิดตัวเครื่องบินไฮเปอร์โซนิก Talon-A หรือ TA-0 หลังจากโครงการพัฒนาเครื่องบินรุ่นนี้ถูกเปิดเผยในปี 2020 บริษัทได้ใช้เวลาในการพัฒนาเครื่องต้นแบบ Talon-A ประมาณ 2 ปี กำหนดการทดสอบครั้งแรกในช่วงปลายปีนี้ โดยใช้วิธีปล่อยตัวจากเครื่องบิน Stratolaunch ที่ระดับความสูงประมาณ 10 กิโลเมตรเหนือพื้นโลก

เครื่องบินไฮเปอร์โซนิก Talon-A หรือ TA-0 ที่ถูกเปิดตัวในครั้งเป็นเครื่องต้นแบบไม่ใช่รุ่นที่เสร็จสมบูรณ์ ระบบควบคุมใช้การควบคุมจากระยะไกลไม่มีนักบินที่เป็นมนุษย์อยู่บนเครื่องบิน ระบบขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงจรวด เครื่องบินไฮเปอร์โซนิก Talon-A จะถูกติดตั้งไว้ใต้ปีกของเครื่องบิน Stratolaunch ก่อนปล่อยตัวเพื่อทำภารกิจ ส่วนวิธีการลงจอดใช้การลงจอดคล้ายกับเครื่องบินลงจอดบนสนามบิน

ภารกิจหลักของเครื่องบินไฮเปอร์โซนิก Talon-A คือ การทดสอบการเดินทางด้วยเครื่องบินความเร็วเหนือเสียง 5 มัค หรือความเร็วประมาณ 6,174 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งในด้านของภารกิจทางการทหารและภารกิจด้านการทดลองวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันบริษัทยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับขีดความสามารถของเครื่องบินไฮเปอร์โซนิก Talon-A ทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเป้าหมายในการพัฒนา รวมไปถึงการทดสอบในระยะแรกเครื่องบินไฮเปอร์โซนิก Talon-A จะไม่มีการติดตั้งเครื่องยนต์จรวดอย่างเสร็จสมบูรณ์อาจเป็นการทดสอบบินร่อนลงจอดบนสนามบิน

สำหรับเครื่องบิน Stratolaunch หรือ Roc รูปทรงภายนอกคล้ายการนำเครื่องบิน 2 ลำ มาเชื่อมต่อกันด้วยปีกขนาดใหญ่ความกว้างวงปีก 117 เมตร ความยาวของเครื่องบิน 110 เมตร เครื่องบินใช้เครื่องยนต์ 6 เครื่อง แนวคิดหลักในการออกแบบเครื่องบินรุ่นนี้ คือ ใช้ปฏิบัติภารกิจบรรทุกไฮเปอร์โซนิกและจรวดขนส่งดาวเทียมน้ำหนัก 250-590 ตัน ไปที่ระดับความสูงประมาณ 11 กิโลเมตรเหนือพื้นโลกก่อนปล่อยจรวดขึ้นสู่อวกาศ โดยหลังเสร็จสิ้นการปล่อยตัวเครื่องบิน Stratolauch บินกลับมาลงจอดที่สนามบินเพื่อรอปฏิบัติภารกิจถัดไป

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/115116/

ที่มาของรูปภาพ stratolaunch.com

ทำไม Tesla ถึงมาแค่ขาย ยังไม่ปักหลักตั้งฐานผลิต EV ในไทย?

ไม่กี่วันที่ผ่านมามีเรื่องสั่นสะเทือนแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่อง หลังจากมีข้อมูลจากเว็บไซต์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยืนยันอย่างชัดเจนว่า บริษัท เทสลา (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิต-จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าของเศรษฐีคนดังอย่าง ‘อีลอน มัสก์’ ได้เข้ามาจัดตั้งบริษัทในไทยแล้วตั้งแต่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา

โดยที่การเข้ามาครั้งนี้ด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 3 ล้านบาท เพื่อนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาขายในไทยเท่านั้น ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนว่าจะเข้ามาสร้างฐานการผลิตอย่างที่ทำในประเทศจีน หรือกำลังจะเกิดขึ้นในอินโดนีเซีย ซึ่งในแง่ของผู้บริโภคจะได้รับผลดีเรื่องของตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น และมีโอกาสที่ราคารถยนต์ไฟฟ้าจะต่ำลงเมื่อมีการแข่งขันของผู้นำเข้าหลายเจ้า

แต่การที่เทสลายังไม่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย นั้น บ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมุมมอง และความกังวลที่มีต่อความสามารถทางการแข่งขันของไทยที่ไม่น่าสนใจ ทั้งในแง่ของเทคโนโลยีการผลิต แรงงาน รวมไปถึงด้านทรัพยากรของไทยที่ไม่ดึงดูด FDI ให้มาลงทุน

ตอกย้ำความคิดนี้ได้จากการที่ 'KKP Research' ประเมินในภาพรวมว่า ประเทศไทยอาจไม่ใช่แหล่งผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเหมือนที่เคยเป็นแหล่งผลิตยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน สาเหตุเป็นเพราะการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมไปเป็นการผลิตรถยนต์ EV ยังมีอุปสรรคมากและประสบความสำเร็จได้ยาก โดยมีหลายสัญญาณที่ทำให้ประเมินว่าการผลิตรถยนต์ไทยมีแนวโน้มเหลือเพียงการผลิตเพื่อขายในประเทศเท่านั้น หรือในกรณีเลวร้ายอาจต้องนำเข้าจากประเทศอื่นแทน

สำหรับในแง่ของการผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่เป็นหัวใจหลักของรถยนต์ไฟฟ้า พบว่าไทยจะไม่มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (Li-Ion Battery Supply Chain)

ซึ่งปัจจัยหลักที่จะทำให้ประเทศใดก็ตามในโลก สามารถก้าวขึ้นมาเป็นฐานการผลิตแบตเตอรี่ได้ คือ เทคโนโลยี และทรัพยากร ซึ่งไทยไม่มีในทั้ง 2 ข้อ จึงทำให้เสียเปรียบคู่แข่งอย่างจีน และอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก

ในแง่ของ เทคโนโลยีแล้ว ไทยไม่มีเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ที่ทันสมัยเหมือนจีนจาก 3 เหตุผลหลัก คือ

- จีนเริ่มมีการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ไปแล้ว และครองห่วงโซ่การผลิตแบตเตอรี่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยจีนมีแหล่งทรัพยากรที่สำคัญอย่างลิเทียม โคบอลต์ และแร่หายาก บวกกับสามารถสกัดแร่ และผลิตแบตเตอรี่ได้มากถึง 80% และ 79% จากกำลังการผลิตทั่วโลก

- อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ยังเป็นตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดในการเข้าตลาดของบริษัทใหม่ที่สูง จาก เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต แรงงานทักษะสูง การที่มีผู้นำตลาดที่เป็นที่ยอมรับอยู่แล้วคือแบรนด์ใหญ่อย่าง CATL LGES BYD Panasonic ทำให้รายย่อยแข่งขันยาก และประสบกับปัญหา Economies of Scale เพราะการผลิตแบตเตอรี่มีต้นทุนสูง ทำให้ผู้เล่นรายใหม่ไม่สามารถขยายกำลังการผลิตเท่าผู้ผลิตรายใหญ่ได้ในระยะเวลาสั้น ๆ (ซึ่งขณะนี้บริษัทจีนเพียงบริษัทเดียวครองส่วนแบ่งการตลาดไปแล้วถึง 40%)

- ปัญหาเรื่องของการรีไซเคิล โดยอนาคตปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติถือเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และรถยนต์ EV เนื่องจากมีการคาดการณ์ไว้ว่าแร่สำคัญในการผลิตแบตเตอรี่อย่างนิเกิล และลิเทียมจะหมดในปี 2024-2026 ดังนั้น การรีไซเคิลแบตเตอรี่จึงมีความสำคัญมากในปัจจุบัน แม้ว่าในระยะต่อไปอาจมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ แทนการใช้แบตเตอรี่ลิเทียมแบบเดิม (ซึ่งจีนมีความได้เปรียบในเรื่องนี้เนื่องจากมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 80%)

ในแง่ของปัจจัยด้านทรัพยากร ไทยแพ้คู่แข่งอย่างราบคาบ เพราะอินโดนีเซียมีแหล่งนิเกิล (Nickel) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกมากถึง 30% จากแหล่งแร่สำรองทั้งหมด ซึ่งการผลิตรถยนต์ EV ใช้แร่ธาตุมากกว่ารถยนต์สันดาบถึง 6 เท่า โดย Nickel เป็นแร่ที่ใช้มากเป็นอันดับ 2 รองจากลิเทียมในการผลิตแบตเตอรี่ชนิดลิเธียมนิคเคิลแมงกานีสโคบอลท์ออกไซด์ (NMC) อีกทั้ง Nickel ยังเป็นแร่ที่มีผลต่อราคาแบตเตอรี่อย่างมาก เนื่องจากมีราคาสูงรองจากโคบอลต์และลิเทียมเท่านั้น

ขณะที่ในแง่ของต้นทุนแรงงาน ค่าแรงของอินโดนีเซียถูกกว่าไทย 3 เท่า และตลาดอินโดนีเซียใหญ่กว่าไทยเกือบ 4 เท่า แถมจำนวนประชากรในอินโดนีเซียมีมากถึง 273 ล้านคน ในขณะที่จำนวนประชากรไทยมีเพียง 69 ล้านคน ทำให้ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศอินโดนีเซียเฉลี่ยอยู่ที่ 1 ล้านคันต่อปี มากกว่าไทยที่มียอดขายภายในประเทศเฉลี่ยที่ 8.6 แสนคันต่อปี นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังอยู่ใกล้ฟิลิปปินส์อีกหนึ่งตลาดสำคัญที่มีประชากรถึง 109 ล้านคน และขยายตัวเร็วเฉลี่ย 10% ต่อปี

นอกจากข้อได้เปรียบด้านเทคโนโลยีของจีน กับทรัพยากรของอินโดนีเซีย ที่ไทยแพ้แบบหมดท่าแล้ว ยังมีส่วนของข้อตกลงทางการค้า FTA ที่ทำให้ไทยสามารถนำเข้ารถยนต์ EV จากจีนโดยไม่เสียภาษี

ซึ่งประเด็นนี้กลายเป็นแรงกดดันสำคัญอีกทางต่อการพัฒนาภาคการผลิตรถยนต์ EV ในไทย เนื่องจากผู้ผลิตจะสามารถส่งออกรถยนต์มายังไทยโดยไม่ต้องเสียภาษีได้จึงไม่จำเป็นต้องตั้งฐานการผลิตที่ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเทสลา ที่มีฐานการผลิตอยู่ในประเทศจีน

จากข้อได้เปรียบทางทรัพยากร แรงงาน ขนาดของตลาด และเทคโนโลยีของคู่แข่งอย่างจีน และอินโดนีเซีย ทำให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนว่า ไทยยังไม่เหมาะสำหรับการเข้ามาลงทุนเพื่อผลิตรถยนต์ในประเทศ จึงยังไม่สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มเติม ถึงแม้ว่าการเข้ามาจัดตั้งบริษัทในครั้งนี้ของเทสลา หลายคนยังมองว่าเป็นใบเบิกทางสำหรับการลงทุนจัดตั้งฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าก็ตาม

ที่มา: KKP Research , IEA

เขียนและเรียบเรียง : พรรณรุ้ง คุ้มพงษ์พันธ์


"นั่งรถไฟไทยไปไต่หลังคาโลก"


จากสถานีกลางบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ขึ้นรถไฟความเร็วสูงซึ่งใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมงถึงเวียงจันทร์ (รถไฟความเร็วสูงจะเปิดให้บริการในอีก 5 ปีข้างหน้าหรือประมาณ พ.ศ.2568 ซึ่งระหว่างนี้สามารถนั่งรถไฟธรรมดาไปได้) โดยผ่านเมืองมรดกโลกอย่าง พระนครศรีอยุธยาตลอดสองข้างทางจะเห็นทุ่งนากว้างไกลสุดลูกหูลูกตาโดยเฉพาะฤดูเก็บเกี่ยว ท้องทุ่งสีทองช่างงดงามนัก จากทุ่งราบอู่ข้าวอู่น้ำภาคกลาง เราก็เข้าสู่ภาคอีสาน ผ่านมรดกทางธรรมชาติอย่างเขาใหญ่ ที่สถานีปากช่อง ผ่านเมืองใหญ่อย่าง นครราชสีมาและขอนแก่น หนองคาย ก่อนที่จะข้ามแม่น้ำโขงที่ สะพานมิตรภาพไทย -ลาว จากนั้นก็จะผ่านพรมแดนบริเวณท่านาแล้ง เวียงจันทร์ ผ่านวังเวียง เมืองมรดกโลก หลวงพระบาง และอีกเพียงไม่เกิน 8 ชั่วโมงก็เข้าถึงคุนหมิง พักที่เมืองนี้ 1-2 คืนเพื่อเที่ยวในเมืองโดยรอบอาทิ

#ตำหนักจินเตี้ยน ตำหนักแห่งนี้ถูกสร้างในช่วงราชวงศ์หมิง ผู้คนมักจะมาที่นี่เพื่อกราบไหว้ขอพรในด้านสุขภาพและการเงินให้ประสบผลสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่เก็บสะสมของโบราณล้ำค่ายุคสมัยก่อนไว้จนถึงทุกวันนี้

#ทะเลสาบชุ่ยหู เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่ถูกขนานนามว่า “สระมรกต” ตั้งอยู่ใจกลางเมืองคุนหมิงล้อมรอบด้วยบึงน้ำ และสวนสาธารณะ เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ

#อุทยานป่าหิน เป็นอีกสถานที่ชื่อดังของเมืองคุนหมิง ป่าหินโบราณที่มีอายุมากกว่า 300 ปี ซึ่งภายในเขตอุทยานป่าหินจะมีทั้งเสาหินปูนขนาดเล็ก ภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ และถ้ำหินปูนอยู่มากกว่า 100 ลูก นับว่าเป็นอุทยานหินปูนธรรมชาติที่หาดูได้ยากแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

หลังจากนั้นเดินทางต่อโดย รถไฟความเร็วสูงคุนหมิง - กุ้ยหยางใช้เวลา 2 ชั่วโมง ตลอดระยะทางสามารถสัมผัสกับทัศนียภาพอันงดงามของเทือกเขา อุโมงค์ และชุมชนชาวพื้นเมืองตลอดสองข้างทาง จากกุ้ยหยาง รถไฟหัวกระสุนความเร็วสูงมุ่งสู่ เฉิงตู ระหว่างทาง ผ่านเมืองต่างๆ ในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) บุกฝ่าเส้นทางที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน เพื่อมุ่งหน้าสู่นครเฉิงตู เมืองเอกของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน) โดยใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง 58 นาที เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน ทางรถไฟความยาว 648 กิโลเมตรสายนี้ จึงสร้างบนสะพานยกสูงและลอดอุโมงค์ราวร้อยละ 85

พักเฉิงตู 2-3 คืน เพื่อเที่ยวบริเวณโดยรอบเมืองอาทิ

#พระใหญ่เล่อซาน (Leshan Grand Buddha) พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ณ หุบเขาเล่อซาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดของโลก ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองเฉิงตู อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเล่อซาน สร้างขึ้นในช่วงราชวงศ์ถัง (ปี ค.ศ. 713-803) มีความสูง 71 เมตร ยาว 8.3 เมตร หลังเท้ากว้าง 9 เมตร และช่วงไหล่กว้าง 24 เมตร

#วัดวูเฮา (Wuhou Temple) วัดที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองเฉิงตู สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่จูกัดเหลียง (Zhuge Liang) หรือขงเบ้ง บุคคลสำคัญในยุคสามก๊ก (ค.ศ. 220-280) ตั้งอยู่ชานเมืองทางตอนใต้ของเมืองเฉิงตู ส่วนหลักของวัดวูเฮาถูกแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ไล่ไปตั้งแต่ทางด้านใต้ขึ้นเหนือ คือส่วนของประตูทางเข้า, ประตูที่สอง, ส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับเล่าปี่, บริเวณทางเดิน และส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับขงเบ้ง

#ถนนโบราณจินหลี่ (Jinli Street)ถนนโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัดวูเฮา ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่ช่วงต้นราชวงศ์ฉิน (ปี ค.ศ. 221-206 ก่อนคริสตกาล) มีชื่อเสียงมากในเรื่องของการซื้อ-ขายผ้าเนื้อดี เป็นย่านการค้าที่รุ่งเรืองมากในช่วงอาณาจักร Shu (ปี ค.ศ. 221-263) และเพื่อเรียกคืนสู่ความรุ่งเรืองของถนนแห่งนี้อีกครั้ง จึงได้รับการบูรณะและเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าไปเที่ยวชมเมื่อปี ค.ศ. 2004

#ศูนย์วิจัยและเพาะเลี้ยงแพนด้า อยู่ห่างจากตัวเมืองเฉิงตูไปเพียง 6 กิโลเมตรเท่านั้น แถมยังมีสภาพแวดล้อมของธรรมชาติที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินชีวิตที่แท้จริงของแพนด้า เหมาะสมที่สุดในการที่จะเลี้ยงและทำการปรับปรุงพันธุ์เจ้าตัวอ้วนปุกปุยนี้ ตลอดจนการดูแลสัตว์ป่าหายาก เช่น นกกระสาคอดำ นกกระสาขาว แพนด้าเล็ก เป็นต้น

จากเฉิงตู นั่งรถไฟไปยัง ซีหนิง ใช้เวลา 10 ชม 13 นาที ซึ่งทิวทัศน์ตลอดระยะทาง เต็มไปด้วยป่าไม้ ภูเขาสูง โตรกธาร ทุ่งหญ้า และชุมชนชาวพื้นเมืองอยู่เป็นระยะ

จากซีหนิง ก็ถึงไฮไลท์ของการเดินทางครั้งนี้ เราจะไต่หลังคาโลกด้วย "ทางรถไฟสายชิงไห่-ทิเบต" เส้นทางรถไฟชิงไห่ – ทิเบต หรือ “ถนนบนท้องฟ้า” เป็นเส้นทางรถไฟบนที่ราบสูงที่สูงที่สุดและยาวที่สุดของโลก เริ่มต้นเดินทางจากนครซีหนิง เมืองหลวงของมณฑลชิงไห่ ถึงปลายทางนครลาซา เมืองหลวงของเขตปกครองตนเองทิเบต โดยมีความยาวทั้งสิ้น 1,956 กิโลเมตร ส่วนระยะทางที่ระดับความสูง 4,000 เมตรขึ้นไปราว 1,000 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 26 ชั่วโมง 23 นาที จุดที่สูงสุดของรถไฟเส้นนี้คือ ‘the Tanggula Pass’ มีความสูงถึง 5,068 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล แน่นอนว่าในระดับที่สูงขนาดนี้เรื่องระดับออกซิเจนต้องเป็นปัญหาอย่างแน่นอน รถไฟสายนี้จะมีการจัดการเรื่องออกซิเจนแบ่งเป็น 2 แบบคือ ในขณะที่รถไฟกำลังไต่ระดับในพื้นที่ราบสูงรถไฟจะมีการปั๊มออกซิเจนไปยังตัวขบวนเอง และเมื่อขึ้นไปยังระดับที่สูงมากๆ แล้วผู้โดยสารรู้สึกไม่ค่อยดีก็สามารถสวมใส่สายออกซิเจนเพื่อช่วยในการหายใจได้ นั้นหมายความว่าในทุกๆที่นั่งของรถไฟสายนี้จะต้องมีแหล่งจ่ายออกซิเจนฉุกเฉิน และอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่จำเป็นอื่นๆ อีกทั้งยังมีคุณหมอประจำรถไฟด้วย ในกรณีที่อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ตลอดสองข้างทางจะพบกับทัศนียภาพของหลังคาโลกอันตระการตา อาทิ

#จุดกำเนิดแม่น้ำสายสำคัญของโลกถึง5สาย คือ หวงเหอ แยงซีเกียง โขง สาละวิน และพรหมบุตร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นต้นธารอารยธรรมสำคัญของโลก

#สะพานรถไฟผ่านดินบนน้ำแข็งบนที่ราบสูงที่ยาวที่สุดในโลก โดยมีความยาวถึง 11.7 กิโลเมตร เพราะสูงกว่า 4,600 เมตร หน้าหนาวอุณหภูมิต่ำสุดถึง -30 องศาเซลเซียส ปริมาณออกซิเจนลดถง 40% ทว่าอุดมด้วยสัตว์ป่านานาชนิด เช่น จามรีป่า จิ้งจอกหิมะฯลฯ วิศวกรรถไฟจีนจึงสร้างทางรถไฟยกระดับกหรือสะพานรถไฟ เพื่อไม่ให้กีดขวางเส้นทางอพยพย้ายถิ่นของสัตว์ป่า โดยทำช่องใต้สะพานไว้ให้สัตว์ลอดไปมาได้อย่างอิสระ

#สถานีถังกู่ลาซานเป็นสถานีรถไฟที่สูงที่สุดในโลก โดยมีความสูง 5,068 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่เป็นสถานีที่ไม่มีผู้โดยสารขึ้น-ลง เพราะสูงจนไม่มีชุมชนอาศัยอยู่ มีแต่อุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับเจ้าหน้าที่การรถไฟจีนใช้ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินเท่านั้น

#สถานีชว่อน่า ที่ความสูง 4,595 เมตร ตั้งอยู่ริมทะเลสาบชว่อน่า ทะเลสาบน้ำจืดที่สูงที่สุดของโลก แต่ที่สำคัญคือเป็นต้นกำเนิดของ “นู่เจียง” หรือ สาละวิน ซึ่งไหลออกไปออกทะเลอันดามันที่มะละแหม่ง เมืองเอกของรัฐมอญที่ในอดีต

#สถานีทงเทียนเหอ ที่ความสูง 4,600 เมตร สถานีนี้ตั้งอยู่ใกล้จุดกำเนิดของแม่น้ำแยงซีเกียง ซึ่งชาวทิเบตเรียก “ทงเทียนเหอ” แปลว่า สายธารจากสวรรค์ บริเวณนั้น มีกองหินประดับธงมนตราตั้งอยู่โดดเด่น ด้วยถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบต ชนชาติที่เคารพบูชาน้ำในฐานะที่เป็นบ่อเกิดชีวิต และเป็นเส้นทางนำพาดวงวิญญาณของพวกเขาไปสู่สรวงสวรรค์


พักเที่ยวลาซา 5-7 วัน ลาซาตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย ที่ราบสูงธิเบตที่สูงที่สุดในโลก จนได้รับฉายาว่า หลังคาโลก ลาซามีอากาศที่หนาวเย็นมาก และมีความกดอากาศและอ๊อกซิเจนที่ต่ำ ฉะนั้นผู้ที่จะมาในทิเบตจะต้องปรับสภาพร่างกายก่อน สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ

#พระราชวังโปตาลา ตั้งอยู่บนยอดเขาแดง บนความสูงประมาณ 300 เมตร พระราชวังโปตาลาแห่งนี้มีประวัติอันยาวนานมากว่า 1,300 ปี ที่มีความสวยงามและอลังการมาก มีห้องมากกว่า 1,000 ห้อง ซึ่งนับว่าเป็นศิลปสุดยอดฝีมือที่สวยงามที่สุดของทิเบต ภายในพระราชวังโปตาลานี้มีอาคาร 13 ชั้น สูงประมาณ 400 เมตร พระราชวังโปตาลา ถือว่าเป็นสถานที่ที่สำคัญที่สุด

#ตำหนักนอร์บุหลินฆา หรือ หลัวปู้หลินข่า ตั้งอยู่ชานเมืองด้านตะวันตกของกรุงลาซา คำว่า นอร์บุหลินฆา เป็นภาษาทิเบต แปลว่า สวนป่าที่วิเศษ หรือสวนป่ามหาสมบัติ ตำหนักแห่งนี้ สร้างใน ค.ศ.1750 โดยดาไลลามะ ที่ 7 เพื่อเป็นที่พักในยามชรา

#วัดโจคัง (Jokhang) หรือชาวจีนเรียกว่า ต้าเจ้าซื่อ (Dazhao Si ) เป็นวัดที่มีอายุมากกว่า 1,400 ปี สร้างขึ้นตั้งแต่ ประมาณ ปี ค.ศ. 639-647 ชาวทิเบตนับถือว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด

#ตลาดแปดเหลี่ยม หรือ ถนนแปดเหลี่ยม ชาวทิเบตมีความเชื่อว่า ถนนแปดเหลี่ยมนี้เป็นเส้นทางจงกรม จากชาตินี้สู่ชาติหน้าได้ มีคำกล่าวไว้ว่า หากท่านเดินทางมาทิเบตไม่ได้มาที่นี่ เปรียบเหมือนท่านไม่ได้ย่างสู่ทิเบต ถนนแปดเหลี่ยม ยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมือง ของที่ระลึกมากมาย รวมไปถึงงานฝีมือต่าง ๆ มากมายที่ชาวทิเบตนำมาวางขายรายรอบถนนสายนี้

#ทะเลสาบยัมดรกยัมโซ (Yamdrok Yam Tso) เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ศักดิ์สิทธิแห่งหนึ่งของทิเบต ทุก ๆ ปี ชาวทิเบตจะมาแสวงบุญที่นี่จำนวนมาก เขากราบอัษฎางคประดิษฐ์เป็นระยะทางอันยาวไกลเป็นร้อย ๆ กิโลเมตรเพื่อมาสักการะทะเลสาบอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ทะเลสาบยัมดรก ยัมโซอยู่ทางด้านใต้ของแม่น้ำพรหมบุตร (Yarlung Tsangpo River) ในเขตเมือง ชิกัสเซ (Shigase) เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของเทือกเขาหิมาลัย มีพื้นที่ 638 ตารางกิโลเมตร มีความยาว 130 กิโลเมตร กว้าง 70 กิโลเมตร ความลึกเฉลี่ย 20 - 40 เมตร ส่วนที่ลึกที่สุด 60 เมตร อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 4441 เมตร ทะเลสาบนี้สวยมาก น้ำใสสะอาดราวกับกระจก น้ำเป็นสีฟ้าปนเขียว(green jade) ห้อมล้อมด้วยเทือกเขาสูง ยามต้องแสงตะวันในระดับความลึกของน้ำต่าง ๆ กัน จะเปลี่ยนเป็นสีเข้ม สีอ่อนต่างกัน บนผิวน้ำที่ราบเรียบจะมองดูระยิบระยับ มีเงาของภูเขา และต้นไม้สะท้อนลงบนผิวน้ำ ที่สำคัญคือทะเลสาบแห่งนี้ยังบริสุทธิ์มาก

หวังว่าเพื่อนๆจะเพลิดเพลินกับทริปรถไฟสายบางซื่อ หลังคาโลก ทริปนี้นะรับ แล้วพบกันใหม่ ทริปหน้าครับ

ติดตามเรื่องราวดีๆได้ที่ เพจ Bangkok I Love You

https://www.facebook.com/BKkILoveYou

เรื่องและภาพโดย #สุริยะเนตรพรรณพนาไพร

จีนสร้าง 'เกราะกันทราย' ตามแนว 'ทางรถไฟรอบทะเลทราย' ในซินเจียง

 


จีนสร้าง 'เกราะกันทราย' ตามแนว 'ทางรถไฟรอบทะเลทราย' ในซินเจียง

เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ปลูกป่าสร้าง "ระเบียงสีเขียว" เป็นเกราะป้องกันทรายสำหรับทางรถไฟสายเหอเถียน-รั่วเชียง ซึ่งทอดยาวบริเวณขอบใต้ของทะเลทรายทากลามากัน

บริษัท การรถไฟซินเจียง เหอเถียน-รั่วเชียง เรลเวย์ จำกัด เผยว่ามีการปูหญ้าเป็นแนวตารางรวม 50 ล้านตารางเมตร รวมถึงเพาะปลูกไม้พุ่มและกล้าไม้ 13 ล้านต้น ตามแนวทางรถไฟคิดเป็นระยะ 300 กิโลเมตร โดยครอบคลุมพื้นที่ที่มีแนวโน้มเกิดพายุทรายมากที่สุด

นอกจากนั้นบริษัทฯ ระบุว่ามีการติดตั้งระบบชลประทานประหยัดน้ำอัจฉริยะเพื่อหล่อเลี้ยงพืชพรรณ โดยระบบนี้สามารถควบคุมผ่านโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์จากระยะไกลได้ด้วย

งานปลูกป่าดังกล่าวเริ่มต้นเดือนธันวาคม 2018 พร้อมกับการก่อสร้างทางรถไฟสายเหอเถียน-รั่วเชียง ซึ่งเป็นโครงการทางรถไฟระดับชาติ ความยาวกว่า 825 กิโลเมตร เชื่อมโยงเมืองเหอเถียนในแคว้นเหอเถียน กับอำเภอรั่วเชียง แคว้นปกครองตนเองปาอินกัวเหลิง กลุ่มชาติพันธุ์มองโกล

ทางรถไฟสายเหอเถียน-รั่วเชียง ซึ่งถูกสร้างล้อมรอบทะเลทรายทากลามากัน จะเปิดบริการในเดือนมิถุนายนนี้หลังจากเสร็จสิ้นงานสร้างส่วนสุดท้ายแล้ว โดยจะมีบทบาทส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคตอนใต้ของซินเจียง

(แฟ้มภาพซินหัว : ส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายเหอเถียน-รั่วเชียง ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้างในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน วันที่ 27 ก.ย. 2021)

อ่านข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ : www.xinhuathai.com

รถไฟพลังงานไบโอมีเทนจากขยะของเสียจากมนุษย์การเกษตรและเลี้ยงสัตว์

 


รถไฟพลังงานไบโอมีเทนจากขยะของเสียจากมนุษย์การเกษตรและเลี้ยงสัตว์

รถไฟเป็นรูปแบบการเดินทางขนส่งผู้โดยสารที่มีประสิทธิภาพสามารถขนส่งผู้โดยสารได้จำนวนมากในขบวนเดียว ล่าสุดบริษัท ULR Partners ประเทศอังกฤษเปิดตัวรถไฟพลังงานไบโอมีเทน (Biomethane) จากขยะของเสียจากมนุษย์การเกษตรและเลี้ยงสัตว์ ลดการใช้พลังงานน้ำมันและแก้ปัญหาขยะซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ

บริษัท ULR Partners ได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนนวัตกรรมที่ยั่งยืนของรัฐบาลอังกฤษ 60,000 ปอนด์ หรือ 2,580,000 บาท เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟที่ใช้เชื้อเพลิงไบโอมีเทนขึ้นมา โดยรถไฟ 1 ตู้สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 120 ที่นั่ง ขนส่งผู้โดยสารระหว่างเมืองในอังกฤษ

ก่อนหน้านี้มีการนำไบโอมีเทน (Biomethane) มาใช้งานในเทคโนโลยีอื่น ๆ มาได้ระยะหนึ่งแล้ว ไบโอมีเทนมีลักษณะเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพชนิดหนึ่งที่ได้มาจากของเสียหลายชนิด กากตะกอนน้ำเสีย เศษพืชผลทางการเกษตร มูลสัตว์ และเศษอาหาร ถูกย่อยสลายและทำลายโดยแบคทีเรีย ในกระบวนการดังกล่าวทำให้เกิดก๊าซไบโอมีเทนขึ้นและสามารถนำไปจัดเก็บเพื่อรอการใช้งาน

แม้ว่าพลังงานจากไบโอมีเทนจะเป็นการใช้พลังงานจากขยะของเสียซึ่งมีส่วนช่วยสิ่งแวดล้อมแต่มีผู้แย้งว่ากระบวนการเผาไหม้ในเครื่องยนต์จากไบโอมีเทนก็ปล่อยคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ประโยชน์ที่แท้จริงของพลังงานจากไบโอมีเทนอาจเป็นการช่วยลดการใช้พลังงานจากน้ำมัน เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมายาวนาน

บริษัท ULR Partners ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอังกฤษและต้องการพัฒนาระบบการเดินทางขนส่งผู้โดยสารระหว่างเมือง ระบบรางรถไฟที่ใช้เป็นแบบรางเบา ใช้ต้นทุนในการก่อสร้างราคาถูกมีความทันสมัยมีความน่าเชื่อถือ ขนส่งผู้โดยสารเข้าสู่ระบบขนส่งรูปแบบอื่นในเมืองใหญ่และช่วยลดปัญหามลพิษในอากาศ 

จากการตรวจสอบประสิทธิภาพและประมาณการของ Sustainability West Midlands เครื่องยนต์ไบโอมีเทน (Biomethane) จะสามารถลดระดับมลพิษ PM2.5 ลงได้ 50 เปอร์เซ็นต์ และลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากมลพิษได้มากถึง 952 คน ในเขต West Midlands

ที่มาของข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/114847/

ที่มาของรูปภาพ ulrpartners.com


Joby Aviation ได้รับใบอนุญาต Part 135 จาก FAA เตรียมเปิดบริการแท็กซี่บินในปี 2024

 


Joby Aviation ได้รับใบอนุญาต Part 135 จาก FAA เตรียมเปิดบริการแท็กซี่บินในปี 2024

ปัจจุบันแท็กซี่บินกลายเป็นเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วโดยบริษัทเอกชนชั้นนำในหลายประเทศ ล่าสุดบริษัทจ๊อบบี้ เอวิเอชัน (Joby Aviation) หนึ่งในบริษัทที่มีเทคโนโลยีแท็กซี่บินชั้นนำกำลังเตรียมเปิดให้บริการแท็กซี่บินขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ในปี 2024 หลังจากผ่านขั้นตอนแรกของการขอใบรับรองจากองค์การบริหารการบินแห่งชาติ (Federal Aviation Administration: FAA) ของสหรัฐฯ 

จ๊อบบี้ เอวิเอชัน (Joby Aviation) เป็นพันธมิตรกับบริษัทโตโยต้า ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ทางบริษัทยังได้พัฒนาเครื่องต้นแบบและทำการทดสอบร่วมกับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ในรูปของอากาศยานประเภท eVTOL (Electronic Vertical Take-off and Landing) ที่ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบชาร์จซ้ำได้เป็นแหล่งพลังงาน ตัวเครื่องสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 320 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็นระยะทางประมาณ 248 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 รอบ และมีจุดเด่นสำคัญที่เสียงรบกวนจากการทำการบินที่ต่ำมาก แม้แต่ขณะอยู่ในระยะ 100 เมตรก็มีเสียงรบกวนแค่ 65 เดซิเบล (dB) ซึ่งไม่ต่างจากเสียงตอนใช้เครื่องดูดฝุ่นในบ้านแต่อย่างใด

ในตอนนี้ Joby Aviation ได้รับใบรับรองให้บริการขนส่งผู้โดยสารทางอากาศ (Part 135) จากองค์การบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐฯ (FAA) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนับเป็นใบอนุญาตฉบับแรกจากใบอนุญาตที่สำคัญทั้งหมด 3 ฉบับ เพื่อทำให้การเปิดบริการแท็กซี่บินขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ถูกต้องตามกฎหมาย ในขณะที่แผนแม่บทการพัฒนาของ Joby Aviation ตั้งเป้าเดินหน้าการผลิตเชิงอุตสาหกรรมและผลักดันการเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการภายในปี 2024

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมในด้านแท็กซี่บินมากที่สุด แต่ทั้ง Joby Aviation และบริษัทอื่น ๆ ก็ประสบปัญหาความล่าช้าจากการทำงานของ FAA ที่เปลี่ยนแปลงแนวทางการให้ใบรับรอง eVTOL ซึ่งมีผลต่อระยะเวลาในกระบวนการยื่นคำร้องขอของผู้ผลิต eVTOL รายต่าง ๆ ในสหรัฐฯ รวมถึง Joby Aviation ด้วยเช่นกัน รวมถึงมีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า Joby Aviation อาจจะไม่สามารถเปิดบริการในปี 2024 ได้ เพราะกระบวนการอนุญาตของ FAA อาจจะกินเวลามากกว่า 5 ปีนั่นเอง

ที่มาข้อมูล https://www.tnnthailand.com/news/tech/115054/

ที่มารูปภาพ Joby Aviation


 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. True News เจาะลึกข่าวออนไลน์ - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger