หลังจากที่ปล่อยให้ค่ายรถยนต์จากประเทศจีนออกนำไปก่อนหลายช่วงตัว สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ไม่ว่าทั้ง MG และ GWM ต่างสร้างฐานลูกค้าได้ก่อน สร้างกระแสความนิยมก่อนใคร จนค่ายรถยนต์จากฝั่งของยุโรปทั้ง Mercedes Benz, BMW รวมทั้งค่าย Volvo ที่แม้จะเป็นรถสวีเดนในเงาของจีนในปัจจุบัน ต้องลงมาลุยตลาดรถ EV ด้วย
ล่าสุดค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง Toyota ก็พร้อมที่จะกระโดดเข้ามาร่วมวงในตลาดรถ EV แล้ว หลังจากที่งาน Motor Show 2022 ที่ผ่านมายอดจองรถ EV ภายในงานมีตัวเลขที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย และมีทิศทางที่เติบโตอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ในวันพรุ่งนี้ (29 เมษายน) Toyota เตรียมลงนามความร่วมมือในมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ากับกรมสรรพสามิตร
โดยนายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า การลงนามในครั้งนี้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นจะเข้ามาตรการสนับสนุน ไม่เพียงเท่านั้นยังมีค่ายรถอื่นๆ ที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาที่จะเข้าร่วมมาตรการด้วย เช่น Neta ซึ่งเป็นค่ายรถยนต์จากประเทศจีนอีกราย ที่กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับทางบริษัทแม่ ในการเข้าร่วมมาตรการดังกล่าว
ส่วนค่ายรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นค่ายอื่นๆ อย่าง Honda ทางกระทรวงพลังงานได้เดินทางไปหารือกับผู้ผลิตที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งคาดว่าน่าจะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับทาง Toyota
อย่างที่ทราบกันคือมาตรการสนับสนุนรถ EV เป็นตัวกระตุ้นความสนใจของผู้คนให้หันมาซื้อรถเหล่านี้เพิ่มขึ้น โดยตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาค่ายรถยนต์ได้เตรียมยื่นขอใช้สิทธิจากการจองซื้อรถยนต์รวมประมาณเกือบ 6,000 คันแล้ว แบ่งเป็น GWM 2,000 พันคัน และ MG อีก 3,000 พันคัน
🔵 สำหรับหลักเกณฑ์ในการใช้สิทธิ์คือ
🔹️1. ต้องเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภายในประเทศ ที่ทำสัญญากับ กรมสรรพสามิต โดยกรมฯ จะอุดหนุนเงินและภาษีฯ ไปที่ผู้ประกอบการเท่านั้น
🔹️2. ประเภทรถยนต์ครอบคลุมรถยนต์ รถกระบะ และรถจักรยานยนต์ เฉพาะ BEV
🔵 รายละเอียดมาตรการแบ่งออกเป็นดังนี้
🔹️1. รถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน แบบ BEV ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ในส่วนของมาตรการภาษี จะให้นำเข้า CBU ที่ได้รับสิทธิพิเศษทางอากรศุลกากรภายใต้ความตกลงการค้าเสรี โดยหากมีอากรไม่เกิน 40% ให้ยกเว้น หากมีอากรเกิน 40% ให้ลดอัตราอากรลงอีก 40% ปรับลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั่ง ประเภท BEV จากเดิม 8% เหลือ 2% ในปี 2565 – 2568
🔹️2. รถยนต์นั่งที่ขนาดตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป ประเภท BEV ที่มีราคามากกว่า 2 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 7 ล้านบาท ครม.เห็นชอบให้ปรับลดอากรศุลกากรในปี 2565 – 2566 คือ การนำเข้ารถ CBU หากอากรไม่เกิน 20% ให้ได้รับยกเว้นอากร หากอากรเกิน 20% ให้ลดอากรลงอีก 20% ส่วนอัตราอากรนำเข้าให้ลดเหลือ 60% และปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั่งฯประเภท BEV จาก 8% เหลือ 2% ในปี 2565 – 2568
🔹️3. รถยนต์กระบะ BEV ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 2 ล้านบาท ได้เงินอุดหนุน 1.5 แสนบาทต่อคัน เฉพาะรถยนต์กระบะที่ผลิตในประเทศ (CKD) และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป
🔹️4. รถจักรยานยนต์ ประเภท BEV ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 1.5 แสนบาท โดยมีมาตรการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตตามมูลค่า 1% สำหรับรถจักรยานยนต์ประเภท BEV ที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่กรมสรรพสามิตประกาศกำหนด
🔹️5. การผลิตหรือประกอบรถยนต์ BEV ในประเทศ ในเขตปลอดภาษีอากรหรือเขตประกอบการเสรีในปี 2565 – 2568 โดยอนุมัติให้มีการนับมูลค่าของ Cell แบตเตอรี่ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศสำหรับ การนำมาผลิตเป็นแบตเตอรี่ และนำไปผลิตหรือประกอบเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (ประเภท BEV) ในเขตปลอดอากร (Free Zone) หรือเขตประกอบการเสรี รวมเป็นต้นทุนการผลิตที่เกิดขึ้นในประเทศ สำหรับการคำนวณมูลค่าเพิ่มในประเทศได้ไม่เกิน 15% ของราคายานยนต์ไฟฟ้า (BEV) หน้าโรงงาน เพื่อส่งเสริมการลงทุนใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศ
🔹️6. สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตหรือประกอบภายในประเทศ เห็นควรส่งเสริมให้ใช้ชิ้นส่วนที่มีการนำเข้าในช่วงระยะเวลา ในปี 2565 – 2568 ประกอบด้วย แบตเตอรี่ Traction Motor คอมเพรสเซอร์สำหรับยานพาหนะไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ระบบควบคุมการขับขี่ (DCU) On-Board Charger PCU inverter DC/DC Converter และ Reduction Gear รวมทั้งส่วนประกอบของชิ้นส่วนดังกล่าว ให้ได้รับสิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 สำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิ์ โดยให้สถาบันยานยนต์ เป็นผู้รับรองชิ้นส่วนสำคัญและชิ้นส่วนย่อยเพื่อลดอากรขาเข้าเพิ่มเติมต่อไป






















